Saturday, 13 June 2026
TheStatesTimes

‘จิรพงษ์’ โต้แรงนักวิชาการ วิจารณ์โครงการ ‘รถไฟฟ้า 20 บาท’ ชี้อคติ!! มองไม่เห็นประโยชน์ภาพรวม คนต่างจังหวัดก็ใช้ได้

เมื่อวันที่ (11 ก.ค. 68) นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ รองโฆษกกระทรวงสาธารณสุข และอดีต สส.นนทบุรี ออกมาตอบโต้นักวิชาการบางรายที่วิจารณ์ว่า โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายคือการใช้ภาษีของคนต่างจังหวัดมาช่วยคนกรุงเทพฯ ว่าเป็นความคิดที่มีอคติและไม่เข้าใจภาพรวม เพราะโครงการนี้ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่ต้องเดินทางเข้ามาทำงานหรือเรียนในกรุงเทพฯ

นายจิรพงษ์ ระบุว่า ประชากรแฝงที่เข้ามาทำงานหรือเรียนในกรุงเทพฯ มีมากถึง 9.16 ล้านคน โดยกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีประชากรแฝงสูงสุดถึง 2.7 ล้านคน และยังมีอีกหลายแสนคนในจังหวัดปริมณฑล เช่น สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี ซึ่งต่างก็ได้รับประโยชน์จากระบบรถไฟฟ้า จึงไม่ใช่แค่คนกรุงเทพฯ เท่านั้นที่ได้อานิสงส์จากโครงการนี้

นายจิรพงษ์ยังยกตัวอย่างว่า ในอดีตคนจังหวัดนนทบุรีแทบไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการเกษตรของรัฐบาล เช่น การประกันราคามันสำปะหลังหรือยางพารา แต่ก็ไม่เคยออกมาบ่น เพราะเข้าใจว่าประโยชน์โดยรวมของประเทศคือสิ่งสำคัญ และเห็นว่าโครงการรถไฟฟ้า 20 บาท คือการช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มโอกาสการเดินทางอย่างทั่วถึง

ท้ายที่สุด อดีต สส.นนทบุรี ขอชื่นชมรัฐมนตรีคมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และพรรคเพื่อไทยที่ผลักดันโครงการนี้จนเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำว่าโครงการรถไฟฟ้าราคาประหยัดจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ หรือมาจากต่างจังหวัดก็ตาม

ชาวกำแพงเพชรลุกฮือ!! ชูป้ายจวก ‘ไอซ์ รักชนก’ หลังเตรียมตรวจสอบงบเกษตร ‘ไผ่ ลิกค์’

(12 ก.ค. 68) ชาวบ้านและเกษตรกรจาก อ.เมืองกำแพงเพชร และ อ.ปางศิลาทอง รวมกว่า 100 คน รวมตัวกันไปยังศูนย์ประสานงานพรรคประชาชน จ.กำแพงเพชร เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนกรณี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ออกมาโพสต์ตรวจสอบงบประมาณปี 2569 ที่ สส.ไผ่ ลิกค์ จากพรรคกล้าธรรม ประสานมาให้ในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงบพัฒนาโครงการน้ำและที่ดินกว่า 411 ล้านบาท โดยชาวบ้านไม่พอใจที่ถูกมองว่าใช้งบอย่างไม่โปร่งใส

ตัวแทนชาวบ้านระบุว่า โครงการเหล่านี้มีความจำเป็นกับชีวิตของคนในพื้นที่ เพราะช่วยเรื่องแหล่งน้ำเพื่อทำการเกษตร ทั้งยังส่งผลถึงจังหวัดใกล้เคียงอย่างสุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร พร้อมตั้งคำถามกลับว่า พรรคประชาชนใช้ชื่อว่า 'ประชาชน' แต่ไม่เคยฟังเสียงประชาชนจริง ๆ ที่กำลังเดือดร้อน

นายชินพจน์ ตัวแทนชาวบ้าน เผยว่า งบประมาณที่ สส.ไผ่ ลิกค์ ประสานมานั้นเป็นงบที่เหมาะสมและจำเป็นมาก ไม่อยากให้ถูกตัดหรือตรวจสอบด้วยทัศนคติทางการเมือง พร้อมขอให้พรรคการเมืองเห็นถึงความเดือดร้อนของคนในพื้นที่ก่อนพูดเรื่องงบฯ

ด้านนายธานันท์ หล่าวเจริญ อดีตผู้สมัคร สส.เขต 4 พรรคประชาชน กล่าวหลังรับหนังสือว่า จะนำข้อเรียกร้องของชาวบ้านส่งต่อไปยังผู้ใหญ่ในพรรคทันที พร้อมขอยืนเคียงข้างประชาชน หากโครงการใดเกิดประโยชน์กับประชาชน ตนพร้อมสนับสนุนทุกทาง

ตราพระราชลัญจกรประจำรัชกาล ความหมายนัยแห่งองค์พระประมุข | THE STATES TIMES Story EP.176

‘ตราพระราชลัญจกร’ คือตราประจำพระองค์ของพระมหากษัตริย์แต่ละรัชกาล ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมื่อเริ่มต้นรัชกาลในแต่ละรัชกาล เพื่อทรงใช้ประทับกำกับพระปรมาภิไธยในเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน เช่น รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา 

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเอกสารสำคัญส่วนพระองค์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานราชการแผ่นดิน 

