Friday, 5 June 2026
NewsFeed

กบน.ประกาศลดดีเซล!! ลด 2.14 บาทต่อลิตร ปรับสูตรค่าการกลั่นใหม่ ลดเงินชดเชยตามราคาน้ำมัน กองทุนติดลบกว่า 5.7 หมื่นล้าน

กบน.ประกาศ ดีเซลลดทุกปั๊ม 2.14 บาท หลัง “เอกนัฏ” ปรับสูตรค่าการกลั่น ลดภาระประชาชน มีผลพรุ่งนี้

(8 เมษายน 2569) รมว.พลังงาน เคาะปรับลดราคาขายปลีกดีเซลทุกชนิด 2.14 บาทต่อลิตร หลังปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นรูปแบบใหม่ พร้อมปรับลดอัตราเงินชดเชยหลังราคาน้ำมันโลกลดลงหวังพยุงสถานะกองทุนน้ำมันฯ ที่ยังวิกฤต ติดลบมากกว่า 57,000 ล้านบาท
 
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) โดยมีมติเห็นชอบให้ปรับ  ลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ลง 2 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นการปรับลดลงครั้งแรก         ในประวัติศาสตร์ โดยใช้สูตรอ้างอิงราคาตลาดกลางสิงคโปร์รูปแบบใหม่ ส่งผลให้ราคาขายปลีก ณ สถานีบริการน้ำมันปรับลดลง 2.14 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม น้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ 48.40 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซล B20 อยู่ที่ 43.40 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
 
นอกจากนี้ กบน. ยังเห็นชอบให้ปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซล หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาตลาดโลกเมื่อวันที่ 2 เมษายน อยู่ที่ประมาณ 293 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ก่อนปรับลดลงเหลือประมาณ 255 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีการปรับลดเงินชดเชยดีเซล B7 ลง 3.54 บาทต่อลิตร (จากเดิม 18.54 บาทต่อลิตร เหลือ 15.00 บาทต่อลิตร) และดีเซล B20 ลดลง 3.06 บาทต่อลิตร (จากเดิม 20.09 บาทต่อลิตร เหลือ 17.03 บาทต่อลิตร) ส่งผลให้สภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายน้อยลง 288.44 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายจ่ายวันละ 1,533.05 ล้านบาท เป็นมีรายจ่าย 1,244.61 ล้านบาท      การลดการชดเชยอัตราเงินชดเชยในครั้งนี้ เพื่อรักษาสมดุลและสร้างเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันฯ ต่อไป
 
ในส่วนของประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 8 เมษายน 2569 พบว่าภาพรวมยังคงน่ากังวล โดยมีสถานะติดลบรวมกว่า 57,762 ล้านบาท แบ่งออกเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 20,254 ล้านบาท บัญชีLPG ติดลบ 37,508 ล้านบาท
 
นายเอกนัฏ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความร่วมมือคือทางออกของทุกวิกฤต ผมขอขอบคุณ ประชาชนคนไทยที่เข้าใจในสถานการณ์วิกฤติโลกที่ส่งผลกระทบต่อเรา และขอบคุณกลุ่มโรงกลั่น ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาและลดภาระให้แก่สังคม การร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบต่อค่าครองชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความผันผวนของโลกครับ”
 

‘MT.POLA’ ฝ่าวิกฤตฮอร์มุซ ถึงไทยสำเร็จหลังฝ่าช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง ขนน้ำมันดิบ 6 แสนบาร์เรล เข้าบางจาก เสริมความมั่นคงพลังงา

เรือบรรทุกน้ำมัน “MT.POLA” ฝ่าวิกฤตฮอร์มุซ ถึงไทยสำเร็จ ขนน้ำมันดิบ 6 แสนบาร์เรลเข้าโรงกลั่นบางจาก

วันที่ 8 เมษายน 2569 มีรายงานความสำเร็จด้านโลจิสติกส์พลังงานของประเทศไทย เมื่อเรือบรรทุกน้ำมัน “MT.POLA” ของบริษัทบางจาก สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก ได้อย่างปลอดภัย และเข้าถึงประเทศไทยเป็นลำแรก ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

