Saturday, 6 June 2026
NewsFeed

จีนจ่อเรียกยุติรบ!! 'เหมาหนิง' ขอทุกฝ่ายยุติรบทันที โจมตีทางทหารไม่แก้ปัญหา กังวลผลกระทบเศรษฐกิจโลก คัดค้านโจมตีพลเรือนอย่างหนัก

เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ใช้ถ้อยคำเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับสงครามอิหร่านยุติปฏิบัติการทางทหารทันที และเริ่มกระบวนการเจรจาสันติภาพโดยเร็วที่สุด หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่านอย่างหนักในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าเพื่อยุติสงครามที่ลากยาวมาหนึ่งเดือน

เหมาหนิงชี้ว่ามาตรการทางทหารไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง และการเพิ่มความขัดแย้งยิ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใด พร้อมกล่าวบนแพลตฟอร์มแถลงข่าวว่า "มาตรการทางทหารไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง"

นอกจากนี้ เหมาระบุว่า ทุกฝ่ายควรแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาและการทูต เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและความมั่นคงด้านพลังงานโลก เมื่อถูกถามถึงรายงานการโจมตีมหาวิทยาลัยในอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล เหมาย้ำว่า จีนคัดค้านการโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน รวมถึงการโจมตีสถานศึกษาเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศร้ายแรง พร้อมเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการทางทหารเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤติด้านมนุษยธรรม

ที่มา : Xinhua

แค่คิดก็เห็นภาพ อาจารย์ ม.รังสิต ชวนคิด ขบวนรถดินยาวกว่า 1 กิโลเมตร ชี้ชัด 140 คันดินไม่ใช่เรื่องเล็ก ซ่อนอย่างไรก็ยากจะไม่เห็น

เรื่องจาก ม.รังสิต “รถบรรทุกดิน 140 คัน”

ลองนึกภาพเล่น ๆ ว่า “รถบรรทุกดิน 1 คัน” ขนาดมาตรฐานทั่วไป 10 ล้อ

จะยาว ประมาณ 8 เมตร และขนดินได้ราว ๆ 10 ลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 15 ตัน ต่อคัน

(อาจมาก น้อยไปบ้างตามชนิดของรถ) ถ้ามีรถแบบนี้ 140 คัน เอามา “เรียงต่อกันหัวชนท้ายแบบไม่เว้นช่อง” จะได้ความยาวประมาณ 1.12 กิโลเมตร ยาวกว่า สะพานพระราม 8 (475 เมตร)

แบบ “ข้ามไปแล้ว ยังเหลือให้ต่ออีกเป็นขบวน” และยังยาวกว่า สะพานภูมิพล 1 (702 เมตร)

แบบ “ขับเลยสะพานไปแล้ว ยังไม่สุดแถว” แต่ถ้ายังไม่เห็นภาพ

ลองเอามาวางบนแผนที่ชีวิตจริงดู จาก “มหาวิทยาลัยรังสิต” ออกไปจนถึง ถนนพหลโยธิน (ซอย 87) กะตามแผนที ่จะอยู ่ ประมาณ 1.3 – 1.5 กิโลเมตร ขบวนรถบรรทุกดิน 140 คัน จะยาวราว 1.12 กิโลเมตร แปลว่า… ถ้ารถคันแรกเลี ้ยวออกไปใกล้ถึงถนนพหลโยธินแล้ว คันสุดท้ายยังเพิ่งคลานออกจากมหาวิทยาลัยอยู่เลย