พระราชลัญจกรประจำรัชกาลปรากฏหลักฐานว่ามีใช้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งพระราชลัญจกรนี้ประกอบด้วยพระเอกลักษณ์อันเป็นนัยของแต่ละพระองค์ เป็นสัญลักษณ์อันแสดงถึงความเป็นพระประมุขของชาติ พระอิสริยยศ พระบรมเดชานุภาพ

วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมความหมายของพระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ ๑-๑๐ มาเล่าให้ฟัง พร้อมแล้วก็ไปฟังกันเลย

‘นิด้าโพล’ เผยคนไทยอยากเห็น ‘พล.อ.ประยุทธ์’ คัมแบ็ก พร้อมโหวต ‘อุ๊งอิ๊ง’ ควรลาออกให้การเมืองไทยไปต่อ

(13 ก.ค. 68) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “การเมืองไทย ไปต่อแบบไหนดี” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-7 กรกฎาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบัน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.37 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ควรประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อหานายกฯ คนใหม่ รองลงมา ร้อยละ 39.92 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ควรยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดการเลือกตั้งทั่วไป ร้อยละ 15.04 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ควรบริหารประเทศต่อไปเหมือนเดิม ร้อยละ 1.37 ระบุว่า เรียกร้องให้มีการรัฐประหาร ร้อยละ 0.99 ระบุว่า อย่างไรก็ได้ และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ

ด้านบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปตามรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเผชิญกับปัญหาทางการเมือง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.82 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (องคมนตรี -แต่เป็นแคนดิเดตจากพรรครวมไทยสร้างชาติ) รองลงมา ร้อยละ 27.94 ระบุว่า ไม่สนับสนุนใครเลยตามรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 11.53 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) ร้อยละ 10.92 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยละ 9.77 ระบุว่า ใครก็ได้ตามรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 3.82 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) ร้อยละ 1.83 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศษฏ์ (พรรคประชาธิปัตย์) ร้อยละ 0.84 ระบุว่าเป็น พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการที่พรรคประชาชนควรร่วมลงชื่อกับพรรคฝ่ายค้าน เพื่อขอเปิดอภิปรายและลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและ/หรือรัฐมนตรี จากสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันพบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.43 ระบุว่า ควรลงชื่อเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ/หรือ รัฐมนตรี รองลงมา ร้อยละ 26.26 ระบุว่า ไม่ควรลงชื่อเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ/หรือ รัฐมนตรี ร้อยละ 7.48 ระบุว่า อย่างไรก็ได้ และร้อยละ 1.83 ระบุว่า ไม่ตอบ

เมื่อเวทีมรดกโลกกลายเป็นสังเวียนเดือด ‘ไทย-กัมพูชา’ ปม ‘วัดภูม่านฟ้า’ ลอกนครวัด? หรือแค่เกมการเมือง?

เมื่อวันที่ (10 ก.ค. 68) การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 47 กลายเป็นเวทีมวยระหว่าง “ทีมไทย” และ “ทีมกัมพูชา” เมื่อ นางเฟือง สกุณา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมของกัมพูชา เดินหน้าตั้งข้อกล่าวหาตรงๆ กลางที่ประชุมว่า “วัดภูม่านฟ้า” ของไทย เป็นการลอกเลียนแบบนครวัดแบบไร้ยางอาย!

โดยเธอระบุว่า วัดดังกล่าวเป็นการ บั่นทอนคุณค่าของนครวัดในฐานะแหล่งมรดกโลก และเรียกร้องให้ยูเนสโกและองค์กรที่ปรึกษาเร่งตรวจสอบไทย พร้อมทิ้งระเบิดว่า “นี่คือการสร้างบรรทัดฐานอันตรายต่อการอนุรักษ์มรดกโลกในระดับสากล”

ทีมไทยไม่ยอม! โต้เดือดกลางที่ประชุม “อย่าเอามรดกโลกมาใช้เล่นการเมือง!”

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ถึงกับต้องลุกขึ้นตอบโต้ทันที โดยเริ่มจากประโยคที่ว่า “แม้เราไม่ประสงค์จะโต้แย้ง แต่เมื่อถูกรุก ก็จำเป็นต้องชี้แจงให้กระจ่าง”

จากนั้นเขาก็เปิดเกมสวนกลับอย่างมีชั้นเชิงว่า ไทยยึดถือว่ามรดกทางวัฒนธรรมควรเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงประชาชน ไม่ใช่ฉีกให้แตกแยก พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดฝ่ายกัมพูชาจึงจงใจกล่าวหาในเวทีระดับโลก แทนที่จะหารือกันด้วยมิตรไมตรีในระดับทวิภาคี

