Friday, 12 June 2026
TheStatesTimes

5 สิงหาคม พ.ศ. 2430 สดุดี 138 ปี ‘โรงเรียนทหารสราญรมย์’ สู่ ‘โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า’ สถาบันผลิตนายทหารหลักของกองทัพบกไทย ตั้งแต่สมัยยุครัชกาลที่ ๕

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (รร.จปร.) ครบรอบ 138 ปีในวันนี้ (5 ส.ค.68) นับจากวันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานกำเนิด “โรงเรียนทหารสราญรมย์” ซึ่งต่อมากลายเป็น รร.จปร. สถาบันผลิตนายทหารหลักของกองทัพบกไทย ภายใต้คำขวัญ “เรียน รัก รู้ รบ เจนจบ หมดสิ้น อัศวิน จปร.”

รร.จปร. เริ่มต้นจากการรวมคะเด็ต (Cadet) หลายหน่วยเข้าเป็น “คะเด็ตสกูล” และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 ส.ค. พ.ศ. 2430 โดยมี พันเอกนิคาล วอลเกอร์ เป็นผู้บังคับการคนแรก ก่อนจะพัฒนารูปแบบและเปลี่ยนชื่อหลายครั้งตามยุคสมัย เพื่อรองรับความต้องการด้านการทหารที่เปลี่ยนไป

ตลอดเวลาหลายทศวรรษ สถานที่ตั้งโรงเรียนถูกปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสม ทั้งในกรุงเทพฯ และย้ายมาที่เขาชะโงก จ.นครนายก ตามพระราชดำริในรัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อปี 2524 และเสด็จฯ เปิดโรงเรียนอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 ส.ค. 2529 ตรงกับวันคล้ายวันสถาปนาโรงเรียนพอดี

ด้วยภารกิจผลิตผู้นำทางทหารที่เปี่ยมด้วยความรู้ ความสามารถ และความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ รร.จปร. จึงถือเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์และสถาบันที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย

6 สิงหาคม พ.ศ. 2495 กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก ครบรอบ 73 ปี เบื้องหลังที่ทำให้กองทัพพร้อมรบ และช่วยเหลือประชาชน

กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2495 จากการปรับโครงสร้างภายในกองทัพบก โดยยกฐานะแผนกที่ 4 ของกรมเสนาธิการทหารบก ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการคมนาคม ฐานทัพ และการจัดส่งกำลังบำรุง ให้เป็นหน่วยงานระดับกรมอย่างเต็มรูปแบบ

จุดเริ่มต้นของกิจการส่งกำลังบำรุงทหารไทย เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ. 2430 โดยมีการจัดตั้งตำแหน่ง “เจ้าพนักงานยุทธภัณฑ์” เพื่อดูแลด้านการส่งกำลังสนับสนุนกองทัพ ต่อมามีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลายครั้งผ่านหน่วยงานอย่างกรมยกกระบัตร กรมยุทธการ และกรมเสนาธิการ

สำหรับกรมส่งกำลังบำรุงฯ มีภารกิจสำคัญในการวางแผน กำกับ และควบคุมการจัดส่งเสบียง ยุทธภัณฑ์ การคมนาคม และกิจการอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกองทัพบกทั้งในยามสงบและสงคราม

หากนับถึงวันนี้ กรมส่งกำลังบำรุงทหารบกดำรงบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของกองทัพบกมาแล้ว 73 ปี เป็นกลไกเบื้องหลังที่ทำให้กองทัพพร้อมรบ พร้อมช่วยเหลือประชาชน และพร้อมเผชิญสถานการณ์วิกฤตในทุกภาคส่วนของประเทศ

‘ออง เบ็ง เส็ง’ เศรษฐี F1 รับสารภาพคดีคอร์รัปชัน หลังติดสินบน ‘อดีตรัฐมนตรีสิงคโปร์’ ด้วยของขวัญหรู-เจ็ตส่วนตัว

