Friday, 12 June 2026
TheStatesTimes

‘ภูมิธรรม’ สั่งครม. ยกร่างเตรียมฟ้องแพ่ง - อาญา ระดับโลก หลังกัมพูชาเปิดฉากยิงคนไทยตาย-เจ็บ สูญเสียหนัก

‘ภูมิธรรม’ สั่ง ครม.ยกร่างเตรียมฟ้อง ‘แพ่ง-อาญา’ ระดับโลก ผู้สั่งการ ‘กัมพูชา’ เปิดฉากยิง ‘คนไทย’ ตาย-เจ็บ สูญเสียหนัก

(5 ส.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีข้อสั่งการจาก นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีดังนี้

1. เรื่องการดำเนินคดีตามกฎหมาย จากกรณีที่กัมพูชาใช้กำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์รุกรานอธิปไตยของไทยจนเกิดความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน กำลังพลและทางราชการเป็นจำนวนมาก โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ กรณีที่ต้องดำเนินการทางกฎหมาย ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง ทั้งใน และระดับโลก รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ด้วย จึงมอบหมายให้ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหน่วยงานหลัก ดำเนินการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่ได้รับความเสียหาย เช่น กองทัพบก กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และอื่นๆ โดยให้เชิญเลขาธิการกฤษฎีกา เข้าร่วมประชุม เพื่อช่วยให้คำแนะนำทางกฎหมายในการดำเนินคดีกับผู้สั่งการและผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมายดังกล่าวโดยเร็วที่สุด เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ รวมทั้งเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าว รวมทั้งแจ้งให้ประชาชนผู้เสียหาย ทราบถึงสิทธิในการฟ้องร้องคดีอาญา และฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้สั่งการด้วย

2.สถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชาแม้มีการหยุดยิงแล้ว โดยขณะนี้การประชุม GBC ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ก็กำลังดำเนินการกันอยู่ ในช่วงวันที่4 -7 สิงหาคม แต่ยังมีภารกิจภายในประเทศที่หลายหน่วยงานยังต้องดำเนินการ คือ
2.1 การเก็บกู้ วัตถุระเบิด ที่กองทัพกัมพูชายิงเข้ามา และยังมีหลงเหลืออยู่ในชุมชนและพื้นที่ ของพลเรือน ขอให้หน่วยงานด้านความมั่นคง ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทั้งกับเจ้าหน้าที่และประชาชน
2.2 ช่วงที่ผ่านมาพบ“โดรน”ที่บินเข้ามามากผิดปกติ และฝ่าฝืน ข้อห้ามที่ทางการประกาศไว้ ขอให้สำนักงานการบินพลเรือน กระทรวงคมนาคม ร่วมกับ ฝ่ายความมั่นคง จัดระบบการรับแจ้งเหตุจากประชาชน และตรวจสอบข้อเท็จจริงหากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย ขอให้เร่งดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดทันที
2.3 ให้ฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย เร่งประเมินสถานการณ์ร่วมกับ ศบ.ทก. ของรัฐบาล และกองทัพ เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เพื่อให้ประชาชนทยอยให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างปลอดภัย
3. เรื่อง การป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข่าวปลอม (Fake News) ช่วงที่ผ่านมา การเผยแพร่ข่าวปลอม (Fake News) มีปริมาณเพิ่มขึ้นและส่งผลกระทบรุนแรงมากขึ้น  โดยเฉพาะการเผยแพร่ผ่านทาง Social media ในช่วงเวลาที่สถานการณ์มีความอ่อนไหว และประชาชนมีความต้องการทราบข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะในสถานการณ์ปะทะกันที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งประเทศไทยถูกโจมตีทางออนไลน์ จากการเผยแพร่ข่าวปลอมฝ่ายตรงข้าม ที่พยายามบิดเบือนและสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

ทั้งนี้ ขอให้ทุกหน่วยงาน ช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนรับฟังข่าวสารด้วยความระมัดระวัง ให้ตรวจสอบก่อนที่จะส่งต่อข่าวหรือข้อมูล 
สำหรับหน่วยงานรัฐโดยเฉพาะหน่วยงาน ด้านความมั่นคง ต้องมีการมอบหมายผู้ติดตามข่าวสารตลอดเวลาเมื่อพบ Fake News จะได้แก้ไข / ชี้แจง และตอบโต้ได้อย่างให้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ขอให้กระทรวงดีอี ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและวิเคราะห์ข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ และดำเนินการตรวจติดตาม Fake News ที่ถูกเผยแพร่ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดโดยเร็ว รวมทั้งประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตามกฎหมายในกรณีที่มีความจำเป็นด้วย

