Friday, 12 June 2026
TheStatesTimes

ครม.ไฟเขียวเยียวยาทหาร 10 ล้าน ประชาชน 8 ล้าน ‘ภูมิธรรม’ ย้ำขอคนไทยสามัคคี ก้าวผ่านสองวิกฤติไปด้วยกัน

(5 ส.ค. 68) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระบุว่า รัฐบาลเห็นชอบจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยให้ทหารรายละ 10 ล้านบาท และประชาชนรายละ 8 ล้านบาท พร้อมเน้นย้ำว่ารัฐบาลยึดแนวทางสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศในการแก้ปัญหาความมั่นคง

นายภูมิธรรมระบุว่า ขณะนี้สถานการณ์ปะทะที่ชายแดนได้ยุติลงในเบื้องต้น และอยู่ระหว่างการเข้าสู่กระบวนการเจรจาโดยใช้กลไก GBC ระหว่างไทย-กัมพูชา รัฐบาลแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตทุกครอบครัว และจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข่าวปลอม เพื่อไม่ให้เกิดการบิดเบือนข้อมูลที่กระทบความมั่นคง

ขณะเดียวกัน ครม.ยังหารือถึงวิกฤตเศรษฐกิจจากการที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีสินค้าจากไทยเป็น 19% โดยรัฐบาลยืนยันว่าได้ดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน และยังมองว่านี่เป็นโอกาสให้ไทยพัฒนาขีดความสามารถแข่งขันในเวทีโลก พร้อมเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย เช่น พักหนี้ ซอฟต์โลน และส่งเสริมการใช้สินค้าในประเทศ

ท้ายสุด นายภูมิธรรมเรียกร้องให้คนไทยทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ก้าวข้ามสองวิกฤติไปด้วยกัน ทั้งในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยย้ำว่า "ความสามัคคีของคนไทย คือพลังขับเคลื่อนประเทศ" และถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะเดินหน้าไปสู่จุดหมายเดียวกัน เพื่อสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

7 สิงหาคม พ.ศ. 2463 วันรำลึกถึง ‘พระองค์เจ้าชายรพีพัฒนศักดิ์’ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย สิ้นพระชนม์ที่ปารีส ทรงริเริ่มการใช้ลายพิมพ์นิ้วมือในคดีอาญา

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2463 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายรพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ได้รับการยกย่องเป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” ได้สิ้นพระชนม์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ขณะมีพระชนมายุเพียง 47 พรรษา หลังจากทรงประชวรด้วยพระวัณโรคที่พระวักกะ (ไต)

พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ทรงเริ่มศึกษากฎหมายที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ในช่วงเสด็จกลับสู่สยาม ทรงเริ่มงานด้านกฎหมายอย่างจริงจัง และดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม และทรงก่อตั้งโรงเรียนกฎหมาย รวมถึงจัดตั้งศาลยุติธรรมทั่วประเทศ

หนึ่งในผลงานสำคัญคือ การประมวลกฎหมายอาญาฉบับ ร.ศ. 127 และการวางรากฐานระบบศาลและกระบวนการยุติธรรมแบบสมัยใหม่ พระองค์ยังทรงสอนกฎหมายด้วยพระองค์เอง และริเริ่มการใช้ลายพิมพ์นิ้วมือในคดีอาญา ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าอย่างมากในยุคนั้น

เพื่อรำลึกถึงพระกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ วงการกฎหมายไทยจึงกำหนดให้วันที่ 7 สิงหาคมของทุกปีเป็น “วันรพี” เพื่อเป็นเกียรติแด่ผู้วางรากฐานระบบกฎหมายไทยให้มั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน

ตำรวจบุรีรัมย์ คุมตัวคนเขมรคาดเป็นสายลับแฝงตัวหาข่าว พร้อมเครื่องแบบหน่วยอารักขา ‘ฮุนเซน’ หรือ HBQ

ตำรวจบุรีรัมย์คุมตัวสายลับทหารกัมพูชา พบสังกัดหน่วยปฏิบัติการพิเศษพิทักษ์ ‘ฮุนเซน’ หรือ HBQ คาดอาจแฝงตัวหาข่าวความมั่นคงไทย

