Friday, 12 June 2026
TheStatesTimes

‘นิพนธ์’ ถึงบางอ้อ ทำไมเพื่อไทยต้องเอา มท.คืน ห่วงรัฐบาลปลดล็อกโป๊กเกอร์ก่อปัญหาสังคมเพิ่ม

‘นิพนธ์’ ถึงบางอ้อ ทำไมเพื่อไทยต้องเอา มท.คืน ห่วงรัฐบาลปลดล็อกโป๊กเกอร์ ชี้ยังไร้กลไกรับมือปัญหาการพนัน

(6 ส.ค. 68) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ 8 สมัย แสดงความเห็นภายหลังรัฐบาลมีคำสั่งยกเลิกข้อห้ามการเล่นไพ่โป๊กเกอร์ โดยระบุว่า แม้เข้าใจดีว่าโป๊กเกอร์ได้รับการยอมรับในระดับสากลในฐานะ 'กีฬา' และหลายประเทศจัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ รวมถึงรัฐบาลไทยเองก็มีแนวนโยบายในการจัดการแข่งขันเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สังคมไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพิษภัยของการพนัน ขณะที่รัฐบาลเองก็ยังไม่มีระบบช่วยเหลือหรือเยียวยาผู้ที่ติดการพนันอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงจนกลายเป็นความท้าทายที่รัฐบาลควรเร่งแก้ไข รวมถึงปัญหาการถดถอยทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำที่ทวีความรุนแรงขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาการทุจริตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน ตนจึงรู้สึกแปลกใจว่า เมื่อประเทศกำลังเผชิญกับปัญหารุมเร้าอย่างมากมาย เหตุใดนายภูมิธรรม จึงเลือกดำเนินการในลักษณะที่จะยิ่งเพิ่มภาระและสร้างปัญหาให้กับสังคมไทยมากขึ้นไปอีก

นายนิพนธ์ ระบุว่า แม้ 'โป๊กเกอร์' จะถูกจัดให้เป็นกีฬาในระดับสากล แต่ในประเทศไทยก็เคยอยู่ในบัญชีการพนันประเภท ข. ซึ่งหมายถึงอนุญาตให้เล่นได้เฉพาะในโอกาสพิเศษและต้องขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาโดยองค์ประกอบตามความหมายของ 'การพนัน' แล้ว หากมีการเดิมพัน มีเงินรางวัล และมีความเสี่ยงในพฤติกรรม ก็ยังเข้าเกณฑ์ว่าเป็นการพนันได้เช่นกัน ดังนั้น การปลดล็อกโดยไม่มีมาตรการควบคุมที่รัดกุม อาจกลายเป็นการเปิดประตูให้กับปัญหาทางสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและผู้มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ซึ่งยิ่งในภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยเช่นนี้ ความเสี่ยงก็ยิ่งทวีคูณ

“รัฐบาลควรมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ ไม่ใช่ออกคำสั่งปลดล็อกแบบลักหลับหรือแบบลอยตัว โดยไม่มีมาตรการรองรับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมาย มาตรการป้องกัน หรือระบบฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ” นายนิพนธ์กล่าว

นายนิพนธ์ ยังระบุด้วยว่า การดำเนินการเช่นนี้ ทำให้ตนเริ่มเข้าใจว่าเหตุใดพรรคเพื่อไทยจึงต้องการกระทรวงมหาดไทยอย่างเร่งด่วน ถึงขั้นยอมแลกกับการให้พรรคร่วมรัฐบาลอีกพรรคหนึ่งถอนตัว จนเสียงในสภาไม่มั่นคง สภาล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเป้าหมายแท้จริงคือการ 'ปลดล็อกการพนัน' ซึ่งหากกระทรวงมหาดไทยยังอยู่ในมือของนายอนุทิน รัฐมนตรีคนก่อน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้

นายนิพนธ์ยังกล่าวเสริมว่า เห็นคำแถลงข่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็นึกว่าจะเป็นการแถลงเรื่องเพิกถอนโฉนดเขากระโดงเสียอีก แต่กลับกลายเป็นคำสั่งปลดล็อกให้ 'โป๊กเกอร์' กลายเป็นการพนันที่ถูกกฎหมาย

“นี่คือสิ่งที่สังคมไม่คาดคิด และตั้งคำถามได้ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องใดเป็นอันดับแรก วันนี้ปลดล็อกการพนัน แล้วพรุ่งนี้จะปลดล็อกอะไรอีกหรือไม่ หรือว่านี่คือคำตอบว่าเหตุใดพรรคเพื่อไทยต้องทวงคืนกระทรวงมหาดไทยให้ได้ เพื่อเดินหน้าเรื่อง Entertainment Complex อย่างเต็มรูปแบบ” นายนิพนธ์กล่าว

