Friday, 5 June 2026
NewsFeed

‘ดร.อานนท์’ โพสต์!! กองทุนน้ำมันไม่สุจริต เงินอุดหนุนทำราคาน้ำมันบิดเบือน เสี่ยงพ่อค้าตุนโกง-นักการเมืองร่วมมือ รัฐถูกวิจารณ์แทรกแซงราคาผิดกลไกตลาด สะท้อนปัญหาหนี้กองทุนเพิ่มหลายหมื่นล้าน

ผมเพิ่งสนทนากับ หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม - Warong Dechgitvigrom เรื่องนี้ครับ ตัวเลขสถิติการใช้น้ำมันของไทยในแต่ละวัน กระโดดสูงขึ้นมาผิดปกติ หมอถามผมว่ามันเกิดจากอะไรได้บ้าง

ผมก็พยายามอธิบายโดยพฤติกรรมของบัญชีต้นทุน หลักเศรษฐศาสตร์ ประกอบกัน

ในสถานการณ์ปกติ ราคาน้ำมันของไทย แพงกว่าเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย เพราะเรามีอัตราภาษีสูงกว่า ทำให้เกิดการค้าน้ำมันเถื่อนในอ่าวไทยและทางภาคใต้ เพราะน้ำมันจากมาเลเซียราคาถูกกว่าในประเทศไทย

แต่ตอนนี้ รัฐบาล พยายามไม่ยอมให้ราคาน้ำมันในประเทศขึ้นสูง พยายามแทรกแซงราคาน้ำมัน ใช้เงินกองทุนน้ำมัน มาอุดหนุน (Subsidy) ทำให้ราคาน้ำมันของไทยกลับถูกกว่าในมาเลเซีย

เรื่อง การอุดหนุน Subsidy นี้อันตรายมาก เหมือนกับรับจำนำข้าวนั่นแหละครับ สุดท้ายคือทุจริตกัน ไม่ว่าจะนักการเมือง ข้าราชการ หรือ พ่อค้า และในระยะยาวก็ทำไม่ได้หรอก ไม่มีเงินถุงเงินถังขนาดนั้น และที่อุดหนุนไปสุดท้ายก็ต้องกลับมาเก็บจากประชาชนอยู่ดี

ทำไมการอุดหนุนราคาน้ำมันจึงอันตรายมาก และควรยกเลิก ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ให้เป็นไปตามราคาตลาด

หนึ่ง จะเกิดการส่งออกน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่น้ำมันเถื่อนไหลจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาไทยแล้ว เท่ากับเอาเงินของคนไทย ไปให้ต่างชาติใช้น้ำมันราคาถูก มาเลเซียจะมาซื้อน้ำมันที่กองทุนน้ำมันของไทยอุดหนุนในราคาถูก เท่ากับคนไทยจ่ายค่าน้ำมันราคาถูกให้เรือประมงหรือเรือเดินสมุทรของมาเลเซียได้ใช้ ก็เงินของคนไทยทั้งนั้น

สอง พ่อค้าน้ำมันตุนน้ำมันกัน จะตุนกันในเรือกลางทะเลก็ได้ จะตุนในถังบนดินก็ได้ จะตุนในถังใต้ดินก็ได้ แนวโน้มคือราคาสูงขึ้น เท่ากับเท่าให้พ่อค้าน้ำมันหรือ jobber ยิ่งได้กำไรมหาศาล แล้วก็กลับมาเก็บคืนจากประชาชน ผ่านกองทุนน้ำมัน

ยิ่งไม่มีการตรวจสต็อกน้ำมันเคร่งครัด ก็ตุนกันแหลก แต่ถึงตรวจกันเคร่งครัด เช่าเรือตุนน้ำมันไว้กลางมหาสมุทรก็ยังได้ และยังคุ้ม เพราะแนวโน้มราคาจะพุ่งถ้าสงครามไม่จบและยืดเยื้อ จะมีปัญญาไปตรวจกันกลางมหาสมุทร กลางทะเลหลวงได้อย่างไร

สาม จะเกิดการค้าน้ำมันทิพย์ เหมือนสต๊อกลมจำนำข้าว คือไม่มีการใช้น้ำมันหรือซื้อน้ำมันจริง ๆ แต่ทำเอกสารปลอม เพื่อเอาเงินอุดหนุนหรือ subsidy ถ้าแบบนี้อย่างน้อยต้องมีข้าราชการร่วมด้วย แต่ผมไม่มีหลักฐานอะไร

ตัวเลขการใช้น้ำมันของไทยในแต่ละวันที่สูงขึ้นมาในช่วงนี้มีเหตุผลที่สันนิษฐานและอธิบายได้ดังนี้ครับ

ก็ลองไปตรวจสอบกันดูได้ครับ

อะไรที่บิดเบือนราคาตลาด มันไม่ส่งผลดี บิดเบือนกลไกตลาด อยู่ไม่ได้ยาว ๆ ต่อให้สายป่านยาวแค่ไหน ก็ไม่อาจจะต้านทานได้ ยิ่งธรรมาภิบาล (Governance) ไม่ดี ยิ่งโกงกันสนุก ต้องเลิกการอุดหนุน (subsidy) อยู่กับความจริง ไม่บิดเบือนราคา

เราคงนึกถึงนิทานต้มกบได้นะครับ ราคาน้ำมันนั้นก็แบบเดียวกัน เจ็บปวดเร็ว ปรับตัวเร็ว ไม่ใช่กบต้มในน้ำเย็นค่อย อุ่น ๆ จนเดือด แบบนั้นตาย แต่จับกบโยนลงหม้อน้ำร้อนเดือดจัด กบยังกระโดดหนีตายทันครับ

ศาสตราจารย์ ดร. ชวินทร์ ลีนะบรรจง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นอันพึงรับฟังยิ่งว่า

กลไกราคากับอำนาจนักการเมือง

การแทรกแซงราคาโดยอำนาจนักการเมืองไม่ว่าจะทำให้ราคาถูกลงหรือแพงขึ้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์สำหรับใครเลย

เงื่อนไขความสำเร็จของการแทรกแซง มิใช่จำนวน สส. หากแต่เป็น เงิน หรือ ปริมาณสินค้าที่ต้องมีเพื่อจะทำให้ราคาสินค้านั้นเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ

ถ้าต้องการให้ราคาน้ำมันลดลงก็ต้องเอาน้ำมันมาขายแบบ “ไม่อั้น” เพื่อแสดงให้ตลาดรู้ว่ามีน้ำมันพร้อมจะขายในราคาที่กำหนด หรือหากต้องการให้ขึ้นราคาก็ต้องมีเงินเพื่อรับซื้อน้ำมันแบบ “ไม่อั้น” ในราคาที่ต้องการกำหนดเช่นกัน นี่คือกลไกการแทรกแซงเพื่อกำหนดราคา หาใช่กฎหมายฉบับใดไม่

รัฐบาลนายก “หนู” มี เงิน หรือ น้ำมัน เป็นหน้าตักพร้อมจะสู้แบบ “ไม่อั้น” หรือไม่ คำตอบก็ชัดเจนอยู่ว่า “ไม่มี” ไม่ว่าเงินหรือปริมาณน้ำมัน แล้วจะไปแทรกแซงกำหนดราคาให้แตกต่างไปจากราคาตลาดไปได้อย่างไร?