(6 ส.ค.68) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลำดวน จ.บุรีรัมย์ ได้ควบคุมตัวชายชาวกัมพูชาคนหนึ่ง ซึ่งถูกพบพร้อมเครื่องแบบทหารกัมพูชาหลายชุด ที่ติดตราสัญลักษณ์ BHQ ซึ่งเป็นเครื่องแบบที่คล้ายกับหน่วยทหารองครักษ์พิทักษ์ 'ฮุน เซน' โดยสามารถจับกุมได้ที่บ้านพักแห่งหนึ่งใน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์

ด้าน พ.ต.อ.อัษฎไณย ป้องกัน ผกก.สภ.ลำดวน เปิดเผยว่า ได้รับการแจ้งเบาะแสจึงนำกำลังเข้าจับกุม โดยผู้ต้องสงสัยอ้างว่าบ้านที่ถูกจับเป็นบ้านของภรรยาชาวไทย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากหวั่นเกรงว่าชายคนดังกล่าวอาจแฝงตัวเข้ามาเพื่อสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของกองทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติได้

ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล และยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม โดยอยู่ระหว่างการรอผู้บังคับบัญชาระดับสูงและหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง

‘สุกฤษฏิ์ชัย’ ชวนประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็น ต่อร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดก่อนเข้าสู่สภาฯ วาระ 2 – 3

(6 ส.ค.68) นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ (หน่วยงานดีเด่นแห่งชาติสาขาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) และ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... ในสภาผู้แทนราษฎร ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก 'สุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ - Sukritchai Teeraroengrit' ว่า เรากำลังจะมีกฎหมายที่สำคัญเพื่อจัดการอากาศสะอาดอย่างครอบคลุม เหมาะสม ครบวงจรเพื่อพวกเราทุกคนแล้ว โดยสถานะ ณ ตอนนี้ คือ ร่างพระราชบัญญัติฯ ได้ผ่านการพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เป็นที่เรียบร้อย และกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ระหว่างวันที่ 25 ก.ค. - 8 ส.ค. นี้ ผ่านช่องทางของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นโค้งสุดท้าย ก่อนรวบรวมส่งคืนนำไปสู่ขั้นตอนถัดไป นั่นคือให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในวาระ 2 และ 3 รวมถึงส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณา ก่อนประกาศบังคับใช้ต่อไป

ทั้งนี้ขอเชิญชวนทุกคน ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติฯ ตามลิงก์นี้ 

https://shorturl.asia/1mXNy

รวมถึงสามารถศึกษาข้อมูลสรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฯ ได้ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Thailand Can เครือข่ายอากาศสะอาด

จีนหนุนบทบาทสร้างสรรค์ หวังฟื้นสัมพันธ์ 'กัมพูชา-ไทย'ชี้สถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลาย หลังมีการเจรจาหลายฝ่าย

(6 ส.ค. 68) โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน 'กัว เจียคุน' เผยว่าจีนจะเดินหน้าสนับสนุนบทบาทอาเซียนในการส่งเสริมการเจรจาเพื่อสันติภาพ และพร้อมดำเนินบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของตนเองเพื่อหนุนการพลิกฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา-ไทย

มีรายงานว่าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา จัดขึ้นที่มาเลเซียระหว่างวันที่ 4–7 ส.ค. และจีนได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมวิสามัญในวันที่ 7 ส.ค. โดยก่อนหน้านี้จีนได้หารือไม่เป็นทางการกับไทยและกัมพูชาเมื่อ 30 ก.ค. ซึ่งมีผลช่วยให้สถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลาย และไม่มีเหตุปะทะใหม่เพิ่มเติม

การประชุม GBC ครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การประสานงานของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน เพื่อร่วมกันพัฒนากลไกติดตามการหยุดยิงในพื้นที่แนวชายแดน ส่งเสริมการสื่อสารหลายระดับ ซึ่งจีนชื่นชมความพยายามร่วมของทั้งสองประเทศในทิศทางที่สงบและยั่งยืน

จีนยังยืนยันจะรักษาการสื่อสารใกล้ชิดกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งไทย กัมพูชา มาเลเซีย และประเทศอื่นในภูมิภาค พร้อมสนับสนุนการเจรจาและการลดความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ตามเจตจำนงของทั้งสองประเทศที่ต้องการยุติความรุนแรงอย่างถาวร