หรือพูดให้เห็นภาพขึ้นอีกนิด ถ้าคันหน้าจอดรอให้มอเตอร์ไซด์ที่วิ่งสวนเลนมานับสิบคันตรงปากซอยพหลโยธิน คันหลังอาจยังหาทางออกจากรั้วมหาวิทยาลัยอยู ่ด้วยซ ้า ส่วน “ของที ่บรรทุกมา” รถ 140 คันนนี้ ขนดินมารวมกันจะได้ประมาณ 1,400 ลูกบาศก์เมตร หรือหนักราว 2,100 ตัน ที ่เราสามารถเอาไปถมสนามฟุตบอลทั้งสนาม ให้สูงขึ้นประมาณ 20 เซนติเมตร แบบที่เดินแล้ว รู้สึกได้ว่า “โลกมันยกขึ้นมานิดหนึ่ง” หรือถ้าเอาไปถมสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐาน 25x10 เมตร ลึก 2 เมตร จะได้ประมาณ 3 สระว่ายกันอยู่ดี ๆ อาจกลายเป็นยืนอยู่บนพื้นแบบงง ๆ หรือเอาไปถมที่ดินทาบ้านชั้นเดียวพื้นที่ 100 ตารางเมตร ยกสูงขึ้น 1 เมตร จะได้ประมาณ 14 หลัง

พอทาเสร็จแล้ว คนในหมู่บ้านจะมีสิทธิ์พูดว่า “บ้านเราสูงกว่าชาวบ้าน” แบบไม่ต้องอุปมา แต่ถ้ายังไม่ชัดพอ เอาดินทั้งหมดทาเป็นก้อนเดียว ฐานกว้างสัก 10×10 เมตร จะได้ความสูงประมาณ ตึก 4–5 ชั้น ใช่ครับ…ดินจากรถ 140 คัน รอดหูรอดตาคนเป็นร้อยเป็นพันไปได้ยังไง หาความเป็นจริงจากเหตุและผลครับ ... รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต

สุดภูมิใจ!! ‘ตั๊ก ศิริพร’ เผยข่าวดีลูกชาย หลังสอบติด 2 มหาลัยดังอังกฤษ คะแนน IELTS ไม่ธรรมดา เผยเลือกเรียนที่ Nottingham


ตั๊ก ศิริพร โพสต์แจ้งข่าวดีลูกชาย "น้องภู" สอบติด 2 มหาวิทยาลัยชั้นนำที่ประเทศอังกฤษ พร้อมเตรียมตัวบินไปเรียนต่อปริญญาโท โดยสามารถสอบติดมหาวิทยาลัยที่เลือกเองได้ทั้ง University of Nottingham และ University of Birmingham

ตั๊ก ศิริพร เผยผ่านโพสต์ว่า "ปีนี้น้องภูเตรียมตัวไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษโดยที่ภูสามารถสอบติดมหาวิทยาลัยที่เค้าเลือกเองได้สองที่เลยและสอบ IELTS ก็ได้คะแนนดีมากเกินคาด 5555 ภูมิใจในตัวลูกมากๆ คับคนเก่งของแม่ ต้องขอบคุณน้าเบียร์ด้วยที่คอยดูแลหลานอย่างดีที่สุด"

นอกจากนั้น น้องภูยังทำคะแนนสอบ IELTS สูงถึง 8.0 ซึ่งแม่ตั๊กกล่าวชมว่าสูงเกินคาด และในแวดวงบันเทิง แหม่ม คัทลียา รวมถึงเพื่อนดาราทั้งหลายต่างเข้ามาคอมเมนต์แสดงความยินดีและชื่นชมความสามารถของน้องภูอย่างท่วมท้น เช่น "ยินดีด้วยมากๆ ค่ะ" และ "เก่งมากๆ ค่ะ"

ขณะที่มีแฟนคลับและชาวเน็ตแนะนำด้านการเลือกมหาวิทยาลัย โดยมีคำแนะนำให้เลือกเมืองใหญ่ไป Birmingham ส่วนเมืองสงบบรรยากาศดีไป Nottingham ซึ่งตั๊กได้แจ้งว่า ลูกชายเลือกที่จะไปเรียนที่ Nottingham

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10195099

ปลัดพลังงานชี้วิกฤตน้ำมัน ราคาน้ำมันพุ่งเกือบ 3 เท่า กองทุนน้ำมันติดลบเกือบ 5 หมื่นล้าน เร่งดึง Windfall โรงกลั่นช่วยประชาชน วอนทุกฝ่ายร่วมมือฝ่าวิกฤตพลังงาน