“ไทยรู้สึกทั้งประหลาดใจและผิดหวัง...วัดภูม่านฟ้าไม่ได้ลอกเลียนแบบปราสาทนครวัด แต่นำแรงบันดาลใจจากศิลปะพุทธศาสนาไทยมาใช้โดยชอบธรรม” — นายสีหศักดิ์
.
กลิ่นการเมืองโชยแรง – Lobby วืด? เฟซบุ๊กมาไว!
.
ไม่เพียงแค่แถลงในห้องประชุม คณะผู้แทนไทยยังตั้งข้อสังเกตถึง ความพยายามอย่างแข็งขันของกัมพูชาในการ lobby คณะผู้แทนหลายชาติในที่ประชุม โดยหวังผลักดันประเด็นให้เป็น “ดราม่าระดับโลก” แต่กลับ ไม่เป็นผล เพราะหลายประเทศเห็นว่าควรเคลียร์กันเองในระดับประเทศต่อประเทศ
.
หลังกล่าวถ้อยแถลงไม่นาน ฝ่ายกัมพูชาได้ รีบโพสต์เนื้อหาลงเฟซบุ๊ก อย่างฉับไวราวกับเตรียมสคริปต์ไว้ล่วงหน้า จนหลายฝ่ายจับตาว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่การปกป้องนครวัด หากแต่ซ่อนเกมการเมืองภายในประเทศไว้เบื้องหลัง
.
ไทยยันพร้อมคุย แต่ขอให้มีสติ
ในช่วงท้าย ทีมไทยยังยืนยันว่า พร้อมหารือกับกัมพูชาในประเด็นนี้ รวมถึงประเด็นวัฒนธรรมอื่น ๆ บนพื้นฐาน “มิตรภาพและความร่วมมือ” ตามที่ผู้นำสองประเทศเคยเห็นชอบจัดตั้งคณะทำงานร่วม แต่ย้ำว่า ความร่วมมือนั้นต้องตั้งอยู่บนความจริง ไม่ใช่การกล่าวหาลอย ๆ

‘ทรัมป์’ เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทย 36% เขาอยากได้อะไรจากเรากันแน่?

(13 ก.ค. 68) อดีต รมช. อุตสาหกรรม ‘สมชาย หาญหิรัญ’ ตั้งเป็นคำถามน่าสนใจ ‘ทรัมป์’ เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทย 36% เขาอยากได้อะไรจากเรากันแน่?

‘โรมัน สตาโรวอยต์’ จบชีวิตเองหรือถูกลบออกจากฉากอำนาจ ภาพสะท้อนความโหดร้ายในอำนาจที่ซ่อนอยู่หลังการเมือง ‘รัสเซีย’

7 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 กลายเป็นวันแห่งความปั่นป่วนทางการเมืองในรัสเซีย เมื่อมีรายงานว่า
นายโรมัน วลาดิมีโรวิช สตาโรวอยต์ «Роман Владимирович Старовойт» อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถูกพบเสียชีวิตในรถยนต์ส่วนตัวของเขาในเขตเมืองโอดินต์โซโว «Одинцовский городской округ»  ชานกรุงมอสโก โดยมีบาดแผลจากกระสุนปืนในร่างกาย เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากถูกประธานาธิบดี
วลาดิมีร์ ปูตินสั่งปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน ทางการรัสเซียระบุว่าสตาโรวอยต์เสียชีวิตจาก “การฆ่าตัวตาย” พร้อมหลักฐานปืนพกแมคารอฟที่ตกอยู่ข้างศพซึ่งเคยเป็นรางวัลจากกระทรวงมหาดไทย ทว่าความเร่งรีบในการรายงานผลสรุปของเจ้าหน้าที่ การสั่งปลดในวันเดียวกัน และกระแสข่าวที่ว่าเขาอาจเกี่ยวข้องกับคดีคอร์รัปชันในระดับสูงล้วนจุดประกายข้อสงสัยในหมู่นักข่าว นักวิเคราะห์ และสาธารณชน ถึงคำถามที่ยังไม่มีคำตอบว่า... เขา “เลือกจบชีวิต” ด้วยตัวเอง หรือถูกบีบบังคับให้ออกจากฉากอำนาจอย่างถาวร?

นายโรมัน สตาโรวอยต์ ไม่ใช่แค่รัฐมนตรีธรรมดาเขาคืออดีตผู้ว่าการแคว้นคูร์สก์ซึ่งมีบทบาทสำคัญในโครงการเสริมกำแพงป้องกันชายแดนติดกับยูเครน และเป็นหนึ่งในข้าราชการที่ “เติบโตจากความไว้วางใจของศูนย์กลางอำนาจ” การเสียชีวิตของเขาจึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวหากแต่สะท้อนแรงสั่นสะเทือนภายในโครงสร้างอำนาจของรัสเซียในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นคงหลังสงคราม ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ และการกวาดล้างกลุ่มอำนาจภายในที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ บทความนี้จะชำแหละเหตุการณ์เบื้องหลังการเสียชีวิตของ Roman Starovoit ผ่านแว่นขยายทางการเมือง สื่ออิสระ และข้อเท็จจริงที่สาธารณะยังไม่ได้คำตอบ เพื่อพิจารณาว่านี่คือโศกนาฏกรรมส่วนบุคคลหรือเป็นการเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงการจัดระเบียบใหม่ภายในรัฐรัสเซียเอง

นายโรมัน สตาโรวอยต์เป็นนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงของรัสเซียเกิดเมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1972 ในกรุงมอสโก มีพื้นเพด้านวิศวกรรมและบริหารรัฐกิจ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น สำนักงานทางหลวงกลาง «Росавтодор»  ซึ่งรับผิดชอบด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนและสะพานของประเทศ และกระทรวงคมนาคม ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการแคว้นคูร์สก์ในปี ค.ศ. 2018 ซึ่งเป็นช่วงที่เขามีบทบาทสำคัญในการดำเนินโครงการเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนติดยูเครน แต่ก็ตกเป็นเป้าสงสัยเรื่องการทุจริต ต่อมาในปี ค.ศ. 2024 เขาถูกเลื่อนขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของรัสเซียและดำรงตำแหน่งอยู่เพียงหนึ่งปีก่อนจะถูกปลดจากตำแหน่งในวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 วันเดียวกับที่เขาถูกพบเสียชีวิตในรถยนต์ส่วนตัวอย่างมีเงื่อนงำ โดยเจ้าหน้าที่รัฐสรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ท่ามกลางกระแสข่าวว่ากำลังเผชิญการสอบสวนคดีคอร์รัปชันที่อาจส่งผลต่อกลุ่มอำนาจระดับสูงในรัฐบาลกลาง