อำนาจที่นักการเมืองมีคือ กฎหมาย จะเอาไปต่อกรบิดเบือนกลไกตลาดไปได้อย่างไร

นโยบายการเงินด้วยการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นตัวอย่างของการแทรกแซงที่ได้ผล

อัตราดอกเบี้ยไม่ได้ขึ้นลงเพราะธปท.ออกกฎระเบียบหรือเพราะกฏหมายฉบับใด หากแต่เพราะ ธปท. มีความสามารถในการเพิ่มหรือลดปริมาณเงินแต่เพียงผู้เดียวในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นตลาดจึงรู้ว่าธปท. พร้อมที่จะอัด (ดูด) เงินเข้า (ออก) ในระบบเพื่อทำให้ดอกเบี้ยลด (เพิ่ม) หาใช่เพราะ ธปท.กำหนดอัตราดอกเบี้ยด้วยกฎ ระเบียบแต่อย่างใดไม่

นโยบาย “จำนำข้าวทุกเมล็ด” ของนายก “ปู” ที่หนีโทษจำคุกเป็นตัวอย่างที่ดี ของ “ความล้มเหลว” จากการแทรกแซงโดยนักการเมืองที่มักอ้างประโยชน์ของประชาชน

หากความจำไม่สั้นรัฐบาลผลาญเงินไปหลายแสนล้านบาทจากการแทรกแซงราคาข้าวด้วยการรับซื้อให้แพงเกินปกติ อ้างว่าช่วยชาวนา แต่กลับก่อหนี้ให้ประชาชนทุกคน รวมถึงคุกนายก “ปู” อีก ๕ ปีฐานปล่อยปละละเลยไม่กำกับดูแล

ในยุคนายก “หนู” การแทรกแซงราคาขายปลีกน้ำมันโดยกองทุนน้ำมันกำลังจะซ้ำรอยนโยบาย “จำนำข้าวทุกเมล็ด” หรือไม่? หนี้จากการแทรกแซงราคาน้ำมันให้ถูกลงก่อให้เกิดหนี้กับกองทุนน้ำมันไปแล้วกว่า ๕ หมื่นล้านบาทในชั่วระยะเวลาไม่นาน เป็นหนี้ที่คนไทยทุกคนไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้น้ำมันโดยตรงต้องร่วมจ่าย

การเปลี่ยนผู้รับภาระโดยหันไปแทรกแซงราคาขายน้ำมันหน้าโรงกลั่นแทนโดยอ้างว่ามีกำไรจาก “ค่าการกลั่น” มากเกินไป รัฐบาลจึงแทรกแซงกำหนดให้ “ค่าการกลั่น” ลดลงอีกประมาณ ๒ บาท “บังคับ” เอาโรงกลั่นมาเป็นจำเลย “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” ในการนี้ด้วย

“ค่าการกลั่น” ไม่ใช่กำไรที่โรงกลั่นได้ ไม่เชื่อไปดูในงบกำไรขาดดุลของแต่ละโรงกลั่นได้ว่าคิดกำไรขาดทุนอย่างไร มี“ค่าการกลั่น” เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ จะมีกำไรมากน้อยเพียงใดมันเป็นความผิดที่โรงกลั่นไม่ควรได้และต้องไปตามเก็บภาษี “ลาภลอย” คืนมาหรืออย่างไร?

ที่สำคัญ รัฐบาลนายก “หนู” ไม่ยอมบอกความจริงกับประชาชนว่า ประเทศไทยผลิตน้ำมันไม่พอใช้ต้องนำเข้า เมื่อน้ำมันแพงมาตั้งแต่ต้นทางแต่ที่ราคาถูกกว่าปกติได้เพราะรัฐให้เงินอุดหนุน แต่ทำได้ไม่นานเพราะไม่มีเงิน การเปลี่ยนวิธีแทรกแซงราคาบังคับให้โรงกลั่นเข้ามารับผิดชอบในราคาน้ำมันก็ไม่สามารถทำให้ความจริงเปลี่ยนไป

อำนาจนักการเมืองคือการออกกฎหมาย แต่จะออกกฏหมายให้ขัดกับกลไกตลาดหาได้ไม่

ฝากให้ลองไปคิดใคร่ครวญกันดูนะครับ พี่น้องชาวไทย

เงินอุดหนุน ผ่านกองทุนน้ำมัน สุดอันตราย ทำให้พ่อค้าโกง ข้าราชการ นักการเมือง โกงได้ง่ายมาก

รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

สาขาวิชาสถิติศาสตร์

สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ

สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง

คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ที่มา : https://www.facebook.com/784302727/posts/10164501016722728/?rdid=gvCTJhCS95yRlzny#

 

CardX ช่วยลดภาระค่าครองชีพ เปิดแคมเปญคุ้มครองลูกค้า ลดค่าใช้จ่ายเดินทาง พลังงาน ยานยนต์ เครดิตเงินคืนสูงสุดถึง 15% ต่อหมวด เสริมสภาพคล่องท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

CardX เดินหน้ามาตรการช่วยลูกค้ารับวิกฤตพลังงาน ออกแคมเปญลดภาระค่าครองชีพ ครอบคลุมการเดินทาง–พลังงาน–ยานยนต์

กรุงเทพฯ, 9 เมษายน 2569 - บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด (CardX) ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ เดินหน้ามาตรการเชิงรุกเพื่อช่วยลูกค้าลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ผ่านการออกแคมเปญเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยมุ่งเน้นหมวดที่กระทบผู้บริโภคโดยตรง ได้แก่ การเดินทาง พลังงาน และยานยนต์ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของคนไทยในปัจจุบัน

CardX ระบุว่าจากข้อมูล Insight พฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงเศรษฐกิจผันผวน พบว่าค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและพลังงานมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ในการดูแลลูกค้าเชิงรุกจึงได้ออกแคมเปญนี้ขึ้นภายใต้แนวคิด “คุ้มทุกเส้นทาง ลดภาระค่าครองชีพ” มุ่งหวังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมได้รับความคุ้มค่ากลับคืนในทุกการใช้จ่าย และเสริมสภาพคล่องในระยะสั้น ผ่านสิทธิประโยชน์ครอบคลุม 4 หมวดสำคัญ ได้แก่

• คุ้ม 2 ต่อ หมวดการเดินทาง

รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 300 บาท (5%)* เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมในหมวด MRT, BTS และทางพิเศษ ตามเงื่อนไขที่กำหนด พร้อมรับสิทธิ์แลกคะแนน POINTX ผ่านฟีเจอร์ Point2Pay เพื่อรับเครดิตเงินคืนเพิ่มสูงสุด 10%** รวมสูงสุด 2,000 บาทต่อเดือน ช่วยลดภาระค่าเดินทางในชีวิตประจำวัน

• เติมน้ำมันคุ้มทั่วไทย

รับเครดิตเงินคืน 10%* เมื่อใช้คะแนน POINTX เท่ายอดใช้จ่าย สำหรับการเติมน้ำมันทุกสถานีทั่วประเทศช่วยบริหารค่าใช้จ่ายด้านพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนหลักของผู้บริโภค

• ชาร์จรถ EV คุ้มทุกครั้ง

รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 7%* เมื่อใช้จ่ายผ่านแอปชาร์จรถไฟฟ้า เช่น EA Anywhere, Elexa, EV Station PluZ, RÊVERSHARGER และ Shell Recharge สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและลดต้นทุนการใช้งาน

• ดูแลรถครบวงจร คุ้มทั้งซื้อและซ่อม

รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 15%* สำหรับการจองรถยนต์ระดับพรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า หรือการนำรถเข้าศูนย์บริการที่ร่วมรายการ ช่วยบริหารค่าใช้จ่ายด้านยานยนต์ได้อย่างครบวงจร

นายปัญญา เวชบรรยงรัตน์ Chief Business and Channel Officer บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “ภายใต้สถานการณ์ที่ค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น CardX มุ่งเน้นการออกแคมเปญสิทธิประโยชน์ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะหมวดการเดินทางและพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค เราต้องการให้ลูกค้าสามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการได้รับความคุ้มค่าที่ชัดเจนในทุกการใช้จ่าย และยังคงใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจแม้ในช่วงเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน”