‘คิมกอนฮี’ อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ โผล่พบอัยการ หลังถูกกล่าวหาปั่นหุ้น-รับสินบน-ล็อบบี้การเมือง

(6 ส.ค. 68) คิม กอนฮี (Kim Keon Hee) ภรรยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล (Yoon Suk Yeol) เดินทางไปยังสำนักงานอัยการพิเศษ ณ กรุงโซล เพื่อรับการสอบสวนคดีทุจริตหลายประเด็น โดยนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ที่อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งต้องเข้ารับการไต่สวนอย่างเปิดเผยในฐานะผู้ต้องสงสัยทางอาญา

อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งกล่าวเพียงสั้น ๆ ต่อสื่อมวลชนว่า “ขออภัยประชาชนที่ทำให้เกิดความกังวล ดิฉันเป็นแค่คนธรรมดา และจะให้ความร่วมมือในการสอบสวนอย่างเต็มที่” โดยการสอบสวนภายใต้การนำของอัยการพิเศษ มิน จองกี จะครอบคลุมข้อกล่าวหากว่า 16 ประเด็น ตั้งแต่ปั่นหุ้น แทรกแซงการเมือง ไปจนถึงใช้อิทธิพลทางศาสนา

ข้อกล่าวหาสำคัญคือ คดีปั่นหุ้นบริษัทดีลเลอร์รถยนต์ 'Deutsch Motors' ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งคิมกอนฮีถูกกล่าวหาว่าเปิดบัญชีร่วมกับแม่ แล้วมอบให้เทรดเดอร์มืออาชีพดำเนินการซื้อขาย โดยมีผู้เกี่ยวข้องอีก 9 คนถูกตัดสินโทษไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยเรื่องแทรกแซงการเสนอชื่อผู้สมัครในพรรคพลังประชาชน (PPP) ระหว่างการเลือกตั้งปี 2020 และ 2024

ทั้งนี้ อัยการยังสอบสวนข้อกล่าวหาที่ว่า คิมอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มศาสนา Unification Church หรือชื่อเต็มว่า “สมาคมครอบครัวเพื่อสันติภาพและเอกภาพโลก” ในการวิ่งเต้นทางการเมือง รวมถึงกรณีเครื่องประดับหรูที่ไม่แจ้งในบัญชีทรัพย์สิน และคำให้การของอดีตประธานาธิบดียุนที่อาจเข้าข่ายให้ข้อมูลเท็จช่วงหาเสียง ปัจจุบันยุนเองก็กำลังถูกควบคุมตัวจากกรณีประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 2024

ประวัติศาสตร์การลอบสังหารในกัมพูชา (1975–2025) เครื่องมือขจัดฝ่ายตรงข้ามของผู้กุมอำนาจ

> "ในประเทศที่อำนาจรัฐไม่เคยมีวันล่มสลาย
การตายของผู้เห็นต่าง มักไม่ใช่อุบัติเหตุ
…แต่มักเป็นพิธีกรรมเงียบของอำนาจ"
บทนำ: การลอบสังหารในฐานะเครื่องมือของรัฐ

ประวัติศาสตร์การเมืองของกัมพูชาในครึ่งศตวรรษหลัง พ.ศ. 2518 มิใช่เพียงเรื่องของการเปลี่ยนผ่านระบอบ หากแต่เต็มไปด้วยร่องรอยของ "การใช้ความตายเป็นวาทกรรมแห่งการปกครอง" ไม่ว่าจะโดยรัฐนิยมเผด็จการ คอมมิวนิสต์ หรือประชาธิปไตยปลอม

รูปแบบของ 'การลอบสังหาร' ในกัมพูชามิได้ปรากฏในแบบที่โลกตะวันตกนิยาม — หากแต่มักผสานกลวิธีระหว่าง การปิดปาก, การลงโทษเชิงตัวอย่าง, และ การกำจัดเชิงสัญลักษณ์ ผ่านกลไกเงียบที่ยากจะสืบสาวถึงผู้บงการ

1. การสังหารในนามอุดมการณ์: เขมรแดงและศิลปะของการกวาดล้าง
ในยุคของเขมรแดง (1975–1979) ระบอบของพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาได้แปลงสังคมให้กลายเป็น "ห้องสังหารขนาดยักษ์" ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นศัตรูของการปฏิวัติ — ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ปัญญาชน หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่พรรคตนเอง — ต่างถูกกำจัด

กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือการประหาร Hu Nim, Khoy Thoun และแม้แต่ Son Sen ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกระดับสูงของพรรคที่ถูกกล่าวหาว่า "ทรยศ" และถูกสังหารพร้อมทั้งครอบครัวในปี 1997 ภายหลังจากระบอบล่มสลาย
เอกสารในเรือนจำ S-21 (Tuol Sleng) ยืนยันรูปแบบของการทรมานและการ “จัดทำคำรับสารภาพล่วงหน้า” ซึ่งสะท้อนแนวคิดการฆ่าแบบมีพิธีกรรม
> สารภาพก่อนตาย คือการชำระล้างบาปทางอุดมการณ์
เพื่อให้ความตายกลายเป็นการล้างความชอบธรรมของเหยื่อ

2. การรัฐประหารเงียบ: 1997 และการลอบสังหารในนาม 'ความมั่นคง'
ในปี 1997 พลเอก ฮุน เซน ดำเนินการรัฐประหารกับรัฐบาลผสมที่มี เจ้าชายรณฤทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีร่วม โดยใช้ข้ออ้างเรื่อง 'การรักษาเสถียรภาพ'

ข้อมูลจาก Human Rights Watch ระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ของพรรค FUNCINPEC และทหารฝ่ายตรงข้ามอย่างน้อย 40 ราย ถูกสังหารหรืออุ้มหาย ภายในเวลาไม่กี่วัน หลายรายถูกประหารในสถานที่ลับหลังจับกุม ซึ่งไม่มีการพิจารณาคดีใด ๆ
กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบของ "การลอบสังหารโดยรัฐ" ที่ได้รับการปกปิดอย่างมีระบบ โดยผสาน เครื่องมือข่าวกรอง, กองกำลังพิเศษ, และ การนิ่งเฉยของกระบวนการยุติธรรม

3. การลอบสังหารเชิงสัญญะ: เมื่อนักคิดต้องตาย
ช่วงหลังปี 2000 เป็นต้นมา ปรากฏ “การตายมีเงื่อนงำ” ของนักกิจกรรม นักข่าว และนักวิชาการที่มีบทบาทต่อต้านระบอบอย่างชัดเจนหลายราย:

Kem Ley (2016): นักวิจัยและนักวิจารณ์นโยบายรัฐ ถูกยิงตายกลางวันแสก ๆ ในร้านกาแฟ หลังจากเปิดเผยรายงาน “Global Witness” ที่กล่าวหาการสะสมทรัพย์สินของครอบครัวฮุน เซน ผู้ต้องหาถูกจับในนาม “หนี้ส่วนตัว” แต่กระบวนการสอบสวนเต็มไปด้วยข้อสงสัยและปกปิดหลักฐาน

Chut Wutty (2012): นักสิ่งแวดล้อมที่ตรวจสอบการตัดไม้ในจังหวัดโคห์คอง ถูกยิงตายโดยทหารขณะเก็บข้อมูล เจ้าหน้าที่ผู้ยิงตายถูกระบุว่า “ฆ่าตัวตายทันทีหลังลงมือ” ซึ่งนักสิทธิมนุษยชนหลายรายมองว่าเป็น "การสร้างพยานปลอม"

Chea Vichea (2004): ผู้นำแรงงาน ถูกยิงกลางเมือง มีการจับแพะรับบาปในคดีที่ไม่มีพยานหลักฐาน —ภายหลังศาลสั่งปล่อยตัวแต่ไม่เคยจับผู้กระทำผิดจริง

การตายของบุคคลเหล่านี้ไม่เพียงแต่ปลิดชีพ แต่ยังแฝง “ข้อความเงียบ” ว่า “แม้ไม่มีเครื่องแบบ ก็เป็นภัยต่อรัฐได้ หากมีเสียง”

4. ความตายไร้พรมแดน: สังหารนอกประเทศและการไล่ล่าแบบข้ามรัฐ
ในทศวรรษ 2020s ปรากฏแนวโน้มการลอบสังหารในต่างแดน โดยเฉพาะผู้ลี้ภัยทางการเมืองในประเทศไทย เช่น: Lim Kimya (2025): อดีต ส.ส.ฝ่ายค้านกัมพูชา ถูกยิงเสียชีวิตในกรุงเทพฯ โดยมีพยานหลักฐานว่าผู้ต้องหาเคยมีสัมพันธ์กับรัฐกัมพูชา