เชียงใหม่-ธปท. สำนักงานภาคเหนือแถลง 'ภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 2 ปี 2568'

เมื่อวันที่ (4 ส.ค.68) ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ (ธปท. สภน.) โดยนางพรวิภา ตั้งเจริญมั่นคง ผู้อำนวยการอาวุโส แถลงข่าว “ภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 2 ปี 2568”ณ ห้องเขลางค์นคร อาคารสำนักงาน ชั้น 1 ธปท. สำนักงานภาคเหนือ 

นางพรวิภา ตั้งเจริญมั่นคง ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. สำนักงานภาคเหนือ เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจภาคเหนือ ไตรมาส 2 ปี 2568 ปรับลดลงจากไตรมาสก่อน ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลงโดยการบริโภคหดตัวเล็กน้อย กำลังซื้อและความเชื่อมั่นที่ลดลง การลงทุนภาคเอกชนหดตัวทั้งด้านการก่อสร้างและการผลิต ผลผลิตอุตสาหกรรมหดตัวตามการผลิตน้ำตาล ผลิตภัณฑ์นม และสินค้าฟุ่มเฟือย อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวขยายตัวเล็กน้อยเนื่องจากในช่วงต้นไตรมาสมีเทศกาลและการจัดกิจกรรมในพื้นที่ ด้านการเบิกจ่ายภาครัฐขยายตัวต่อเนื่องจากทั้งรายจ่ายลงทุนและรายจ่ายประจำ

รายได้เกษตรกร ขยายตัว จากด้านผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามข้าวนาปรังเพราะช่วงเพาะปลูกปริมาณน้ำและสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับลิ้นจี่เพิ่มขึ้นจากฐานต่ำปีก่อนที่ผลผลิตน้อยเป็นประวัติการณ์ ส่วนด้านราคายังหดตัวต่อเนื่อง ตามราคาข้าวเปลือกและมันสำปะหลังที่ปรับลดลงตามการส่งออก ประกอบกับราคาลิ้นจี่ที่ลดลงตามคุณภาพและปริมาณที่มีมากในปีนี้

ภาคอุตสาหกรรม หดตัว จากการผลิตน้ำตาลที่ลดลงหลังเร่งผลิตไปในช่วงก่อน ผลิตภัณฑ์นมแปรรูปลดลงตามการส่งออกไปอาเซียน และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย อาทิ เซรามิก ผลิตภัณฑ์ไม้ และเฟอร์นิเจอร์ ปรับลดลงตามความต้องการของคู่ค้าที่ชะลอลง อย่างไรก็ดี ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวส่วนหนึ่งจากการเร่งสั่งซื้อของคู่ค้าก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้
     
การท่องเที่ยว ขยายตัวชะลอลง ตามจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ขยายตัว จากการจัดกิจกรรมในช่วงต้นไตรมาสและวันหยุดยาว อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทรงตัว จากชาวจีนที่ลดลง แม้ชาวเกาหลีใต้จะเพิ่มขึ้น สะท้อนจากจำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานภาคเหนือ และชาวต่างชาติผ่าน ตม. เชียงใหม่ อย่างไรก็ดี อัตราเข้าพักแรม และรายรับรวมภาคท่องเที่ยวยังขยายตัว 
     
การอุปโภคบริโภค หดตัวเล็กน้อย ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลงจากปริมาณฝนที่มากและนานกว่าปีก่อน กำลังซื้อที่ลดลง และการระมัดระวังการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การบริโภคเกี่ยวเนื่องกับภาคบริการปรับดีขึ้นในช่วงเทศกาลและวันหยุดยาว และรถยนต์นั่งที่ปรับดีขึ้นจากการส่งมอบหลัง motor show ในรุ่นที่เปิดตัวใหม่ และการปรับลดราคาโดยเฉพาะ EV ขณะที่รถกระบะและจักรยานยนต์ยังหดตัว

การลงทุนภาคเอกชน หดตัว ตามการลงทุนเพื่อการก่อสร้างในหมวดยอดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างโดยเฉพาะที่อยู่อาศัยแนวราบหดตัว เช่นเดียวกับการลงทุนเพื่อการผลิตหดตัวจากการนำเข้าสินค้าทุนของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ชะลอลง และยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์หดตัวจากรถกระบะและรถบรรทุก