เรือลำดังกล่าวบรรทุกน้ำมันดิบรวมประมาณ 600,000 บาร์เรล เพื่อนำเข้าสู่ระบบกลั่นของโรงกลั่นบางจาก โดยถือเป็นภารกิจสำคัญในการเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในช่วงที่เส้นทางขนส่งมีความเสี่ยงสูง

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการประสานงานระหว่างรัฐบาลไทยกับประเทศในภูมิภาค ได้แก่ อิหร่าน และโอมาน เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงวันที่ 23–24 มีนาคม 2569 ทำให้เรือสินค้าไทยสามารถผ่านพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

สำหรับเรือ “MT.POLA” เป็นเรือสัญชาติไลบีเรีย มีความยาว 274.5 เมตร กินน้ำลึก 13.90 เมตร และมีระวางขับน้ำกว่า 182,538 ตัน

เมื่อถึงน่านน้ำไทย เรือได้เข้าจอดที่ทุ่นผูกเรือน้ำมันกลางทะเลของบางจาก (BMBMI) บริเวณอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ก่อนดำเนินการสูบถ่ายน้ำมันดิบเข้าสู่โรงกลั่น เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการด้านพลังงานของไทย ภายใต้สถานการณ์วิกฤตโลก และช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบนำเข้าและสำรองพลังงานของประเทศในระยะต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/100064534396330/posts/1358961292931671/?rdid=zbg6xOeXQyRN4vCP#

ทรัมป์ขุด “เพิร์ลฮาร์เบอร์” เปิดแผลจักรวรรดิญี่ปุ่น ‘ทรัมป์’ พลั้งปากหรือจงใจ ใช้ประวัติศาสตร์กดหัวพันธมิตร จุดฉนวนถกเถียงในญี่ปุ่น หมดศักดิ์ศรีมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเอเชีย

“เพิร์ลฮาร์เบอร์” ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “พลั้งปาก หรือตั้งใจ”

“เรื่องที่จริงจัง หรือเป็นเพียงตลกร้าย” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เหตุการณ์ทางการทูตที่เกิดขึ้นใน วันที่ 19 มีนาคม 2026 ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เดินทางเยือนทำเนียบขาว ซึ่งขณะนั้น สหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลทำการโจมตีอิหร่าน จนทำให้อิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และมำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ การเดินทางของเธอจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อสื่อสารและประสานงานกับสหรัฐฯ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

การแถลงข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ นักข่าวชาวญี่ปุ่นถามว่า “ทำไมพันธมิตร รวมถึงญี่ปุ่น จึงไม่ได้รับแจ้งก่อนการโจมตีอิหร่าน?” ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ตอบกลับไปว่า: “เราไม่อยากส่งสัญญาณมากจนเกินไป... เราต้องการเซอร์ไพรส์ ใครจะรู้เรื่อง 'การโจมตีแบบลอบกัด' ดีไปกว่าญี่ปุ่นล่ะ? ทำไมคุณไม่บอกเราเรื่องการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ก่อนล่ะ?"

ทันทีที่เขาพูดจบ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา “ตาเบิดโต รอยยิ้มหายไป เธอเอนหลัง และลดมือลง” แสดงให้เห็นได้ชัดว่า เธอตกตะลึงกับการเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ของประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ โดยใช้บาดแผลทางประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์เพิร์ลฮาร์เบอร์มาตอบคำถามจากนักข่าวชาวญี่ปุ่น จนทำให้ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นต้องอับอาย และเป็นการจุดประเด็นการถกเถียงในญี่ปุ่นเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันของพันธมิตร

การต่อสู้เพื่อ "ศักดิ์ศรี" ของญี่ปุ่น: ความเงียบหรือความอัปยศ คำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์จุดประกายความคิดเห็นที่ตรงกันข้ามภายในญี่ปุ่นสองฝ่ายอย่างสิ้นเชิง ประเด็นความขัดแย้งหลักจึงอยู่ที่ “เมื่อเผชิญกับ ‘ความอัปยศ’ จากพันธมิตร” ควรจะอดทนหรือคัดค้าน? โดยฝ่ายผู้สนับสนุนเชื่อว่า “การไม่ตอบโต้" ของทาคาอิจิเป็นการกระทำที่คำนึงถึงผลประโยชน์ ญี่ปุ่นต้องการการรับประกันความมั่นคง อยู่ภายใต้ร่มนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกา และเพื่อรักษาพันธมิตรโดยรวม ญี่ปุ่นจึงไม่ควรทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องโกรธเคืองจากการโต้เถียงด้วยวาจาด้วยอารมย์เพียงชั่วครู่

แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายตรงกันข้ามกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเชื่อว่า นี่เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของญี่ปุ่นอย่างร้ายแรง ฮิโตชิ ทานากะ อดีตนักการทูต วิพากษ์วิจารณ์คำพูดของทรัมป์ โดยระบุว่า ในฐานะผู้นำประเทศ พันธมิตรทั้งสองฝ่ายควรมีความเท่าเทียมกัน เขากล่าวว่า การประจบประแจงประธานาธิบดีทรัมป์ และคิดว่า ความสำเร็จตรงนั้นเป็นเรื่องที่ “น่าสมเพช” ตราบใดที่ไม่มีใครได้รับความเสียหาย หนังสือพิมพ์อาซาฮีชิมบุนของญี่ปุ่นได้วิพากษ์วิจารณ์คำพูดของทรัมป์ว่าเป็น “เรื่องไร้สาระที่เพิกเฉยและไม่สนใจต่อบทเรียนทางประวัติศาสตร์” ความเห็นที่แตกแยกนี้เผยให้เห็นถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางการทูตมาอย่างยาวนานของญี่ปุ่น นั่นคือ ความจำเป็นในการรักษาความเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกันก็ปรารถนาที่จะได้รับการปฏิบัติในฐานะพันธมิตรที่แท้จริงอย่างเท่าเทียมกัน

ตรรกะใน “เชิงแลกเปลี่ยน” จากมุมมองของประธานาธิบดีทรัมป์ สิ่งนี้จึงไม่ใช่การพลั้งปาก แต่เป็นการ “ศิลปะแห่งการแลกเปลี่ยน” ที่คำนวณมาอย่างรอบคอบ ด้วยการอ้างถึงเพิร์ลฮาร์เบอร์ ซึ่งทำให้เขาสามารถบรรลุเป้าหมายสองประการได้อย่างชาญฉลาด:

1.  ปิดปากญี่ปุ่น โดยบอกเป็นนัยว่า ญี่ปุ่นไม่ได้เปรียบทางศีลธรรมเหมือนกันในประเด็น "การโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว" ซึ่งเป็นการบั่นทอนข้อสงสัยใด ๆ ในประเด็นไม่มีการแจ้งล่วงหน้า

2.  เป็นการเตือนญี่ปุ่นถึง “สถานะที่ด้อยกว่า”: ในการตัดสินใจสำคัญ ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา ชี้ให้เห็นว่า สิทธิของพันธมิตรในการรับรู้ข้อมูลสามารถถูกยกเลิกได้ ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาทางการทูต “อเมริกามาก่อน” (America First) และมุมมองของเขาต่อความสัมพันธ์กับพันธมิตรว่า เป็นเรื่องของ “การแลกเปลี่ยน”

พันธมิตรภายใต้เงาแห่งประวัติศาสตร์ เหตุการณ์นี้สร้างความเจ็บปวดให้กับญี่ปุ่นอย่างมากมาย เพราะไปแตะบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยหายสนิทของญี่ปุ่น การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในปี 1941 และการโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูในเวลาต่อมา เป็นเรื่องต้องห้ามที่มีความละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นมาโดยตลอด แม้ว่าประธานาธิบดีโอบามาของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่น จะได้วางพวงมาลาที่เพิร์ลฮาร์เบอร์และฮิโรชิมาในปี 2016 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้วยการสร้างเรื่องราวของความ “ปรองดอง” แต่คำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์กลับทำลายเส้นบาง ๆ ที่แบ่งกั้นความรู้สึกนี้ออกไปอย่างง่ายดาย ทำประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นเครื่องมือในการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในปัจจุบัน

ประเด็นนี้จึงไม่เป็นเพียงแค่ “การพลั้งปาก” ของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่เป็นเสมือนกระจกที่สะท้อนให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น เพราะนั่นคือ พลวัตอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน และบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของสองประเทศที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่สวยงาม