ผู้นำฝ่ายค้าน Sam Rainsy ออกมากล่าวชัดว่า “นี่คือคำสั่งโดยตรงจากพนมเปญ” — แต่รัฐบาลฮุน เซนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา รายงานจาก UNHCR ยังระบุถึง รูปแบบการจับกุม-ส่งกลับผู้ลี้ภัย แบบไม่เป็นทางการ รวมถึง “การหายตัวไป” ของนักเคลื่อนไหวกัมพูชาในประเทศไทย โดยไม่มีคำอธิบายจากทั้งสองรัฐบาล
> การสังหารทางการเมืองไม่ได้สิ้นสุดลงที่พรมแดน
หากแต่แปรสภาพเป็นสงครามข่าวสาร การหายตัว และความตายที่ไม่มีใครรับผิดชอบ

บทสรุป: เครือข่ายของความตาย
เงื่อนงำทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า “การลอบสังหาร” ในกัมพูชา มิได้เป็นเหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่คือส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจที่ยังคงดำรงอยู่
ผู้ถูกสังหาร มักมีคุณลักษณะร่วม: “วิพากษ์อำนาจ–มีอิทธิพลในสังคม–ยึดถืออุดมการณ์ประชาธิปไตย”

ผู้กระทำ มักไม่มีตัวตนแน่ชัด — แต่เงาของรัฐ, พรรค, และผู้มีอำนาจ มักอยู่เบื้องหลังเสมอ กระบวนการยุติธรรมไม่เคยสว่างพอสำหรับเหยื่อ แต่สว่างพอที่จะปกป้องผู้รอดชีวิตที่มีอำนาจ
> การตายของพวกเขา...อาจไม่เคยได้รับความยุติธรรม
แต่ได้เขียนประวัติศาสตร์อีกบทที่รัฐเผด็จการไม่อาจลบได้ง่าย ๆ

‘พงศ์กวิน’ ชี้แจงปมเด้งฟ้าผ่า ‘ปลัดแรงงาน’ เข้ากรุ ชี้โยกย้ายเพื่อความโปร่งใส คดีซื้อตึก Skyy9

‘พงศ์กวิน’ ปัดตอบ ปมปลัดแรงงานย้ายนั่งผู้ตรวจฯ ถาวร ชี้โยกย้ายเพื่อความโปร่งใสในการตรวจสอบ เป็นมาตรการปกติ-ยังไม่ชี้ชัดคนทำผิด

เมื่อเวลา 09.15 น. (6 ส.ค.68) ที่กระทรวงแรงงาน นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า แผนการดำเนินงานของตนมีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งแผนงานในระยะสั้นของตนคือจะต้องทำให้เกิดความโปร่งใสขึ้นภายในกระทรวงแรงงาน ช่วงที่เกิดกรณีการเข้าซื้อตึก Skyy9 ของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ที่สูงเกินกว่าราคาจริง เป็นช่วงที่ท่านปลัดกระทรวงเป็นเลขาธิการ สปส.

“ผมมองว่าเนื่องจากขณะนี้ท่านปลัดเป็นปลัดกระทรวงแรงงาน มีอำนาจสั่งการภายในกระทรวงแรงงานทั้งหมด จึงจำเป็นที่จะต้องมีการโยกย้ายเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเกิดความยุติธรรมในการตรวจสอบ” นายพงศ์กวินกล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีตึก Skyy9 เริ่มดำเนินการแล้วและมีการสรุปผลการตรวจสอบเบื้องต้นแล้วหรือยัง นายพงศ์กวินกล่าวว่า เนื่องจากขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มประชุมนัดแรก ก่อนหน้านี้มีการเริ่มนัดประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เกิดเหตุขัดข้องเล็กน้อย ทำให้เลื่อนการประชุมออกไป จึงยังไม่ได้มีการตรวจสอบ

เมื่อถามว่า จากข้อมูลปลัดกระทรวงมีความผิดหรือไม่ นายพงศ์กวินกล่าวว่า การโยกย้ายผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ถือเป็นเรื่องปกติของการตรวจสอบ เพื่อไม่ให้มีการยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพยานหลักฐาน จึงถือเป็นมาตรการปกติ ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่ได้มีการชี้ชัดว่าผู้ใดมีความผิดแล้วหรือยัง

เมื่อถามว่า การโยกย้ายปลัดกระทรวงเป็นการย้ายตำแหน่งชั่วคราวหรือถาวร และหากตรวจพบว่าไม่มีความผิด สามารถโยกย้ายกลับมาตำแหน่งเดิมได้หรือไม่ นายพงศ์กวินกล่าวว่า พอดีตนมีประชุมต่อ ขอบคุณครับ และเดินหนีจากสื่อมวลชนไป

แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งโรยปูนขาวดับกลิ่นศพทหารเขมรฟุ้งภูมะเขือ ยันไม่ถอยกำลัง 11 จุดแนวชายแดน หวังประชุม GBC ได้ข้อสรุปที่ดี

(6 ส.ค. 68) พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ว่ายังมีกลิ่นร่างทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ จึงได้สั่งให้กำลังพลโรยปูนขาวฆ่าเชื้อเพื่อดับกลิ่นและป้องกันโรคระบาด พร้อมประสานไปยังกัมพูชาให้ส่งทีมมาเก็บศพกลับไปประกอบพิธี โดยยืนยันว่าไทยไม่ได้มีคำสั่งให้ทหารเข้าไปเก็บศพแทน เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายกัมพูชา

ในส่วนของจุดช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ที่เกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งระหว่างทหารไทย-กัมพูชาเล็กน้อยจากการรื้อรั้วลวดหนามนั้น พลโทบุญสินชี้แจงว่า ฝ่ายกัมพูชาพยายามเข้ามาแต่ไม่ได้พกอาวุธ และขณะนี้ได้ถอนกำลังกลับไปแล้ว ยืนยันว่าไม่มีเหตุรุนแรง และพื้นที่ดังกล่าวยังอยู่ในเขตประเทศไทย

แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า ทหารไทยจะไม่ถอนกำลังจากทั้ง 11 จุดในแนวชายแดน โดยทุกจุดมีการวางรั้วลวดหนามและจัดกำลังไว้เช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันการกระทำที่อาจกระทบต่ออธิปไตยของไทย และเป็นไปตามนโยบายของกองทัพที่ต้องรักษาพื้นที่ที่อยู่ในเขตประเทศของตนเอง

สำหรับการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ พลโทบุญสินระบุว่า หวังว่าทิศทางจะดีขึ้น เพราะกองทัพไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง และยืนยันว่าผู้บังคับบัญชาทุกระดับเห็นตรงกันว่าจะไม่มีการถอนกำลังจากจุดที่ประจำการอยู่

ก.อุตสาหกรรม เผยภาพรวมงาน 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' ช่วยลดค่าครองชีพปชช. พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงกลางปี

(6 ส.ค. 68) ปิดฉากไปแล้วกับงาน 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' บิ๊กอีเวนต์แห่งปี ซึ่งจัดโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ผนึกกำลังครั้งสำคัญกับ กระทรวงคมนาคม และภาคเอกชน ภายใต้แนวคิด “รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย" ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ บางซื่อ 

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การจัดงาน “อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 : รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย” นับว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยตลอดระยะเวลา 4 วันของการจัดงาน พบว่ามีประชาชนสนใจเข้ามาร่วมงานและจับจ่ายซื้อสินค้าภายในงานเฉลี่ยถึงวันละ 30,000 คน หรือรวมกว่า 120,000 คน มีเงินสะพัดจากการซื้อขายรวมกว่า 20 ล้านบาท และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในช่วงกลางปีได้กว่า 300 ล้านบาท

งานดังกล่าวได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ สมาคมยานยนต์แห่งประเทศไทย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะ MIND Ambassador และบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ในการจัดงาน 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการทดสอบตลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชน 

อีกทั้งผู้ประกอบการโรงงาน SMEs และวิสาหกิจชุมชน ยังได้มีพื้นที่ในการกระจายสินค้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่มีคุณภาพและราคาเป็นธรรม เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาเหมาะสม รวมผู้ประกอบการกว่า 330 บูธ แบ่งเป็น 4 โซน ซึ่งประกอบด้วย
1. โซนมหกรรมสินค้าอุปโภค - บริโภคราคาประหยัดจากเครือสหพัฒน์ ที่ได้นำสินค้าคุณภาพราคาประหยัดมาให้ประชาชนได้เลือกซื้ออย่างจุใจ
2. โซน 'รถที่ใช่ดีลที่ชอบ' กับข้อเสนอสุดพิเศษ จากค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ถึง 19 แบรนด์
3. โซนมหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่บรรดาผู้ประกอบการได้นำเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพมีมาตรฐาน มอก. ราคาประหยัด มาจัดโปรโมชันอย่างมากมาย อาทิ พัดลม หม้อหุงข้าว ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ และโทรทัศน์ 
และ 4. โซนมหกรรมจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ของใช้ของตกแต่งบ้าน งานคราฟต์ สินค้าสายมู อาหารพร้อมทาน เครื่องดื่มชงสด อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มแปรรูป เป็นต้น ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของงานในครั้งนี้ที่ได้พาผู้ประกอบการมาเปิดขายสินค้าให้กับผู้บริโภคโดยตรง

