Tuesday, 29 April 2025
TheStatesTimes

‘พันทิป’ เตรียม ‘แบ่งรายได้’ ย้อนหลัง 10 ปี ให้ครีเอเตอร์ หวังปลุกฐานผู้ใช้ และให้แพลตฟอร์มกลับมาคึกคัก

(16 ต.ค. 66) ผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจรายงานว่า โซเชียลมีเดียเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลและคอนเทนต์มากมาย ซึ่งมีครีเอเตอร์เป็นหัวใจหลักในการสร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มและขับเคลื่อนคอมมิวนิตี้ของกลุ่มแฟนคลับ ทำให้หลาย ๆ แพลตฟอร์มได้เพิ่มแรงจูงใจให้เกิดสร้างคอนเทนต์ผ่านการให้ผลตอบแทนและเริ่มแบ่งรายได้ให้กับครีเอเตอร์ที่สามารถสร้างเอ็นเกจเมนต์ในจำนวนที่เหมาะสมและค่อนข้างได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี ซึ่งหนึ่งในแพลตฟอร์มที่จะเข้ามาใช้โมเดลนี้ด้วย คือ ‘พันทิป ดอทคอม’ (Pantip.com)

Pantip.com เป็นเว็บบอร์ด หรือเว็บไซต์สำหรับตั้ง-ตอบกระทู้ และแสดงความเห็นที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2539 ปัจจุบันมีกระทู้มากถึง 41.7 ล้านกระทู้ มีสมาชิกกว่า 7.2 ล้านคน มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ 2.6 ล้านคนต่อวัน จำนวนการรับชม (Pageviews) กว่า 7 ล้านหน้าต่อวัน จากทั้งหมด 38 ห้องสนทนาหลากหลายหมวดหมู่ โดยมีรายได้จากการโฆษณาเป็นหลัก

ทั้งนี้ Pantip.com สร้างระบบแบ่งปันรายได้ผ่าน Google Adsense บนเว็บไซต์ครั้งแรก เพื่อให้สมาชิกมีรายได้จากการตั้ง-ตอบกระทู้ ทั้งเก่าและใหม่ โดยมีผลกับกระทู้ย้อนหลัง 10 ปี ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2556-ปัจจุบัน โดยผู้ใช้สามารถสมัครเข้าระบบตามขั้นตอนที่กำหนดในแบบฟอร์มของ Google AdSense บน Pantip.com และเริ่มรับส่วนแบ่งจากโฆษณาที่เกิดขึ้นเมื่อมียอดเข้าชมกระทู้หลังจากสมัครรับรายได้สำเร็จ

โดย Pantip.com ที่เป็นแพลตฟอร์มตัวกลางระหว่าง Google Adsense และผู้ใช้งานจะไม่รับส่วนแบ่งรายได้จากการโฆษณา เพื่อให้สมาชิกได้รับผลประโยชน์จากระบบนี้อย่างสูงสุด และส่งเสริมให้เกิดกระทู้คุณภาพที่เข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้น ซึ่งหลักการทำงานของ Google AdSense บน Pantip.com จะเป็นการดึงโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหากระทู้ของนั้น ๆ ขึ้นมาแสดง ซึ่งโฆษณาจะสุ่มขึ้นมาตามเงื่อนไขและความเหมาะสม โดยยังคงรักษาบรรยากาศของการสนทนา

สำหรับส่วนแบ่งรายได้บนเว็บไซต์ Pantip.com เป็นการแบ่งระหว่าง 2 ฝั่ง คือกูเกิล (Google) ในอัตรา 32% และสมาชิกเว็บไซต์ในอัตรา 68% ซึ่งสัดส่วนนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตตามที่ Google กำหนด ซึ่งระบบของ Google จะทำการนับยอดการแสดงผลสะสมเก็บไว้และคำนวณเป็นรายได้ เมื่อยอดสะสมครบ 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,500 บาท) จึงจะสามารถเบิกถอนได้

สามารถตรวจสอบได้จากหน้าบัญชี Google AdSense ของผู้ใช้งาน โดยการสร้างรายได้จาก Google AdSense บนเว็บไซต์ Pantip.com จะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 17 ต.ค. 2566

นายวันฉัตร ผดุงรัตน์ ผู้ก่อตั้ง Pantip.com เปิดเผยว่า จากปริมาณ Pageviews ในแต่ละวัน แสดงให้เห็นถึงความนิยมของ Pantip.com ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง เราเล็งเห็นถึงศักยภาพและความสำคัญของ ‘ครีเอเตอร์บนพันทิป’ ในฐานะผู้สร้างคอมมิวนิตี้ตัวจริงเสมอมา และต้องการให้สมาชิกเว็บไซต์ทุกคนสามารถสร้างรายได้จากการสร้างคอนเทนต์บนพันทิป