นอกจากนี้ CardX ระบุเพิ่มเติมว่า แคมเปญดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการช่วยให้ลูกค้าบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน พร้อมตอกย้ำบทบาทของบริษัทในการอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกสถานการณ์ 

ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

*/**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด โปรดศึกษาเงื่อนไขและรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.cardx.co.th

บัตรเครดิตไทยพาณิชย์ที่โอนธุรกิจไปยังคาร์ดเอกซ์ซึ่งยังไม่ได้เปลี่ยนหน้าบัตรใหม่ สามารถร่วมรายการส่งเสริมการขายนี้ได้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้บริการโดย บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเอสซีบีเอกซ์

พลังงานแปรปรวน!! ราคาน้ำมันโลกผันผวนอีกครั้ง ปัจจัยสงครามเร่งเพิ่มต้นทุนพลังงาน ไทยสำรองน้ำมันพอใช้ 109 วัน ฐานะกองทุนติดลบกว่า 59,000 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ

ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 9 เมษายน 2569

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

- หลังจากมีข่าวการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลงทันทีเนื่องจากคาดการณ์ว่าช่องแคบจะเปิดใช้งานได้ตามปกติ แต่ล่าสุดในวันนี้ (9 เมษายน) กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ประกาศ ระงับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกรอบ โดยอ้างว่าอิสราเอลละเมิดข้อตกลงด้วยการโจมตีเลบานอนครั้งใหญ่ ทำให้อิหร่านต้องกลับมาควบคุมเส้นทางเดินเรืออย่างเข้มงวดและแจ้งเตือนเรือทุกลำให้หยุดการสัญจรทันที หากฝ่าฝืนอาจถูกโจมตี ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันและสินค้าจำนวนมาก (ประมาณ 800-2,000 ลำ) ยังคงติดค้างอยู่บริเวณอ่าวเปอร์เซียและทะเลโอมาน แม้จะมีความพยายามทดสอบเส้นทางเดินเรือสำรองหรือการอนุญาตให้เรือบางสัญชาติ (เช่น จีน) ผ่านไปได้บ้าง แต่ในภาพรวมเส้นทางหลักยังถือว่าถูกปิดกั้นและมีความเสี่ยงสูงมาก ซึ่งสถานการณ์นี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มกลับมามีความผันผวนและเผชิญแรงกดดันด้านราคาอีกครั้ง ทั้งนี้ ในส่วนของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึงร้อยละ 52 ทำให้ราคาน้ำมันดิบของประเทศจึงถูกอิงกับกับราคาน้ำมันดิบที่สะท้อนกับตลาดเอเซียที่อิงน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก เช่น​ น้ำมันดิบดูไบ​ ซึ่งมีความเคลื่อนไหวต่างจากตลาด WTI หรือ​ Brent ที่มักปรากฏในข่าวต่างประเทศอย่างชัดเจน ประกอบกับภาวะสงครามได้เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายแฝงอย่าง​ Crude Premium และ War Risk Premium เช่น​ ค่าประกันภัย และค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มที่อยู่นอกเหนือจากราคาน้ำมันดิบที่มีการซื้อขายปกติในภาวะทั่วไป ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันดิบอยู่ในระดับที่สูงกว่าราคาที่ตลาดประกาศ​ แม้ราคาในบางตลาดจะเริ่มปรับตัวลดลงบ้างแล้วก็ตาม ทั้งนี้​ กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลจากกลุ่มโรงกลั่นเพื่อนำมาปรับปรุงโครงสร้างราคาให้สะท้อนข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เพื่อให้มั่นใจว่าราคาน้ำมันมีความเป็นธรรมและสอดคล้องกับต้นทุนการนำเข้าที่เกิดขึ้นจริง​ รวมถึงช่วยให้ราคาพลังงานในประเทศมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ​ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 9 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 109 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 22 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 31 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 31 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 7 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 83.37 ล้านลิตร และจำหน่าย 68.69 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 48.40 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 43.40 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 38.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 43.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 43.58 บาท

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.95 บาท ขณะที่ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 52.47 - 87.31 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 48.40 บาทต่อลิตร ขณะที่ เวียดนาม มาเลเซีย  กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 55..28 - 118.10 บาทต่อลิตร (วันนี้ มาเลเซียปรับราคาดีเซลขึ้น 5.44 บาท)

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 9 เมษายน 2569 ติดลบ 59,007 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 1,220.61 ล้านบาท

'สรรเพชญ' สั่งเข้มความปลอดภัย ตรวจท่าเรือด่วนเจ้าพระยา เน้นมาตรการเคร่งครัดช่วงสงกรานต์ ห้ามปรับขึ้นค่าโดยสารในเทศกาล เพิ่มเที่ยวเรือลดความแออัดเสี่ยงอุบัติเหตุ

 "สรรเพชญ" สั่งเข้มมาตรการความปลอดภัยเรือโดยสาร กำชับหาแนวทางลดค่าโดยสารตามอัตราในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รองรับการเดินทางทางน้ำของประชาชน

วันที่ 9 เมษายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า และคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมท่าเรือด่วนเจ้าพระยา และท่าเรือเกียกกายวัดแก้วฟ้า (หน้ารัฐสภา) เพื่อติดตามความพร้อมในการให้บริการประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์และวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึง

ในการนี้ ได้มีการรายงานภาพรวมความพร้อมทั้งด้านการบริหารจัดการ การอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านความปลอดภัย โดยเน้นการเตรียมความพร้อมของเรือโดยสารทุกประเภท ทั้งเรือโดยสารสาธารณะ เรือท่องเที่ยว และเรือข้ามฟาก ให้สามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้มอบนโยบายและข้อสั่งการ โดยเน้นย้ำให้กรมเจ้าท่าดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวดสูงสุด ทั้งการตรวจสอบสภาพเรือโดยสารทุกลำก่อนให้บริการ ครอบคลุมระบบเครื่องยนต์ โครงสร้างตัวเรือ และอุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น เสื้อชูชีพและอุปกรณ์กู้ภัย ให้มีความพร้อมใช้งานและได้มาตรฐานครบถ้วน

พร้อมกันนี้ ได้กำชับการบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเคร่งครัด อาทิ การควบคุมจำนวนผู้โดยสารไม่ให้เกินพิกัด การกำกับให้ผู้โดยสารสวมเสื้อชูชีพตลอดการเดินทาง และการงดให้บริการในช่วงที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย รวมถึงให้จัดเจ้าหน้าที่ประจำท่าเรือตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงวันหยุดยาว และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทัพเรือ ตำรวจน้ำ และหน่วยกู้ภัย เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้พิจารณาเพิ่มความถี่เที่ยวเรือและขยายเวลาให้บริการ เพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยว ลดความแออัด และลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ กรมเจ้าท่ายืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและนักท่องเที่ยว ให้สามารถเดินทางทางน้ำได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรมตลอดช่วงเทศกาล ซึ่งนายสรรเพชญได้กำชับให้กรมเจ้าท่าดำเนินการประสานกับผู้ประกอบการให้ลดค่าโดยสารตามอัตราที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด

รัสเซียประณามญี่ปุ่น!! ความสัมพันธ์ทวิภาคีต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ปมข้อตกลงลงทุนพัฒนาโดรนในยูเครน เรียกทูตญี่ปุ่นยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการ การเจรจาสันติภาพคูริลยุติชั่วคราว