และในภาวะสถานการณ์ชายแดนที่ไม่ปกติกระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดจุดรับบริจาคสิ่งของอุปโภคบริโภค "อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทย" เพื่อส่งต่อน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดนและผู้ประสบภัยน้ำท่วม ให้สำหรับผู้เข้าร่วมจับจ่ายสินค้าภายในงานที่ต้องการแบ่งปันขอแสดงความห่วงใย พร้อมส่งกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย โดยสามารถนำส่งผ่านจุดรับบริจาคอุตสาหกรรมรวมใจ หรือจุดรับของไปรษณีย์ไทย ภายในงาน ซึ่งพัสดุที่บริจาคน้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม สามารถรับบริการโดยไม่คิดค่าจัดส่ง และภายในงานยังมีกิจกรรมตลอดทั้งวันไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อปสร้างอาชีพ กิจกรรมนาทีทองเล่นเกมชิงรางวัล กิจกรรมการประกวดแข่งขันร้องเพลงของกระทรวงอุตสาหกรรม (Voice of MIND 2025) และ มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ ไอซ์ ศรัณยู, อะตอม ชนกันต์, ป๊อป ปองกูล และ อ๊อฟ ปองศักดิ์ ที่ผลัดเปลี่ยนมาสร้างสีสันและความสนุกสนานให้กับผู้เข้าชมงานตลอดทั้ง 4 วัน นอกจากนี้ ยังมีโซนการจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะ MIND Ambassador ของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับรางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยมในปี 2568 

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ World Bank จัดกิจกรรม “Ozone Run : วิ่งฟิน อินแฟร์” มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมวิ่งกว่า 1,350 คน แบ่งระยะการวิ่งออกเป็น 1) Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร และ 2) มินิมาราธอน ระยะทาง 10 กิโลเมตร ใช้เส้นทางโดยรอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ซึ่งนอกจากจะส่งผลดีต่อสุขภาพที่ดีแล้ว ยังเป็นรณรงค์ให้เห็นความสำคัญเกี่ยวกับการปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซนและสภาพภูมิอากาศโลก   

โดยทางกระทรวงคมนาคมได้เตรียมการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานได้รับความสะดวก รวดเร็ว และประหยัด ด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รถไฟชานเมือง (สายสีแดง) เชื่อมต่อจากพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอกได้อย่างรวดเร็ว รถไฟฟ้า MRT (สายสีน้ำเงิน) ครอบคลุมเส้นทางสำคัญในเมืองในอัตราค่าโดยสาร 20 บาท ตลอดสาย รถไฟทางไกลที่จะอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เดินทางมาจากต่างจังหวัด รวมทั้งรถโดยสารสาธารณะที่สามารถเดินทางเข้าถึงยังพื้นที่จัดงาน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจร หรือหากนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาร่วมงาน ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย มีพื้นที่จอดรถและจุดรับ-ส่ง ที่จัดเตรียมไว้อย่างเพียงพอ

ขณะเดียวกัน การจัดงานในครั้งนี้ยังมีอีกหนึ่งความร่วมมือครั้งสำคัญที่เกิดขึ้น คือ การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) การยกระดับระบบคมนาคมขนส่งทางรางและการสร้างฐานการผลิตรถไฟมาตรฐานสากลภายในประเทศ ระหว่าง กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) กับ กระทรวงคมนาคม โดย สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) เพื่อร่วมขับเคลื่อนและยกระดับอุตสาหกรรมราง พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางระบบขนส่งโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนต่อไป

8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ครบรอบ 58 ปี ‘อาเซียน’ ถือกำเนิดที่กรุงเทพฯ เริ่มต้นจาก 5 ขยายเป็น 10 ประเทศสมาชิกในปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ตัวแทน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ได้ร่วมลงนามใน 'คำประกาศอาเซียน' ที่กรุงเทพฯ นับเป็นจุดกำเนิดของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ 'อาเซียน' เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในภูมิภาค

จุดเริ่มต้นของอาเซียนมาจากการรวมตัวในชื่อ "สมาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" หรือ ASA เมื่อปี 2509 แต่ต้องยุติบทบาทเพราะความผันผวนทางการเมือง ก่อนจะเปลี่ยนผ่านและขยายบทบาทเป็น 'อาเซียน' ในเวลาต่อมา โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย 