“จริง ๆ เราต้องการพัฒนาระบบสร้างรายได้ให้กับสมาชิกมานานแล้ว ติดที่ระบบการร่วมรับรายได้ควรสร้างให้มีความเสถียรและแม่นยำ อีกทั้งต้องเก็บข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญ เช่น บัญชีธนาคาร ชื่อ ที่อยู่ ฯลฯ ทำให้ไม่ง่ายที่พันทิปจะสร้างระบบแบ่งรายได้ขึ้นมาเอง เมื่อ Google นำเสนอระบบการแบ่งรายได้ ซึ่งเป็นระบบที่พัฒนาและบริหารโดย Google จึงเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะนำมาเอื้อประโยชน์ให้กับสมาชิก”

‘ก.อุตฯ’ กาง 8 มาตรการ ดันอาหารฮาลาลไทยสู่ตลาดโลก พร้อมตั้งเป้ายก ‘ไทย’ เป็นศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาค

(16 ต.ค. 66) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอาหารฮาลาลเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่กระทรวงให้ความสำคัญ โดยตลาดอาหารฮาลาลเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ที่มีมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตเฉลี่ย 13.5% ตามสัดส่วนประชากรมุสลิมโลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันประเทศไทยส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลในปี 2566 (ม.ค.-ก.ค.) มีมูลค่า 136,503 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอาหารฮาลาลโดยธรรมชาติ เช่น ข้าว ธัญพืช น้ำตาลทราย ฯลฯ ในขณะที่กลุ่มอาหารที่ต้องผ่านการรับรอง เช่น เนื้อสัตว์-อาหารทะเล อาหารแปรรูป ฯลฯ มีอัตราการเติบโตลดลง 7.5% และ 10.3% ตามลำดับ

โดยไทยมีผู้ผลิตอาหารฮาลาลกว่า 15,043 ราย มีร้านอาหารฮาลาลมากกว่า 3,500 ร้าน ดังนั้น หากจะผลักดันให้อาหารฮาลาลของไทยขยายตลาดมากขึ้น และเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก กระทรวงอุตสาหกรรมโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จึงได้เตรียมมาตรการและแผนงาน รวมทั้งแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลสำหรับรองรับการท่องเที่ยวและผลักดันการส่งออกไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลาง อาเซียน และเอเชียใต้ เป็นต้น

โดยมีมาตรการที่สำคัญ 8 มาตรการ ได้แก่

1. ขับเคลื่อน Soft Power สู่การยกระดับอาหารฮาลาล ท้องถิ่นภาคใต้ของไทย เช่น แกงปูใบชะพลู ข้าวยำปักษ์ใต้ แกงเหลือง สะตอผัดกุ้ง และอาหารฮาลาลไทยต้นตำรับ เช่น ต้มยำกุ้ง มัสมั่นเนื้อ ข้าวซอยไก่ โดยสนับสนุนให้เป็นอาหารแนะนำที่เสิร์ฟบนเครื่องบินเพื่อเป็นการโปรโมต

2. เชื่อมโยงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฮาลาลที่ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวมุสลิมกับแหล่งอาหารฮาลาลในพื้นที่ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม การขนส่ง ฯลฯ โดยประสานกับทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยแนะนำและขึ้นทะเบียนเมนูอาหารตลอดจนส่งเสริมอาหารฮาลาลในเทศกาลต่าง ๆ เพื่อโปรโมตและสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จัก

3. ลดข้อจำกัดและปรับปรุงแก้ไขอุปสรรคเกี่ยวกับการขอรับรองตราสัญลักษณ์ฮาลาล โดยให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อลดข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาในการรับรอง

4. เจรจา MOU เพื่อเปิดตลาดสินค้าอาหารฮาลาลใหม่ในต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และสาธารณรัฐทูร์เคีย เช่น มาตรการทางด้านภาษี มาตรการการตรวจปล่อยสินค้าให้มีความรวดเร็วมากขึ้น

5. พัฒนาผู้ผลิตอาหารฮาลาลไทยตอบโจทย์ผู้บริโภคมุสลิมรุ่นใหม่ เช่น ขนมขบเคี้ยว และอาหารเพื่อสุขภาพ โดยมีการสนับสนุนพื้นที่ในห้างโมเดิร์นเทรด

6. สร้างเครือข่ายความร่วมมืออาหารฮาลาลไทย กับประเทศเป้าหมาย โดยประสานความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ roadshow ในตลาดที่มีศักยภาพ เช่น อาเซียน ตะวันออกกลาง เอเชียใต้