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้แจ้งให้ ครม.นัดปรกติ วันนี้ ทราบว่า ในการประชุม ครม. นัดพิเศษ เมื่อวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เรื่อง คือ
(1) เรื่องร่างแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐฯ และไทย
(2) เรื่อง การช่วยเหลือเยียวยา ประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะกันของไทยและกัมพูชา ซึ่งได้เชิญรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาประชุมร่วมกัน ตามมาตรา 8 ของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุม ครม.ฯ ซึ่งตามขั้นตอนต้องแจ้งมติของทั้ง 2 เรื่อง ให้ ครม.ทราบเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เชฟรอน - BCPR ประกาศร่วมสำรวจปิโตรเลียม ในแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G2/65

(5 ส.ค. 68) เมื่อเร็วๆ นี้ นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีประกาศความร่วมมือระหว่าง บริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (เชฟรอน) และบริษัท บีซีพีอาร์ จำกัด (BCPR) ในกลุ่มบริษัทบางจาก ในการเข้าเป็นพันธมิตรร่วมประกอบกิจการปิโตรเลียมในแปลงสำรวจปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G2/65 (แปลงสำรวจ G2/65) ภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต ซึ่งได้รับการอนุญาตลงนามอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแล้ว โดยให้ออกเป็นสัญญาแบ่งปันผลผลิตเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1)  พิธีดังกล่าวมีนายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ คณะผู้บริหารจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารจากเชฟรอน ได้แก่ นายชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และ นายรณรงค์ ชาญเลขา ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมด้วยคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก ได้แก่ นายไพโรจน์ กวียานันท์ กรรมการ บริษัท บางจากฯ และ BCPR, นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท บางจากฯ, นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน บริษัท บางจากฯ และ กรรมการ BCPR และ นายโกมุท มณีฉาย ผู้อำนวยการ BCPR เข้าร่วมด้วย

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า “กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน  ในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ได้พิจารณาตรวจสอบหลักเกณฑ์การเข้ามาเป็นผู้ร่วมประกอบกิจการปิโตรเลียม ของแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G2/65  ภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตของบริษัท บีซีพีอาร์ จำกัด อย่างครบถ้วน ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว และสัญญาแบ่งปันผลผลิตดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแล้ว นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับธุรกิจปิโตรเลียมที่มีนักลงทุนรายใหม่ที่เป็นบริษัทไทยเข้ามาร่วมลงทุน และยังเป็นโอกาสให้บุคลากรในบริษัท บีซีพีอาร์ จำกัด ได้เรียนรู้การดำเนินงานการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม  ที่มีสภาพทางธรณีวิทยาที่ซับซ้อนของอ่าวไทยจากบริษัท เชฟรอนฯ ที่มีประสบการณ์สูงในด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งในไทยและในระดับสากล เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมของบริษัท บีซีพีอาร์ จำกัด ในการก้าวเข้ามาเป็นอีกหนึ่งผู้ดำเนินงานไทยในธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทยในอนาคตต่อไปได้ โดยการลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิตเพิ่มเติมนี้นับว่ามีส่วนสำคัญในการสร้างความต่อเนื่องของการจัดหาแหล่งพลังงานภายในประเทศ เพื่อเป็นรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ” 

นายชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “อนาคตทางพลังงานที่มั่นคงของประเทศจะเกิดขึ้นได้ ด้วยความร่วมมืออย่างจริงจังของทุกภาคส่วน ที่มีวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกันในเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานให้แข็งแกร่งเพื่อให้เป็นเฟืองจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยการผนึกกำลังกับบริษัทไทยอย่าง BCPR บริษัทในกลุ่มบริษัทบางจาก ที่เป็นบริษัทพลังงานชั้นนำของประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นการผสานองค์ความรู้และนวัตกรรมของเชฟรอนในระดับมาตรฐานโลก รวมถึงประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย ซึ่งถือเป็นธุรกิจพลังงานต้นน้ำ เข้ากับศักยภาพอันแข็งแกร่งและความเป็นผู้นำของกลุ่มบริษัทบางจากในธุรกิจพลังงานของประเทศทั้งในระดับกลางน้ำและปลายน้ำ ซึ่งการร่วมมือครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาแปลงสำรวจ G2/65 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งจะยังมีการถ่ายทอดความรู้ความชำนาญ รวมถึงการสร้างบุคลากรเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว  ความร่วมมือนี้ยังตอกย้ำเจตนารมณ์ของเชฟรอนในการมุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจในการร่วมงานด้วย เพื่อส่งมอบพลังงานที่เชื่อถือได้ ในราคาที่เหมาะสม และสะอาดยิ่งขึ้นให้กับประเทศ”