“ปลัดพลังงาน” ชี้วิกฤตน้ำมันรุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ เร่งดึง Windfall โรงกลั่น ช่วยประชาชน วอนทุกฝ่ายร่วมมือฝ่าวิกฤต

วันนี้ (3 เมษายน 2569) นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานในขณะนี้ว่า เป็นวิกฤตที่รุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกพุ่งทะยานจากสถานการณ์ปกติที่ 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นเกือบ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ซึ่งรุนแรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เคยทำสถิติสูงสุดไว้ที่เพียง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการชดเชยราคาช่วยเหลือประชาชนติดลบแล้วเกือบ 5 หมื่นล้านบาท แม้จะมีวงเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาทรองรับได้ประมาณอีก 2 เดือน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็น่ากังวลอย่างยิ่ง การบริหารราคาในช่วงนี้จึงยากลำบากเพราะต้องรักษาสมดุลระหว่างราคาตลาดโลก ฐานะกองทุนฯ และผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 2 วันติดกันที่ผ่านมานั้น ก็เพื่อรักษาสภาพคล่องกองทุนฯ และไม่ให้เกิดการขึ้นราคาแบบกระชากเพราะอาจทำให้เกิดการกักตุนหรือลักลอบนำออกนอกประเทศไทย โดยกระทรวงพลังงานได้สั่งการให้พลังงานจังหวัดเข้มงวดตรวจสอบสถานีบริการทั่วประเทศในวันก่อนที่จะมีการขึ้นราคาป้องกันการกักตุน ขณะเดียวกันยังคงใช้เงินกองทุนฯ อุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) วันละประมาณ 30 ล้านบาท เพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพและราคาอาหารของประชาชน

สำหรับประเด็นโครงสร้างราคาและค่าการกลั่นนั้น การคำนวณสต๊อกน้ำมัน(เก่า-ใหม่) ของโรงกลั่นใช้วิธี Mark to Market ซึ่งเป็นตามหลักสากลที่ใช้กัน ซึ่งโรงกลั่นก็ต้องยอมรับความเสี่ยงตรงนี้ด้วย ส่วนค่าการกลั่นก็ไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่ครอบคลุมต้นทุนคงที่ต่างๆ เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าขนส่ง ค่าแรง และค่าบำรุงรักษา และต้นทุนเพิ่มเติมอย่างค่า War Premium ค่าประกันภัย ค่าน้ำมันดิบที่แพงขึ้นในช่วงสงคราม อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤตนี้พบว่า ค่า War Premium ที่เพิ่มเข้ามา ส่งผลให้เกิดกำไรส่วนเกิน (Windfall) ทางคณะ คตร. จึงเร่งพิจารณานำค่าการกลั่นเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 2.43 บาท มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เพื่อดึงส่วนต่างนี้กลับมาชดเชยให้ประชาชน โดยได้เรียกโรงกลั่นหารือเพื่อหาจุดสมดุลแล้ว และได้รับความร่วมมือเบื้องต้นจาก ปตท. และบางจาก ซึ่งคาดว่าจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อสรุปตัวเลขได้ในวันจันทร์นี้ ก่อนจะพิจารณารูปแบบการช่วยเหลือต่อไปว่าจะเป็นการลดราคาให้ทันที หรือช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า เช่น กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง ทั้งนี้ตัวเลข Windfall ในแต่ละเดือนมีความแตกต่างกัน

"วิกฤตการณ์ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมากในประวัติศาสตร์ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมัน ผู้ประกอบการ และประชาชน กระทรวงพลังงาน พยายามอย่างเต็มที่ในการหาจุดสมดุลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการดึงกำไรส่วนเกิน หรือ Windfall มาช่วยแบ่งเบาภาระ ซึ่งเชื่อมั่นว่าโรงกลั่นที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยจะให้ความร่วมมือ เพราะนี่คือเวลาที่ต้องช่วยคนไทยด้วยกัน เพื่อฝ่าฟันวิกฤตที่หนักหน่วงนี้ไปด้วยกันให้ได้" นายประเสริฐ กล่าว