7. พัฒนานิคมอุตสาหกรรมฮาลาลของ กนอ. ร่วมกับ ศอ.บต. ในพื้นที่ภาคใต้ รวมทั้งยกระดับศูนย์พัฒนาสินค้าอาหารของสถาบันอาหารใน จ.สงขลา ให้ครอบคลุมการพัฒนาสินค้าอาหารฮาลาลต้นแบบ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์

8. พัฒนาและจัดทำ role model ในแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร เช่น โรงฆ่าสัตว์ โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ ฯลฯ ให้ได้มาตรฐานฮาลาลเพื่อการส่งออก รวมทั้งพัฒนาสายพันธุ์วัวใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มศักยภาพในการส่งออกไปยังประเทศที่มีกำลังซื้อสูง

ทั้งนี้ ในการดำเนินการจะร่วมเป็นเครือข่ายกับมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาในพื้นที่เพื่อยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมในภูมิภาค โดยทั้งหมดจะเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2567 ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการลงทุน ยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้ภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล เพื่อให้ประเทศไทยได้เป็นศูนย์กลางฮาลาลภูมิภาคอย่างยั่งยืน

'เพื่อไทย' ตอกย้ำ!! ทำทันทีเพื่อประชาชน รถไฟฟ้า 'สีม่วง-แดง' 20 บาทตลอดสาย

(16 ต.ค. 66) นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วง สถานีคลองบางไผ่ถึงสถานีเตาปูน และสายสีแดง สถานีกลางบางซื่อถึงสถานีรังสิต สูงสุดไม่เกิน 20 บาท โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้นำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี 

...และทันทีที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ พร้อมด้วยนางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย สส. และ สก.ของพรรคเพื่อไทย ได้มาร่วมทดลองใช้บริการและตรวจสอบความพร้อมการให้บริการรถไฟฟ้าในราคาค่าโดยสารใหม่ 20 บาท ที่สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ หรือสถานีกลางบางซื่อด้วย...

1. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยประกาศหาเสียงนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย โดยการปรับราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วง จากเดิมประชาชนต้องจ่าย 14-42 บาท และสายสีแดง 12-42 บาท มาเป็นราคาเดียว 20 บาท ช่วยลดภาระค่าครองชีพ ทำให้พี่น้องประชาชนตอบรับในการเดินหน้านโยบายของพรรคเพื่อไทยตามที่ได้หาเสียงไว้ และติดตามเฝ้ารอนโยบายอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์อีกมากมายที่จะทยอยตามมา

2. นางสาวชญาดา วิภัติภูมิประเทศ รองประธานสภากรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในช่วงการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่พบปะประชาชน ต่างมีเสียงสะท้อนให้ สก. พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ ในราคาไม่แพง ทุกคนมีสิทธิ์ใช้บริการของรัฐอย่างเท่าเทียม จึงเห็นด้วยและสนับสนุนนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ขอขอบคุณรัฐบาลที่ผลักดันให้เป็นจริงในเวลาไม่นาน และขอให้ลดค่าบริการของรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ เช่นกัน

3. คณะของพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ตรวจความพร้อมให้บริการรถไฟฟ้าที่สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ ประกอบด้วย สก.พรรคเพื่อไทย ได้แก่ นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ประธานสภากรุงเทพมหานคร, นางสาวชญาดา วิภัติภูมิประเทศ รองประธานสภากรุงเทพมหานคร, นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ส.ก.ลาดกระบัง, นายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก, นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย ส.ก.เขตบึงกุ่ม, นางสาวมธุรส เบนท์ เขตสะพานสูง, นางสาวนภัสสร พละระวีพงษ์ ส.ก.เขตบางกะปิ นายรัฐพงศ์ ระหงษ์ อดีตผู้สมัคร สส.กทม., นายภัทร ภมรมนตรี อดีตผู้สมัคร สส.กทม., นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย

‘พี่แจ๋ม’ ยอมเสี่ยง!! ขับรถฝ่าแนวทหารในอิสราเอล ช่วยแรงงานไทยหลายชีวิตที่ติดอยู่ในแคมป์คนงาน

(16 ต.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสถานการณ์การสู้รบในประเทศอิสราเอล หลังกลุ่มฮามาสบุกโจมตี ทำให้แรงงานไทยหลายพันชีวิตได้รับความเดือดร้อน ซึ่งล่าสุดเสียชีวิตแล้ว 29 คน ถูกจับเป็นตัวประกัน 18 คน ขณะที่แรงงานไทยบางส่วนได้รับการช่วยเหลือ อพยพไปในที่ปลอดภัยรวมทั้งเดินทางกลับประเทศไทยบ้างแล้ว