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากฯ กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงพลังระหว่างกลุ่มพันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกันในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย การที่ BCPR บริษัทในกลุ่มบริษัทบางจาก ซึ่งเป็นองค์กรพลังงานไทยที่เติบโตจากความเชื่อในพลังของคนไทย เข้าร่วมพัฒนาแปลงสำรวจ G2/65 ในอ่าวไทย ร่วมกับเชฟรอน องค์กรพลังงานระดับโลกที่มีบทบาทสำคัญในธุรกิจพลังงานของไทยมายาวนาน ถือเป็นก้าวสำคัญที่มีความหมายอย่างยิ่ง เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้เรียนรู้จากพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้งในด้านเทคโนโลยี กระบวนการ การบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ รวมทั้งด้านการพัฒนาบุคลากรในภาคพลังงาน และเป็นการต่อยอดองค์ความรู้จากการลงทุนใน OKEA ประเทศนอร์เวย์ของ BCPR ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นได้ด้วยการสนับสนุนจากกระทรวงพลังงาน และกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศ และการที่เชฟรอนเปิดโอกาสให้กลุ่มบริษัทบางจากได้ร่วมเป็นพันธมิตรครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของความร่วมมือที่มีศักยภาพและยั่งยืนในอนาคต” 

ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2566 เชฟรอนได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตสำหรับแปลงสำรวจ G2/65 จากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ซึ่งขณะนี้ดำเนินการอยู่ในระยะการสำรวจ  ภายใต้ความร่วมมือนี้ เชฟรอนได้โอนสิทธิ ประโยชน์ และพันธะตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต ในสัดส่วนร้อยละ 30 ให้แก่ BCPR เพื่อเข้ามาเป็นผู้ร่วมประกอบกิจการ (Co-venturer) ในแปลงสำรวจ G2/65 ซึ่งมีเชฟรอนเป็นผู้ดำเนินการ (Operator) โดยความร่วมมือนี้มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสำรวจทรัพยากรปิโตรเลียมในแปลงสำรวจ G2/65 อันจะเป็นการส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาวต่อไป

‘กองทัพแคนาดา’ ส่งของทางอากาศช่วย ‘กาซา’ ประกาศเตรียมรับรอง ‘รัฐปาเลสไตน์’ อย่างเป็นทางการ

(5 ส.ค. 68) กองทัพแคนาดาทำภารกิจช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในกาซาครั้งแรก ด้วยการส่งอาหาร ยารักษาโรค และอื่นๆ ผ่านทางอากาศกว่า 9,800 กิโลกรัม เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยใช้เครื่องบินทหารจากฐานทัพในจอร์แดน ร่วมกับอีก 5 ประเทศ คือ จอร์แดน, อียิปต์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, เยอรมนี และเบลเยียม เพื่อบรรเทาวิกฤตความอดอยากที่กำลังลุกลามในเขตกาซา

แม้จะเป็นความช่วยเหลือจากนานาชาติ แต่ชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่เผยว่ารู้สึกแย่กับการแย่งอาหารที่หล่นจากฟ้า โดยระบุว่าบางคนได้รับอาหารกระป๋องที่ถูกเบียดจนบุบเสียหาย เด็กๆ ต้องปีนข้ามผู้คนเพื่อเข้าไปหยิบของ ส่วนบางพาเลท (กล่องไม้บรรจุอาหาร) ตกในทะเล และมีอย่างน้อยหนึ่งกรณีที่พาเลทพลาดตกใส่คนจนเสียชีวิต

แคนาดาระบุว่าเข้าใจดีว่าการทิ้งของทางอากาศยังไม่ใช่หนทางที่ดีพอ แต่เป็นมาตรการสุดท้ายที่จำเป็นต้องทำ เพราะอิสราเอลยังคงจำกัดการขนส่งสิ่งของช่วยเหลือผ่านทางบกอย่างเข้มงวด ขณะที่เสียงเรียกร้องจากภาคประชาชนและองค์กรช่วยเหลือต่างต้องการให้เปิดด่านให้รถขนของเข้าได้ตามปกติ

