Saturday, 13 June 2026
TheStatesTimes

ผนึกกำลังประชาคมโลก ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์

(10 ก.ค.68) เวลา 13.30 น. ตามนโยบายของรัฐบาล ได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนในการแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช. ในฐานะ ผอ.ศปอส.ตร./ผอ.ศตคม.ตร./ผอ.ฉก.๘๘/หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจ UNODC ต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ ดำเนินการชี้แจงสถานการณ์ปัญหาอาชญากรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ ในปัจจุบันให้ประชาชนทราบสถานการณ์ปัจจุบัน

สถานการณ์การหลอกลวงคนไทยของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ผ่านมา ยังมีที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา เมียนมา และลาว เพื่อที่จะหลอกคนชาติไทยและชาติต่าง ๆ ทั่วโลก และเนื่องจากประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการบินที่สำคัญในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีเที่ยวบินจากทั่วโลกเข้ามาในประเทศ ประกอบกับการคมนาคมที่สะดวกในการเดินทางกลุ่มคนร้ายจึงอาศัยช่องว่างดังกล่าว เข้ามาในไทยในฐานะนักท่องเที่ยว เพื่อเดินทางไปยังบริเวณแนวชายแดนแล้วลักลอบข้ามไปยังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทย หรือใช้ช่องทางดังกล่าว หลอกคนข้ามไปทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์

จากมาตรการการตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และน้ำมัน ไปยังแนวชายแดนประเทศเมียนมาที่ติดกับประเทศไทย เพื่อกดดันให้มีการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ที่ปกครองโดยชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนระหว่างประเทศเมียนมาและไทย ทำให้เกิดการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเขตเมืองชเวโก๊ะโก๋ และเคเคพาร์ค ซึ่งพบคน ๓๖ สัญชาติ จำนวน ๘,๘๙๓ ราย แต่ยังพบว่าแต่ยังมีกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกจำนวนหนึ่งหลบซ่อนและตั้งอยู่บริเวณทางตอนใต้ของเมืองเมียวดี ซึ่งจะต้องมีมาตรการในการดำเนินการอีกต่อไป

ในส่วนของประเทศกัมพูชา พบว่ามีการขยายตัวของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งที่หลอกคนไทยและคนชาติต่าง ๆ ทั่วโลก พบว่ามีการตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชา จำนวน ๕๒ จุด ๑๐ จังหวัด โดยส่วนใหญ่ยังอยู่ในเมืองปอยเปต และมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในเขตชายแดนติดกับทางประเทศเวียดนาม มีแก๊งชาวจีนเป็นผู้บริหารจัดการ ได้รับความคุ้มครองจากผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ในห้วงที่ผ่านพบว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการขยายตัว จากประเทศกัมพูชาเช้ามาในประเทศไทยบางส่วน แต่ทางการไทยสามารถดำเนินการกวาดล้างจับกุมได้ โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้มุ่งหลอกคนชาติอื่นไม่ใช่คนไทย อาทิ ออสเตรเลีย เวียดนาม เกาหลี จีน ยุทธศาสตร์ ศปอส.ตร. ร่วมกับ ฉก.๘๘ และ UNODC ได้ร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ “ผนึกกำลังประชาคมโลก ปราบปราม แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์” โดยกำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 5 ด้าน (I 2L AI)

๑. การทำลายโครงสร้างพื้นฐานของอาคาร (Infrastructure) ได้แก่ ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต
๒. การตัดเครือข่ายขบวนการนำพา (Logistics) ได้แก่ เพจโฆษณา หางาน เพจจัดหาบัญชีม้าและคริปโต แอพในการ ติดต่อหายานพาหนะ กลุ่มรถรับจ้าง กลุ่มนำพาข้ามแดน การซีลชายแดน กลุ่มจัดหาบัญชีม้าและคริปโต
๓. การบังคับใช้กฎหมายและยึดทรัพย์ (Law Enforcement) โดยมุ่งเน้นไปที่ เจ้าของอาคารคอลเซ็นเตอร์ ผู้บงการ ผู้บริหารจัดการ ผู้ให้ความคุ้มครอง
๔. การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการควบคุมป้องกันไม่ให้ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน หรือใช้ในการหลอกลวง เพื่อลักลอบข้ามผ่านแนวชายแดนไปทำงานที่แก๊งคอล เซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน
๕. ผนึกกำลังประชาคมโลก (International Community) ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์

โดยนำองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ UNODC, INTERPOL, FBI และประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มาร่วมปฏิบัติในศูนย์บริหารฉับพลันเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ (War Room for Combatting Cyber Scam Syndicate) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย โดยประเทศไทยจะเป็นผู้นำและศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยน ข้อมูล เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานร่วมกันในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชา เมียนมา และลาวการค้นเครือข่าย ก๊ก อาน