การค้าผ่านด่านศุลกากร ขยายตัว ตามการส่งออกทุเรียนและมังคุดไปจีน น้ำมันเชื้อเพลิงไป สปป.ลาว ที่ขยายตัว ขณะที่หลายหมวดสินค้าไปเมียนมาหดตัว เนื่องจากการขนส่งสินค้าเข้าพื้นที่ชั้นในเมียนมาช่วงฤดูฝนทำได้ยากขึ้น ขณะที่การนำเข้าหดตัวเล็กน้อย ตามการนำเข้ากระแสไฟฟ้าจาก สปป.ลาว และผลไม้จากจีนที่หดตัว อย่างไรก็ดี แร่พลวงจากเมียนมาขยายตัว

อัตราเงินเฟ้อ ติดลบเล็กน้อย จากราคาหมวดพลังงานที่ลดลง ตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้า รวมถึงอาหารสดที่ลดลงจากผักและผลไม้สด

ตลาดแรงงาน ขยายตัวจากไตรมาสก่อน สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตน ม.33 ที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณการจ้างงานชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ 

แนวโน้มเศรษฐกิจภาคเหนือไตรมาส 3 ปี 2568 คาดว่าหดตัวจากไตรมาสก่อน จากการบริโภคภาคเอกชนที่หดตัวเล็กน้อยตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลง รายได้ภาคเกษตรมีทิศทางหดตัวตามราคาพืชสำคัญ การผลิตภาคอุตสาหกรรมคาดว่าจะหดตัวจากปัจจัยกดดันทั้งผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และอุปสงค์ของคู่ค้าชะลอลง การลงทุนภาคเอกชนหดตัว

โดยเฉพาะหมวดก่อสร้างในกลุ่มที่อยู่อาศัยที่ยังมีอุปทานเหลือขายจำนวนมาก ประกอบกับสถาบันการเงินระมัดระวังการให้สินเชื่อทางด้านการท่องเที่ยวคาดว่าทรงตัวหลังหมดฤดูกาลท่องเที่ยวการเบิกจ่ายภาครัฐชะลอลงหลังการเบิกจ่ายงบลงทุนที่เร่งตัวในช่วงก่อนหน้า ทั้งนี้ ยังต้องติดตามผลของนโยบายการค้าต่อประเทศคู่ค้า ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค แนวโน้มราคาผลผลิตเกษตร ตลอดจนมาตรการภาครัฐในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ธปท. สภน. ได้ประชาสัมพันธ์โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 (โครงการฯ) ที่ได้ปรับปรุงเงื่อนไขของมาตรการเดิมและมีมาตรการใหม่เพิ่มเติม เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง   ได้ครอบคลุมมากขึ้น สำหรับลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงินที่เป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ ดังนี้

1. ขยายระยะเวลาเข้าร่วมโครงการฯ จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2568 เป็นวันที่ 30 กันยายน 2568 เนื่องจากลูกหนี้ยังให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการฯ อย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงการพิจารณาสถานะหนี้ของลูกหนี้ไว้ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 เช่นเดียวกับเฟสแรก และต้องเป็นสัญญาที่ทำก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567

2. ปรับเงื่อนไขของมาตรการเดิมและเพิ่มมาตรการใหม่ 
มาตรการ “จ่ายตรง คงทรัพย์” ขยายคุณสมบัติลูกหนี้ที่เข้ามาตรการให้ครอบคลุมถึง 
1) ลูกหนี้ที่มีวันค้างชำระเกิน 365 วัน และ 2) ลูกหนี้ที่เคยมีประวัติค้างชำระ 1-30 วัน และเคยปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่วงเงินไม่สูงมากให้สามารถรักษาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน ทั้งบ้าน รถ และสถานประกอบการไว้ได้