รัฐบาลรัสเซียและคณะกรรมการสอบสวนอย่างเป็นทางการได้ชี้แจงว่าการเสียชีวิตนายโรมัน สตาโรวอยต์ เป็นผลมาจากการฆ่าตัวตาย โดยอ้างหลักฐานจากอาวุธปืนแมคารอฟที่พบอยู่ข้างศพและไม่มีร่องรอยของการต่อสู้หรือบุคคลอื่นในที่เกิดเหตุ อีกทั้งไม่มีการตั้งข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาในแง่ของฆาตกรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ ข้อสรุปนี้ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐและหน่วยงานราชการเพื่อปิดประเด็นความสงสัยและรักษาภาพลักษณ์ของเสถียรภาพในรัฐบาลกลาง

อย่างไรก็ตามสื่ออิสระและนักวิเคราะห์อิสระในรัสเซีย รวมถึงนักข่าวต่างประเทศกลับแสดงความสงสัยต่อคำอธิบายของทางการ เหตุผลหลักคือช่วงเวลาที่นายโรมัน สตาโรวอยต์ถูกปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหันและพบเสียชีวิตในวันเดียวกันซึ่งสร้างความไม่สอดคล้องและความเร่งรีบในการสรุปสาเหตุ นอกจากนี้สื่ออิสระยังตั้งข้อสังเกตถึงความคลุมเครือและความขัดแย้งในรายงานอย่างต่อเนื่อง เช่น การพบศพในพุ่มไม้ไม่ใช่ในรถอย่างที่สื่อรัฐรายงาน การขาดหลักฐานสนับสนุนการฆ่าตัวตาย เช่น จดหมายลาตาย หรือการเปลี่ยนแปลงของท่าทีเจ้าหน้าที่สอบสวน รวมถึงการจำกัดการเข้าถึงงานศพจากสื่อและสาธารณะ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนภาพรวมของระบบอำนาจที่ปกปิดความจริงและใช้การกำจัดทางการเมืองเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพของเครมลิน ความเชื่อมโยงกับคดีทุจริตงบประมาณในแคว้นคูร์สก์ที่กำลังถูกสอบสวนและแรงกดดันทางการเมืองก็ทำให้หลายฝ่ายมองว่านายโรมัน สตาโรวอยต์อาจถูกกดดันจนแทบไม่มีทางเลือกอื่น จนนำไปสู่การ “ฆ่าตัวตาย” ที่สะท้อนถึงแรงกดดันอันดุเดือดภายในวงการอำนาจ หรือในอีกมุมหนึ่งอาจเป็นแผนปกปิดความจริงที่แท้จริง เป็นการ “กำจัด” อย่างเป็นระบบในเกมการเมืองเงียบที่รุนแรงและโหดเหี้ยม โดยรวมแล้วคำอธิบายจากรัฐมีลักษณะเป็นทางการและพยายามรักษาความสงบเรียบร้อยทางการเมือง ในขณะที่สื่ออิสระกลับตั้งคำถามเชิงวิพากษ์และเน้นความไม่ชัดเจนของข้อมู เพื่อเปิดประเด็นการตรวจสอบอย่างลึกซึ้งต่อกระบวนการทางการเมืองในรัสเซียยุคหลังสงครามยูเครน ซึ่งมีการกวาดล้างผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่องและซับซ้อนมากขึ้น สื่ออิสระในรัสเซีย เช่น Novaya Gazeta Europe, Meduza, และช่อง Telegram ที่มีชื่อเสียงอย่าง Baza และ Mash ได้วิเคราะห์การเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความเปราะบางและความตึงเครียดภายในวงการอำนาจรัสเซียในยุคปัจจุบันโดยชี้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียง “ฆ่าตัวตาย” ธรรมดา แต่คือสัญญาณบ่งบอกถึงการกำจัดหรือบีบให้ผู้บริหารระดับสูงต้อง “เลือกจบชีวิต” เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดโปงหรือดำเนินคดีในข้อหาคอร์รัปชันที่รุนแรง 
โดยสรุป สื่ออิสระในรัสเซียมองเหตุการณ์นี้ว่าเป็นตัวอย่างชัดเจนของ “เกมอำนาจเลือดเย็น” ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องหลังสงครามยูเครน ซึ่งทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลปูตินถูกทดสอบและบ่อนทำลายจากภายใน และสะท้อนถึงความอ่อนแอในกลไกการเมืองที่ใช้การกวาดล้างผู้บริหารที่ตกจากความโปรดปรานเพื่อรักษาอำนาจในระยะสั้น