จากปฏิบัติการครั้งนี้ ทำการเข้าค้นเครือข่าย “ก๊ก อาน” ๒๐ จุดในพื้นที่ ๓ จังหวัด (กรุงเทพ สมุทรปราการ ชลบุรี) สามารถอายัดเงินสด ๒๗ ล้านบาท รถยนต์หรู และเอกสารสำคัญ ยึดทรัพย์รวมมูลค่า กว่า ๑,๑๐๐ ล้านบาทและจะดำเนินการออกหมายจับผู้มีส่วนร่วมกระบวนการทั้งหมด

สน.คันนายาวเดินหน้าปราบแว้น 'ปิดกรุงเทพซิ่ง 2568' จับผู้ต้องหา 18 ราย ยึดรถ 17 คัน ปิดเพจชักชวนแข่งรถ 2 แห่ง

เมื่อวานนี้ 10 ก.ค. 68) ตามแผนยุทธการ 'ปิดกรุงเทพซิ่ง 2568' ของตำรวจนครบาล ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้เดินหน้ากวาดล้างกลุ่มแข่งรถในทางอย่างจริงจัง โดยมี พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น., พล.ต.ต.เจษฎา สวยสม ผบก.น.2 และ พ.ต.อ.เศกสิทธิ์ สุภาอ้วน รอง ผบก.น.2 ร่วมกำกับดูแลและสั่งการให้แต่ละพื้นที่ดำเนินการตามแนวทางป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง ซึ่ง สน.คันนายาว ได้ดำเนินการเชิงรุก ป้องกันและปราบปรามกลุ่มวัยรุ่นที่นัดหมายแข่งรถผ่านโซเชียลมีเดีย และร้านแต่งรถเถื่อนที่เอื้อให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงของวัยรุ่นในพื้นที่

โดย พ.ต.อ.นิรุชพล โยธามาตย์ ผกก.สน.คันนายาว พร้อมด้วย พ.ต.ท.อภิชนฌาณ ครามสูงเนิน รอง ผกก.ป.สน.คันนายาว และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการ ได้ดำเนินการเข้มข้นต่อเนื่องระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน – 6 กรกฎาคม 2568 สามารถจับกุมผู้ต้องหาในความผิดเกี่ยวกับการแข่งรถในทางได้รวม 18 ราย ยึดรถจักรยานยนต์แต่งซิ่ง 17 คัน พร้อมดำเนินการ ปิดเพจเฟซบุ๊ก 2 เพจ ที่ใช้ปลุกระดมรวมกลุ่มแข่งรถในทางอย่างผิดกฎหมาย

โดยหนึ่งในปฏิบัติการเริ่มจากการลงพื้นที่ตรวจสอบร้านแต่งรถจักรยานยนต์ในเขตคลองสามวา พบมีการรับจูนเครื่องยนต์ผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข ฐานประกอบกิจการที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลมีคำพิพากษาปรับเป็นเงิน 5,000 บาท

ต่อมาในวันที่ 3 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบบริเวณซอยพระยาสุเรนทร์ 41 สามารถควบคุมตัววัยรุ่นได้ 8 ราย พร้อมรถจักรยานยนต์ 8 คัน ดำเนินการเปรียบเทียบปรับในชั้นพนักงานสอบสวนเป็นเงินคนละ 1,000 บาท พร้อมให้ผู้ปกครองมารับตัว และลงนามในบันทึกทัณฑ์บน พร้อมเปลี่ยนท่อไอเสียเป็นแบบมาตรฐาน มอก.

ถัดมาในเช้ามืดวันที่ 4 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจบูรณาการกำลังสกัดจับกลุ่มวัยรุ่นที่นัดหมายผ่านเพจ “ปิดกรุงเทพ ซิ่ง.” บริเวณถนนรามอินทรา กม.6 ได้ผู้ต้องหา 4 ราย ของกลางรถ 4 คัน โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง โดยศาลแขวงมีนบุรีมีคำพิพากษา กักขังคนละ 1 เดือน และ พักใช้ใบขับขี่ 6 เดือน ยกเว้นผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนซึ่งถูกส่งเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ พร้อม ริบของกลางทั้งหมด

แม้เพจดังกล่าวจะถูกปิดลง แต่ในวันที่ 6 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่พบว่ามีการเปิดเพจใหม่ชื่อ “แว้น กรุงเทพฯ” มีผู้ติดตามกว่า 4,900 ราย และมีการนัดหมายแข่งรถบริเวณถนนรามอินทรา กม.9 จนนำไปสู่การจับกุมเยาวชนเพิ่มเติม 6 ราย อายุระหว่าง 15–17 ปี ส่งเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูและดำเนินการตามกฎหมายคุ้มครองเด็กเช่นกัน

สรุปผลการปฏิบัติของ สน.คันนายาว ในห้วงเวลาดังกล่าวข้างต้น มีดังนี้:
• จับกุมผู้ต้องหา 18 ราย
• ตรวจยึดรถจักรยานยนต์ 17 คัน
• ปิดเพจเฟซบุ๊กปลุกระดม 2 เพจหลัก
• ประสานผู้ปกครองให้รับตัว พร้อมดำเนินมาตรการทัณฑ์บน