มาตรการ “จ่าย ปิด จบ” ขยายเพดานภาระหนี้ของลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่เป็นหนี้เสีย NPL โดย 1) สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต ขยายเพดานภาระหนี้คงค้างเป็นไม่เกิน 10,000 บาทต่อบัญชี 2) สินเชื่อที่มีหลักประกัน ที่หลักประกันถูกยึดหรือขายทอดตลาดแล้ว และมีวงเงินสินเชื่อตอนทำสัญญาไม่เกินกว่าที่กำหนด ขยายเพดานภาระหนี้คงค้างเป็นไม่เกิน 30,000 บาทต่อบัญชี และ 3) สินเชื่อทุกประเภท ที่มียอดหนี้รวมดอกเบี้ยค้างจ่ายไม่เกิน 5,000 บาท

มาตรการ “จ่าย ตัด ต้น” เป็นมาตรการใหม่ ช่วยเหลือลูกหนี้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่เป็นหนี้เสีย NPL โดยมียอดหนี้สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันไม่เกิน 50,000 บาทต่อบัญชี ซึ่งจะได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ให้มีเงื่อนไขการผ่อนชำระคืนเป็นงวด โดยให้ผ่อนชำระ 2% ของเงินต้นคงค้าง เป็นระยะเวลา 3 ปี และค่างวดที่ชำระจะนำไปตัดเงินต้นทั้งจำนวน สำหรับดอกเบี้ยจะพักไว้ และหากอยู่จนจบโครงการและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด จะได้รับยกเว้นไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยในช่วง 3 ปีที่อยู่ในโครงการ

ลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการภายใต้โครงการ "คุณสู้ เราช่วย" ทั้งเฟส 1 และเฟส 2 สามารถศึกษารายละเอียดและสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่ https://www.bot.or.th/khunsoo ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 หรือติดต่อสาขาของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ call center ของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ หรือ BOT Contact Center ของ ธปท. โทร. 1213 

สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยและสถานการณ์ชายแดน สามารถติดต่อสถาบันการเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนได้ โดยมีแนวทางการให้ความช่วยเหลือดังนี้ (1) สินเชื่อบัตรเครดิต ปรับลดอัตราการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตให้ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่ ธปท. กำหนด เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน (2) สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของ ธปท. และสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล ให้วงเงินชั่วคราวกรณีฉุกเฉินเกินกว่าระดับที่ ธปท. กำหนดได้ (3) สินเชื่อทุกประเภท พิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้ เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ให้สามารถประกอบอาชีพ / ดำเนินธุรกิจต่อได้ และดูแลให้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดย ธปท. ผ่อนปรนหลักเกณฑ์ เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

‘ศุภชัย’ ลั่น “เขากระโดง” ไม่มีใครบุกรุก ย้อนเกล็ด ‘เดชอิศม์’ ญาติถูกจำคุกรุก “หัวเขาแดง”

‘ศุภชัย ใจสมุทร’ ลั่น 'เขากระโดง' ไม่มีใครบุกรุก ย้อนเกล็ด ‘เดชอิศม์’ ปมญาติถูกจำคุก รุกหัวเขาแดงจะว่าอย่างไร?

เมื่อวันที่ (4 ส.ค.68) นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีที่ศาลจังหวัดสงขลา มีคำพิพากษาให้จำคุก 6 ปี นางณัฐณรันต์ จันทร์สว่าง, นายชาญชญา จันทร์สว่าง และนายกอง จันทร์สว่าง คดีบุกรุกโบราณสถานเขาน้อย จ.สงขลา

โดยนายศุภชัย ระบุว่า เขากระโดงไม่มีใครบุกรุก แต่ที่บุกรุกแน่ ๆ คือโบราณสถานหัวเขาแดง จ.สงขลา และผู้ทำผิดคือ พี่สาว พี่เขย หลานชายของ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก 6 ปี และให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10.5 ล้านบาท ขอถามว่าเรื่องนี้ นายเดชอิศม์ จะว่าอย่างไร

สำหรับพื้นที่ตรงดังกล่าว กรมศิลปากร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน บริเวณเมืองสงขลาเก่า ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เนื้อที่ประมาณ 2,460 ไร่ ครอบคลุมเขาแดง และภูเขาน้อย รวมทั้งโบราณสถานที่กระจายอยู่รอบ ๆ เชิงเขา เพื่อประกาศคุณค่าความสำคัญ ของจุดกำเนิดพัฒนาการของเมืองสงขลา