(4 ส.ค. 68) นักธุรกิจพันล้านชาวสิงคโปร์ ออง เบ็ง เส็ง (Ong Beng Seng) วัย 79 ปี สารภาพผิดในคดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม หลังมีส่วนช่วยให้อดีตรัฐมนตรีคมนาคม สุบรามาเนียม อิสวาราน (Subramaniam Iswaran) ปกปิดหลักฐานการทุจริตและติดสินบน ขณะที่อิสวารานอยู่ระหว่างถูกสอบสวน

มีการเปิดเผยว่า อองเบ็งเส็งมอบของขวัญหรูให้ สุบรามาเนียม อิสวาราน รวมถึงทริปที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง พร้อมเดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว โดยทั้งสองมีความเกี่ยวข้องในงานด้านธุรกิจการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน (F1) ที่นำมาสู่ประเทศสิงคโปร์ โดยสิงคโปร์มีกฎชัดเจนว่าห้ามรับของขวัญโดยไม่แจ้ง และต้องจ่ายคืนในราคาตลาดหากจะเก็บไว้ 

แม้โทษสูงสุดของอองเบ็งเส็ง อาจถูกจำคุก 7 ปี แต่เนื่องจากปัญหาสุขภาพร้ายแรง ศาลและอัยการเห็นพ้องให้ลงโทษเป็นค่าปรับแทนการจำคุก โดยเจ้าพ่อ F1 ป่วยด้วยโรคมะเร็งไขกระดูกหายาก และเคยได้รับอนุญาตให้เดินทางไปรักษาตัวต่างประเทศ

สำหรับคดีนี้ ศาลชี้ว่าอิสวารานเป็นผู้วางแผนหลัก โดยขอให้อองออกใบเสร็จย้อนหลังสำหรับเที่ยวบินมูลค่า 5,700 ดอลลาร์สิงคโปร์ จากโดฮาประเทศกาตาร์ กลับประเทศสิงคโปร์ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิด หลังพบว่ามีการตรวจสอบเส้นทางบินของเขา

ทั้งสองถูกจับในปี 2023 โดยอิสวารานได้รับของขวัญมูลค่ากว่า 400,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 10.8 ล้านบาท) ขณะดำรงตำแหน่งผู้ดูแลการเจรจาเกี่ยวกับ F1 ของรัฐบาล และล่าสุดบริษัท Hotel Properties Limited ของอองเบ็งเส็ง ประกาศว่าเขาจะลงจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เพื่อรักษาตัวจากอาการป่วยต่อไป

อินเดียโต้ ‘ทรัมป์’ ขู่ขึ้นภาษีน้ำมันรัสเซีย ชี้ไร้เหตุผล!! สหรัฐเองก็ยังค้าขายกับมอสโก

(5 ส.ค. 68) รัฐบาลอินเดียออกแถลงการณ์ตอบโต้คำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ข่มขู่ว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดีย หากยังซื้อ “น้ำมันรัสเซีย” ต่อไป โดยอินเดียระบุว่า คำขู่นี้ “ไร้เหตุผลและไม่ยุติธรรม" พร้อมเผยว่าสหรัฐเองก็ยังค้าขายกับรัสเซียอยู่

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์โพสต์บน Truth Social กล่าวหาว่าอินเดียไม่สนใจผู้คนในยูเครนที่เสียชีวิตจาก “เครื่องจักรสงครามรัสเซีย” พร้อมประกาศว่าจะขึ้นภาษี “มากที่สุด” ต่อสินค้านำเข้าจากอินเดีย โดยก่อนหน้านี้เขาเพิ่งประกาศเก็บภาษี 25% จากสินค้าอินเดียไปหมาด ๆ

กระนั้น กระทรวงการต่างประเทศอินเดียโต้ว่า สหรัฐเคยสนับสนุนให้อินเดียนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียในช่วงเริ่มต้นสงคราม เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานโลก และที่อินเดียต้องหันไปซื้อจากรัสเซีย ก็เพราะยุโรปแย่งซื้อจากแหล่งเดิมหลังสงครามเริ่ม อินเดียย้ำว่าการตัดสินใจซื้อน้ำมันเป็นเรื่องของโรงกลั่นเอกชน ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล

นักวิเคราะห์อินเดียมองว่า ทรัมป์ให้ข้อมูลบิดเบือน เพราะการค้าน้ำมันระหว่างอินเดียกับรัสเซียมีความโปร่งใส และช่วยไม่ให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุเพดาน ส่วนที่ว่าขายน้ำมันต่อทำกำไรนั้นเป็นเรื่องปกติในกลไกตลาด

แม้ทรัมป์จะอ้างว่า “อินเดียเป็นมิตร” แต่ก็วิจารณ์เรื่องภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐว่า “สูงเกินไป” พร้อมขู่จะลงโทษเพิ่มเติม ล่าสุดยังได้ขู่จะเล่นงานรัสเซียด้วยภาษี หากไม่ยอมตกลงหยุดยิงในยูเครนภายใน 8 สิงหาคมนี้ ขณะเดียวกันผู้แทนสหรัฐเตรียมเยือนมอสโกเพื่อหารือกับปูตินในสัปดาห์นี้

‘แซน ชยิกา’ หลาน ‘ทักษิณ’ แจ้งจับคนปล่อยข่าวไส้ศึกเขมร ลั่นไม่เคยมีผัวเขมร มีเพียงลูกพี่ลูกน้องเคยแต่งงานลูกนักการเมืองใกล้ชิดฮุนเซน หย่าไปแล้วกว่า 5 ปี

เมื่อวันที่ (4 ส.ค. 68) น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหลานสาวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวขณะเข้าแจ้งความต่อตำรวจ โดยระบุว่า วันนี้เดินทางมาแจ้งความ ที่ สน. คลองตัน ในกรณีที่มีบุคคลนำภาพดิฉันไปโพสต์และพิมพ์ข้อความประกอบภาพที่เป็นการใส่ร้ายดิฉัน ด้วยข้อความที่เป็นเท็จ กล่าวหาว่าดิฉันเป็นไส้ศึกเขมร โดยมีการโพสต์ ในเฟซบุ๊ก และ ทวิตเตอร์ พร้อมแชร์และส่งต่อกันในโซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลายต่อสาธารณะ 

ทั้งที่ความจริง ดิฉันไม่เคยมีความเกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวดองใดๆ กับชาวเขมรค่ะ ดิฉันมีสถานะโสด เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมา 5 ปี ไม่เคยมีสามีเป็นชาวเขมร และเมื่อก่อนเคยมีลูกพี่ลูกน้องแต่งงานกับคนกัมพูชา แต่หย่าขาดมาแล้วกว่า 5 ปี วันนี้จึงขอยืนยันเพิ่มเติมแทนทุกคนในครอบครัวว่า ไม่มีใครในครอบครัวเกี่ยวดองกับชาวเขมรอย่างที่พยายามเชื่อมโยงกล่าวหาเช่นกันค่ะ 

จึงขอใช้สิทธิตามกฎหมายในฐานะประชาชนคนหนึ่ง แจ้งความร้องทุกข์ ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้สอบสวนดำเนินคดีในความผิดที่เกี่ยวกับการกระทำดังกล่าวกับบุคคลที่โพสต์ภาพและข้อความใส่ร้ายดิฉันและเครือญาติ อันทำให้ดิฉันและครอบครัวได้รับความเสียหายจนถึงที่สุดรวมถึงผู้ที่แชร์หรือส่งต่อโพสต์และข้อความหรือร่วมแสดงความเห็นในโพสต์ดังกล่าวด้วย 

สุดท้ายนี้ ขอย้ำว่าดิฉันและเครือญาติ เป็นคนไทยที่มีความรักในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะความรักชาติไม่ควรถูกกีดกันเป็นของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นดิฉันก็อยากจะขอความเป็นธรรมจากสังคมด้วยค่ะ

กัมพูชาส่งนักกีฬาซีเกมส์แค่ 57 คน จากเดิมแจ้งไว้ 1,500 คน ไทยยืนยันไม่ห้ามเขมรเข้าร่วม เพราะขัดกฎโอลิมปิก