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาลญี่ปุ่น ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี 'ซานาเอะ ทากาอิชิ' ว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่นได้ตกลงสู่ "ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์" เนื่องจากนโยบายของญี่ปุ่นที่รัสเซียมองว่าเป็นการแสดงตนเป็นศัตรูอย่างชัดเจนและเป็นระบบ

ทางการรัสเซียได้เรียกตัวนาย 'อากิระ มูโตะ' เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงมอสโก เข้าพบเพื่อยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการกรณีบริษัท "Terra Drone" ของญี่ปุ่นได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับบริษัท "Amazing Drones" ของยูเครนในการพัฒนาโดรน Terra A1 ที่ออกแบบมาเพื่อต่อต้านโดรนพลีชีพของรัสเซีย ซึ่งถือเป็นการคุกคามความมั่นคงของรัสเซียโดยตรง

การประกาศว่าความสัมพันธ์เหลือศูนย์ สะท้อนว่าจะไม่มีการเจรจาสนธิสัญญาสันติภาพหรือประเด็นหมู่เกาะพิพาทคูริลในทันที ตราบใดที่ญี่ปุ่นยังสนับสนุนยุทโธปกรณ์ให้แก่ยูเครนไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

นี่เป็นการชี้ชัดถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัสเซียและญี่ปุ่นท่ามกลางสงครามในยูเครน ปัจจุบันความสัมพันธ์ทางการทูตกำลังเผชิญภาวะย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1596632125642455&id=100058870487273&rdid=gW9efNBbmhw8tTXR#

เสื้อผ้าหมุนเวียน ไทยทิ้งเสื้อผ้าหลังใส่แค่ครั้งเดียว อุตสาหกรรมแฟชั่นสร้างขยะปีละ 92 ล้านตัน ผลิตเสื้อผ้าใช้ทรัพยากรน้ำมหาศาล แนวคิด Circular Fashion เริ่มเป็นทางเลือกใหม่

จากใช้แล้วทิ้ง สู่ลูปการใช้ซ้ำ เมื่อเสื้อผ้า ไม่ควรใส่แค่ครั้งเดียว

ในตู้เสื้อผ้าของใครหลายคน อาจมีเสื้อที่ยังสภาพดี ถูกใส่เพียงครั้งเดียวในโอกาสพิเศษ หรือบางตัวอาจยังติดป้ายราคา แต่กลับไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาใช้อีกเลย เสื้อผ้าเหล่านี้จำนวนไม่น้อยจบเส้นทางลงที่ถังขยะ ทั้งที่แทบไม่ได้ผ่านการใช้งานจริง

ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ปี2567 ระบุว่า กว่า 40% ของคนไทยมีการทิ้งเสื้อผ้าหลังสวมใส่เพียงครั้งเดียว โดย 1 ใน 4 ทิ้งอย่างน้อย 3 ชิ้น ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมแฟชั่นทั่วโลกผลิตเสื้อผ้ามากกว่า 100,000 ล้านชิ้นต่อปี และก่อให้เกิดขยะสิ่งทอกว่า 92 ล้านตันต่อปี ซึ่งมีเพียงประมาณ 1% เท่านั้นที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลเป็นเสื้อผ้าใหม่ได้ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนเพียงปริมาณเสื้อผ้าที่เพิ่มขึ้น แต่กำลังบอกว่า “อายุการใช้งานของเสื้อผ้า” สั้นลงกว่าที่เคยเป็นอย่างมาก

ยิ่งเสื้อผ้าถูกผลิตและถูกทิ้งเร็วเท่าไร ทรัพยากรที่โลกต้องจ่ายก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สภาพัฒน์ฯ ระบุว่า การผลิตเสื้อเชิ้ตฝ้ายหนึ่งตัวต้องใช้น้ำถึง 2,700 ลิตร หรือเทียบเท่าปริมาณน้ำดื่มของคนหนึ่งคนในเวลากว่า 2.5 ปี และเมื่อคูณกับจำนวนการผลิตในระดับแสนล้านชิ้นต่อปี ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ใช่แค่ต้นทุนของสินค้า แต่คือการใช้ทรัพยากร พลังงาน และสารเคมีในปริมาณมหาศาล
ปัจจัยสำคัญที่เร่งวงจรนี้คือโมเดลธุรกิจแบบ Fast Fashion ที่ทำให้เทรนด์หมุนเร็ว คอลเลกชันใหม่ถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจซื้อจึงเกิดถี่ขึ้นโดยไม่รู้ตัว เสื้อผ้าหลายชิ้นไม่ได้หมดอายุเพราะชำรุด แต่หมดอายุเพราะ “ไม่ทันจังหวะตลาด” หรือไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

จากใช้แล้วทิ้ง สู่ “ใช้แล้ว ใช้อยู่ ใช้ต่อ”
ท่ามกลางบริบทนี้ แนวคิด Circular Fashion Economy จึงเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะทางเลือกของอุตสาหกรรมแฟชั่น แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าสูงสุด ผ่านการยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้าแต่ละชิ้น จากเส้นทางเดิมแบบ “ผลิต–ใช้–ทิ้ง” ไปสู่การ “ใช้–หมุนเวียน–ใช้ต่อ” เพื่อให้เสื้อผ้ายังคงสร้างคุณค่าได้มากกว่าหนึ่งครั้ง
 
อย่างไรก็ตาม Circular Fashion ไม่ได้เป็นเรื่องของโรงงานหรือผู้ผลิตเท่านั้น แต่สามารถเริ่มต้นได้จากชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ตั้งแต่การเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสอง การส่งต่อเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้งาน ไปจนถึงการตั้งคำถามง่าย ๆ ก่อนซื้อว่า “เสื้อผ้าชิ้นนี้จะมีโอกาสใส่ซ้ำได้กี่ครั้ง”

เคทีซีมองว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น หากผู้บริโภคมีทางเลือกที่เข้าถึงได้จริง ปัจจุบันแพลตฟอร์มเสื้อผ้ามือสองอย่าง Loopers เปิดพื้นที่ให้เสื้อผ้าแต่ละชิ้นสามารถหมุนเวียนต่อในระบบได้อย่างสะดวก โดยสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีสามารถใช้คะแนน KTC FOREVER แลกรับเครดิตเงินคืน 10% เท่ากับยอดซื้อ ซึ่งช่วยสนับสนุนให้การเลือกซื้ออย่างมีความหมายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น นอกจากนี้ เสื้อผ้ามือสองยังต่อยอดโดยการนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับผู้ที่เรียนหรือฝึกทักษะด้านการตัดเย็บ เพื่อพัฒนาฝีมือจากของจริง และทำให้ “ลูปของการใช้งาน” ไม่จบลงเพียงการสวมใส่ครั้งแรก แต่ต่อเนื่องไปสู่การสร้างคุณค่าในรูปแบบใหม่ได้อีกครั้ง

แม้การตัดสินใจส่งต่อหรือเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสองจะดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ทุกครั้งที่เสื้อผ้าชิ้นหนึ่งได้ถูกใช้งานต่อ เท่ากับทรัพยากรถูกใช้คุ้มค่าขึ้นอีกครั้ง และในวันที่เสื้อยืดหนึ่งตัวอาจต้องใช้น้ำมากถึง 2,700 ลิตร ผู้บริโภคจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการลดการใช้ทรัพยากรของโลก เพราะบางครั้ง การเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มต้นง่ายกว่าที่คิด เพียงแค่ให้โอกาสเสื้อผ้าตัวเดิมได้มี “โอกาสถูกใช้งานต่อ” แทนที่จะจบลงในครั้งเดียว

ZEEKR แนะรถ EV เตรียมความพร้อมก่อนเที่ยว แนะนำตรวจเช็กรถทุกระบบ พร้อมวางแผนชาร์จระหว่างทาง ขับขี่ปลอดภัย เคารพกฎจราจร