สถานทูตจีนปฏิเสธ ไม่ได้ส่งโดรนให้กัมพูชา แจงเป็นภาพเก่าจากการสาธิต ไม่เกี่ยวปัญหาชายแดนไทย-เขมร

(6 ส.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ตอบคำถามสื่อกรณีมีรายงานข่าวว่า จีนบริจาคโดรนให้กัมพูชาเพื่อใช้ในปฏิบัติการตามแนวชายแดน โดยระบุว่าข้อมูลดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง” พร้อมยืนยันว่าภาพที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงนั้นเป็นภาพจากการสาธิตการบินของบริษัท CATIC ที่จัดขึ้นในกัมพูชาเมื่อเดือนมกราคม 2567 ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ทางสถานทูตจีนเน้นย้ำว่า ตั้งแต่เกิดความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จีนในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของทั้งสองฝ่าย ได้พยายามมีบทบาทในการลดความรุนแรงตามแนวทางของตนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเจตนาแสวงหาผลประโยชน์ฝ่ายเดียวหรือแทรกแซงทางการทหาร

จีนยังแสดงการสนับสนุนต่อบทบาทของอาเซียนในการอำนวยความสะดวก เพื่อหาทางออกทางการเมืองระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้แนวทางของอาเซียน พร้อมให้คำมั่นว่าจะเคารพการตัดสินใจของประเทศในภูมิภาค และไม่ใช้วิธีการกดดันหรือบีบบังคับ

สุดท้าย จีนยืนยันว่าพร้อมจะรักษาการสื่อสารใกล้ชิดกับไทย กัมพูชา มาเลเซีย และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เพื่อมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการสนับสนุนการหยุดยิง และเร่งฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่โดยเร็วที่สุด 

รัฐ-ประชา..พิพากษา เมื่อหมอดูกลายเป็นหมอเดา ถึงเวลาจัดการพวกหากินกับความเชื่อไร้ความรับผิดชอบ

ไม่นานมานี้ผู้อ่านหลายท่านคงได้ทราบเรื่องที่มีหมอดูท่านหนึ่งได้ทำนายเรื่องว่าจะเกิดสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชาขึ้นอีกและจะมีความรุนแรงกว่าเดิมในเร็ววันนี้ คำทำนายนี้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาจนเป็นสาเหตุที่ทำให้ทั้งอินฟลูฯ เอยหรือแม้กระทั่งทนายออกมาแจ้งความเพราะสร้างความตื่นตระหนกให้เกิดขึ้นในสังคม

กรณีนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นในโลกที่มีหมอดูมาทำนายแล้วพยายามโยงนั่นโยงนี่ แต่สุดท้ายแล้วกลายเป็นหมอเดาที่แค่จับเอาสถานการณ์ที่มีความเป็นไปว่าจะเกิดขึ้นมาทำนายเป็นตุเป็นตะจนสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนในสังคม  ซึ่งเคสแบบนี้น่าแปลกที่ในประเทศอื่นหากมีเรื่องที่เกี่ยวกับอินฟลูฯสร้างกระแสจนเป็นผลกระทบด้านลบต่อสังคมในวงกว้าง ทางการโดยเฉพาะในต่างประเทศมักจะไม่รอให้ผู้เสียหายมาเป็นคนแจ้งความกล่าวโทษแต่จะออกตัวเป็นเจ้าภาพแทนในงานเช่นนี้  

อย่างเคสที่เคยเกิดขึ้นกับหมอดูโซเชียลในเมียนมาที่ทำนายว่าจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา จนทำให้ในวันที่ 21 เมษายน ผู้คนที่อยู่ในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวต่างออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านนอกอาคาร หลับนอนกันนอกตัวบ้านไม่กล้าเข้าไปอยู่ภายใต้อาคารเพราะเชื่อในคำทำนายนั้น  จนเมื่อเวลาผ่านไปไม่มีแผ่นดินไหวรุนแรงตามที่กล่าวอ้าง รัฐบาลเมียนมาก็ไม่รอช้ารีบจับกุมหมอดูรายนี้ทันทีในข้อหาสร้างความตื่นตระหนกในสังคม