เมื่อวิเคราะห์เชิงการเมืองนายโรมัน สตาโรวอยต์ไม่ใช่แค่ข้าราชการระดับสูงหรือรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมธรรมดาแต่เป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่สะท้อนภาพรวมของเกมอำนาจภายในเครมลินยุคปูตินที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความเปราะบาง เขาเป็นตัวแทนของกลุ่ม “เทคโนแครต” ที่ได้รับความไว้วางใจให้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงชายแดนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่รัสเซียเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจจากสงครามในยูเครนและการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การตกเป็นเป้าของคดีทุจริตงบประมาณและการปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหันในปี ค.ศ. 2025 แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและความไร้เสถียรภาพของเกมอำนาจที่ดำเนินอยู่เบื้องหลังฉากในเครมลินซึ่งไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับการจัดการผลประโยชน์และงบประมาณขนาดใหญ่ แต่ยังสะท้อนถึงความพยายามของกลุ่มอำนาจหลักในการ “คัดกรอง” หรือ “กวาดล้าง” ผู้บริหารที่อาจกลายเป็นความเสี่ยงหรือถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อเสถียรภาพของระบบ

นักวิเคราะห์จากฝั่งตะวันตกวิเคราะห์ว่าการปลดและการเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์อาจไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญหรือตัวแปรแยกจากโครงสร้างอำนาจสูงสุดในรัสเซีย แต่น่าจะสะท้อนถึงกลไกการควบคุมและการจัดการ “ผู้เล่น” ในเครมลินโดยตรง ซึ่งนายวลาดิมีร์ ปูตินในฐานะผู้นำสูงสุดย่อมมีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้ ในระบบการเมืองรัสเซียที่ปกครองด้วยลัทธิเผด็จการแบบศูนย์รวมอำนาจ นายวลาดิมีร์ ปูตินต้องรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของเครมลินผ่านการบริหารจัดการบุคคลในเครือข่ายอำนาจอย่างเข้มงวด การที่นายโรมัน สตาโรวอยต์ถูกลากเข้าสู่คดีทุจริตงบประมาณที่สำคัญพร้อมกับการปลดกะทันหันและการเสียชีวิตอย่างคลุมเครือจึงอาจสะท้อนถึงคำสั่ง “กำจัด” เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องราวหรือคดีความเหล่านี้กลายเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจของปูตินและกลุ่มบริวาร เหตุผลทางการเมืองที่ทำให้ปูตินสั่งเก็บบุคคลในระดับนี้ อาจมาจากความกลัวว่านายโรมัน สตาโรวอยต์อาจกลายเป็น “ตัวถ่วง” หรือ “ภัยคุกคาม” ภายในระบบ เนื่องจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงความเสี่ยงที่จะเปิดโปงข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อระบบหรือเครือข่ายผู้มีอำนาจ นอกจากนี้การกำจัดนายโรมัน สตาโรวอยต์ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงผู้บริหารระดับสูงรายอื่นในรัฐบาลและภาครัฐที่อาจตกเป็นเป้าหมายหากไม่สามารถตอบสนองต่อความคาดหวัง หรือหากกลายเป็นตัวแปรที่ทำลายเสถียรภาพภายใน การตายหรือการปลดในลักษณะนี้จึงเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ปูตินใช้เพื่อคุมเกมและรักษาอำนาจอย่างเด็ดขาดอย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเช่นนี้สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของระบอบที่ขาดความโปร่งใสและขวัญกำลังใจในระดับสูง สร้างความหวาดกลัวและบั่นทอนความมั่นคงภายในในระยะยาว ซึ่งอาจนำไปสู่การล่มสลายของเครมลินในที่สุด

การเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวหรือเหตุการณ์ธรรมดา หากแต่เป็นสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดในระบบการเมืองรัสเซีย ที่ซึ่ง “การกำจัด” ผู้เล่นที่หลุดจากความโปรดปรานหรือถูกสงสัยในความไม่ซื่อสัตย์อาจดำเนินไปด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมและไม่โปร่งใส ความตายของเขาในบริบทนี้จึงเป็นทั้งบทลงโทษและการเตือนภัยที่ส่งถึงผู้บริหารระดับสูงรายอื่นในรัฐบาลว่าเส้นแบ่งระหว่างอำนาจและความเสี่ยงนั้นบางเฉียบเพียงใด

ในมิติที่กว้างขึ้นเหตุการณ์นี้สะท้อนภาพรวมของความเปราะบางในกลไกอำนาจของรัสเซียที่กำลังเผชิญกับวิกฤตทั้งภายในและภายนอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความขัดแย้งระหว่างประเทศและการคว่ำบาตรเศรษฐกิจได้เพิ่มความตึงเครียดภายในทำให้ระบบต้องใช้วิธีการเข้มงวดและมีความเสี่ยงสูงเพื่อรักษาอำนาจไว้ในมือของกลุ่มศูนย์กลาง การเคลื่อนไหวเหล่านี้ส่งผลให้เกิดบรรยากาศของความไม่แน่นอนและความหวาดกลัวในหมู่ผู้บริหารระดับสูงที่อาจถูกกำจัดหากตกจากความโปรดปราน โดยสรุปนายโรมัน สตาโรวอยต์ตัวอย่างของ “เหยื่อเกมอำนาจ” ที่บอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังของการเมืองรัสเซียยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและความโหดร้ายซึ่งสะท้อนทั้งความเปราะบางของระบบและการต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สรุป กรณีการเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์เผยให้เห็นความเปราะบางของเกมอำนาจในรัสเซียยุคปัจจุบันที่เส้นแบ่งระหว่าง “การตายอย่างธรรมชาติ” กับ “การถูกทำให้ตาย” กลายเป็นเรื่องเลือนรางและเต็มไปด้วยเงื่อนงำ ความกดดันทางการเมือง คดีทุจริต และการสลับซับซ้อนของระบบอำนาจ ทำให้ความตายของเขาไม่ใช่แค่จุดจบของชีวิตบุคคลหนึ่งหากแต่เป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึงความรุนแรงและความโหดร้ายในโลกของอำนาจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านเหล็กยุคใหม่ ในที่ซึ่งความจริงและเรื่องเล่าถูกบิดเบือนไปตามประโยชน์ของผู้มีอำนาจ และ “ความตาย” อาจถูกปั้นแต่งให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างแยบยล