ดราม่าร้อนแรงบนโลกโซเชียลเกิดขึ้นหลังมีคลิปคนไทยต้มมาม่าที่ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น ก่อนจ่ายเงิน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในไทยแต่ผิดกฎวัฒนธรรมญี่ปุ่น ทำให้ผู้ใช้ญี่ปุ่นวิจารณ์หนักและบางส่วนถึงขั้นขู่แบนคนไทยเข้าประเทศ

เพจเฟซบุ๊ก "Drama-addict" รายงานว่าเหตุการณ์นี้ถูกเผยแพร่โดยบัญชี "Masanews" ที่เล่าข่าวญี่ปุ่นทำคลิปและโพสต์ในทวิตเตอร์ โดยมีคนญี่ปุ่นแสดงความเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่สุภาพ และอาจผิดกฎหมาย เพราะสินค้าที่ยังไม่ชำระเงิน ไม่ถือเป็นทรัพย์สินของผู้ซื้อ ส่วนบางคนแสดงความคิดเห็นรุนแรงขอแบนคนไทยไม่ให้เข้าญี่ปุ่น

ฝั่งคนไทยในโซเชียลตอบโต้ด้วยการชี้แจงว่าพฤติกรรมนี้เป็นปกติในไทย และไม่ควรถูกเหมารวม รวมถึงนำเหตุการณ์ท่องเที่ยวของคนญี่ปุ่นที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในไทยมาเป็นตัวอย่าง ด้านอินฟลูเอนเซอร์ญี่ปุ่น 'Ryota in Thailand' ซึ่งอยู่ในไทยนาน กล่าวว่า "ผมรู้สึกเสียใจมากที่มีคนญี่ปุ่นบางคนพูดถึงประเทศไทยในแง่ไม่ดี จากการกระทำที่ไม่ได้มีเจตนาร้ายของคนไทย"

เหตุการณ์นี้สะท้อนความแตกต่างทางวัฒนธรรมและกฎระเบียบในต่างประเทศ อีกทั้งกระแสขวาจัดในญี่ปุ่นทำให้บรรยากาศต่อคนต่างชาติรุนแรงขึ้น จึงเป็นข้อเตือนใจให้คนไทยศึกษากฎและมารยาทประเทศปลายทางเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ

ที่มา : https://www.amarintv.com/news/social/542294?fbclid=IwdGRjcAQ5luljbGNrBDmW5mV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHjpt5x4knXHY-yQmwpMxZcxxvipU1lhcm_fbWkRpda7wH2qaUQPwhmqcil_k_aem_HwEzHXwr0z47x7mer-aG6A

กู้นักบินหรือเกมลับ? นักวิเคราะห์ตั้งข้อสงสัยสหรัฐฯ เล็งคลังยูเรเนียมอิหร่าน ภารกิจช่วยนักบิน F-15 สหรัฐฯ ถูกมองอาจเป็นฉากบังหน้าปฏิบัติการใหญ่ในอิหร่าน

ความพยายามของสหรัฐฯ ในการช่วยเหลือนักบินเครื่องบินขับไล่ F-15 ที่ถูกยิงตกในอิหร่าน อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงภารกิจกู้ภัย แต่ยังอาจถูกใช้เป็น “ฉากบังหน้า” สำหรับความพยายามเข้าควบคุมคลังยูเรเนียมของอิหร่านด้วย จากการที่มีการระดมทั้งเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ และกำลังพลจากหน่วยรบพิเศษเข้าร่วมปฏิบัติการจำนวนมาก

ฟาร์คัด อิบรากิมอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านและตะวันออกกลาง ให้สัมภาษณ์กับ Sputnik ว่า แม้สมมุติฐานดังกล่าวจะมีความเป็นไปได้ แต่หากสหรัฐฯ คิดจะเดินหน้าปฏิบัติการภาคพื้นดินจริง ก็ถือเป็นแนวทางที่เสี่ยงและไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากกำลังพลเพียง 5,000-6,000 นาย ไม่เพียงพออย่างสิ้นเชิง