ส่วนรอยยิ้มที่ดูอึดอัดและแข็งทื่อของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น บางคนมองว่า เป็นสัญญาณของการอดทนอดกลั้น ในขณะที่บางคนมองว่า เป็นการสูญเสียศักดิ์ศรี นี่อาจเป็นภาพสะท้อนของความขัดแย้งภายในที่ญี่ปุ่นและพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาอีกหลายประเทศรู้สึกเมื่อเผชิญกับการทูตของประธานาธิบดีทรัมป์ อย่างเช่น คำพูดที่บอกให้เจ้าชาย MBS มาจูบก้นเป็นต้น

สำหรับสหรัฐฯ แล้ว ญี่ปุ่นยังคงเป็นอดีตศัตรูที่น่ากลัว เพราะเป็นเพียงชาติเดียวในโลกใบนี้ที่เคยส่งกำลังทหารโจมตีดินแดนสหรัฐฯ ทั้ง “เพิร์ลฮาร์เบอร์” และส่งกำลังทหารเข้ายึดครอง “เกาะ Attu” กับ “เกาะ Kiska” ใกล้กับมลรัฐ Alaska ได้สำเร็จ แม้จะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ

จีนถวายการต้อนรับ ‘หวัง อี้’ รับเสด็จ ‘สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ’ ตอกย้ำ สานสัมพันธ์ไทย-จีน ยั่งยืน ย้ำ 50 ปีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและวัฒนธรรมร่วมกัน

นายหวัง อี้ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีของประเทศไทย ณ กรุงปักกิ่ง

นายหวัง อี้ ได้กราบบังคมทูลว่าในปี 2568 เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงถวายการต้อนรับ และประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุฉันทามติสำคัญในการส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งเป็นการชี้แนะแนวทางในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นายหวัง อี้ กราบบังคมทูลว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเยือนจีน 57 ครั้งในรอบ 45 ปีที่ผ่านมา เสด็จไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทรงเป็นผู้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน ทรงเป็นพยานในการพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยแบบจีน และทรงเป็นผู้ปฏิบัติในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและไทยอย่างเป็นรูปธรรม พระองค์ทรงเป็นมิตรเก่าแก่และเพื่อนที่ดีของประชาชนชาวจีน และทรงทุ่มเทความพยายามและมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ถวาย “เครื่องอิสริยาภรณ์รัฐมิตราภรณ์” แด่พระองค์เป็นพิเศษ ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทย โดยยึดมั่นในฉันทามติที่สำคัญที่ประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุร่วมกัน เพื่อสานต่อมิตรภาพอันดีงามระหว่างจีนและไทย เสริมสร้างความร่วมมือกับไทยในด้านที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง การศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ทรงปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งมิตรภาพอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีตรัสว่า จีนเป็นมิตรที่ดีของประเทศไทย ประเทศไทยซาบซึ้งในความช่วยเหลืออย่างแข็งขันของจีนในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาบุคลากรและทรัพยากรมนุษย์ ในระหว่างการเสด็จเยือนจีน พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมชมโครงการไฮเทคต่างๆ ที่ทรงสนใจและทรงได้รับประโยชน์อย่างมาก พระองค์ทรงหวังที่จะเสริมสร้างการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนกับจีนในหลากหลายสาขาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกษตรกรรม การแพทย์ วัฒนธรรม และการศึกษา ส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และผลักดันให้มิตรภาพไทย-จีนเจริญงอกงามยิ่งขึ้น

จีนเร่งส่งสัญญาณสันติภาพ ปักกิ่งขานรับดีลหยุดยิงอิหร่าน 2 สัปดาห์ หนุนเจรจา สันติภาพในตะวันออกกลาง หวังทุกฝ่ายร่วมมือฟื้นช่องแคบฮอร์มุซ เล็งเสถียรภาพตะวันออกกลางยั่งยืน

จีนหนุนข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวสหรัฐฯ-อิหร่าน เรียกร้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซตามปกติ

เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงว่า จีนยินดีที่อิหร่านและฝ่ายที่เกี่ยวข้องประกาศบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พร้อมสนับสนุนความพยายามไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศ เช่น ปากีสถาน ที่เข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้