นอกจากนี้ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ย้ำว่า คณะทำงานป้องกันและปราบปรามการขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น แข่งรถในทางและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้วางแนวทางการดำเนินคดีอย่างเข้มงวด ทั้งการแข่งรถในทาง การขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง และเป็นความผิดทางอาญา ศาลพิพากษาลงโทษหนัก ริบรถของกลาง จึงอยากฝากเตือนพี่น้องประชาชนวัยรุ่นรวมถึงผู้ปกครองที่มีบุตรหลาน ให้ช่วยกันห้ามปราม อย่าปล่อยปละละเลยบุตรหลานของท่าน และอย่าเลียนแบบหรือกระทำตามในลักษณะนี้เด็ดขาด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้ คณะทำงานฯ ขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ทั้งการโพสต์ชักชวน เชิญชวน บนสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆก็ดี ทั้งการรวมตัวบนท้องถนนก็ดี โดยประชาชนสามารถแจ้งเหตุร้ายที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ผบ.ตร.นำคณะตำรวจไทยเยือนญี่ปุ่น เข้าพบ ผบ.ตร.ญี่ปุ่น และเอกอัครราชทูต หารือ แลกเปลี่ยนความร่วมมืออาชญากรรมไซเบอร์ คอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์  พร้อมดูงานสถานีตำรวจ หน่วยงานอาชญากรรมเทคโนโลยี เพื่อนำมาปรับใช้ ยกระดับการทำงานตำรวจไทย

(11 ก.ค.68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6-9 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ และคณะ ได้เดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ

ผบ.ตร.และคณะเข้าเยี่ยมคารวะ นายโยชิโนบุ คุสึโนกิ ผบ.ตร.ญี่ปุ่น โดยได้มีการหารือประเด็นความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การฉ้อโกงออนไลน์ อาชญากรรมทางไซเบอร์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในโอกาสนี้ ผบ.ตร.ได้กล่าวขอบคุณ ผบ.ตร.ญี่ปุ่น ที่อนุมัติในหลักการการส่งนายตำรวจประสานงานมาประจำยังประเทศญี่ปุ่น

คณะตำรวจไทยได้เดินทางไปเยี่ยมชมสถานีตำรวจชินจูกุ ซึ่งเป็นสถานีตำรวจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและพลเรือนปฏิบัติหน้าที่รวม 700 นาย ในจำนวนนี้แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง 100 คน โดยคณะฯ ได้มีโอกาสเยี่ยมชมการฝึกของเจ้าหน้าที่ตำรวจแผนกต่างๆ ของสถานีตำรวจ ได้แก่ แผนกสืบสวนอาชญากรรมองค์กร และศูนย์รับแจ้งเหตุ

ผบ.ตร.และคณะยังได้เข้าพบ นายฮิเดอากิ โออิตะ ผู้อำนวยการสืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ เพื่อประชุม หารือ แลกเปลี่ยนข้อมูลการสืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ และศึกษาดูงานหน่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางเทคโนโลยี โดยเป็นหน่วยงานทำหน้าที่สนับสนุนการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในด้านการพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัล เช่น การตรวจสอบวัตถุพยานต่างๆ และการรักษาสภาพของวัตถุพยาน เช่น โทรศัพท์ ฮาร์ดดิสก์ รถยนต์ เป็นต้น และศึกษาดูงานศูนย์ต่อต้านการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการกระทำที่เป็นภัยต่อประเทศญี่ปุ่น ที่เน้นการโจมตีทางไซเบอร์
  
นอกจากนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ ยังได้นำคณะเข้าหารือกับ นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว เพื่อหารือปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ รวมถึงปัญหาการเดินทางของคนไทยและนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่เดินทางมายังประเทศไทยด้วย 

ทั้งนี้ การเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการของ ผบ.ตร.และคณะ นำมาซึ่งประโยชน์ของการหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูลกับทางการญี่ปุ่น โดยเฉพาะอาชญากรรมทางไซเบอร์ คอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ รวมทั้งการดูงานสถานีตำรวจ ศูนย์สืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ หน่วยงานพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัล ซึ่งได้ประโยชน์ แนวคิดหลายประการที่จะนำมาปรับใช้ในการทำงานของตำรวจไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ในการดูแลพี่น้องประชาชนต่อไป

 

ทรัมป์สั่งเก็บภาษี 35% สินค้าจากแคนาดา โยงปัญหาเฟนทานิล!! ขู่เก็บเพิ่มอีกหากเจรจาไม่คืบ

(11 ก.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศผ่าน Truth Social ว่าจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาสูงถึง 35% เริ่ม 1 สิงหาคมนี้ พร้อมขู่ใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติมอีก 15-20% กับประเทศคู่ค้าอื่น ๆ หากไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงการค้าใหม่ ซึ่งมีกำหนดเส้นตายวันที่ 21 กรกฎาคม

นายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) ตอบโต้ผ่านแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่ารัฐบาลจะปกป้องแรงงานและธุรกิจของแคนาดาอย่างเต็มที่ พร้อมเดินหน้าหารือกับสหรัฐฯ เพื่อหาทางออกก่อนถึงเส้นตาย ขณะเดียวกัน แคนาดาก็เริ่มใช้มาตรการตอบโต้ เช่น การยกเลิกภาษีเทคโนโลยีสหรัฐฯ เพื่อประคองการเจรจา

ทรัมป์ให้เหตุผลว่าภาษีดังกล่าวเป็นผลจาก 'ความล้มเหลวของแคนาดา' ในการหยุดยั้งการลักลอบนำเข้าเฟนทานิล (สารเสพติด) เข้าสหรัฐฯ รวมถึงการตั้งกำแพงภาษีกับสินค้านมสหรัฐฯ และการขาดดุลการค้าระหว่างสองประเทศ แม้ข้อมูลจากศุลกากรสหรัฐฯ จะระบุว่าเฟนทานิลที่จับได้ตามแนวชายแดนแคนาดามีสัดส่วนเพียง 0.2% เท่านั้น

นอกจากมาตรการใหม่ ทรัมป์ยังคงภาษี 25% ที่เคยประกาศใช้กับรถยนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม และสินค้าแคนาดาบางรายการ และเตรียมขึ้นภาษีทองแดงอีกรอบในเดือนหน้า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบหนักต่อภาคอุตสาหกรรมของแคนาดา ซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ กว่า 75% ของการส่งออกทั้งหมด

GULF ลุยลงทุนโรงไฟฟ้าลม-แดด รวม 4.2 หมื่นลบ. กำลังการผลิตรวม 746 MW พร้อมเข้าซื้อ 'บลูสกายวินด์ฯ' 50%

เมื่อวันที่ (9 ก.ค.68) บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ [GULF] เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติให้กลุ่มบริษัทย่อยของบริษัทฯ ดำเนินการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนภายใต้กลุ่มบริษัท กัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี จำกัด (GRE) ที่มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2569 – 2570 จำนวน 11 โครงการ กำลังการผลิตตามสัญญารวม 746.6 เมกกะวัตต์ (MW) โดยโครงการดังกล่าวได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นระยะเวลา 25 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 42,000 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

1) โครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farms) 4 โครงการ กำลังการผลิตตามสัญญารวม 244.6 MW

2) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (solar farms with battery energy storage systems) 2 โครงการ กำลังการผลิตตามสัญญารวม 126.0 MW

3) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม (wind farms) 5 โครงการ กำลังการผลิตตามสัญญารวม 376.0 MW

การพัฒนาโครงการดังกล่าวข้างต้นเป็นไปตามแผนของบริษัทฯ ที่จะมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงาน

หมุนเวียนภายใต้กลุ่มบริษัทฯ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

ทั้งนี้ บริษัทได้รับคัดเลือกให้ดำเนินโครงการพลังงานหมุนเวียน และได้มีการเข้าลงทุนในโครงการของบริษัทพันธมิตร ภายใต้แผนรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง ของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)

ลงทุน 'บลูสกาย วินด์' 50%

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังเผยอีกว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 บริษัท กัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี จำกัด (GRE) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 100 ได้เข้าลงทุนในบริษัท บลู สกาย วินด์ พาวเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (BSWPH) ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยบริษัท เดอะ บลู เซอร์เคิล (ไทยแลนด์) จำกัด (TBCT) และบริษัท อินฟินิท กรีเนอร์จี จำกัด (Infinite) ในสัดส่วนเท่ากันที่ 50% โดย GRE เข้าซื้อหุ้น 50% ใน BSWPH จาก Infinite คิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 375,000 บาท

ทั้งนี้ GRE ได้ดำเนินการโอนหุ้นแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยส่งผลให้ในปัจจุบัน GRE และ TBCT ถือหุ้นใน BSWPH ในสัดส่วนเท่ากันที่ 50%

BSWPH ถือหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม จำนวนรวม 5 โครงการในประเทศไทย กำลังการผลิตตามสัญญารวมทั้งสิ้น

436.5 เมกะวัตต์ และมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2570-2573 โดยจะมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าว

รมว.วัฒนธรรม เปิดเวที 'SPLASH - Soft Power Forum 2025' ชูแนวคิดวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ยกระดับซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่เวทีโลก

เมื่อวันที่ (8 ก.ค.68) เวลา 14.00 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน SPLASH - Soft Power Forum 2025 โดยมี คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน คณะทูตานุทูตประจำประเทศไทย และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ เข้าร่วมงาน ณ เวที Visionary Stage Hall 4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงานแบ่งเป็น 6 โซนไฮไลต์บอกเล่าเรื่องราวเป้าหมายการทำงานของ THACCA รวมทั้งพื้นที่สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และเวิร์กช็อป สร้างทักษะใหม่ให้กับเยาวชน ผู้ประกอบการ เพื่อหวังจุดประกายสร้างโอกาสให้คนไทยและขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ระดับสากล 