ขณะเดียวกัน สมาชิก TikTok @daphan383 ได้เผยแพร่คลิปของหญิง 2 รายที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอิสราเอล ยอมเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยเหลือแรงงานไทยที่ได้รับความเดือดร้อนในแคมป์ต่าง ๆ คือพี่แจ๋มและพี่น้อง โดยมีคลิปของทั้ง 2 คน ขับรถฝ่าแนวของทหารเข้าไปช่วยเหลือคนไทยที่ติดอยู่ในแคมป์ไม่สามารถออกมาได้

โดยในคลิปพี่แจ๋มและพี่น้องอยู่ในอาการตื่นตระหนก ขณะกำลังขับรถเข้าไปในแคมป์ที่มีแรงงานไทยอยู่เพื่อช่วยเหลือออกมา และมีรถถังและกลุ่มทหารของอิสราเอลเฝ้าประจำการอยู่ ซึ่งทั้งคู่นั้นได้รับการประสานจากแรงงานไทยและญาติให้เข้าไปช่วยเหลือ

นอกจากนี้ยังมีแรงงานไทยถูกระเบิดและถูกยิงได้รับบาดเจ็บแต่กลับถูกนายจ้างบังคับให้ทำงาน ก่อนเข้าไปช่วยเหลือพาส่งโรงพยาบาลได้อย่างปลอดภัย และยังมีคลิปที่พี่แจ๋มประสานทางการช่วยพาคนไทยจำนวน 32 คนออกมาจากแคมป์แล้วพาไปอยู่ในที่ปลอดภัย

ขณะที่ชาวเน็ตหลังเห็นวีรกรรมความกล้าของทั้ง 2 คน ต่างก็ยกย่องให้เป็นวีรสตรี เพราะยอมเสี่ยงตายช่วยเหลือพี่น้องคนชาติเดียวกัน โดยไม่กลัวว่าตัวเองจะได้รับอันตรายแต่อย่างใด และพากันชื่นชมในความกล้า โดยล่าสุดพบว่าพี่แจ๋มได้เดินทางกลับมายังประเทศไทยแล้ว

‘หุ้น YG’ ดิ่ง -2% บวกลือหึ่ง!! ‘ลิซ่า’ อาจจับมือ Columbia Records หลัง ‘CEO-ผู้จัดการฝ่ายการตลาดดิจิทัล’ แห่ติดตามอินสตาแกรม

เมื่อวานนี้ (15 ต.ค. 66) หลังจากที่ Jenifer Mallory CEO ของ Columbia Records ติดตาม 'ลิซ่า' ใน IG และตอนนี้ Chika Ifediora (ผู้จัดการฝ่ายการตลาดดิจิทัลของ Columbia Records) ก็กดติดตาม ‘ลิซ่า’ ซึ่งเป็นสมาชิก BLACKPINK เพียงคนเดียวที่ติดตามใน IG ซึ่ง Chika จะติดตามนักร้องจาก Columbia Records เท่านั้น (ยกเว้น Billie Eilish)

อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้การต่อสัญญาของ BlackPink กับค่าย YG Entertainment ก็ยังไม่มีวี่แววความคืบหน้าแต่อย่างใด อีกทั้ง ยังมีรายงานหุ้น YG Entertainment ร่วง -2% สุดท้ายแล้วแฟนๆ ยังลุ้นอีกเช่นเคยว่าทั้ง 4 สาว จะต่อสัญญากับค่าย YG Entertainment เหมือนเดิมหรือไม่

ไขข้อข้องใจ!! หลากวิธีที่อาจส่อคุกคามทางเพศ แม้ 'ชมหยอก' แต่อีกฝ่าย 'หวาดกลัว-อับอาย' เท่ากับเสี่ยง

อุปนิสัย ใจคอของคนไทยเรา เป็นคนใจดี ร่าเริง สนุกสนาน ยิ้มง่าย การพูดจาหยอกล้อ ระหว่างคนในครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน เพื่อเรียกเสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม พฤติกรรมเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่อยู่กับสังคมไทยมาช้านาน 

แต่ในบางครั้ง เมื่อผู้พูดมีเจตนาไปในทางไม่เหมาะสม เช่นการพูดเรื่องสองแง่ สองง่าม พูดตลกเรื่องเพศ คู่สนทนาอาจไม่ได้มีความรู้สึกคล้อยตามคำพูดต่าง ๆ ของผู้พูด และทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ หรือเกิดความกลัว สิ่งเหล่านี้จะถือเป็นการคุกคามทางเพศต่อผู้ฟังหรือไม่ และมีโทษทางกฎหมายอย่างไร

ตามประมวลกฎหมายอาญา กำหนดความผิดเกี่ยวกับความผิดทางเพศไว้ 4 ประเภทได้แก่ 

1.ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา  
2.ความผิดฐานกระทำอนาจาร 
3.ความผิดฐานค้าบุคคลเพื่อความใคร่ 
4. ความผิดฐานค้าสิ่งลามกอนาจาร 

ความผิดเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ ไม่ได้มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ แต่มีบททั่วไป วางเกณฑ์กว้าง ๆ ไว้ว่า ถ้ากระทำด้วยประการใด ๆ ต่อผู้อื่นอันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคามหรือ กระทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ จะเป็นความผิดและมีโทษ 

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำในที่สาธารณสถาน หรือต่อหน้าธารกำนัลหรือเป็นการกระทำอันมีลักษณะส่อไปในทางที่จะล่วงเกินทางเพศ ก็จะได้รับโทษหนักขึ้น 

และหากอาศัยเหตุที่ผู้กระทำมีอำนาจเหนือผู้ถูกกระทำอันเนื่องจากความสัมพันธ์ในฐานะผู้บังคับบัญชาชา นายจ้าง หรือผู้มีอำนาจที่เหนือ ประการอื่น ก็จะต้องรับโทษหนักขึ้นไปอีก

การคุกคามทางเพศมีหลายวิธีการ เช่น การคุกคามทางเพศทางวาจาเช่น “ห้องพี่ว่างนะ” “มีค่าเทอมรึยัง”   การคุกคามทางเพศโดยการสัมผัสร่างกาย เช่น การตั้งใจยืนเบียดบนรถโดยสาร การคุกคามทางเพศโดยกิริยาท่าทาง เช่น การแสดงท่าทางที่ไม่เหมาะสม ผิวปากแซว หรือการคุกคามทางเพศทางออนไลน์ เช่นการส่งรูปเปลือยหรือรูปที่ไม่เหมาะสม ให้ผู้อื่น

ดังนั้น ตามที่ปรากฏข่าวว่ามีท่าน สส.ผู้ทรงเกียรติ ส่งข้อความชวนคุยเรื่องเพศ ถึงทีมงานหาเสียงในสังกัดของท่าน ที่เป็นสุภาพสตรี ไม่ว่าจะเกิดจากการ ‘ชมหยอก’ หรือเจตนาอื่น ซึ่งทำให้สุภาพสตรีท่านนั้น รู้สึกหวาดกลัว อับอาย หรือเดือดร้อนรำคาญ คนส่งอาจจะสนุกฝ่ายเดียว แต่ผู้รับคงไม่รู้สึกสนุกด้วย  และอาจมีความผิดตามกฎหมาย 

‘วารุณี’ ยุติ ‘อดข้าว-น้ำ’ ประท้วง หลังศาลไม่ให้ประกันตัว ยัน!! ไม่ได้ละทิ้งอุดมการณ์ แต่สู้แบบทรมานไม่มีประโยชน์

(16 ต.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ภาพและข้อความแถลงการณ์วารุณี ผู้ต้องการคดี ม.112 ผ่านทวิตเตอร์ (X) ‘ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน’ ระบุว่า

“แถลงการณ์จากวารุณี

หลังจากอดอาหารมาระยะหนึ่ง แต่ศาลก็ยังคงยืนยันคำสั่งไม่ให้ประกันตัว ตลอดการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ทำให้เราได้เห็นผู้ต้องขังหลายคนเสียชีวิตในขณะที่ยังเป็น ‘นักโทษ’ อยู่ แม้แต่ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตพวกเขาก็ยังคงไร้ซึ่งอิสรภาพ

การได้เห็นญาติของคนที่จากไปร้องไห้เสียใจจนใจแทบขาด ทำให้เราคิดได้ว่าถ้าเราตายไปตอนนี้จะเท่ากับว่าเราลาจากครอบครัวและคนที่เรารักไปตลอดกาล สิ่งที่ได้กลับมาคงจะมีแต่ความโศกเศร้าของคนที่รักเรา เราคงจะไม่มีโอกาสได้เห็นประชาธิปไตยเต็มใบ คงหมดโอกาสได้เห็นประเทศพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น

เพื่อน ๆ ผู้ต้องขังทางการเมืองหลายคนให้กำลังใจและบอกกับเราว่าไม่ควรเอาชีวิตมาแลกกับสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรจะได้ตั้งแต่แรกด้วยซ้ำแบบนี้

…ต่อให้เราสู้ด้วยวิธีไหน มันก็ยากมากที่จะชนะ หรืออาจจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำที่จะชนะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราไม่มีทางออกเลยซะทีเดียว

เราคิดว่าสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดตอนนี้ คือ ‘ต้องเข้มแข็งและอดทน’ อยู่ในคุกให้มีความสุขที่สุด…ในเดือนแรก ๆ เราทุกข์มาก แต่นี่เดือนที่ 3 ได้ผ่านไปแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งทรมานอีกแล้ว เราจะอยู่ให้มีความสุข กินให้อิ่ม นอนให้หลับ รักษาตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อที่ในวันที่เราได้ออกไปกอดคนที่เรารัก จะได้กอดได้ครบทุกคน