เหมาหนิงกล่าวว่า "จีนสนับสนุนให้ยุติปฏิบัติการทางทหารและแก้ไขข้อพิพาทด้วยวิธีทางการเมืองและการทูต" และได้พยายามเต็มที่ในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพอย่างยั่งยืนในตะวันออกกลางและอ่าวเปอร์เซีย

นอกจากนี้ เหมาได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับรายงานอิหร่านและโอมานอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า "จีนหวังให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน เพื่อเอื้อให้การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว"

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางค้าสำคัญของพลังงานโลก ความปลอดภัยและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้จึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของนานาชาติ ขณะที่อิหร่านกับสหรัฐฯ ได้ตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ และจะเจรจาที่ปากีสถานก่อนถึงกำหนดเส้นตายของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ที่มา : Xinhua

'ดี้' เตือนตั้งสติ!! อย่าตระหนกวิกฤตพลังงาน เข้าใจสถานการณ์น้ำมันแพง แนะใช้จ่ายตามสมควรไม่ควรนิ่ง หวังสถานการณ์คลี่คลายเร็วขึ้น

'ดี้ นิติพงษ์' ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดัง เตือนคนไทยอย่าตระหนกจนเกินไปต่อวิกฤตพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางในขณะนี้ โดยเขาเน้นว่า การกลัวและตื่นตระหนกมากเกินไปจะทำให้เกิดปัญหาเพิ่ม เช่น การแย่งชิงทรัพยากรที่แต่ละคนมีเพียงพอแล้ว

'ดี้' ให้สัมภาษณ์ว่าเขาได้รับผลกระทบน้อยเนื่องจากไม่ค่อยเดินทางและอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ก็เข้าใจว่าสถานการณ์น้ำมันแพงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเผชิญ ที่ทำได้คือให้ตั้งสติและไม่ตื่นตระหนก รวมถึงให้ใช้จ่ายตามความจำเป็น เพราะถ้านิ่งเฉยไม่ใช้จ่าย "เงินมันก็ยิ่งแย่ลงไปอีก" จากผลกระทบต่อตลาดและพ่อค้าแม่ค้า

เขายังกล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์โลกที่กำลังคลี่คลายและหลายฝ่ายเริ่มถอยหลังเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายร้ายแรง โดยกล่าวว่า "ข่าวดีล่าสุดที่ได้ยินมา...เริ่มรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ความปกติมันก็จะเข้ามามากขึ้น" แต่ก็เตือนว่าไม่อาจกลับสู่ภาวะปกติได้ในทันที

'ดี้' ปิดท้ายด้วยการให้กำลังใจแก่ประชาชนให้เดินหน้าชีวิต "ถ้าจะต้องจับจ่ายใช้สอย เดินทาง บางครั้งถ้าจะต้องไปสงกรานต์ ไปเที่ยว ก็สมควรที่จะต้องทำ ไม่งั้นทุกอย่างระบบมันล่มหมด" เป็นคำแนะนำให้รักษาความสมดุลระหว่างรับมือกับปัญหาพลังงานและใช้ชีวิตตามปกติ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10203397

ปตท. รับประกันน้ำมัน!! กลุ่ม ปตท. พร้อมรองรับน้ำมันช่วงสงกรานต์ จัดแผนเพิ่มผลิตน้ำมันดีเซลสู่ตลาด ประสานขนส่งครบวงจรตลอด 24 ชม. เปิดบริการตรวจเช็กรถฟรี ปลอดภัยเดินทาง

กลุ่ม ปตท. มั่นใจมีน้ำมัน รองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและวิกฤตการณ์พลังงาน กลุ่ม ปตท. ดำเนินการปรับแผนการจัดหา การผลิต และ

การกระจายน้ำมันอย่างเต็มความสามารถ ด้วยศักยภาพทางการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายพันธมิตรที่มีอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ มาทดแทนจากแหล่งตะวันออกกลางที่มีสัดส่วนหลักของการผลิตภายในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง เช่น น้ำมันดิบจากสหรัฐอเมริกา บราซิล ไนจีเรีย แองโกลา ลิเบีย ออสเตรเลีย และมาเลเซีย เป็นต้น แม้ในสภาวะที่ต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัยสูงขึ้น และมีความผันผวนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังคงเดินหน้าลงทุนในแหล่งน้ำมันและแหล่งก๊าซธรรมชาติในต่างประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน

กลุ่ม ปตท. เตรียมการรองรับความต้องการใช้น้ำมันช่วงเทศกาลสงกรานต์ไม่ให้เกิดความขาดแคลน โดยโรงกลั่นน้ำมันในกลุ่ม ซึ่งมีกำลังการผลิตกว่า 60% ของประเทศ ปรับแผนการผลิตโดยเพิ่มปริมาณน้ำมันดีเซลเข้าสู่ตลาด และขอให้มั่นใจว่าจะยังคงผลิตน้ำมันสำเร็จรูปมาให้ประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการกระจายน้ำมันสู่ผู้บริโภค บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ประสานความร่วมมือกับภาครัฐในการขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังคลังภูมิภาคทุกช่องทาง ทั้งทางท่อ รถบรรทุก รถไฟ และเรือ ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด และยืนยันความพร้อมของสถานีบริการ PTT Station บนถนนสายหลักและสายรองที่มีปริมาณผู้ใช้รถยนต์จำนวนมาก โดยใช้ข้อมูลวิเคราะห์และประเมินความต้องการรายสถานี รวมถึงกำหนดปริมาณพร้อมจ่ายของสถานีบริการ และยังจัดสรรน้ำมันให้กับกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชน

นอกจากนั้น เพื่อให้การเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์มีความปลอดภัย OR จึงเปิดให้ประชาชนตรวจเช็กสภาพรถก่อนออกเดินทาง โดยสามารถเข้ารับบริการตรวจเช็กรถฟรี 35 รายการ พร้อมโปรโมชั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษ ฟรี ไส้กรองและค่าแรง รวมถึงโปรโมชั่นยางรถยนต์ และผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ย 0% ที่ FIT Auto ทุกสาขา

ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ พร้อมดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐและยึดมั่นในหลักการทำงาน "มั่นคง โปร่งใส เพื่อประเทศไทย" โดยเป็นผู้นำในการเปิดเผยข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและมั่นใจในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ

OR เตรียมพร้อม!! รองรับความต้องการใช้น้ำมัน ช่วงสงกรานต์ทั่วประเทศ บริการครบครันผ่อนชำระ 0% กระจายน้ำมันครบทั่วถึงต่อเนื่อง

OR เตรียมความพร้อมคลังและสถานีบริการทั่วประเทศ 

รองรับความต้องการใช้น้ำมันของประชาชนช่วงสงกรานต์

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ปฏิบัติตามนโยบายภาครัฐในการดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์  เตรียมความพร้อมระบบบริหารจัดการน้ำมันอย่างเต็มความสามารถเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการเดินทางในช่วงวันหยุดยาว โดยได้วางแผนบริหารจัดการน้ำมัน ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหา การสำรองน้ำมันในคลังน้ำมัน และการขนส่งไปยังสถานีบริการ 

PTT Station ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถกระจายน้ำมันได้อย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และเพียงพอ รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับแผนให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ โดยสถานีบริการ PTT Station ได้เตรียมความพร้อมด้วยผลิตภัณฑ์หลากหลาย บริการที่ครบครัน เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาล 

ก่อนออกเดินทาง ขอเชิญชวนประชาชนตรวจเช็กสภาพรถ โดยการเข้ารับบริการตรวจเช็กรถฟรี 35 รายการพร้อมโปรโมชั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษ ฟรี ไส้กรองและค่าแรง รวมถึงโปรโมชั่นยางรถยนต์ และโปรโมชั่นผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ย 0% ที่ FIT Auto ทุกสาขา และสามารถวางแผนการเดินทางและค้นหาสถานีบริการ PTT Station บนเส้นทางที่เดินทางได้ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+  

OR พร้อมอยู่เคียงข้างคนไทยในทุกช่วงเวลา เพื่อเติมเต็มความสุขของประชาชนตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์  โดย PTT Station และร้านค้าต่าง ๆ ในเครือ OR พร้อมเป็นจุดแวะพักเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางสำหรับทั้งคนและรถเพื่อให้ให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ขอให้ทุกท่านใช้ความระมัดระวังในการขับรถและเดินทางถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ

SPRC ชี้แจง!! ยันให้ความร่วมมือรัฐเสมอ โต้ข่าวไม่ฟ้องหน่วยงาน ย้ำทำงานโปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมสนับสนุนนโยบายพลังงาน

(9 เม.ย. 69) บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ 'SPRC' ส่งหนังสือชี้แจงกรณีข่าวและความคิดเห็นในสื่อที่กล่าวหาว่า บริษัทอาจไม่ให้ความร่วมมือหรือตั้งใจดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานภาครัฐเรื่องมาตรการลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล โดยระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้องและทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

บริษัทยืนยันว่าไม่ได้มีการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีใดๆ กับหน่วยงานภาครัฐในกรณีนี้ อีกทั้งยังให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่องในการหารือและดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเสถียรภาพด้านพลังงานและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงพลังงานผันผวน

'บริษัทฯ ดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล โดยยึดมั่นในความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงความสมดุลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน' นอกจากนี้ 'SPRC' ยังเน้นย้ำความพร้อมในการสนับสนุนนโยบายของรัฐและบริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.energynewscenter.com/sprc-%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B8%87-%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A7/

ดราม่า! รถจีนระดับเวิลด์คลาส ช่างญี่ปุ่นชำแหละ BYD Sealion 7 ก่อนยอมรับ “ของเขามาดีจริง” ช่างดังชี้ฮาร์ดแวร์ไม่ธรรมดา เทียบชั้น Benz-BMW ได้

ดราม่าวงการยานยนต์ญี่ปุ่น เมื่อช่างระดับโปรชำแหละ BYD Sealion 7 เพื่อพิสูจน์คำสบประมาท “รถจีน = รถญี่ปุ่นเมื่อ 30 ปีก่อน”

เกิดกระแสดราม่าในวงการยานยนต์ญี่ปุ่น เมื่อช่างผู้เชี่ยวชาญด้านช่วงล่างจากสำนักแต่งชื่อดัง 'Sanko Works' รื้อรถไฟฟ้า BYD Sealion 7 ของจีนอย่างละเอียดเพื่อตอบโต้คำสบประมาทที่ว่ารถจีนล้าหลังเหมือนรถญี่ปุ่นเมื่อ 30 ปีก่อน

ผลการตรวจสอบเผยว่า BYD Sealion 7 มาพร้อมฮาร์ดแวร์ระดับยุโรป เช่น ช่วงล่างหน้าแบบ Double Wishbone วัสดุอะลูมิเนียม พร้อมเบรก 4 Pot และจานเบรกเจาะรู โครงสร้างแข็งแกร่ง ช่างญี่ปุ่นบอกว่า "เหมือนเอาข้อดีของ Benz และ BMW มารวมกัน" พร้อมโช้คอัพที่ผลิตโดย BYD ใช้วัสดุเกรดพรีเมียมซึ่ง "ดีกว่าของญี่ปุ่นบางรุ่น" และงานเก็บรายละเอียดใต้ท้องรถที่ประณีตและจัดการอากาศพลศาสตร์ได้ดีเยี่ยม

ช่างญี่ปุ่นสรุปว่า ปัญหาที่มีไม่ใช่เรื่องคุณภาพชิ้นส่วน แต่เป็นเรื่องประสบการณ์การปรับจูนเซ็ตช่วงล่างที่เริ่มต้นหนืดแข็งเกินไป ส่งผลให้การกระจายน้ำหนักตอนเข้าโค้งไม่ดีพอ แก้ไขได้ง่ายโดยลงทุนจูนเซ็ตช่วงล่างใหม่ภายในงบไม่ถึง 1 แสนเยน (ราว 2 หมื่นกว่าบาท) ทำให้รถนุ่มนวลและเกาะถนนขึ้นอย่างชัดเจน

เหตุการณ์นี้สะท้อนว่ารถยนต์ไฟฟ้าจีนรุ่นใหม่มีคุณภาพฮาร์ดแวร์ที่ก้าวหน้าและเทียบเท่ากับรถยุโรปพรีเมียมได้แล้ว และสิ่งที่ต้องตามมาคือการเพิ่มประสบการณ์ด้านการปรับจูนเพื่อพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=957853813813493&id=100087666501033&rdid=EajIujGcjyu62E5k#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top