‘วิทัย รัตนากร’ ใกล้เข้าเส้นชัย ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ คนใหม่ ท่ามกลางกระแสโจมตี “เป็นคนฝ่ายการเมืองส่งมา”

(13 ก.ค. 68) ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าแบงก์ชาติ ใกล้ได้ข้อสรุป จับตา ‘ดร.รุ่ง - วิทัย’ ใครจะเข้าวิน? คาด รมว.คลัง เตรียมเสนอชื่อเข้าครม. 15 ก.ค. นี้ ขณะที่ชื่อของ ‘วิทัย’ เริ่มมาแรง ท่ามกลางกระแสโจมตีด้วยข้อกล่าวหา “เป็นคนฝ่ายการเมืองส่งมา”

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายหลังคณะกรรมการคัดเลือกผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกจำนวน 2 ราย ให้กับนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งประกอบด้วย ดร.รุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส รองผู้การ ธปท. และนายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เพื่อให้นายพิชัย ในฐานะ รมว.คลัง เลือกเพียง 1 รายชื่อ เสนอเข้ารับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ รมว.คลัง จะตัดสินใจเลือกเสนอชื่อ นายวิทัย รัตนากร เข้ารับการอนุมัติจาก ครม. โดยคาดว่าจะเป็นการประชุม ครม. วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ที่จะถึงนี้ หาก ครม.มีมติเห็นชอบจะมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดฯแต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คนที่ 22 ลำดับที่ 25 ต่อไป

สำหรับการได้รับเสนอชื่อขึ้นเป็นผู้ว่าการ ธปท.ครั้งนี้ เนื่องจากนายวิทัยได้แสดงวิสัยทัศน์ที่สำคัญเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทย จากที่ผ่านมา ธปท.ยึดโยงอยู่กับ “เป้าหมายเงินเฟ้อ” (Inflation targeting) เป็นหลัก ในขณะที่เศรษฐกิจไม่โต หากปล่อยไปแบบนี้อีกไม่เกิน 5 ปี เศรษฐกิจไทยจะพังพินาศทั้งหมด ผู้คนจะตกงาน ส่งผลกระทบไปทั้งประเทศ

รวมทั้งได้มีการตั้งข้อสงสัยและเสนอแนวทางแก้ไข กรณี ธปท.กำกับธนาคารพาณิชย์อย่างไร ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโตน้อยโตช้า แต่ธนาคารพาณิชย์มีผลกำไรเป็นจำนวนมาก และยังทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ประชาชนและภาคธุรกิจเป็นหนี้ท่วม โดยผู้ว่าการ ธปท. นอกจากไม่แก้ไข กลับยังอธิบายแทนธนาคารพาณิชย์เสียอีก

แหล่งข่าวกล่าวว่า การได้รับการเสนอชื่อของนายวิทัย รัตนากร เกิดจากการแสดงวิสัยทัศน์ที่คณะกรรมการคัดเลือกฯ เห็นว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่ดีและถูกต้องกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมไทยในปัจจุบัน และการที่ รมว.คลัง เลือกนายวิทัย เข้ารับตำแหน่ง ผู้ว่าการ ธปท. เพราะน่าจะสอดประสานนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ได้ดีกว่าผู้ว่าการ ธปท คนอื่นๆ ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน นายวิทัย เป็นนักบัญชีและนักการเงินมืออาชีพ เมื่อตอนได้รับคัดเลือกเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสินก็เกิดจากการแสดงวิสัยทัศน์ที่ชนะผู้สมัครคนอื่น และไม่เคยมีข้อครหาใดๆ เกิดขึ้นเลยว่าเป็นการใช้เส้นสายทางการเมือง ซึ่งการให้นายวิทัยเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ก็เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่า  ได้สร้างสิ่งใดบ้างให้กับธนาคารออมสินและประชาชนคนไทยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หากได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ว่าการ ธปท. เชื่อว่า นายวิทัย จะมีแนวคิดและนำเสนอแนวทางใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงนโยบายการเงิน และนโยบายสถาบันการเงิน ของ ธปท. เพื่อพลิกฟื้นการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

ขณะที่เพจ Thammasat TODAY ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา ได้ออกมาเชียร์นายวิทัยอย่างเต็มที่ โดยระบุว่า นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลภายนอกที่แสดงความพร้อมนำพานโยบายการเงินไทยก้าวข้ามภาวะซึมเศรษฐกิจยืดเยื้อ

ด้านการศึกษา นายวิทัยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทถึง 3 สาขา ได้แก่ เศรษฐศาสตร์การเมือง และกฎหมายธุรกิจ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และการเงินจาก Drexel University ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมผ่านหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงหลายแห่ง

เส้นทางอาชีพของนายวิทัยครอบคลุมทั้งภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และองค์กรด้านนโยบาย เขาเคยดำรงตำแหน่ง CFO ของสายการบินนกแอร์, เลขาธิการ กบข., ผู้จัดการไอแบงก์ และผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เขาสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ “ออมสิน” เป็นธนาคารเพื่อสังคม (Social Bank) ผ่านโครงการช่วยเหลือหนี้ครัวเรือน, สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อจัดการปัญหาหนี้นอกระบบและหนี้เสีย