ในเวลาเดียวกัน นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) ของแคนาดาประกาศว่า เตรียม “รับรองรัฐปาเลสไตน์” อย่างเป็นทางการ โดยมีเงื่อนไขว่าทางการปาเลสไตน์ต้องจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ในปีหน้า หลังจากเว้นว่างมากว่า 20 ปี ซึ่งถือเป็นการเร่งเดินหน้าสู่ “ทางออกสองรัฐ” ท่ามกลางสงครามที่ยังคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปแล้วกว่า 60,000 คน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 

‘รัสเซีย’ ยืนยันสังหารทหาร ‘ยูเครน’ จำนวนกว่า 385 นาย หลังใช้ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง ‘คินซาล’ ถล่มหลายจุด

(5 ส.ค. 68) เมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 สิงหาคม กองทัพรัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนด้วยปฏิบัติการทางอากาศขนาดใหญ่ โดยใช้ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง “คินซาล” (Kinzhal) และโดรนโจมตีระยะไกลพุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานของสนามบินทหารยูเครนหลายแห่ง พร้อมระบุว่า “ภารกิจประสบผลสำเร็จตามเป้า”

ด้านยูเครนยืนยันผ่านกองทัพอากาศว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดเป้าหมายได้เกือบทั้งหมด จากโดรนรัสเซียทั้งหมด 162 ลำ ยูเครนยิงตกหรือขัดขวางได้ถึง 161 ลำ แต่ก็ยังมีบางลูกหลุดรอดไปสร้างความเสียหายในหลายพื้นที่ เช่น เขตโบรีสปิลของกรุงเคียฟ และเมืองโอเดซา ซึ่งมีบ้านเรือนเสียหายอย่างน้อย 6 หลัง

อย่างไรก็ตาม แม้ระบบป้องกันภัยจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่รัสเซียยังอ้างว่าสามารถสังหารทหารยูเครนได้กว่า 385 นาย และทำลายยุทโธปกรณ์หลายรายการ พร้อมทั้งยังคงยิงโจมตีซ้ำในช่วงเช้าวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยขีปนาวุธ Kinzhal พุ่งเป้าไปที่แคว้นคเมลนิตสกี สร้างแรงระเบิดรุนแรงท่ามกลางการแจ้งเตือนภัยทางอากาศทั่วยูเครน

ขณะที่ยูเครนยังคงต้องรับมือกับการโจมตีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความเสียหายที่เกิดจากเศษซากโดรนในหลายเมือง ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศยังคงไม่มีท่าทีผ่อนคลายลงในระยะใกล้นี้ 

สืบ ตม.3 แฝงตัวเข้าหมู่บ้านหรูล่าอาชญากรข้ามชาติ ปิดเกมหนุ่มสวีเดน ผู้ต้องหายาเสพติดออนไลน์เครือข่ายแก๊งค้ายานรกแถบสแกนดิเนเวีย หนีหมายแดง INTERPOL ซุกไทย!

(5 ส.ค. 68) โดยเมื่อเวลา 16.30 น.ของวันที่ 4 สิงหาคม ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.(สส.), พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3 และ พ.ต.อ.คธาธร คำเที่ยง รอง ผบก.ตม.3 สั่งการให้ พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3 พร้อมชุดสืบสวนภาคตะวันออก กก.สส.บก.ตม.3 นำโดย พ.ต.ท.อิธิธร ประเสริฐศักดิ์ รอง ผกก.ฯ และกำลังลุยปิดล้อมควบคุมตัว นายโทบี้ (นามสมมุติ) อาชญากรตัวเอ้ชาวสวีเดน หนีหมายแดง (Red Notice) จากตำรวจสากล (INTERPOL) คดียาเสพติดของกรมตำรวจสวีเดน จากการสืบสวนและติดตามอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็สามารถพิสูจน์ทราบถึงสถานที่พักอาศัยของผู้ต้องหาได้อย่างชัดเจน จึงได้วางแผนและนำกำลังเข้าควบคุมตัวนายโทบี้ (นามสมมุติ) ไว้ได้สำเร็จคาบ้านพักวิลล่าสุดหรู ย่านบางละมุง

พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ฯ เปิดเผยว่า สืบสวนพฤติกรรมของนายโทบี้ นั้นเข้าข่ายเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม โดยทางการสวีเดนต้องการตัวเขากลับไปรับโทษจากคดียาเสพติด โดยนายโทบี้ เป็นผู้ดูแลระดับโลกหรือ Global Moderator แพลทฟอร์มซื้อขายยาเสพติด ที่ใช้ชื่อว่า "Archetyp" ซึ่งเปิดให้ซื้อขายยาเสพติดสิ่งผิดกฎหมายแบบห้องแชทส่วนตัว (Private Room Chat) ในภูมิภาคสแกนดิเนเวียและส่วนอื่นๆของยุโรปอีกด้วย

ทั้งนี้ ปฏิบัติการในครั้งนี้ เป็นไปตามข้อสั่งการของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งกำชับให้ดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการกวาดล้างอาชญากรข้ามชาติ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันและปราบปรามคนต่างด้าวที่แฝงตัว ปะปนเข้ามากระทำความผิด อันเป็นภัยต่อความสงบสุขของประชาชนและความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ซึ่งการดำเนินการอย่างจริงจังจะช่วยรักษาภาพลักษณ์ของประเทศและสร้างความเชื่อมั่นในการบังคับใช้กฎหมาย

สมุทรปราการ-คณะผู้บริหารเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ลงพื้นที่เยี่ยมประชาชน มอบกางเกงผ้าอ้อมผู้ใหญ่ แผ่นรองซับ ในเขตพื้นที่แพรกษาใหม่

(5 ส.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางคณะผู้บริหารเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ นำโดย นายณัฐพล บุญริ้ว รองนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ พร้อมด้วย นางสาวศิริพร ทับคล้าย รองนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ คณะสมาชิกสภาเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมลงพื้นที่ในชุมชนตรวจเยี่ยมประชาชนในเขตพื้นที่ตำบลแพรกษาใหม่ ภายใต้การกำกับดูแลของ นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ที่มีความห่วงใยกลุ่มผู้สูงอายุ และสำหรับบุคคลที่มีภาวะพึ่งพิง และบุคคลที่มีภาวะปัญหาการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้

โดยทางคณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาเทศบาล เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ได้ลงพื้นที่ไปมอบกางเกงผ้าอ้อมผู้ใหญ่ พร้อมทั้งมอบแผ่นรองซับ สำหรับบุคคลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง และบุคคลที่มีภาวะปัญหาการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ตามชุมชนต่างๆ ในเขตพื้นที่ตำบลแพรกษาใหม่ จำนวนกว่า 200 ราย 

ซึ่งกางเกงผ้าอ้อมผู้ใหญ่นี้จัดอยู่ในแผนงาน ของโครงการสนับสนุน ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ สำหรับบุคคลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง และบุคคลที่มีภาวะปัญหาการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระได้ 

สำหรับกางเกงผ้าอ้อมผู้ใหญ่ที่ทางเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่นำมามอบให้ในครั้งนี้ จะมีระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน หรือทุกๆ 2-3 เดือน จะลงพื้นที่มาตรวจเยี่ยมพร้อมทั้งมอบกางเกงผ้าอ้อมผู้ใหญ่และแผ่นรองซับ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ประชาชนในเขตพื้นที่ตามโครงการที่ตั้งไว้

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน     

สมาคมแม่บ้านตำรวจส่งกำลังใจและสิ่งของช่วยเหลือข้าราชการตำรวจในพื้นที่ประสบอุทกภัย  1,339 ครอบครัว ตามนโยบาย "ครอบครัวตำรวจเราไม่ทิ้งกัน"

(5 ส.ค. 68) คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่า สมาคมแม่บ้านตำรวจได้มีโครงการต่าง ๆ ที่เป็นการช่วยเหลือดูแลข้าราชการตำรวจและครอบครัวมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่โดยเฉพาะทางภาคเหนือ ซึ่งข้าราชการตำรวจได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยที่พบว่าตำรวจและครอบครัวก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน สมาคมแม่บ้านตำรวจมีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ส่งความช่วยเหลือไปยังข้าราชการตำรวจและครอบครัวในจังหวัดที่ประสบปัญหาอุทกภัย ตามนโยบาย "ครอบครัวตำรวจเราไม่ทิ้งกัน" ของสมาคมแม่บ้านตำรวจ โดยจัดสรรงบประมาณจำนวน 1,339,000 บาท เพื่อจัดซื้อสิ่งของจำเป็น และมอบหมายชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 5 นำสิ่งของช่วยเหลือไปมอบให้ข้าราชการตำรวจและครอบครัว ในพื้นที่จังหวัดน่าน พะเยา แพร่ และเชียงราย รวมจำนวน 1,339 ครัวเรือน 