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซับซ้อน และไม่แน่นอน ประเทศไทยต้องปรับตัวจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมแบบเดิม เช่น การเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ หรือ "ครัวของโลก" ไปสู่การใช้ "วัฒนธรรมสร้างสรรค์" เป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ ผ่านการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ที่มีรากจากท้องถิ่น แต่สื่อสารได้อย่างสากล

โดยนางสาวแพทองธาร ได้ประกาศ 5 กลยุทธ์หลักในการยกระดับอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์สู่เวทีโลก ได้แก่
1. อาหารไทย เปิดโมเดล “Thai Cuisina” ศูนย์รวมร้านอาหารไทย 4 ภาค และซูเปอร์มาร์เก็ตสินค้าไทยในต่างประเทศ พร้อมผลักดันการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Thai Culinary Tourism) และยกระดับมาตรฐาน “Thai Select” สู่ระดับโลก
2. มวยไทย การสร้างกระแส “Muay Thai Bootcamp” ไลฟ์สไตล์สายสุขภาพควบคู่กับการ Detox และสมาธิ พร้อมพัฒนาลีกอาชีพและการแข่งขันมาตรฐานสากล
3. Thai Wellness การผสานศาสตร์นวดไทย สมุนไพร และอาหารสุขภาพ สู่ “Thai Retreat Chain” ที่ให้บริการแบบองค์รวม พร้อมผลักดันสมุนไพร และนวดไทยด้วยฐานวิจัยทางการแพทย์
4. ภาพยนตร์ไทย การส่งเสริมการสร้างสรรค์ ผ่าน “writer’s room” และ “creative lab” สนับสนุนด้วย Cash Rebate และตั้งกองทุน Co-production พร้อมจัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ เพื่อเปิดตลาดภาพยนตร์ไทยสู่สากล
5. อัญมณีไทย การยกระดับจาก “ช่าง” สู่ “ศิลปิน” ด้วยการฝึกอบรมและมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการส่งออกแตะ 1 ล้านล้านบาทใน 5 ปี

รมว.วัฒนธรรม เน้นว่า ซอฟต์พาวเวอร์ไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมที่น่าภาคภูมิใจ แต่คือเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่สร้างรายได้มหาศาล และประเทศไทยมีทุกองค์ประกอบที่โลกต้องการ ทั้งความคิดสร้างสรรค์ ความหลากหลาย ความยั่งยืน และความเป็นของแท้ โดยนโยบายในปีที่ผ่านมาเน้นการบูรณาการภาครัฐ-เอกชน และการเปลี่ยนบทบาทภาครัฐจากผู้ควบคุมเป็น "ผู้สนับสนุน" ที่เปิดทางให้เอกชนนำ ดังนั้น งาน SPLASH - Soft Power Forum 2025 ไม่ใช่แค่เวทีแสดงศักยภาพ แต่คือพื้นที่แห่งความร่วมมือ แรงบันดาลใจ และอนาคตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

ขณะที่ นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าประเทศไทยจะมีวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง เช่น อาหารไทย มวยไทย ภาพยนตร์ แต่ยังขาดระบบสนับสนุนที่ดีพอให้แข่งขันในตลาดโลก จุดนี้คือสิ่งที่รัฐบาลต้องใช้เวลาและความทุ่มเทอย่างมากในการสร้างแบรนด์และความนิยมในระดับนานาชาติ นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ที่รัฐบาลทำในวันนี้ อาจใช้เวลาในอีก 10 ปีข้างหน้าในการแสดงผลลัพธ์ แต่วันนี้รัฐบาลได้แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการส่งเสริมและผลักดันการทำงานให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยการจัดงาน SPLASH ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จของการจัดงาน ในปีที่ผ่านมา ในรูปแบบ Business Showcase ภายใต้แนวคิดวัฒนธรรมสร้างสรรค์ โอกาสเปล่งประกาย โดยตั้งเป้าให้ซอฟต์พาวเวอร์ไทยเป็นเครื่องยนต์ใหม่นำพาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ภายในงานมีโซนกิจกรรมสำคัญ อาทิ เวทีเสวนานานาชาติ การแสดงวิสัยทัศน์ของผู้นำระดับโลก โดยได้รับเกียรติจาก นายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์หัวข้อ ”Crafting the Future : From OTOP to ThaiWORKS and beyond” ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 เวลา 13.30 – 14.20 น. และนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์หัวข้อ “Rethinking Thai Sports in Disruptive Era” ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2568 เวลา 12.45 - 13.45 น. นอกจากนี้พบกับผู้นำทางความคิดจากหลากหลายวงการที่จะมาต่อยอดสร้างแรงบันดาลใจตลอด 4 วันเต็ม รวมทั้งนิทรรศการจาก 14 อุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ นำเสนอศักยภาพของอุตสาหกรรมในรูปแบบอินเตอร์แอคทีฟ พร้อมการโชว์เคสผลงานจากผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และเวิร์กช็อปอบรมพิเศษเพื่อการพัฒนาองค์ความรู้ด้านซอฟต์พาวเวอร์ ให้แก่เยาวชน ผู้ประกอบการ และชุมชน 