ZEEKR ใส่ใจทุกการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์

แนะนำการเตรียมความพร้อมรถ EV เพื่อการเดินทางอย่างมั่นใจและปลอดภัย

กรุงเทพฯ 9 เมษายน 2569 – ZEEKR แนะนำการเตรียมความพร้อมรถยนต์ไฟฟ้าก่อนการเดินทางไกลช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้ทุกเส้นทางเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เดินทางราบรื่นและปลอดภัย สร้างประสบการณ์ที่ดีในทุกมิติของการขับขี่

เช็กรถให้พร้อมก่อนออกเดินทาง

ผู้ใช้รถ ZEEKR ควรตรวจสอบสภาพรถก่อนออกเดินทาง เน้นระบบที่สำคัญ ได้แก่ ระดับแบตเตอรี่ แรงดันลมยาง สภาพยาง ระบบเบรก ไฟส่องสว่าง และระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ พร้อมทั้งตรวจสอบระบบความปลอดภัยของรถ EV ตามมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อาทิ ระบบช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ (Automatic Lane Change – ALC), ระบบรักษาตำแหน่งในเลน (Lane Centering Control – LCC), ตรวจสอบระบบแจ้งเตือนวัตถุในจุดบอด (Blind Spot Detection – BSD), ระบบแสดงภาพรอบตัวรถ ระบบเตือนการชนต่าง ๆ ในตัวรถ เพื่อให้มั่นใจว่ารถอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งาน นอกจากนี้ ZEEKR ยังพัฒนาระบบซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้ควรตรวจสอบและอัปเดตระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบนำทางและฟีเจอร์ความปลอดภัยทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

วางแผนเส้นทางและจุดชาร์จล่วงหน้า

การเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้าในระยะทางไกล ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม 100% ก่อนออกเดินทาง พร้อมวางแผนเส้นทางและจุดชาร์จล่วงหน้า โดยค้นหาสถานีชาร์จที่อยู่ระหว่างเส้นทางได้จากแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการ อาทิ PlugShare, EV Station PluZ, PEA VOLTA ฯลฯ โดย ZEEKR มอบสิทธิ์การชาร์จฟรี ให้กับเจ้าของรถ ZEEKR ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 เมษายน 2569 ณ สถานี ZEEKR Power @Central World รองรับ ZEEKR ทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น ZEEKR X, ZEEKR 009 และ ZEEKR 7X ทั้งนี้สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ZEEKR Power ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำ EVOLT (ตลาดสามย่าน BNN Park ราชพฤกษ์ Harudot Café จังหวัดชลบุรี และสาขาใหม่ล่าสุดที่อาคาร One Bangkok ได้เปิดให้บริการแล้ว และ SHARGE+ จำนวน 2 สถานี บริเวณ Velaa Sindhorn Village และ K Village สุขุมวิท 26 ทั้งนี้ ในระหว่างการเดินทาง หากพบว่าแบตเตอรี่อยู่ในระดับ 15-20% ควรหาสถานีชาร์จที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยไม่ควรปล่อยให้แบตเตอรี่อยู่ในระดับต่ำกว่า 10% และแนะนำชาร์จถึงระดับ 80% ซึ่งเป็นระดับที่สามารถให้ระยะทางที่ไกล และใช้เวลาชาร์จไม่นาน เพื่อให้การเดินทางต่อเนื่องและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ขับขี่อย่างปลอดภัย เคารพกฎจราจร

ในช่วงเทศกาลที่มีปริมาณรถหนาแน่น ควรรักษาความเร็วตามกฎหมาย เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าพอสมควร ระยะที่สามารถหยุดรถได้โดยปลอดภัย โดยหลักสากลที่แนะนำคือใช้ กฎ 3 วินาที ในสภาพถนนปกติ หรือเพิ่มเป็น 4-5 วินาทีเมื่อฝนตกหรือถนนลื่น เพื่อให้มีเวลาเบรกทัน ใช้เทคนิค “คาดการณ์อุบัติเหตุ (Hazard Perception)” เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์ความเสี่ยงบนท้องถนนหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น พร้อมประเมินแนวทางการรับมือ เมื่อเกิดเหตุการณ์จะมีข้อควรปฏิบัติตามขั้นตอนได้อย่างไร นอกจากนี้ การขับขี่อย่างประหยัดพลังงานด้วยการใช้ความเร็วคงที่ หลีกเลี่ยงการเร่งหรือเบรกกะทันหัน และเลือกใช้โหมดประหยัดพลังงาน จะช่วยยืดระยะทางการขับขี่และลดความจำเป็นในการชาร์จระหว่างทาง ที่สำคัญคือหลักการ ดื่มไม่ขับ ขับไม่เร็ว คาดเข็มขัดนิรภัย เคารพกฎจราจร พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่

ระวังสภาพอากาศและการเล่นน้ำ

ช่วงสงกรานต์อาจมีฝนตกและการเล่นน้ำตามท้องถนน ผู้ขับขี่ควรหลีกเลี่ยงการขับรถผ่านพื้นที่น้ำท่วมขังสูง และระมัดระวังไม่ให้น้ำเข้าสู่บริเวณช่องชาร์จหรือระบบไฟฟ้าของรถ

การเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ การเดินทางด้วย ZEEKR นอกจากจะมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายและปลอดภัยตามมาตรฐาน Euro NCAP แล้ว ZEEKR ยังเตรียมความพร้อมเพื่อสนับสนุนทุกการเดินทางตลอด 24 ชั่วโมง โดยสามารถแจ้งขอรับความช่วยเหลือได้ที่ Call Center 02-086-9999

แกร็บเปิดเกม AI เปิดตัว 13 นวัตกรรมใหม่ ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ ช่วยชีวิตคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขยายบริการเชิงธุรกิจและไลฟ์สไตล์

แกร็บ เปิดตัว 13 นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในงาน “GrabX 2026”

แกร็บ จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ประจำปี “GrabX 2026” ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เผยโฉม
13 นวัตกรรมและบริการใหม่ล่าสุดที่ขับเคลื่อนด้วย AI ยกระดับแพลตฟอร์มจาก “ซูเปอร์แอป” ไปสู่การเป็น “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” (Intelligent Everyday Guide) ที่ทำให้ชีวิตประจำวันของผู้คนนับล้านในภูมิภาค
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

ฟิลลิป แคนดัล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของแกร็บ กล่าวว่า “ในฐานะผู้พัฒนานวัตกรรม ผมเชื่อว่าเทคโนโลยี AI ควรพัฒนาและทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้น เช่นเดียวกันกับผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมต่างๆ ที่เปิดตัวในงาน GrabX 2026 ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ช่วยอัจฉริยะที่จะอยู่เคียงข้างทุกคน ไม่ว่าจะเป็น ผู้ใช้บริการที่ต้องการเลือกเมนูมื้อกลางวันผ่านแชตบอต ผู้ประกอบการที่ต้องบริหารร้านอาหารหลายสาขาโดยไม่ได้เข้าไปที่ร้าน รวมถึงคนขับที่ต้องการคำแนะนำผ่านระบบสั่งงานด้วยเสียง (โดยไม่ต้องใช้มือ) ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบและพัฒนามาเพื่อให้ Grab เป็น Everyday Guide ที่ช่วยจัดการเรื่องต่างๆ ในชีวิต เพื่อให้ทุกคนโฟกัสกับบทบาทในแต่ละวันได้อย่างเต็มที่”

สำหรับไลน์อัพผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมทั้ง 13 ที่เปิดตัวในงานนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่มาจากอินไซต์และพฤติกรรมการเดินทาง-การสั่งอาหารของผู้ใช้บริการกว่าสองหมื่นล้านครั้ง ซึ่งอยู่ภายใต้ 3 แกนหลัก ประกอบด้วย