ทั้งนี้ คุณพจนารถ กรึงไกร ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 5 นำคณะแม่บ้านตำรวจ ร่วมบรรจุถุงยังชีพ ณ ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน โดยมี พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน พร้อมด้วยคุณละมัย กัลยา ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดน่าน และคณะฯ ร่วมดำเนินการ จากนั้นเมื่อวันที่ 2 - 3 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 5 ได้ดำเนินการนำถุงยังชีพของสมาคมแม่บ้านตำรวจ จำนวน 1,125 ครัวเรือน ส่งมอบให้กับครอบครัวข้าราชการตำรวจที่ประสบอุทกภัย ในจังหวัดน่าน จำนวน 1,112 ครัวเรือน และจังหวัดแพร่ จำนวน 13 ครัวเรือน และจะได้ดำเนินการส่งมอบถุงยังชีพเพิ่มเติมให้กับครอบครัวข้าราชการตำรวจในจังหวัดพะเยา เชียงราย และจังหวัดแพร่ ในส่วนที่เหลือต่อไป

ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 5 กล่าวว่า ขอขอบคุณ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและ คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เป็นอย่างยิ่ง ที่ส่งกำลังใจและส่งสิ่งของจำเป็นช่วยเหลือข้าราชการตำรวจกับครอบครัวที่ประสบอุทกภัย ทำให้ข้าราชการตำรวจและในพื้นที่มีขวัญ และกำลังใจ ที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่

ด้าน พ.ต.ท.สันติภาพ ปิยะฐานุลักษณ์ รอง ผกก.ป. สภ.ท่าวังผา จังหวัดน่าน กล่าวว่า สภ.ท่าวังผา เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย และได้รับมองถุงยังชีพของสมาคมแม่บ้านตำรวจ จึงขอขอบคุณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ที่ได้เอาใจใส่ ดูแลข้าราชการตำรวจที่ได้รับความเดือดร้อน ในครั้งนี้ ซึ่งจะได้นำสิ่งของเหล่านี้มาใช้ในการอุปโภค บริโภค เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนต่อไป

เบื้องหลังที่มาภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯเก็บเมียนมา 40% อาจส่งสัญญาณเลิกคว่ำบาตรรัฐบาลทหารเมียนมา

(5 ส.ค. 68) หลายคนคงเห็นข่าวที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเรื่องเก็บภาษีนำเข้าประเทศนั้น ประเทศนี้ แต่เอย่ามาสะดุดคำว่า เมียนมา 40%

รู้หรือไม่ว่า รัฐบาลทหารเมียนมา ดีใจและขอบคุณทางรัฐบาลสหรัฐฯมากเพราะนี่คือหลักฐานที่ออกมาอย่างเป็นทางการว่า สหรัฐ อเมริกาเลิกคว่ำบาตรเมียนมาแล้วอย่างเป็นทางการ อันหมายรวมถึงการยอมรับรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นรัฐบาลโดยชอบธรรมของเมียนมาด้วย

กระดาษใบนี้นั่นเองจะเป็นตัวที่เปิดให้ประเทศที่กีดกันทางการค้ากับเมียนมาหันกลับมาทำธุรกิจและลงทุนในเมียนมาอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่างานนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่นอน

ดูเหมือนที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาน่าจะได้ไตร่ตรองแล้วว่าการอัดฉีดรัฐบาลเงาและกองทัพของชนกลุ่มน้อยในเมียนมาให้ทำสงครามเพื่อแบ่งแยกดินแดนนั้นไม่เป็นผล  แต่ยิ่งกลับเป็นการผลักเมียนมาให้ไปซบอกประเทศที่เป็นคู่กรณีอย่างจีนและรัสเซียมากขึ้น 

ดังนั้นภายใต้การเปิดไมตรีโดยการประกาศภาษีนี้ถามว่ากระทบอะไรกับเมียนมาไหม เอย่าบอกเลยว่าน้อยมากจนถึงกับไม่กระทบเลย เพราะตลอดมาที่เมียนมาถูกโดดเดี่ยวจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไร

ถามว่าการเปิดไมตรีครั้งนี้ เมียนมามองออกหรือไม่เอย่าคาดว่าทางผู้นำอย่างมิน อ่อง หล่าย ไม่ได้เป็นคนโง่ที่จะมองอะไรไม่ออก แต่ก็อย่างว่าเมื่อศัตรูยื่นไมตรีให้เขาก็รับ แต่อย่างไรก็ดี  ตลอดเวลาที่สหรัฐฯสร้างบาดแผลให้เมียนมาก็ทำให้ทางรัฐบาลทหารเมียนมาจำเหมือนกันว่าใครได้ทำอะไรกับตนไว้

จากนี้คงต้องมาดูความจริงใจของฝั่งสหรัฐฯว่าจะยังสนับสนุนฝั่งรัฐบาลเงาของเมียนมาอยู่ไหมหรือจะกวาดทิ้งมาให้เมียนมาเพื่อสร้างแต้มต่อความพึงพอใจ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการขยายอำนาจของจีนและรัสเซียในอ่าวเบงกอลหรือไม่อย่างไร

ครม.เห็นชอบซื้อเครื่องบิน ‘กริพเพน’ 4 ลำ มูลค่า 19,500 ล้าน พร้อมแก้สัญญาเรือดำน้ำ Yuan Class ใส่เครื่องยนต์จีนแทนเยอรมัน

(5 ส.ค. 68) คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Saab JAS 39 Gripen รุ่น E/F จำนวน 4 ลำ มูลค่า 19,500 ล้านบาท และรับทราบแผนจัดหาเรือดำน้ำลำใหม่ ตามข้อเสนอของกองทัพอากาศและกองทัพเรือ ขณะเดียวกัน ยังมีมติแก้ไขข้อตกลงโครงการเรือดำน้ำ Yuan Class รุ่น S26T ที่ลงนามแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) กับจีน โดยเปลี่ยนจากเครื่องยนต์เยอรมัน MTU396 เป็นเครื่องยนต์จีน CHD620 และขยายเวลาต่อเรือออกไปอีก 1,217 วัน

โครงการเรือดำน้ำดังกล่าว เริ่มลงนามตั้งแต่ปี 2560 แต่หยุดชะงักในปี 2564 เนื่องจากจีนไม่สามารถหาเครื่องยนต์เยอรมันตามสัญญาได้ ปัจจุบันต่อเรือเสร็จแล้ว 64% จ่ายเงินไปแล้ว 10 งวดจากทั้งหมด 18 งวด รวมวงเงินกว่า 7,700 ล้านบาท โดยยังค้างชำระอีก 5,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 40% ของสัญญา

ด้าน พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ยืนยันว่า ครม.ได้เห็นชอบในหลักการแก้ไขสัญญาแล้ว ส่วนกรณีเรือฟริเกตเพิ่มเติมอีก 2 ลำนั้น เป็นข้อเสนอที่กองทัพเรือยื่นไป และจะมีการชี้แจงรายละเอียดอย่างเป็นทางการจากกองทัพเรือในลำดับต่อไป

ขณะที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธให้รายละเอียดต่อคำถามเรื่องยุทโธปกรณ์ โดยกล่าวสั้น ๆ ว่า “ไม่คุย กองทัพกำลังรบ เป็นความลับทางราชการ” พร้อมปฏิเสธตอบสื่อทุกคำถามที่เกี่ยวกับการจัดซื้ออาวุธ

‘พลภูมิ’ นำทีม ส.ก.เพื่อไทย แจ้งความ ‘ไอซ์ รักชนก’ หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ปมโพสต์บิดเบือน - ใส่ร้าย

(5 ส.ค. 68) นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม ฐานะแกนนำภาค กทม. พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย และ ส.ก.พรรคเพื่อไทย ได้แก่ นางชญาดา วิภัติภูมิประเทศ ส.ก.เขตคันนายาว, นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย ส.ก.เขตบึงกุ่ม. น.ส.มธุรส เบนท์ ส.ก.เขตสะพานสูง และ น.ส.นภัสสร พละระวีพงศ์ ส.ก.เขตบางกะปิ เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.บางชัน เพื่อดำเนินคดีกับ น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

นายพลภูมิกล่าวว่า สาเหตุที่ ส.ก.ของพรรคเพื่อไทยต้องเข้าแจ้งความในวันนี้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 4 ส.ค. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “รักชนก ศรีนอก” กล่าวหา ส.ก.พรรคเพื่อไทยตัดโควตาคนนอกของพรรคประชาชนออก นอกจากนี้ยังโพสต์ชื่อและลิงก์เพจเฟซบุ๊กของ ส.ก.พรรคเพื่อไทยทั้ง 4 คนที่เข้าแจ้งความในวันนี้ ทำให้ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกสังคมเข้าใจผิด และถูกลดความน่าเชื่อถือในฐานะผู้แทนของประชาชน โดยเห็นว่าการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องกระทำบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพื่อสร้างวาทกรรมโจมตีอย่างไร้ความรับผิดชอบ