เราขอตัดสินใจอีกครั้ง ขอแจ้งยุติการอดอาหารและจำกัดการดื่มน้ำประท้วง นับตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค. เป็นต้นไป เราขอยืนยันว่าไม่ได้ละทิ้งอุดมการณ์หรือจุดยืนที่เคยมี เพียงแต่เราเลือกที่จะเปลี่ยนไปเล่นเกมนี้อย่างมีความสุขก็เท่านั้น

‘ความสุข’ คือ เกราะป้องกันความชั่วร้ายได้ ยิ่งเรามีความสุขได้มากเท่าไหร่ ความชั่วร้ายก็จะไม่มีวันทำอะไรได้อีก

แล้วพบกันนะ อิสรภาพของฉัน

เหตุผลประกอบการตัดสินใจ

-ศาลยังคงยืนยันคำสั่งไม่ให้ประกันตัวเรื่อยมา แม้จะยื่นประกันตัวไปถึง 7 ครั้งแล้ว

-สถานการณ์การเมืองไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น ยังคงมีคนต้องเข้าเรือนจำเพราะคดีมาตรา 112 เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อเข้าเรือนจำแล้วก็มีแนวโน้มไม่ได้ประกันตัวเลย

-ครอบครัวเราสูญเสียแม่ไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทุกคนยังบอบช้ำและยังไม่พร้อมกับความสูญเสียอีกครั้ง โดยเฉพาะน้องสาวกับน้องชาย

-เราคิดว่าตอนนี้เราเข้มแข็งมากพอที่จะใช้ชีวิตในเรือนจำได้แล้ว

-ชีวิตคนเราคงจะมีบ้างที่สะดุดล้ม แต่เราจะลุกยืนขึ้นและก้าวเดินต่อไปได้อย่างระมัดระวังอีกครั้งเสมอ

‘บางจาก’ ปิดดีลซื้อ ‘เอสโซ่’ เป็นที่เรียบร้อย ด้วยการถือครองหุ้นทั้งหมดจำนวน 76.34%

(16 ต.ค. 66) นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่บางจากฯ เข้าถือหุ้นร้อยละ 65.99 ของหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมดของ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 และได้ยื่นคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ที่เหลือจำนวน 1,177,108,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 34.01 ของหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมดของ เอสโซ่ (ประเทศไทย) ในราคา 9.8986 บาทต่อหุ้น เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2566

ซึ่งการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของ เอสโซ่ (ประเทศไทย) ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ โดยบางจากฯ ได้ชำระค่าหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นของ เอสโซ่ (ประเทศไทย) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ปัจจุบัน บางจากฯ ถือหุ้นเอสโซ่ (ประเทศไทย) เป็นจำนวน 2,642,157,198 หุ้น (หุ้นที่ถืออยู่เดิมรวมกับหุ้นที่มีผู้แสดงเจตนาขาย) หรือคิดเป็นร้อยละ 76.34 ของหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด

“จำนวนหุ้นที่ได้จากการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ฯ คิดเป็นมูลค่า 3,547,729,490 บาทนี้ บางจากฯ ได้ใช้เงินกู้จากวงเงินสินเชื่อระยะยาวจาก ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่เป็นพันธมิตรสนับสนุนการเติบโตของ บางจากฯ มาอย่างต่อเนื่อง โดยภายหลังการใช้เงินกู้ครั้งนี้ อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนของบางจากฯ ยังอยู่ในระดับไม่เกิน 1.1 เท่า สะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางฐานะการเงินของบางจากฯ ทั้งนี้ บางจากฯ พร้อมที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงานต่างๆ เพื่อไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจร่วมกัน”

‘กรมการขนส่งทางบก’ ชวน ‘คนไทย’ ลดพฤติกรรมเสี่ยง ดึง ‘แจ๊ส’ ชวน 2 ล้อปลอดภัย ใส่สวมหมวกกันน็อก

‘กรมการขนส่งทางบก’ จับมือขวัญใจวัยรุ่น ‘แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก’ ส่งเพลง ‘กันก่อนน็อก’ เอาใจสาวกสองล้อ ชวนลดพฤติกรรมเสี่ยง สร้างค่านิยมใหม่ ขับขี่รถจักรยานยนต์ปลอดภัย สวมหมวกกันน็อก ลดการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่ศีรษะและสมอง

(16 ต.ค.66) ณ อาคาร GPS กรมการขนส่งทางบก จัดงานแถลงข่าวโครงการ ‘รณรงค์ส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัย เพื่อป้องกันและลดความรุนแรงจากการเกิดอุบัติเหตุ’ เปิดตัวมิวสิควิดีโอ ‘กันก่อนน็อก’ จับมือขวัญใจวัยรุ่นไทย ‘แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก’ หรือ ‘แจ๊ส ชวนชื่น’ เอาใจสาวกสองล้อทั้งประเทศ พร้อมร่วมกิจกรรม Dance Challenge ผ่านสื่อออนไลน์และแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัยด้วยการสวมหมวกนิรภัย ป้องกันและลดความรุนแรงจากการเกิดอุบัติเหตุ