งาน SPLASH - Soft Power Forum 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 - 11 กรกฎาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 - 20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) Hall 1-4 ชั้น G และ L2 ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมชมงานได้ฟรีตลอดทั้ง 4 วัน ติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook และ Instagram SPLASH Soft Power Forum

ยูเนสโกขึ้นบัญชี 'พระปรางค์วัดอรุณ' สู่มรดกโลกเบื้องต้น ไทยมีลุ้น!! ขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกอย่างสมบูรณ์

(11 ก.ค. 68) ยูเนสโก (UNESCO) รับรองการเสนอชื่อ 'พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม: สถาปัตยกรรมชิ้นเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์' เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของไทย อย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2568 ตามจดหมายจาก เออร์เนสโต ออตโตเน (Ernesto Ottone) ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวัฒนธรรมของยูเนสโก

การอยู่ในบัญชี Tentative List ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการเสนอชื่อสถานที่เข้าสู่การเป็น 'แหล่งมรดกโลก' อย่างสมบูรณ์ โดยยูเนสโกระบุว่า เอกสารที่ไทยส่งมานั้นสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลก และแสดงถึงความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์และจัดการแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม

สำหรับ บัญชี Tentative List คือรายชื่อสถานที่ที่ประเทศสมาชิกมีแผนจะเสนอชื่อให้เป็นมรดกโลกในอนาคต โดยหากไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีนี้ จะไม่สามารถยื่นเสนอขอขึ้นทะเบียนได้ในภายหลัง จึงถือเป็นก้าวแรกที่มีความหมายยิ่งต่อการอนุรักษ์มรดกของชาติ

ทั้งนี้ พระปรางค์วัดอรุณนับเป็นสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของกรุงเทพฯ และเป็นหนึ่งในโบราณสถานสำคัญที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมของไทยในยุครัตนโกสินทร์ การได้รับการรับรองครั้งนี้จึงถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศ และเป็นโอกาสในการผลักดันคุณค่าไทยสู่สายตาโลก

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีแหล่งในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นของยูเนสโก รวมทั้งสิ้น 7 แห่ง แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทวัฒนธรรม 6 แห่ง ประเภทธรรมชาติ 1 แห่ง

ประเภทวัฒนธรรม ได้แก่ 1. กลุ่มปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ และเขตรักษาพันธุ์ค้างคาวพลาย 2. อนุสาวรีย์ สถานที่ และภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ 3. พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม 4. พระธาตุพนมและบริเวณโดยรอบ 5. สงขลาและชุมชนริมทะเลสาบที่เกี่ยวข้อง 6. วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช และ ประเภทธรรมชาติ ได้แก่ 7. เขตอนุรักษ์ธรรมชาติทะเลอันดามันของประเทศไทย

12 กรกฎาคม พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศพระราชดำริให้ ‘เลิกทาส’

วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2417 หรือวันนี้ เมื่อ 151 ปีก่อน คือจุดเริ่มต้นที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะ 'เลิกทาส' 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศพระราชดำริของพระองค์ว่าจะ ‘เลิกทาส’ กลางที่ประชุมคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ณ พระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ อันเป็นสถานที่พระราชสมภพของพระองค์เอง ในวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2417

จนถึงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 หรือ 31 ปีต่อมา พระองค์จึงจะทรงสามารถออก ‘พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124’ อันเป็นการสิ้นสุดระบบทาสโดยถาวรไปจากสยามประเทศ

40 วัน หลังจากทรงประกาศพระราชดำรินี้ คือวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ 5 ทรงออก ‘พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย’ คือการแก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ เพื่อกำหนดเกณฑ์มาตรฐานของค่าตัวทาส ซึ่งมักจะมีการโก่งและขึ้นราคา เนื่องจากนายทาสมักจะนิยมสะสมทาสเพื่อแสดงศักดิ์ และบารมีของตนเอง โดยพระราชบัญญัตินี้บังคับให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ แต่จะมีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมาเท่านั้น และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก

1 เมษายน พ.ศ. 2448 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศใช้ ‘พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124’ และ ‘พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร ร.ศ. 124’ ถือเป็นการเลิกระบบทาสและระบบไพร่ในสยามประเทศ โดยในส่วนของทาสนั้น ‘พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124’ ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทแล้วกลับไปเป็นทาสอีก ทำให้วันที่ 1 เมษายนเป็นที่รู้จักกันใน ‘วันเลิกทาส’

‘ดร.เอ้’ เชื่อความจริงใจช่วยไทยคุยสหรัฐฯได้ พร้อมเดินหน้าขอใช้การศึกษาเชื่อมความสัมพันธ์

ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภามหาวิทยาลัย CMKL University มหาวิทยาลัย AI แห่งแรกของไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ...