ในขั้นตอนแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหา นายวิทัยเสนอแนวคิด “Policy Coordination” ที่เน้นการประสานงานระหว่างธนาคารกลางกับกระทรวงการคลัง หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องสังคมสูงวัย หนี้ภาคครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำ และการเติบโตอย่างยั่งยืน เขาเน้นว่าธปท.ไม่ควรจำกัดบทบาทแค่รักษาเสถียรภาพการเงิน แต่ควรมีส่วนร่วมผลักดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจระยะยาว
แม้จะเป็นผู้บริหารจากรัฐวิสาหกิจซึ่งอาจถูกจับตาเรื่องความเป็นอิสระจากการเมือง แต่นายวิทัยยืนยันว่าธปท.ต้องดำรงจุดยืนในฐานะธนาคารกลางที่เที่ยงตรง พร้อมเปิดรับข้อมูลรอบด้าน และตัดสินใจโดยไม่ยึดโยงกับแรงกดดันทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ยิ่งใกล้วันเสนอชื่อผู้ที่จะได้รับตำแหน่งผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ และหลายฝ่ายต่างฟันธงไปว่า นายวิทัย มีโอกาสเข้าวินสูง จนทำให้ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เกิดกระแสโจมตีนายวิจัยผ่านโซเชียลมีเดียออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกล่าวหาและโจมตีว่า “เป็นคนของพรรคการเมืองส่งมา” ซึ่งจะว่าไปแล้ว หากวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง จะเห็นว่า นายวิทัย เข้ามาเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เมื่อ 5 ปีก่อน เป็นยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นทั้งผลงานและการทำงานร่วมกับรัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบันได้เป็นอย่างดี หลังจากนี้ คงต้องจับตาดูว่า ในวันที่ 15 ก.ค.นี้ ครม. จะมีมติเห็นชอบ “ผู้ว่าแบงก์ชาติ” คนใหม่หรือไม่ และ ใครจะเข้าเส้นชัยในที่สุด

‘เจ๊อ๋อ’ ถูกหวย 90 ล้าน ล่าสุดใช้เงินหมดแล้ว พบรับจ้างดำนาวันละ 300 เลี้ยงชีพ แต่สุขใจกว่าตอนมีเงิน

(13 ก.ค. 68) อุดรธานี -"ฮือฮาอีกครั้ง! “เจ๊อ๋อ” ถูกหวย 90 ล้านบาทงวด 1 พ.ย. 61 ชีวิตเปลี่ยนเป็นเศรษฐินีชั่วข้ามคืน ผู้คนห้อมล้อม เคยจ้าง “เสี่ยเต้ย” 30 ล้าน เลิกเป็นผัวเมียแล้วใช้ชีวิตสาวโสด ล่าสุดเงินเก็บหมด ชีวิตพลิกผันอีกครั้ง ต้องหาเลี้ยงชีพรับจ้างลงแขกดำนาวันละ 300 บาท 

เชื่อว่ายังคงพอจำกันได้ สำหรับ “เจ๊อ๋อ” หรือนางวรรณลี ปัญญาใส บุญหล่นทับโชคดีถูกหวยรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 พ.ย. 61 จำนวน 15 ใบ เป็นเงินมากถึง 90 ล้านบาท และเลขท้าย 2 ตัวอีก 40 ใบ เป็นเงิน 80,000 บาท เป็นข่าวฮือฮาทั่วราชอาณาจักร จากชีวิตธรรมดากลายเป็นเศรษฐินีแค่ข้ามคืน

หลังจากนั้นไม่กี่ปีเธอเป็นประเด็นร้อนว่อนโซเชียลอีกครั้งกรณีประกาศแยกทางกับ นายสมภาร สุรัญกุล หรือเสี่ยเต้ย สามีหนุ่มรุ่นน้อง โดยแบ่งทรัพย์สินให้ 30 ล้าน ต่อมาวันที่ 20 พ.ย. 63 เสี่ยเต้ยหรืออดีตสามีก็เสียชีวิตเพราะโรคประจำตัว

อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่าหลังใช้ชีวิตโสด นางวรรณลีหรือเจ๊อ๋อใช้ชีวิตตามวิถีคนมีเงิน ทั้งทำบุญและท่องเที่ยวบ้าง และก็ยังช่วยเหลือคนรอบข้างที่เดือดร้อนเข้ามาขอความช่วยเหลือเพราะคนส่วนใหญ่ยังมองว่าเธอยังมีเงินเหลือเยอะ

แต่ล่าสุดมีข่าวเล็ดลอดออกมาจากคนใกล้ตัวว่า ปัจจุบันในวัย 51 ปี เจ๊อ๋อแทบจะไม่เหลือเงินใช้จ่ายเหมือนแต่ก่อนแล้ว จากเดิมเคยถูกหวยมากถึง 90 ล้าน ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการออกรับจ้างทั่วไป ใช้ชีวิตเรียบง่ายที่บ้านเกิดบ้านหนองหว้า อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ซึ่งจากการได้มีโอกาสพูดคุยกับเจ๊อ๋อถึงประเด็นนี้ เจ๊อ๋อไม่ได้ปฏิเสธว่าทุกวันนี้เธอมีรายได้จากการรับจ้างดำนาหรือรับจ้างทั่วไป