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า ปัจจุบันอุบัติเหตุทางถนนก่อให้เกิดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บมากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชน สาเหตุจากพฤติกรรมการขับขี่ที่ประมาท อยู่ในวัยคึกคะนอง ไม่เคารพกฎจราจร และไม่สวมหมวกนิรภัย กรมการขนส่งทางบกเล็งเห็นถึงความสำคัญของการลดพฤติกรรมเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ สร้างพฤติกรรมและค่านิยมความปลอดภัยใหม่ โดยให้การสวมหมวกนิรภัยเป็นเป้าหมายสำคัญ โดยได้มีการผลิตและเผยแพร่มิวสิควิดิโอ เพลง ‘กันก่อนน็อก’ เพื่อรณรงค์ให้เกิดพฤติกรรมการสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่ขับขี่ ซึ่งได้จับมือกับนักร้องและตลกชื่อดัง ‘แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก’ หรือ ‘แจ๊ส ชวนชื่น’ เป็นตัวแทนสื่อสารกับวัยรุ่น ในฐานะรุ่นพี่ที่ต้องการเตือนสติรุ่นน้อง ให้รู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี อะไรควรทำและไม่ควรทำ พร้อมเป็นผู้นำชวนวัยรุ่น ชาวติ๊กต๊อก และผู้ใช้งานสื่อออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม ร่วมเต้นร่วมร้อง ผ่านกิจกรรม Dance Challenge แจกหมวกนิภัย และเสื้อยืด ‘กันก่อนน็อก’ รุ่นลิมิตเต็ด ออกแบบโดย ‘แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก’ ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกคาดหวังว่าหลังจากเผยแพร่มิวสิควิดีโอ ‘กันก่อนน็อก’ แล้ว จะทำให้เยาวชน วัยรุ่น และประชาชนผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์บนถนน ตระหนักถึงประโยชน์และพลังของการใส่หมวกกันน็อก ทำให้การใส่หมวกกันน็อก เข้าไปอยู่ในใจ และชีวิตประจำวันของวัยรุ่นไทย เป้าหมายเพื่อลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน และลดการสูญเสียในกลุ่มเด็กเยาวชนผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า การร่วมกันสร้างจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงความปลอดภัยทางถนน โดยมุ่งเน้นไปที่การขับขี่รถจักรยานยนต์ เป็นเรื่องสำคัญที่กรมการขนส่งทางบกดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ด้วยเข้าใจถึงความจำเป็นในการใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการเดินทาง และต้องสร้างความเข้าใจควบคู่กันด้วยว่า ผู้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นผู้ใช้รถที่มีเกราะกำบังน้อยกว่าผู้ใช้รถประเภทอื่นๆ จึงมีความเปราะบางต่อการบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตมากกว่า จึงจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่จะปกป้องตนเอง การสร้างและปลูกฝังพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัย เน้นการสวมหมวกนิรภัยทั้งคนขับ คนซ้อนทุกครั้ง จึงเป็นเป้าหมายสำคัญ ซึ่งต้องมีการขับเคลื่อนให้เห็นความสำคัญในการสร้างจิตสำนึกตั้งแต่วัยเด็ก ปลูกฝังให้เกิดความเคยชิน กระตุ้นให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญในเรื่องนี้เช่นกัน เพราะการเกิดอุบัติเหตุหนึ่งครั้งส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมทั้งต่อผู้ขับขี่ ครอบครัว สังคม 

สำหรับเพลง ‘กันก่อนน็อก’ เป็นเพลงจังหวะสนุกสนาน ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต วิถีสาวกสองล้อ ความมันส์ความสนุก เพื่อน ความรัก ความฝัน และปลุกใจให้ทุกคนกลับมาปกป้องชีวิตตัวเองด้วยการใส่หมวกกันน็อกก่อนขับขี่ ติดตามรับชมมิวสิควิดีโอ ‘กันก่อนน็อก’ ได้จากทุกช่องทางออนไลน์ “ขับขี่ปลอดภัย by DLT” ของกรมการขนส่งทางบก

เช็กรายชื่อ!! มติ ครม.แต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง ด้าน ‘กฤชนนท์ อัยยปัญญา’ นั่งคณะกรรมการ ผช.รมต.