(5 ส.ค. 68) ที่ประชุมคณะกรรมการคัดเลือกนักกีฬาไทยเปิดเผยข้อมูลล่าสุดจากชาติอาเซียนสำหรับการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพปลายปี 2568 โดยพบว่า กัมพูชา ซึ่งเคยแจ้งไว้ว่าจะส่งนักกีฬากว่า 1,500 คน กลับเหลือเพียง 57 คนเท่านั้น สร้างความประหลาดใจและข้อสงสัยต่อท่าทีและความพร้อมของฝ่ายกัมพูชา

ขณะที่ชาติอื่นต่างยืนยันตัวเลขนักกีฬาแล้ว เช่น ไทยส่ง 2,134 คน, สิงคโปร์ 1,973 คน, มาเลเซีย 1,824 คน และเวียดนาม 863 คน ส่วนอินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, บรูไน และติมอร์ เลสเต ขอขยายเวลาส่งรายชื่อออกไปถึงวันที่ 1 กันยายนนี้

ทั้งนี้ มีข่าวลือว่าไทยอาจพิจารณา “บอยคอต” กัมพูชา แต่คณะกรรมการโอลิมปิกไทยยืนยันว่าไม่มีอำนาจห้ามชาติใดเข้าร่วม เพราะจะขัดกับกฎบัตรโอลิมปิกที่เน้นเสรีภาพและความเสมอภาคในวงการกีฬา

ด้านกัมพูชายืนยันยังคงเข้าร่วมการแข่งขันแน่นอน พร้อมขอให้แยกการเมืองออกจากกีฬา และย้ำว่าความร่วมมือด้านกีฬาระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่ควรถูกกระทบจากประเด็นอื่นใดทั้งสิ้น 

กัมพูชาเปลี่ยนชื่อปั๊ม ปตท. เป็น PEACE Petroleum หวังสะท้อนสันติภาพ-ชูอัตลักษณ์ชาติเขมร

(5 ส.ค. 68) สื่อกัมพูชารายงานว่า นายเตีย เสียม (ลูกชายของ เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา) ผู้ถือสิทธิ์เปิดสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในกัมพูชา ประกาศเปลี่ยนชื่อแบรนด์ใหม่เป็น “PEACE Petroleum Cambodia - PPC” ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดด้านชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย โดยหวังใช้ภาพลักษณ์ใหม่นี้เป็นเครื่องมือส่งเสริมความสันติ

การเปลี่ยนชื่อเกิดขึ้นหลังการหารือกับผู้ร่วมลงทุนหลายวัน ก่อนจะมีการเปิดเผยชื่อ สี และสัญลักษณ์ใหม่ของปั๊มเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา โดย PEACE จะมาแทนที่แบรนด์ ปตท. เดิมในทุกสถานีที่ นายเตีย เสียม ถือสิทธิ์ดำเนินการ

โดยชื่อและดีไซน์ของแบรนด์ใหม่เน้นสื่อถึง “ความเป็นเขมร” ผ่านการใช้สีในธงชาติ เช่น สีแดงแทนผืนแผ่นดิน สีน้ำเงินแทนความมั่นคง สีขาวแทนความบริสุทธิ์ พร้อมใช้ นกพิราบ เป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพ และสีทองเพื่อสะท้อนความรุ่งโรจน์ของชาวกัมพูชา

นายเตีย เสียม ยืนยันว่าการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่เป็นการสร้างแบรนด์ที่สะท้อนอุดมการณ์ของชาติ โดยหวังว่าจะสร้างความภูมิใจแก่ชาวเขมร และลดแรงกดดันทางการเมืองที่อาจเชื่อมโยงกับแบรนด์ต่างชาติในสถานการณ์ปัจจุบัน 

กองทัพไทย ประณาม 'เขมร' ป่าเถื่อน ทิ้งศพทหารเน่าคาพื้นที่การรบ ไร้ซึ่งมนุษยธรรม ละเมิดกม.ระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