FOR LOCAL LIFE: นวัตกรรมเพื่อเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์และตอบโจทย์ชีวิตของคนยุคนี้ 

Group Ride บริการเรียกรถสำหรับการเดินทางเป็นกลุ่ม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าโดยสาร
ได้มากถึง 40% เมื่อเดินทางในเส้นทางใกล้เคียงกัน โดยผู้ใช้บริการสามารถเลือกจุดรับ-ส่งได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็น รับจากหลายจุดไปส่งยังที่หมายเดียวกัน หรือรับจากจุดเดียวกันไปส่งหลายที่หมาย โดย AI ของแกร็บจะทำหน้าที่จัดลำดับการเดินทาง พร้อมคำนวณค่าโดยสารของแต่ละคนโดยวัดจากระยะทาง สภาพการจราจร และเวลาที่ใช้จริง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ แกร็บยังเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ “Waiting Room” เร็วๆ นี้ เพื่อให้ทุกคนสามารถเช็คความพร้อมของผู้ร่วมเดินทาง และติดตามสถานะของรถได้แบบเรียลไทม์  

Grab More ฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้บริการและคนใกล้ชิดสามารถสั่งอาหารจากร้านที่อยู่ใกล้กันในออเดอร์เดียวกันได้โดยไม่ต้องเสียค่าส่งเพิ่ม ไม่มีขั้นต่ำในการสั่งซื้อ และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมคำสั่งซื้อขนาดเล็ก (Small Order Fee) ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเพิ่มออเดอร์ได้ทั้งก่อนหรือหลังชำระเงิน โดยมี AI เป็นตัวช่วยเพื่อให้อาหารจากคนละร้านส่งถึงมือได้ในเวลาเดียวกัน

Grab AI Assistant เลขาส่วนตัวอัจฉริยะในรูปแบบ AI ที่จะเข้ามาเปลี่ยนเรื่องยุ่งยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย เช่น หากผู้ใช้บริการต้องการวางแผนงานเลี้ยงบริษัท ไม่ว่าจะสั่งผ่านฟู้ดเดลิเวอรีหรือการทานที่ร้าน เพียงแค่ระบุจำนวนคน ประเภทอาหาร หรือข้อจำกัดด้านอาหาร (Dietary restrictions) Grab AI Assistant จะช่วยแนะนำร้านอาหารและทำการจองให้เสร็จเรียบร้อยในแชทเดียว นอกจากนี้ แกร็บยังมี Grab Shopping Agent ผู้ช่วยคนเก่งที่จะทำให้การเลือกซื้อของเข้าบ้านสะดวกสบายยิ่งขึ้น เพียงแค่ถ่ายรูป ส่งข้อความเสียง หรือพิมพ์รายการที่ต้องการเข้าไปในระบบ หลังจากนั้น AI จะช่วยค้นหาสินค้าจากหลากหลายร้านค้า เลือกของลงตะกร้า พร้อมนำเสนอสินค้าทดแทนหากสินค้าที่ต้องการหมดให้โดยอัตโนมัติ 

GrabMaps สำหรับบุคคลทั่วไป ถูกออกแบบมาให้เป็นมากกว่าแผนที่นำทาง แต่เป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจ ทั้งในเรื่องเวลาและวิธีการเดินทางให้กับทุกคน ด้วยฟีเจอร์ “Journey Planner” ที่เชื่อมต่อโดยตรงกับปฏิทินของผู้ใช้บริการ ทำให้ระบบสามารถคาดการณ์จุดหมายปลายทางได้เองโดยอ้างอิงจากประวัติการเดินทาง พร้อมแนะนำ-เปรียบเทียบทางเลือกระหว่างการเรียกแกร็บและขับรถส่วนตัว รวมถึงยังมีการอัพเดตข้อมูล ที่จอดรถแบบเรียลไทม์ จุดชาร์จรถไฟฟ้า และตารางเดินรถสาธารณะได้แบบครบจบในที่เดียว หรือหากผู้ใช้ต้องการค้นหาเส้นทางในพื้นที่ห้างสรรพสินค้าหรือภายในอาคาร ยังสามารถใช้ฟีเจอร์ “Indoor Navigation” เพื่อบอกวิธีเดินทางไปยังร้านนั้นๆ หรือประตูทางออกที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ แกร็บยังได้นำเสนอฟีเจอร์ “Custom Voice” ที่ผู้ใช้บริการสามารถจำลองเสียงของตนเองหรือคนในครอบครัว มาเป็นเสียงนำทาง เพื่อช่วยเติมเต็มความสุขให้กับทุกการเดินทางของทุกคน

Cash Loan สินเชื่อเงินสดสำหรับบุคคลทั่วไปที่ใช้ข้อมูลของแกร็บและ AI มาช่วยวิเคราะห์และประเมินศักยภาพทางการเงินของผู้สมัคร ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถสมัครสินเชื่อได้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน Grab โดยไม่ต้องใช้เอกสาร พร้อมสามารถระบุจำนวนเงินและระยะเวลาผ่อนชำระตามที่ต้องการ และทราบผล การอนุมัติภายในเวลาไม่กี่วินาที บริการนี้จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการทางด้านการเงินของผู้คนหลายล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบหรือไม่มีประวัติทางการเงิน

FOR EFFORTLESS TRAVEL: นวัตกรรมเพื่อการท่องเที่ยวและการเดินทางที่ไร้รอยต่อ

Personalised Travel Experience ที่เปลี่ยนแอปพลิเคชัน Grab ให้กลายเป็น “เพื่อนร่วมเดินทาง”
ของผู้ใช้บริการตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวออกจากบ้าน โดยแกร็บจะนำเสนอประสบการณ์การเดินทาง
เฉพาะบุคคล ด้วยการรวบรวมข้อมูลและตั้งการแจ้งเตือนผู้ใช้ ทั้งในเรื่องพาสปอร์ต ข้อมูลเคาน์เตอร์เช็คอิน ทางออกประตูขึ้นเครื่อง หรือการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน นอกจากนี้ ภายในแอปยังมีฟีเจอร์ “Travel Checklist” เพื่อช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถจัดการเรื่องสำคัญ อาทิ การซื้อซิมการ์ดดิจิทัล eSIM หรือแพ็คเกจส่วนลด แบบครบวงจร Travel pass ได้อย่างง่ายดาย และเมื่อเดินทางไปถึงจุดหมาย ฟีเจอร์ “Indoor Navigation” ยังสามารถพาไปยังสายพานรับกระเป๋าและจุดเรียกรถได้อย่างแม่นยำ

GrabStays บริการจองโรงแรมภายใต้โปรแกรม Partner Apps ที่เกิดจากความร่วมมือกับ Nuitee แพลตฟอร์มท่องเที่ยวและจองโรงแรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งโดดเด่นในการรองรับการจองแบบนาทีสุดท้าย (Last-minute) ด้วยการมอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับการจองห้องในวันเข้าพัก (Same-day rates) ควบคู่กับสิทธิ์ในการรับ GrabCoin ทั้งนี้ ด้วยการบันทึกข้อมูลส่วนตัวและวิธีการชำระเงินของผู้ใช้บริการที่อยู่บนแอป ทำให้การจองโรงแรมกลายเป็นเรื่องง่ายไม่ต่างจากการเรียกรถไป-กลับโรงแรม