"ก้าวใหม่ ไทย-สหรัฐ เราต้องไปด้วยกัน" 
4 หมุดหมาย เปลี่ยน 'เหินห่าง' เป็น 'ใกล้ชิด' ไทยได้ประโยชน์

"นโยบายเพิ่มภาษีนำเข้า" ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กระทบเศรษฐกิจไทยรุนแรง และยังสะท้อนความสัมพันธ์ที่ 'เหินห่าง' กับไทย 

แต่สหรัฐกลับไป 'ใกล้ชิด' กับ 'เวียดนาม' ที่ได้รับการเอื้ออย่างมาก ทั้งด้านภาษี ด้านการลงทุนอุตสาหกรรมไฮเทค และด้านสนับสนุนการศึกษา

เราต้องยอมรับว่า ระดับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา มีความสำคัญยิ่ง ต่อทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง และการศึกษาของประเทศไทย มากกว่าประเทศใดในโลก

เมื่อ 'ความใกล้ชิด' เปลี่ยนเป็น 'ความเหินห่าง' ประเทศไทยต้องทำอย่างไร คงเหลือทางเดียว คือ การพบปะ พูดคุย แสดงความจริงใจ ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายเดียว 

ผมเชื่อมั่น อเมริกาพอคุยได้ เพราะความสัมพันธ์ไทย-อเมริกัน ลึกซึ้ง ยาวนาน คนอเมริกันรักคนไทย นโยบายเปลี่ยน แต่ความสัมพันธ์อย่าให้เปลี่ยน

การเดินทางของผมในฐานะ 'นายกสภามหาวิทยาลัย' และทีมผู้บริหารของ CMKL University 'มหาวิทยาลัย AI แห่งแรกของไทย' เพื่อ 'ยกระดับความสัมพันธ์' ใกล้ชิด กับสหรัฐ ทางด้านการศึกษา ด้านงานวิจัยด้าน AI และด้านวิศวกรรมการชีวการแพทย์ และด้านการบริหารอุตสาหกรรม คือ 'เป้าหมาย'

หมุดหมายแรก เราจะเดินทางไปมหาวิทยาลัย Claremont หนึ่งในสุดยอดมหาวิทยาลัย ใกล้กับเมืองลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอเนียร์ เพื่อโน้มน้าว 'คณะบริหารธุรกิจ Drucker School of Management' สุดยอดด้านการบริหารองค์กรของโลก ที่ก่อตั้งโดย ศาสตราจารย์ปีเตอร์ ดรักเกอร์ 'บิดาแห่งศาสตร์บริหารยุคใหม่' ให้มาตั้งฐานในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพื่อสอน 'เด็กไทย' ให้เป็นผู้ประกอบการชั้นยอด และเพื่อสอน SME ไทยให้ 'ก้าวทันโลก' แข่งขันได้

หมุดหมายที่ 2 เราบินต่อไปยังเมือง "ซานฟรานซิสโก" เพื่อสร้างความร่วมมือกับ สถาบัน QB3 - California Institute for Quantitative Biosciences จากวิสัยทัศน์ "ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอเนียร์" ก่อตั้งเพื่อ "รวมพลัง 3 มหาวิทยาลัยระดับโลก" ในรัฐแคลิฟอเนียร์ สร้างงานวิจัย สู่อุตสาหกรรม สู่ startup 

เด็กได้ทุนเรียนหนังสือ มหาวิทยาลัยได้ผลงาน นักลงทุนได้ผลตอบแทน สุดยอดมาก ผมตั้งใจ จะนำโมเดลนี้ มาใช้ที่ 'ประเทศไทย' ให้เด็กไทย "เรียนฟรี มีงานทำ มีธุรกิจ"

หมุดหมายที่ 3 เราเดินทางต่อไปยัง 'กรุงวอชิงตัน ดีซี' เพื่อหารือกับ 'กองทุนฟูลไบรท์' ที่ให้ทุนเด็กทั่วโลกได้เรียนที่สหรัฐ แม้วันนี้รัฐบาลทรัมป์ตัดงบไปเยอะ แถมยังให้ทุนเด็กไทยน้อยลง เปรียบเทียบกับเวียดนามที่มีเด็กไปเรียนอเมริกามากที่สุด เป็นอันดับ 5 แล้ว

ผมตั้งใจจะขอการสนับสนุนให้นักศึกษาไทยมากกว่าเดิม และให้กองทุนผลักดันให้รัฐบาลสหรัฐ ส่งเสริมให้เด็กไทย มีโอกาสเข้าเรียนใน 'มหาวิทยาลัยชั้นนำ' ได้มากกว่าเดิม ได้กลับมารับใช้ประเทศไทย

หมุดหมายที่ 4 เยือน  Carnegie Mellon University มหาวิทยาลัยท็อปของโลกด้าน AI ที่เมืองพิตส์เบิร์ก ที่ผมดึงมาตั้งที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกในอาเซียน ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2560 ในชื่อมหาวิทยาลัย CMKL เพื่ออัปเดตงานวิจัยด้าน AI ระดับโลก และขอให้ยังคงรับเด็กไทยไปเรียนด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ AI และสาขาอื่นๆ ในระดับปริญญาตรี โท และเอก