ต่อมา อาเซียนได้ขยายสมาชิกจาก 5 ประเทศเป็น 10 ประเทศ โดยมี บรูไน เวียดนาม ลาว เมียนมา และกัมพูชา เข้าร่วม เพื่อสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระดับภูมิภาค และเป็นเวทีสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวทีโลก

ในปัจจุบัน ผู้นำหลายประเทศในอาเซียนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นร่วมของภูมิภาค โดยเฉพาะ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานอาเซียน ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในการผลักดันให้ภูมิภาคนี้รักษาอธิปไตย ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ พร้อมเน้นแนวทางอาเซียนที่ยึดมั่นในความร่วมมืออย่างสันติและเสมอภาค

ตัวแทนนักเรียนไทยคว้า 3 เหรียญเงิน 1 เกียรติบัตร เวทีวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์โอลิมปิก ครั้งที่ 2

(6 ส.ค. 68) เพจสมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความแสดงความยินดีกับตัวแทนนักเรียนไทย 4 คน ที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิก ครั้งที่ 2 The 2nd International Nuclear Science Olympiad ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 ก.ค. - 6 ส.ค. 2568 ณ เมืองบังกี ประเทศมาเลเซีย 

โดยผลปรากฏว่าทีมตัวแทนนักเรียนไทย สามารถคว้ามาได้ 3 เหรียญเงิน และ 1 เกียรติบัตรเข้าร่วม ประกอบด้วย

กันทรากร พิทักษ์กรณ์ - รร.สิงห์สมุทร
เหรียญเงิน

อรรถวุฒิ เสรีวิชยสวัสดิ์ - รร.เตรียมอุดมศึกษา
เหรียญเงิน

จิรัชธรณ์ สิงหพันธ์ - รร.หาดใหญ่วิทยาลัย
เหรียญเงิน

นวพรรษณ์ กริชจนรัช - รร.มหิดลวิทยานุสรณ์
เกียรติบัตรเข้าร่วม

'ผบช.ภ.2' เตือนสายเที่ยว สายช็อป เช็กก่อน ระวัง!! เพจปลอมเสิร์ฟโปรเด็ด หลอกโอนค่าที่พัก – แบรนด์เนม ก.ค.เหยื่อเพียบ 17,823 คดี เผยสาเหตุมิจฉาชีพไม่เข็ดหลาบ

(6 ส.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2  หรือ  “สืบภาค 2” ร่วมกับตำรวจสืบภาค 1 จับกุม นางสาวอิ๋ว ซึ่งมีพฤติการณ์โพสต์เฟซบุ๊กหลอกลวง สร้างเพจปลอมขายห้องพัก พูลวิลล่า หลอกให้เหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีม้า และตรวจสอบพบเกี่ยวโยงกับคดีที่มีผู้เสียหายแจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ www.thaipoliceonline.go.th มากถึง 20 คดี และจากการตรวจสอบฐานข้อมูลการรับแจ้งความ และการสืบสวนสอบสวนคดีออนไลน์พบว่า คดีหลอกลวงขายสินค้าและบริการออนไลน์ลักษณะนี้เกิดขึ้นจำนวนมาก สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของคดีออนไลน์ พวกนี้คือมิจฉาชีพคนไทยที่หลอกคนไทยด้วยกันเอง เป็นคดีที่ความเสียหายไม่มาก คนร้ายมักไม่เข็ดหลาบ เพราะผู้เสียหาย ไม่ค่อยแจ้งความ หากคดีไหนที่ตำรวจติดตามจับกุมได้ก็จะขอยอมความ ชำระเงินคืนแบบผ่อน คดีแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จึงต้องเตือนภัยประชาชนอย่าหลงเชื่อ

“ในเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา แม้สถิติการเกิดคดีออนไลน์ในภาพรวมจะลดลง แต่ในจำนวนคดีอาชญากรรมออนไลน์ที่แจ้งความออนไลน์ทั้งหมด 34,570 เรื่อง เป็นคดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการไม่เป็นขบวนการ พฤติกรรมแบบที่กล่าวมามากที่สุดถึง 17,823 คดี คิดเป็น 51.56% ความเสียหายร่วม 162 ล้านบาท” ผบช.ภ.2 กล่าว