เขาระบุว่า หากสหรัฐฯ ต้องการเปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินเต็มรูปแบบ แม้ไม่ถึงขั้นยึดครองอิหร่าน แต่หวังจะกระทบต่อโครงการนิวเคลียร์ของเตหะรานอย่างจริงจัง ก็จำเป็นต้องใช้กำลังทหารอย่างน้อย 500,000 นาย หรืออาจมากกว่านั้น

อย่างไรก็ดี อิบรากิมอฟมองว่า การระดมกำลังและยุทโธปกรณ์จำนวนมากในภารกิจช่วยเหลือครั้งนี้ อาจมีเป้าหมายเพื่อส่งสัญญาณทางการเมืองและการทหารว่า วอชิงตันพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือกำลังพลของตน เนื่องจากหากนักบินอเมริกันตกไปอยู่ในมืออิหร่าน ย่อมกลายเป็นแต้มต่อสำคัญของเตหะรานในทางต่อรอง

ไม่เพียงเท่านั้น หากเกิดกรณีทหารสหรัฐฯ ถูกจับเป็นเชลย ก็อาจจุดกระแสกดดันภายในประเทศอย่างหนัก ทั้งจากฝ่ายค้านเดโมแครต และแม้แต่ฐานสนับสนุนของโดนัลด์ ทรัมป์เอง

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังเตือนว่า เวลานี้สหรัฐฯ กำลังอยู่ในสถานะเปราะบาง แต่กลับยังประเมินสถานการณ์ในอิหร่านต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเชื่อว่าเพียงเปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินขนาดเล็กในพื้นที่ชายฝั่งบางจุด ก็อาจทำให้อิหร่านเกิดความไม่มั่นคงภายในได้

เขามองว่าแนวคิดเช่นนี้ “ทั้งบุ่มบ่ามและไร้ความเป็นจริง”

ที่มา : Sputnik

เสริมแกร่งงานสื่อสาร ผบ.ตร.ตั้ง “พล.ต.ท.ไตรรงค์” นั่งโฆษก ตร.คนใหม่ เสริมเสริมทัพสื่อสารองค์กร ยกระดับสื่อสารถึงประชาชน ทีมรองโฆษก 5 นาย ร่วมงานต่อเนื่อง

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่งตั้ง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ เป็นโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติคนใหม่ เพื่อเสริมทีมสื่อสารองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หลัง พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ อดีตโฆษก สตช. เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล (เออรี่รีไทร์)

ในคำสั่งล่าสุดวันที่ 4 เม.ย. 69 ได้แต่งตั้ง พล.ต.ท.ไตรรงค์ รองจเรตำรวจแห่งชาติและรองโฆษกให้ทำหน้าที่โฆษกหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้การประชาสัมพันธ์เป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ และมีประสิทธิภาพ

ทีมรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติประกอบด้วย

  • พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์
  • พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว
  • พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์
  • พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ 
  • พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว

โดยร่วมกันทำหน้าที่เชื่อมตำรวจกับประชาชนในการสื่อสารด้านการบังคับใช้กฎหมายและการป้องกันปราบปราม

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเน้นย้ำว่า จะมุ่งพัฒนา "สื่อสารความจริง ถูกต้อง ชัดเจน โปร่งใส ฉับไว ทันเหตุการณ์ และสร้างสรรค์" พร้อมสร้างช่องทางสื่อสารเข้าถึงประชาชนทุกแพลตฟอร์มเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนในภาพรวมขององค์กรตำรวจ

ที่มา : https://shorturl.asia/3nE9f

บีโอไอหนุนอีซูซุ อีซูซุลงทุนเพิ่ม 1.5 หมื่นล้าน บีโอไอหนุนไทยก้าวสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สีเขียว ยกระดับโรงงานไทยสู่ Euro 6 มุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียวตามมาตรฐานระดับโลก

บีโอไอไฟเขียวอีซูซุ ลงทุนกว่า 1.5 หมื่นล้าน

ยกระดับฐานการผลิต ก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว

บีโอไออนุมัติ อีซูซุ (Isuzu) ขยายการลงทุนเพิ่มกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงและยกระดับฐานการผลิตรถกระบะในประเทศไทย ติดตั้งระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ควบคู่กับการลงทุนด้านพลังงานสะอาด และพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับมาตรฐานยูโร 6 มุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียวตามมาตรฐานระดับโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการของบริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ยื่นขอตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ จำนวน 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อเสริมศักยภาพฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานหลักของอีซูซุที่ผลิตและส่งออกไปทั่วโลก ด้วยการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในสายการผลิต และยกระดับเทคโนโลยีการผลิตรถกระบะเพื่อรองรับมาตรฐาน Euro 6 รวมทั้งเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน

การลงทุนในครั้งนี้ บริษัทจะดำเนินการปรับปรุงสายการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ผ่านการใช้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในกระบวนการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโครงรถ การเชื่อมประกอบตัวถัง การพ่นสี และการประกอบรถยนต์เต็มคัน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ ลดต้นทุน และยกระดับมาตรฐานการผลิต นอกจากนี้ บริษัทจะลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน และจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับ Euro 6 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่เข้มงวดในการควบคุมการปล่อยมลพิษจากยานยนต์ โดยเฉพาะการลดการปล่อยไนโตรเจนออกไซด์และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM) มาตรฐานดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ยุโรป และประเทศพัฒนาแล้วอีกด้วย

บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ผลิตรถกระบะและรถเพื่อการพาณิชย์ชั้นนำในประเทศไทย และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยได้เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตรถบรรทุกครั้งแรกในปี 2506 และขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ย้ายฐานการผลิตรถปิกอัพจากญี่ปุ่นมาอยู่ที่ไทยตั้งแต่ปี 2545 และต่อมาได้ย้ายงานวิจัยและพัฒนารถปิกอัพมาอยู่ที่ไทยในปี 2553 จนทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและฐาน R&D รถกระบะที่สำคัญที่สุดของเครืออีซูซุในโลก ปัจจุบันมีโรงงานประกอบรถยนต์ 2 แห่ง คือ โรงงานสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ และโรงงานเกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีกำลังการผลิตรถปิกอัพและรถบรรทุกใหญ่รวมกันสูงถึง 385,000 คันต่อปี จ้างงานกว่า 6,000 คน อีกทั้งใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากกว่า 90% สะท้อนความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างลึกซึ้ง

อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของไทย เมื่อรวมทั้งห่วงโซ่อุปทานแล้ว จะมีมูลค่ากว่าร้อยละ 10 ของ GDP อีกทั้งยังเป็นฐานการจ้างงานสำคัญ โดยมีผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานกว่า 2,500 บริษัท มีการจ้างงานมากกว่า 8 แสนคน ครอบคลุมทั้งผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน อุตสาหกรรมสนับสนุนและดีลเลอร์ ในปี 2568 ประเทศไทยผลิตรถยนต์ได้กว่า 1.45 ล้านคัน ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปกว่า 935,000 คัน สะท้อนบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ที่สำคัญของโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่

“บีโอไอเดินหน้าสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และทักษะในเทคโนโลยีใหม่ ๆ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยานยนต์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยระดับสากล รวมถึงการต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ไปสู่ยานยนต์สมัยใหม่ที่มีการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น” นายนฤตม์ กล่าว

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

ไทยยังรับมือได้!! พลังงานเกาะติดวิกฤตตะวันออกกลาง สงครามกดดันน้ำมันโลก ราคาน้ำมันตึงตัว ไทยยังประคองได้ ชี้ไทยมีสำรองเพียงพอ 105 วัน