(5 ส.ค. 68) เพจ ‘กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force’ โพสต์ข้อความระบุว่า กองทัพไทย ประณาม กัมพูชาปล่อยทิ้งศพทหารเน่าคาพื้นที่การรบ ไร้ซึ่งมนุษยธรรมและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ศพของผู้กล้าที่ควรได้รับเกียรติกลับถูกทอดทิ้งอย่างน่าเวทนา – ครอบครัวต้องเผชิญความเจ็บปวด โดยไร้แม้แต่โอกาสกล่าวอำลาครั้งสุดท้าย

“เกียรติศักดิ์ของทหาร คือเกียรติยศ และความภูมิใจของชาติและแผ่นดิน” เราจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกองทัพกัมพูชาตระหนักถึงหน้าที่ตามหลักสากล และแสดงความรับผิดชอบต่อทหารของตนเอง อย่าคิดแค่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าของผู้นำมากกว่าทหารผู้ยอมพลีชีพในสนามรบ

The Royal Thai Armed Forces strongly condemn the Cambodian authorities for abandoning the bodies of their fallen soldiers on the battlefield. Such an inhumane act constitutes a grave violation of international law. Those who have fallen in combat deserve to be treated with honor and dignity — not left to decay in the open. Their families are forced to endure profound sorrow, having been denied even the final opportunity to say farewell.

“The honor of a soldier is the pride and dignity of the nation.” We therefore call upon the Cambodian government and armed forces to fulfill their obligations under international law and demonstrate accountability toward their own service members. The pursuit of short-term political advantage must never come at the expense of those who have made the ultimate sacrifice on the battlefield

ตำรวจกัมพูชาสรุปแล้ว ‘ลิซ่า’ สาวฝรั่งเศส เสียชีวิตเพราะวิ่งมากเกิน ยันไม่เกี่ยวอาชญากรรม!! หลังพบศพใกล้วัดตาโสม นอกเมืองเสียมราฐ

(5 ส.ค. 68) หลังจากที่ ลิซ่า ชิราร์ด (Lisa Girard) อาสาสมัครหญิงชาวฝรั่งเศส ที่หายตัวไปนาน 2 วัน ถูกพบเสียชีวิตในพื้นที่ป่าใกล้วัดตาโสม นอกเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เมื่อวานนี้ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเธอหายตัวไปตั้งแต่เช้าวันเสาร์ ขณะวิ่งบริเวณระหว่างทะเลสาบสระสรงและถนนด้านใต้ของนครวัด

ล่าสุด พล.ต.ต. ตัช โสกุน รองผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดเสียมราฐ เปิดเผยว่า จากรายงานชันสูตร ระบุชัดว่า ผู้เสียชีวิตหมดแรงจากการวิ่งระยะทางไกล โดยไม่มีร่องรอยของการถูกทำร้ายหรืออาชญากรรม พร้อมย้ำว่า “นี่ไม่ใช่คดีฆาตกรรม” แต่อย่างใด

หลังการตรวจสอบเสร็จสิ้น ศพของเธอถูกส่งมอบให้สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสเพื่อดำเนินพิธีศพ โดยองค์กรต้นสังกัดกล่าวแสดงความเสียใจ พร้อมระบุว่าเธอเป็นอาสาสมัครที่ทุ่มเทและรักเด็กกัมพูชาอย่างแท้จริง 

สำหรับ ลิซ่า เป็นอาสาสมัครขององค์กร "Pour un Sourire d’Enfant" ซึ่งทำงานด้านการศึกษาและช่วยเหลือเด็กยากจนในกัมพูชา เธอกำลังฝึกซ้อมเพื่อเข้าร่วมวิ่งมาราธอนระยะทาง 21 กิโลเมตร ที่เมืองเสียมราฐ

กำลังพลสำรอง พร้อมทันที เมื่อเรียกพล

(5 ส.ค. 68) พ.อ.อุทัย  แฝงกระโทก รอง ผบ.ร.23 ผู้แทน ผบ.ร.23 เป็นประธาน การดำเนินการเรียกกำลังพลสำรองเพื่อปฏิบัติราชการ ตามแผนการเรียกพล บัญชี 1/68 ประจำปี 2568 จำนวน 27 นาย เพื่อตรวจสอบความพร้อมของกำลังพลสำรอง เมื่อกองทัพต้องการ ณ บก.ร.23 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top