นางวรรณลี หรือเจ๊อ๋อกล่าวยืนยันว่า รับจ้างดำนาจริง ได้ค่าจ้างวันละประมาณ 300 บาท เป็นรายได้เอาไว้ให้ลูกสาวและหลานไปโรงเรียน ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ออกจะสบายใจด้วยซ้ำ เพราะว่าไม่มีเงินมากมาย ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย แต่ละวันใช้เงินไม่ถึง 100 บาท บางวันแทบจะไม่ได้ใช้อะไรเลย

เจ๊อ๋อบอกอีกว่าก่อนหน้านี้ที่ตนมีเงินเยอะๆ เราแบ่งเราเลี้ยงคนอื่นตลอด หลังจากกลายเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่มีเงินแล้ว หากมีคนเรียกไปกินไปดื่มแทบจะไม่ได้จ่าย เป็นการตอบแทนที่เราเคยให้พวกเขา จึงอยากจะขอบคุณเพื่อนๆ และญาติพี่น้องทุกคนที่มีน้ำใจกับเรา แต่ก็ยอมรับว่าทุกวันนี้เงิน 100 บาทมีค่ามาก

‘โยซาวะ สึบาสะ’ เศรษฐีชาวญี่ปุ่นผู้หลงใหลประเทศไทย แชร์เรื่องราวชีวิตดิ่งเหว – ครอบครัวพัง หลังตกเป็นทาสยาบ้า

(13 ก.ค. 68) เพจ J-doradic โพสต์ข้อความว่า ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นมีข่าวดังมากที่สื่อไทยยังไม่รายงาน ชายในรูปคนนี้คือ นาย "โยซาวะ สึบาสะ" หนุ่มนักธุรกิจ และนักลงทุนรายใหญ่ชาวญี่ปุ่น ซึ่งชื่นชอบประเทศไทยมากถึงขนาดขายบ้านที่ซื้อไว้ในดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อนำเงินมาซื้อคอนโดหรูแห่งหนึ่ง และพาครอบครัวย้ายมาอาศัยอยู่ในประเทศไทย 

แต่ชีวิตของ นาย โยซาวะ ต้องเจอมรสุมครั้งใหญ่ และพลิกผันอย่างหนัก ถึงขนาดต้องเลิกรากับภรรยา และลูก ๆ อีก 3 คน เนื่องจากเจ้าตัวดันไปติดยาบ้าหนักตอนย้ายมาอาศัยอยู่ที่นี่

นาย โยซาวะ ประสบความสำเร็จจากการลงทุนมาก ๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเขาเป็นผู้เขียนหนังสือด้านการลงทุนชื่อดังมากในญี่ปุ่นชื่อว่า "เงื่อนไขในการหาเงินหนึ่งร้อยล้านเยนในพริบตา" จนเป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่ว และได้รับฉายาจากสื่อมวลชนในญี่ปุ่นว่า “ชายผู้ทำเงินได้ 100 ล้านเยนในชั่วพริบตา” 

ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 18 เมษายน ปี 2568 นาย โยซาวะเคยสารภาพผ่านช่อง YouTube ของตนว่า “หลังยุติการทำงานแล้ว ได้ย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทย จากนั้น ผมได้ติดยา ‘ยาบ้า’ อย่างหนัก แต่ตอนนี้เลิกแล้วนะครับ” พร้อมทั้งยังได้เปิดเผยอีกว่า "ภรรยาได้พาลูกทั้งสามกลับญี่ปุ่นไปแล้ว" ต่อมาเมื่อวันที่ 26 เมษายน นายโยซาวะได้ประกาศว่า "เราทั้งคู่ได้ตกลงหย่ากันอย่างเป็นทางการแล้ว"

ต่อมาในวันที่ 8 พฤษภาคม ปี 2568 เขาเคยโพสต์ (ซึ่งถูกลบไปแล้ว) ว่า “จะไม่กลับไปญี่ปุ่น” แต่ไม่นานจากนั้นก็โพสรูปพร้อมข้อความว่า “เมื่อวานผมมีเหตุจำเป็นจึงต้องบินกลับญี่ปุ่น ตอนนี้อยู่ที่รปปงหงิ” 

และเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ปี 2568 หลังจากห่างหายการโพสต์ในโซเชียลไปร่วม 2 เดือน เขาได้กลับมาอัปเดต X อีกครั้ง พร้อมเปิดเผยว่า "ผมได้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวชที่ญี่ปุ่น ในช่วงเวลาดังกล่าว"

หลังจากออกจากการบำบัดในโรงพยาบาลจิตเวช นายโยซาวะ ได้ไลฟ์สดพร้อมยืนยันว่า "ผมเลิกเสพยาบ้าแล้ว และได้บล๊อกเบอร์กับคอนแทคผู้ขายยาบ้าชาวไทยไปแล้วด้วย" 

โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (วันที่ 11 เดือนกรกฎาคม ปี 2568) โยซาวะได้โพส ภาพคอนโดหรูที่ซื้อไว้ในประเทศไทยพร้อมพูดว่า “ผมกลับมาถึงบ้านที่ประเทศไทยแล้ว หลังจากห่างหายไป 2 เดือน” พร้อมเผยความรู้สึกว่า “ตอนนี้ผมรู้สึกผ่อนคลาย และรู้สึกปลอดภัยมาก” รวมถึงได้ให้คำมั่นว่า “จากนี้ไปจะใช้ชีวิตอย่างมั่นคงในฐานะพลเมืองดี”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top