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่เป็นที่นิยมหลายแห่ง มีที่พักให้บริการจำนวนมาก เช่น พัทยา บางแสน สัตหีบ เกาะเสม็ด หาดแม่พิมพ์ เกาะช้าง เกาะกูด ฯลฯ ทำให้คนร้ายมีช่องโอกาสสร้างเพจ  ที่พักปลอม ทำเลียนแบบของจริงขึ้นมาหลอกลวงเหยื่อ คนร้ายพวกนี้จะล่อเหยื่อด้วยการโพสต์ในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ สร้างเพจปลอม แอ็กเคานต์ปลอม หรือไปโพสต์ตามกลุ่มต่าง ๆ จัดโปรโมชันยั่วใจ ของดีราคาถูก เมื่อเหยื่อติดกับก็จะออกอุบายหว่านล้อมให้รีบโอนเงิน ไม่เปิดโอกาสให้เหยื่อตรวจสอบข้อมูล เช่น อ้างว่าโปร ฯ นาทีทอง หรืออ้างว่ามีลูกค้าคนอื่นกำลังต้องการห้องพัก หรือสินค้าอย่างเดียวกันต้องรีบโอน เพื่อปิดจ๊อบ หากเหยื่อหลงเชื่อโอนเงิน คนร้ายจะปิดเพจหนี บล็อกการติดต่อทุกช่องทาง ดังนั้นก่อนจะทำการซื้อ จอง หรือจ่ายค่าบริการอะไรต้องตรวจสอบให้ชัดเจน ตรวจสอบหลาย ๆ ช่องทาง เช่น ตรวจสอบบัญชีปลายทาง ชื่อผู้รับโอนเงินผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น แอปพลิเคชัน Cyber Check หรือ เว็บไซต์เช็กก่อน หรือ www.checkgon.go.th ว่ามีประวัติหลอกลวง เป็นมิจฉาชีพหรือไม่  

“ก่อนจะเชื่อ ก่อนจะโอน ให้เอะใจเสมอว่าของดี ที่ราคาถูกเกินจริง ถูกจนน่าตกใจ ไม่มีจริง และอาจเป็นหลุมพรางที่มิจฉาชีพเอาไว้ล่อเหยื่อ และหากพบเห็นเพจเฟซบุ๊ก หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใด ๆ ทำปลอม หลอกลวงให้กดรีพอร์ต หรือแจ้งที่สายด่วน 1441 ทั้งนี้นอกจากที่พัก หรือบริการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวแล้ว สินค้า เครื่องประดับ โทรศัพท์มือถือ ไอแพด สินค้าแบรนด์เนม นาฬิกา พระเครื่อง เป็นสินค้าที่มิจฉาชีพมักหลอกขายทางออนไลน์ ทั้งในรูปแบบของปลอมแล้วบอกว่าแท้ หรือหลอกขายสินค้าที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งกลลวงแบบนี้ยังไม่หมด ขอให้ช็อปปิงออนไลน์อย่างระมัดระวัง ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” ผบช.ภ.2 กล่าว

ภูมิใจไทยจี้รัฐแจงงบ 1.65 พันล้าน!! จัดงาน EDM ควรใช้งบกระทรวงท่องเที่ยวฯ ไม่ใช่ซอฟต์พาวเวอร์ไทย

(6 ส.ค. 68) พรรคภูมิใจไทย ตั้งคำถามรัฐบาลกรณีอนุมัติงบประมาณ 1,650 ล้านบาท จัดเทศกาลดนตรี EDM ภายใต้โครงการซอฟต์พาวเวอร์ โดย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรค ระบุว่า กลุ่มศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นหลายกลุ่ม เช่น ลิเก หมอลำ โนราห์ กลับไม่ได้รับการสนับสนุน ทั้งที่ใช้งบไม่ถึงพันล้านก็เพียงพอ และมีเอกลักษณ์ชัดเจนว่าเป็นของไทยแท้

นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังตั้งข้อสังเกตว่า ศิลปวัฒนธรรมไทยเป็นที่สนใจของชาวต่างชาติในโลกออนไลน์ แต่กลับถูกมองข้าม ขณะที่งบมหาศาลกลับทุ่มให้กิจกรรมที่ไม่ชัดเจนว่าจะสร้างประโยชน์ให้ประชาชนกี่เปอร์เซ็นต์ สะท้อนความน้อยใจของผู้สร้างงานวัฒนธรรมท้องถิ่น

ด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ชี้ว่า รัฐใช้งบผิดประเภท เพราะหากหวังสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ควรใช้เงินจากกระทรวงท่องเที่ยว ไม่ใช่จากงบซอฟต์พาวเวอร์ที่ควรเน้นส่งเสริมวัฒนธรรมไทย พร้อมทิ้งคำถามถึงรัฐบาลว่า “วันนี้เราขายวัฒนธรรม หรือซื้อวัฒนธรรมอื่นมากลืนของตัวเอง?”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top