(16 ต.ค. 66) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมืองและข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหาร ระดับสูง

โดยครั้งนี้ ได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี) หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือ ‘ผู้ช่วยรัฐมนตรี’ นั้น มีบทบาทสำคัญในการ ‘บริหารความขัดแย้งทางการเมือง’ ภายในพรรค ซึ่งกรณีที่ปฏิบัติงานร่วมกัน จะเรียกว่า ‘คณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี’ แต่ถ้าปฏิบัติงานแยกกันเรียกว่า ‘ผู้ช่วยรัฐมนตรี’

ทั้งนี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน เช่น เคยรับราชการ เคยดำรงตำแหน่งทางวิชาการตั้งแต่รองศาสตราจารย์ขึ้นไป เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา เคยทำงานในแวดวงภาคเอกชนระดับไม่ต่ำกว่าผู้ช่วยผู้บริหาร โดยจะมีขอบเขตหน้าที่ของผู้ช่วยรัฐมนตรี กรณี ‘ประสานงาน’ ตามที่นายกฯ หรือ รมต. มอบหมาย และ ‘เป็นผู้แทน’ รมต. ไปรับฟังเรื่องร้องทุกข์ร้องเรียนจากประชาชน รวมถึงเข้าร่วมประชุมและเจรจาความต่าง ๆ แต่ต้อง ‘ไม่ก่อให้เกิดพันธะทางกฎหมายผูกมัด รมต.’, ‘ไม่นับเป็นองค์ประชุม’ และ ‘ไม่มีสิทธิออกเสียงลงมติ’

สำหรับการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ให้ ‘นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา’ หรือ ดร.ตั้น ดำรงตำแหน่งดังกล่าว โดยนายกฤชนนท์ มีประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ ทั้งการเป็นนักธุรกิจ, อาจารย์พิเศษระดับมหาวิทยาลัย และเคยทำงานด้านการเมืองในหลายภาคส่วน อาทิ…

>> ปี พ.ศ. 2562 ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตบางแค (เขต 28) กรุงเทพมหานคร
>> 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ได้รับการแต่งตั้งจากมติคณะรัฐมนตรีให้เป็นรองโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม
>> 9 มิถุนายน พ.ศ. 2563 ได้รับการแต่งตั้งจากมติคณะรัฐมนตรีให้เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
>> ปี พ.ศ. 2564 ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ 3 ตริตาภรณ์มงกุฎไทย (ต.ม.)
>> ปี พ.ศ. 2566 ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเลือกตั้งที่ 29 กรุงเทพมหานคร ในสังกัดพรรคเพื่อไทย 

นอกจากนี้ ยังมี นายพงศกร อรรณนพพร และ นายนิยม เติมศรีสุข ที่ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งดังกล่าว โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง

>> ในส่วนของมติแต่งตั้งข้าราชการการเมืองและข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหาร ระดับสูงในตำแหน่งต่างๆ ยังประกอบไปด้วยตำแหน่งอื่นๆ อีกดังนี้…

***การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเสนอแต่งตั้ง นายนฤชา ฤชุพันธุ์ ที่ปรึกษาด้านการลงทุน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

***การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการต่างประเทศ) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอแต่งตั้ง นายชวรัชต์ อุรัสยะนันทน์ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (นายจักรพงษ์ แสงมณี)]

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป

***การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการการเมือง จำนวน 5 ราย ดังนี้…

1. นายชัยเกษม นิติสิริ ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
2. นางสาวเกณิกา อุ่นจิตร์ ตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
3. พลตำรวจโท พัฒนวุธ อังคะนาวิน ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
4. พันตำรวจเอก เกียรติพงษ์ ทองเพียร ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
5. นายอรัญ พันธุมจินดา ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป

***การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จำนวน 2 ราย ดังนี้…

1. พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก
2. นายพิชัย นริพทะพันธุ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป

***การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้…

1. นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
2. นายมติชน ชูทับทิม ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป

***การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้ง รองนายกรัฐมนตรี (นายปานปรีย์ พหิทธานุกร) เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ

***การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงแรงงาน) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง จำนวน 2 ราย ดังนี้…

1. ให้ นายสมชาย มรกตศรีวรรณ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงแรงงาน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน
2. ให้ นางโสภา เกียรตินิรชา พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงแรงงาน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

***การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงพลังงาน) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอแต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหาร ระดับสูง จำนวน 6 ราย ดังนี้…

1. นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
2. นายสมภพ พัฒนอริยางกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
3. นายวรากร พรหโมบล ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ
4. นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน
5. นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
6. นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

***การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 5 ราย ดังนี้…

1. นายวัชรพล โตมรศักดิ์
2. นางลีลาวรรณ กาญจนจารี
3. นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ
4. ร้อยเอก รชฏ พิสิษฐบรรณกร
5. นางสาวศิรินันท์ ศิริพานิช

โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top