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ
ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 7 เมษายน 2569 

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
- สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากสหรัฐฯ ประกาศเส้นตายให้อิหร่านเปิดช่องแคบ Hormuz พร้อมขู่ใช้มาตรการทางทหาร ซึ่งทางอิหร่านได้ปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงและเตือนถึงการตอบโต้ที่รุนแรง ส่งผลให้เกิดการโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องจนกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและการเดินเรือในเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงต่อการขยายตัวของสงครามในระดับภูมิภาค แต่ยังกดดันอุปทานพลังงานโลกและผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบผันผวนอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 7 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 105 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 18 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่าการขนส่ง 33 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 29 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 5 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 83.20 ล้านลิตร และจำหน่าย 74.23 ล้านลิตร
3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 50.54 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 45.54 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 38.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 43.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 43.58 บาท
- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.95 บาท ขณะที่ฟิลิปปินส์ กัมพูชา เมียนมา สปป.ลาว สิงคโปร์ อยู่ที่ 51.83 - 87.85 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 50.38 - 118.82 บาทต่อลิตร 
- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 เมษายน 2569 ติดลบ 56,229 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 1,473 ล้านบาท
 

‘วราวุธ’ ลุยงานกระทรวง เข้ากระทรวงวันแรก มุ่ง ONE MIND พบปะข้าราชการ ร่วมฝ่าวิกฤติพลังงาน สนับสนุน SME ใช้พลังงานสะอาด เตรียมแถลงนโยบายใน 20 เม.ย.

‘วราวุธ’ เข้า ก.อุตฯ วันแรก ชู ONE MIND พบปะข้าราชการ ผนึกกำลังอุตสาหกรรมไทย ฝ่าวิกฤติพลังงาน

 วันที่ 7 เมษายน 2569 - นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เดินทางเข้ากระทรวงอุตสาหกรรมวันแรก โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรม ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า วันนี้ถือโอกาสเข้ามาทักทายข้าราชการกระทรวงฯ และพูดคุยนโยบายเบื้องต้นก่อนการแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ซึ่งตนรู้สึกดีใจที่ได้เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกระทรวงที่ท่านบรรหารเคยดำรงตำแหน่ง ถือว่าเป็นโอกาสได้มาสานงานต่อ โดยในเบื้องต้นได้ให้นโยบายไปว่าการทำงานในช่วงวิกฤตินี้ต้องทำให้เร็ว

ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับกระทรวงอุตสาหกรรมว่า กระทรวงนี้จะเป็นอีกหนึ่งกระทรวงที่ทำให้คนไทยรอดวิกฤติ ซึ่งเราต้องให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ รวมไปถึงเวทีในต่างประเทศ ตลอดจนการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปราะบางด้านพลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ โดยพร้อมนำความรู้ทั้งหมดตั้งแต่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มาประยุกต์ใช้ที่นี่ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และอุตสาหกรรมสีเขียว

 นายวราวุธ กล่าวต่อไปว่า แผนงานที่เตรียมไว้จะขอแถลงในวันที่ 20 เมษายนนี้  เบื้องต้นเราจะสนับสนุนโรงงานทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีให้หันมาใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต รวมทั้งมีการติดตั้งโซลาร์เพื่อลดใช้ไฟฟ้า ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ โดยจะมีการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านเครื่องมือ ทั้งสินเชื่อจากกองทุน

เอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ สินเชื่อดีพร้อมของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ซึ่งจะต้องมีการหารือกับกระทรวงการคลังอีกครั้ง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการ

 “อุตสาหกรรมยุคนี้จะเดินด้วย ONE MIND คืออุตสาหกรรมเป็นหนึ่งเดียว และได้บอกข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรมไปว่า เตรียมเปลี่ยนรองเท้าหนังเป็นรองเท้าผ้าใบ วิ่งลุยงานไปด้วยกัน และพร้อมรับฟังคำแนะนำ เพื่อให้การทำงานสำเร็จลุล่วง” นายวราวุธ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top