นายพลภูมิกล่าวต่อว่า ตลอดเวลาที่ตนทำงานกับ ส.ก.พรรคเพื่อไทย ได้เห็นความทุ่มเท เห็นการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และการทำงานร่วมกับประชาชนในทุกปัญหา การบริหารงบประมาณในระดับเขตมีขั้นตอนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องผ่านการกลั่นกรองในสภา ทุกคนทำงานภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่โดยไม่มีข้อครหาใดทั้งสิ้น แต่เมื่อมีบุคคลสาธารณะ เป็นถึง ส.ส.ออกมาใช้คำว่า “จับโป๊ะ จับโกง” และ “จะโกหกอะไรก็ได้” โดยไม่มีหลักฐาน นอกจากจะเป็นการดูหมิ่นผู้แทนท้องถิ่นแล้ว ยังบั่นทอนศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสภากรุงเทพมหานครอย่างร้ายแรง เราไม่ได้ดำเนินคดีเพื่อตอบโต้ แต่เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของผู้ที่ทำงานหนักโดยสุจริต และเพื่อรักษามาตรฐานของการเมืองที่ตั้งอยู่บนความรับผิดชอบ ไม่ใช่วาทกรรมปลุกกระแสแบบฉาบฉวย

ด้านนายจิรวัฒน์กล่าวว่า สำหรับกรณีนี้ทางทีมกฎหมายได้พิจารณาแล้วเป็นการสร้างความเสียหาย เพราะมีการกล่าวหาว่ามีการทุจริต ดังนั้นวันนี้จึงต้องมาแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.รักชนกจนถึงที่สุด เพราะเวลาที่ท่านเป็นนักการเมือง ไม่ใช่ว่าอยากจะพูดอยากจะกล่าวหาใครก็ได้ หรือพูดเอาสนุก พูดเอาเท่ การพูดหรือการโพสต์อะไรควรจะต้องมีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะผู้ที่เป็น ส.ส. เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่ง ส.ก.ทุกคนมีความตั้งใจในการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ท่านเอาดีเข้าตัวอยู่คนเดียว

นายเนติภูมิกล่าวว่า สิ่งที่ตนรับไม่ได้คือการเหมารวมว่า คนพวกนี้จะโกหกอะไรก็ได้ ทั้งที่เราทุกคนทำงานภายใต้สายตาของประชาชนทุกวัน การโพสต์กล่าวหาลอยๆ แบบนี้ ทำให้คนไม่รู้ข้อเท็จจริงเกิดความเข้าใจผิด ตนไม่สามารถยอมได้ โดยเฉพาะการมาทำลายความตั้งใจของผมและทีมงาน

ด้าน น.ส.นภัสสรกล่าวว่า คำพูดที่ว่ากลัวโดนจับโกง เป็นถ้อยคำรุนแรงที่ไม่มีมูลความจริง พวกตนไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำทุจริตใดๆ และการเหมารวมว่าทั้งกลุ่ม ส.ก.เพื่อไทยมีพฤติกรรมเช่นนั้น ถือเป็นการใส่ร้ายอย่างไม่ยุติธรรม ตนขอยืนยันว่าเราจะใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาเกียรติและความศรัทธาจากประชาชนในพื้นที่ กลุ่ม ส.ก.ผู้เสียหายทั้ง 4 คนยืนยันว่าการดำเนินคดีครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อการโต้ตอบทางการเมือง แต่เพื่อปกป้องชื่อเสียง ศักดิ์ศรี และความถูกต้องในหน้าที่ของผู้แทนประชาชนในระดับท้องถิ่น พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่อยู่ในแวดวงการเมืองใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกด้วยความรับผิดชอบ และเคารพต่อข้อเท็จจริงในสังคมประชาธิปไตย

โดยก่อนหน้านี้ น.ส.รักชนก เคยโพสต์ โจมตี ส.ก.พรรคเพื่อไทย เรื่องความไม่โปร่งใสในการโหวตเพื่อตั้งกรรมการงบประมาณของกรุงเทพมหานคร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top