ภารกิจสร้างความสัมพันธ์ 'ด้านการศึกษา' 'ด้านงานวิจัย-นวัตกรรม' และ 'ด้านพัฒนา SME ไทย' กับสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ สำคัญมาก เพราะอาจเป็น 'จุดเปลี่ยน' ให้สหรัฐกลับมาสนใจ สนับสนุน และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับไทยเหมือนอดีต 

ผมหวังว่า "ความสำเร็จ" จากการเดินทางของผมและทีมในครั้งนี้ จะเกิด "ผลประโยชน์" ต่อการ "สร้างคนไทย" ให้มีโอกาส ได้ยกระดับทักษะ การศึกษา ด้านเทคโนโลยีมูลค่าสูง สู่การต่อยอดเป็น "เศรษฐกิจใหม่" ให้ไทยรอดและเติบโตได้ ในโลกของการแข่งขันที่รุนแรงที่สุดนี้

ขอกำลังใจจากคนไทยทุกคน ด้วยนะครับ

13 กรกฎาคม วันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

เปิดพระประวัติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ พระมารดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา 

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ มีพระนามเดิมว่า 'หม่อมหลวงโสมสวลี กิติยากร' ประสูติเมื่อวันเสาร์ 13 กรกฎาคม 2500 ณ โรงพยาบาลกายส์ เขตเซาท์วาร์ก กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นธิดาพระองค์ใหญ่ของหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร พระเชษฐาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กับท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร

พระนาม 'โสมสวลี' หมายความว่า 'น้ำผึ้งพระจันทร์' เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานมาจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

พระชนม์ชีพในวัยเยาว์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เข้าศึกษาในระดับอนุบาลที่โรงเรียนจิตรลดา รุ่นที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2504 รุ่นเดียวกับสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

แต่เมื่อสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ ย้ายไปเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2510 พระองค์ก็ทรงลาออกจากโรงเรียนเดิม และย้ายไปประทับที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเข้าศึกษาที่โรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย เป็นเวลา 2 ปี

เมื่อบิดาได้ย้ายกลับมายังกรุงเทพมหานคร ทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระยะหนึ่ง แต่ด้วยมิสะดวกต่อการรับส่ง จึงได้ย้ายมาศึกษาอยู่ที่โรงเรียนราชินี เนื่องจากเป็นเส้นทางเดียวกับเส้นทางที่ไปยังที่ทำงานของบิดา

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และน้องสาว (หม่อมหลวงสราลี กิติยากร) เติบโตในวังเทเวศร์และได้รับการเลี้ยงดูอย่างสามัญ มีพระบิดาไปรับส่งที่โรงเรียน พระองค์ทรงปฏิบัติหน้าที่งานบ้านด้วยพระองค์เอง เช่น จัดที่นอนให้เป็นระเบียบ กวาดบ้าน ถูพื้น รวมไปถึงการปลูกผักและตัดหญ้า

รวมถึงโปรดการประกอบอาหาร และวิชาภาษามากกว่าวิชาใด ๆ แต่พระองค์ไม่ถูกกับวิชาคำนวณ เมื่อพระองค์สำเร็จการศึกษาระดับ ม.ศ. 2 พระองค์ก็ขอร้องกับบิดามารดา เพื่อขอออกมาศึกษาวิชาที่พระองค์ชอบ

อภิเษกสมรส
วันที่ 17 ธันวาคม 2519 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประกอบพิธีหมั้นระหว่างพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต

วันที่ 3 มกราคม 2520 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีอภิเษกสมรส ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี วังสระปทุม และ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร”

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ มีพระประสูติกาลพระธิดา คือ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา” ในวันที่ 7 ธันวาคม 2521

วันที่ 12 สิงหาคม 2534 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศเฉลิมพระนาม เป็น “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ”

โดยสร้อยพระนาม 'พระวรราชาทินัดดามาตุ' หมายถึง “พระมารดาของพระราชนัดดาพระองค์แรกแห่งพระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐ” กล่าวคือ พระองค์ทรงเป็นพระมารดาของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันที่ 5 พฤษภาคม 2562 เมื่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเถลิงถวัลราชสมบัติและทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมฝ่ายใน ความว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ด้วยเป็นพระมารดาผู้ทรงอภิบาล พระราชธิดาพระองค์ใหญ่

ด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระทัยเมตตา จนทรงเจริญพระชนมายุ และทรงปฏิบัติสรรพกรณียกิจอันควรแก่ขัตติยนารี กอปรกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ ผู้พระมารดานั้น ก็ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจน้อยใหญ่ สนองพระเดชพระคุณมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลก่อน

สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ได้ราชการเป็นอันมาก เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย สมควรจะยกย่องพระเกียรติยศตามโบราณราชประเพณี จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมฝ่ายใน

มีพระนามตามที่จารึก ในพระสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ” และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ กับเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 10 ชั้นที่ 1


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top