Discover by Grab คู่มือแนะนำร้านดังเมนูเด็ดทั่วสารทิศ ที่ให้เหล่าฟู้ดดี้ได้เสพคอนเทนต์อาหารที่รีวิว
โดยผู้ใช้บริการจริง โดยมี AI เป็นตัวช่วยเรียนรู้พฤติกรรมและคัดสรรร้านที่ตรงใจของแต่ละคน ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถกดเซฟ ไลก์ แชร์ หรือร่วมรีวิวได้ด้วยเช่นกัน หรือหากเจอร้านไหนที่ถูกใจ ก็สามารถเลือกสั่งเดลิเวอรี จองโต๊ะ หรือใช้ดีลสำหรับกินที่ร้าน (DineOut deal) เรียกรถไปที่ร้าน หรือชำระเงินผ่านแอปได้ทันที  

GrabPay for Travel ที่ทำให้การจ่ายเงินผ่าน QR Code เมื่อเดินทางไปประเทศต่างๆ ในภูมิภาค
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นเรื่องง่าย เพียงแค่สแกนจ่ายในร้านที่ร่วมรายการด้วยแอปพลิเคชัน Grab ที่บันทึกข้อมูลบัตรเดบิตหรือเครดิตของผู้ใช้บริการไว้ โดยไม่ต้องเสียเวลาดาวน์โหลดแอปอื่นๆ หรือเติมเงินเข้า E-Wallet หมดปัญหาการมีเงินตราต่างประเทศเหลือค้างในบัญชีหลังจบการเดินทาง 

FOR BUSINESS EMPOWERMENT: นวัตกรรมเพื่อเสริมพลังและศักยภาพทางธุรกิจ

Virtual Store Manager ที่เปลี่ยนกล้องวงจรปิดให้กลายเป็นผู้ช่วยจัดการร้านอัจฉริยะ ด้วยการนำเทคโนโลยี AI Computer Vision มาช่วยดูแลร้านค้าทั้งในด้านมาตรฐานสุขอนามัย หรือจำนวนพนักงานประจำร้าน พร้อมส่งการแจ้งเตือนเจ้าของร้านหากมีปัญหาเกิดขึ้น ทั้งนี้ ฟีเจอร์ดังกล่าวยังสามารถวิเคราะห์ความยาวของคิว จำนวนลูกค้าที่เข้าร้าน อัตราการซื้อ และข้อมูลสำคัญอื่นๆ ที่จะช่วยให้เจ้าของร้านที่มีหลายสาขาสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ไม่อยู่ที่หน้าร้าน

Cloud Printer เครื่องพิมพ์ใบคำสั่งซื้ออัจฉริยะที่จะช่วยลดปัญหาการส่งต่อคำสั่งซื้อระหว่างหน้าร้าน
และในครัว โดยแต่ละคำสั่งซื้อที่ร้านได้รับจะถูกพิมพ์ออกมาทันทีที่เข้าสู่ระบบ และเมื่ออาหารปรุงเสร็จ พนักงานในครัวจะสามารถสแกน QR Code บนใบคำสั่งซื้อเพื่อแจ้งเตือนให้ไรเดอร์ให้มารับอาหาร
ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอหน้าร้าน นอกจากนี้ เครื่องพิมพ์อัจฉริยะนี้ยังสามารถกด “ปิดร้านชั่วคราว”
ในแอปพลิเคชัน Grab ได้โดยอัตโนมัติ หากร้านค้าไม่มีความเคลื่อนไหวในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งจะทำให้ร้านค้าหมดกังวลเรื่องคำสั่งซื้อตกค้างเมื่อร้านปิด

Tap to Pay ด้วยการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนที่มีแอปพลิเคชัน GrabMerchant ให้กลายเป็นเครื่องรับชำระเงินแบบไร้สัมผัส ซึ่งรองรับทั้งบัตรเดบิต-เครดิต หรือ QR Code ได้ทันที โดยไม่ต้องมีเครื่องรูดบัตร (EDC)

Driver AI Assistant เพื่อนคู่ใจบนท้องถนนของเหล่าคนขับและไรเดอร์ ที่ช่วยให้ข้อมูลและคำแนะนำทั้ง
ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ วิธีการเพิ่มรายได้ นโยบายของแกร็บ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น เช่น การส่งข้อความหาผู้ใช้บริการ เป็นต้น

ภายในงาน GrabX 2026 ยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการได้สัมผัสฟีเจอร์ใหม่ก่อนใครผ่านโปรแกรม “Grab Early Access” พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทดลองและให้คำแนะนำเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น โดยในปีนี้แกร็บยังได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “Shake and Share” ที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถแสดงความคิดเห็นหรือแจ้งปัญหาด้านการใช้งานได้ง่ายขึ้น เพียงแค่ “เขย่าโทรศัพท์” โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมโปรแกรมดังกล่าว สามารถลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์ของ GrabX

หมายเหตุ: การเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละประเทศ ข้อกำหนดทางกฎหมาย การอนุญาต และความพร้อมของพันธมิตร ซึ่งจะส่งผลต่อการตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ คุณสมบัติ ค่าธรรมเนียม และช่วงเวลาในการเปิดให้บริการ ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ

เกี่ยวกับแกร็บ

แกร็บ (Grab) คือ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งให้บริการทั้งด้านเดลิเวอรี การเดินทางและการเงินดิจิทัล ครอบคลุมกว่า 900 เมืองใน 8 ประเทศ อันได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยในทุกวันแกร็บช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้คนหลายล้านสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ภายในแอปพลิเคชันเดียว ไม่ว่าจะเป็น การสั่งอาหาร การสั่งซื้อสินค้าและของชำ การจัดส่งพัสดุเอกสาร การเรียกรถรับ-ส่งหรือแท็กซี่ ไปจนถึงการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ เช่น บริการสินเชื่อและการทำประกัน แกร็บยังได้ดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศมาเลเซียภายใต้แบรนด์ Jaya Grocer และ Everrise ซึ่งสร้างความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและของชำแบบออนดีมานด์ให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้น นอกจากนี้ แกร็บยังให้บริการทางการเงินผ่านธนาคารดิจิทัล GXS Bank ในประเทศสิงคโปร์และ GX Bank ในประเทศมาเลเซียด้วย ทั้งนี้ แกร็บก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2555 ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปข้างหน้า ผ่านการสร้างโอกาสและส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับทุกคน และยึดมั่นเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งให้กับผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งภูมิภาค

บางจากฯ แจงชัด!! ย้ำขนส่งน้ำมันดิบโปร่งใส เที่ยวเรือดังกล่าวเป็น co-loading ขนน้ำมันดิบลูกค้าร่วมเรือลำเดียว แวะสิงคโปร์ก่อนถึงไทย

บางจากฯ แจงเรือขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง

มีลูกค้าร่วมที่ประเทศสิงคโปร์ นำส่งตามลำดับปลายทาง

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขอชี้แจงกรณีการขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่มีการกล่าวถึงในสื่อว่า การขนส่งน้ำมันดิบเที่ยวดังกล่าวเป็นการขนส่งในลักษณะ co-loading หรือมีลูกค้าร่วมใช้บริการขนส่ง ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติปกติในอุตสาหกรรม โดยมีการบรรทุกน้ำมันดิบสำหรับลูกค้ามากกว่าหนึ่งรายในเรือลำเดียวกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการขนส่ง

สำหรับเที่ยวเรือนี้ มีลูกค้าอีกรายหนึ่งที่มีจุดหมายปลายทางที่ประเทศสิงคโปร์ จึงมีการนำส่งตามลำดับปลายทางตามแผนการขนส่ง ก่อนที่เรือจะเดินทางต่อมายังประเทศไทยเพื่อนำส่งน้ำมันดิบที่ท่าเรือโรงกลั่นน้ำมัน บางจาก ศรีราชา 

ทั้งนี้ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับลูกค้ารายอื่นเป็นข้อมูลทางการค้า ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยในที่สาธารณะได้ อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เริ่มประสานงานขอความอนุเคราะห์จากรัฐบาลไทย นอกจากนี้ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ ก็ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเมื่อวานนี้ด้วย