เอย่ามองว่าการที่รัฐบาลออกมาทำเองเพราะนี่คือประเด็นอ่อนไหวและเป็นประเด็นที่เปราะบางไม่ได้มีใครเดือดร้อนจากคำทำนายของหมอดูคนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็แค่ผู้คนไม่กล้าใช้ชีวิตในอาคารในวันนั้นก็แค่เท่านั้น แต่ในทางกลับกันรัฐบาลเมียนมากลับมองว่านี่เป็นการชี้นำสังคมอย่างรุนแรงแม้จะไม่เกิดผลเสียแต่ควรได้รับผลว่าการโพสต์อะไรลงในโซเชียลมีเดียโดยไม่มีการรับผิดชอบต่อสังคมย่อมต้องได้รับการลงโทษ และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการจับกุมหมอดูรายนี้ขึ้น

กลับมามองในประเทศไทย หมอดูในประเทศไทยไม่ได้สร้างแค่การเกิดความตื่นตระหนกในสังคมเพียงแค่ครั้งนี้ แต่ที่ผ่านมามีการทำนายที่เขย่าความเชื่อมั่นของผู้คนในสังคมมาตลอดไม่ว่าจะเรื่องการยึดอำนาจ โรคระบาดยังไม่จบ พิบัติภัย ไปจนล่าสุดที่มีการมาโหนกระแสเรื่องสงคราม ซึ่งพอเอาคำทำนายของหมอดูแต่ละคนไปเทียบกับช่วงเวลาจริงที่เกิดขึ้นก็พบว่าในช่วงดังกล่าวหลายครั้งหลายหนไม่ได้เป็นไปตามคำทำนาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือหมอดูคนนั้นได้เครดิตไปแล้วหลังจากพูด หลังจากเป็นกระแส ได้เงินได้ทองไปแล้วแต่ไม่เคยต้องมารับผิดชอบอะไรก็ตามที่ตนเองได้พูดออกมาแม้มันจะไม่ได้เกิดอะไรขึ้นก็ตาม

ระบบกฎหมายของประเทศไทยเป็นระบบที่ต้องมีผู้เสียหายร้องทุกข์กล่าวโทษต่อศาล ในกรณีล่าสุดนี้แม้จะมีทนายดังเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่เอย่าเชื่อได้ว่าเนื่องจากทนายดังกล่าวไม่ได้เป็นผู้เสียหายจากคำทำนายนั้น ดังนั้นสุดท้ายเรื่องราวนี้ก็จะจบลงไปอย่างเงียบ ๆ เช่นเคย แต่ถ้าหากรัฐบาลเป็นคนร้องทุกข์กล่าวโทษหมอดูดังกล่าวเองในข้อหาสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนในสังคม แม้จะไม่ได้ด้วยคดีอาญา แต่คดีแพ่งย่อมมีสิทธิ์ที่น่าจะฟ้องได้เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นจากที่รัฐบาลต้องมาแบกภาระดูแลผู้คนจากคำทำนายที่บิดเบือนและสร้างความตื่นตระหนกพวกนี้ก็มีราคามากพอที่จะทำให้หมอดูโหนกระแสเหล่านี้ หลาบจำว่าหากคุณอยากโหนกระแสเข้าหาแสงมันก็มีราคาที่ต้องจ่ายหากคำทำนายนั้นไม่รับผิดชอบต่อสังคม

สถานทูตญี่ปุ่นปัดข่าวส่ง ‘โดรนขับไล่’ ให้ไทย ยันไม่ยุ่งปมชายแดนไทย-เขมร วอนหยุดแชร์ข่าวปลอม

(6 ส.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชาออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก ปฏิเสธข่าวลือจากสื่อออนไลน์กัมพูชา ที่อ้างว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะจัดหา 'โดรนขับไล่' ให้ไทย โดยระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จ ญี่ปุ่นไม่เคยมีแผนหรือได้รับคำขอดังกล่าวจากไทย

แถลงการณ์ยังระบุว่า ญี่ปุ่นให้ความช่วยเหลือเฉพาะในด้านที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม พร้อมขอบคุณหากประชาชนที่ให้ความร่วมมือ

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นยืนยันเคารพข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชา-ไทย และหวังเห็นสันติภาพฟื้นคืนโดยเร็ว เพื่อให้ชาวกัมพูชา และไทยกลับมามีชีวิตปกติอย่างสงบสุขอีกครั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top