Origin ลุยดึงต่างชาติ!! จับมือ Thailand Longstay ผนึกเอเจ้นท์โลก ปั้นไทยสู่ Safe Haven อสังหาฯระดับเวิลด์คลาส มอบสิทธิ์วีซ่าระยะยาว ฟรี Fast Track สนามบิน คอนโด 3 ล้านขึ้น รับสิทธิพิเศษเต็มที่

ออริจิ้น ผนึก Thailand Longstay และเอเจ้นท์โลก
ปั้นไทยสู่ “Safe Haven” อสังหาฯ ระดับเวิลด์คลาส ดึงเม็ดเงินต่างชาติพำนักระยะยาว
 
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดอสังหาริมทรัพย์สำหรับลูกค้าต่างชาติ เดินหน้าจับมือ  Thailand Longstay พร้อมผนึกกำลังเครือข่ายเอเจนท์ระดับโลก เปิดตัวแคมเปญพิเศษ Origin x Thailand Longstay Visa Company มอบสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ที่ซื้อคอนโดพร้อมอยู่ในเครือออริจิ้น ดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามาลงทุนและพำนักอาศัยในประเทศไทย เพื่อขยายฐานลูกค้าต่างชาติและผลักดันยอดขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่องมุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการอยู่อาศัยระยะยาวและการลงทุนคุณภาพระดับสากล
 
นายธนกร วุฒิพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พาร์ค ลักชัวรี่ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี่  ในเครือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับการเป็นบ้านหลังที่สอง(Second Home) และการลงทุนที่ปลอดภัยของชาวต่างชาติ ทั้งราคาอสังหาริมทรัพย์ในไทยที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับหัวเมืองใหญ่ทั่วโลก ค่าครองชีพที่เอื้อมถึงได้ ที่มาพร้อมคุณภาพชีวิตที่ดีเยี่ยม สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายระดับโลก รวมทั้งมาตรการส่งเสริมการพำนักระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริโภคและนักลงทุนต่างชาติ ในการตัดสินใจซื้อ และเพื่อเป็นการเปิดประเทศ กระตุ้นภาพรวมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ออริจิ้น พร้อมเดินหน้าดึงกำลังซื้อชาวต่างชาติมาลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ ทั้งในลักษณะซื้อเพื่อการลงทุนและซื้อเพื่อพำนักอาศัยระยะยาวให้กลับมาอีกครั้ง
 
โดยล่าสุดได้จับมือ กับ บริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด หรือ Thailand Longstay ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการวีซ่าระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติ นำโดย นางปิยภัทร สุบรรณ ณ อยุธยา ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวมทั้งได้ผนึกกำลังกับเครือข่ายเอเจนท์ระดับโลก เป็น Official Partner ทำหน้าที่เป็นตัวแทนหลักในการขยายช่องทางการขายสู่ตลาดต่างชาติ ครอบคลุมทั้งการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและการสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน โดยดำเนินงานร่วมกับ Thailand Longstay เพื่อเสริมศักยภาพในการผลักดันประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางของการอยู่อาศัยและการลงทุนระยะยาวในระดับสากล
 
เพื่อสนับสนุนความร่วมมือกันในครั้งนี้บริษัทได้จัดแคมเปญพิเศษ Origin x Thailand Longstay Visa Company ที่เครือออริจิ้น มุ่งหวังให้เป็นกลไกสำคัญในการดึงเม็ดเงินลงทุนของชาวต่างชาติมาสู่ภาคบริการ และเศรษฐกิจผ่านธุรกิจอสังหาฯ ภายใต้ความร่วมมือลูกค้าต่างชาติที่ซื้อคอนโดทุกยูนิตในโครงการ มูลค่า 3 ล้านบาทขึ้นไป  ที่เข้าร่วมแคมเปญจะได้รับสิทธิพิเศษ ได้แก่  ฟรีวีซ่า 3 ปี , Airport immigration fast track 4 ครั้ง/ปี, Airport Bucky 4 ครั้ง/ปี
 
รวมถึงการอำนวยความสะดวกทุกด้าน จาก Thailand Longstay ที่จะช่วยลดความซับซ้อนในกระบวนการซื้อและการพำนักระยะยาว ขณะเดียวกัน ออริจิ้น พร้อมยกระดับด้วยบริการ Relocation Advisory ที่ให้คำปรึกษาแบบครบวงจร (End-to-End) สำหรับชาวต่างชาติ (Expats) และองค์กร ครอบคลุมการหาที่พัก วีซ่า ใบอนุญาตทำงาน การวางแผนด้านการเงิน ไปจนถึงบริการหลังการขาย การขนย้าย ช่วยลดความยุ่งยากและความเครียดในการเปลี่ยนผ่านสถานที่เพื่อให้ลูกค้าสามารถเริ่มต้นชีวิตในประเทศไทยได้อย่างราบรื่น
 
“การเมืองโลก การเกิดสงคราม ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิต หรือย้ายถิ่นฐานมาอยู่อาศัย ในสายตาต่างชาติมองไทยเป็นกลางทางการเมืองและเป็น Safe Zone อสังหาฯไทย เป็นบ้านหลังที่สองที่ต่างชาติเลือกเป็นอันดับต้นๆ ที่จะมาพำนักระยะยาว ทำเลหลัก คือ กรุงเทพ ชลบุรี ภูเก็ต และเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ จุดนี้ถือเป็นโอกาสของประเทศไทย” นายธนกร กล่าว
 
ออริจิ้น พร้อมเดินหน้าขยายตลาดต่างชาติอย่างเต็มกำลัง ด้วยพอร์ตโครงการคอนโดพร้อมอยู่ในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ ประกอบกับเครือข่ายเอเจนท์คุณภาพจากทั่วโลกรวมกว่า 400 บริษัท พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่ภาพลักษณ์ “Safe Haven” สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่มองหาโอกาสด้านอสังหาริมทรัพย์ควบคู่กับไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมในระยะยาว
 
ทั้งนี้ การผนึกกำลังกับพาร์ทเนอร์ทั้ง Thailand Longstay และเอเจ้นท์ระดับโลก ไม่เพียงเป็นประโยชน์กับลูกค้าของออริจิ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมหรือสนับสนุนยุทธศาสตร์ของประเทศไทยสู่ระดับ World Class Destination สำหรับการอยู่อาศัย การท่องเที่ยว และการลงทุน ซึ่งทุกกิจกรรมที่ทำ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในฐานะภาคเอกชน เครือออริจิ้น ไม่ใช่เพียงแค่สร้างที่อยู่อาศัย แต่สร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการเติบโตของประเทศในเวทีโลก
 
สำหรับ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI จัดโครงสร้างธุรกิจชัดเจนขึ้นในลักษณะ Holding Company ที่เป็นการลงทุนถือหุ้นในบริษัทย่อย บริษัทร่วมค้า ทั้งบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ และนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมี 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ประกอบด้วย  
(1) กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายประเภทคอนโดมิเนียม ภายใต้ บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จํากัด หรือ ORIGIN VERTICAL
(2) กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายประเภทบ้านจัดสรร ภายใต้ บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI
(3) กลุ่มธุรกิจบริการ ภายใต้ บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI
(4) กลุ่มธุรกิจ Hospitality and Tourism & Service ภายใต้ บริษัท ออริจิ้น โฮเทล จํากัด (มหาชน) หรือ ORIGIN HOTEL
และ (5) กลุ่มธุรกิจ Logistics and Warehouse ภายใต้ บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด หรือ ALPHA


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top