Saturday, 6 June 2026
NewsFeed

เด็กไทยลุยมหาวิทยาลัยชั้นนำ ‘น้องภูมิ’ รับเข้าเรียนมหาวิทยาลัยดังทั่วโลก Stanford, Oxford, Yale รับพร้อมกันในปีนี้ รางวัลและผลงานวิจัยระดับนานาชาติมากมาย เป็นแรงบันดาลใจและความหวังของชาติ

สุดยอดเด็กไทยที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกแทบทุกแห่ง ทั้งอเมริกาและอังกฤษรับเข้าเรียนในปีนี้ 2569

วันที่28มีนาคม2569 วันประกาศผลการรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศสหรัฐอเมริกา    และของโลกพร้อมกัน (IVY DAY) เด็กไทยน้อง ภูมิกาญจ แต่ดุลยสาธิต หรือน้องภูมิ นักเรียน Shrewsbury International School แสดงความสามารถรอบด้านและผลการศึกษายอดเยี่ยมในระดับสากล ทำให้มหาวิทยาลัยขั้นนำทั่วโลกทั้งอเมริกาและอังกฤษแทบทุกแห่งตอบรับให้เข้าเรียนพร้อมกันในปีนี้ไม่ว่า Stanford University มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ,University Of Oxford มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของอังกฤษ ,Yale University ,University of Pennsylvania M&T Program ,UC Berkeley MET Program  , UCLA ,UC Irvine ,UC San Diego ,UC Davis , University of Edinburgh , University of Manchester

เปิดประวัตินัองภูมิที่มหาวิทยาลัยเบอร์หนึ่งของโลกแทบทุกที่รับเข้าเรียนปีนี้

 - ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารกองทุนการกุศลเพื่อนักกีฬาเด็กที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาที่ขาดทุนทรัพย์ Playing Forword Fund
 -เหรียญเงิน การแข่งขันเศรษฐศาสตร์โอลิมปิคนานาชาติที่ฮ่องกงปี2024
 -เหรียญเงิน การแข่งขันบริติชฟิสิกส์โอลิมปิค ปี2024
 -นักโต้วาทีเยาวขนทีมชาติไทย ที่เข้าแข่งขันบนเวทีนานาชาติทั่วโลก
-รางวัลเยาวชนไทยที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ด้านวิชาการปี 2025และ2026จากนายกรัฐมนตรี
-ตัวแทนประเทศไทยและเป็นTop5ในการแข่งขัน Plublic Speaking ระดับโลกปี2025ที่ประเทศมาเลเชีย
-Top25 อันดับแรกของโลกในการแข่งขัน Emerging Innovator Awards
-ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์และเจ้าของอนุสิทธิบัตรผลงานวิจัยระดับนานาชาติในหลายผลงาน เข่น โครงการ Muay Thai Head Guard เพื่อลดผลกระทบทางสมองในเด็กที่ชกมวยไทย, โครงการActimusเครื่องกระตุ้นฟื้นฟูกล้ามเนื้อจากการบาดเจ็บในเด็กนักกีฬาโดยทำงานร่วมกับระบบประสาท ผ่านการเล่นเกมส์และเสียงดนตรี
- ผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมระดับสากล คะแนนTop In The World IGCSE Mathematics A ,ได้คะแนนA*ในทุกวิชา12วิชา,คะแนน Top In Thailand AS Physics และรางวัลThe World Scholar’s Cup
- นักแสดงหลักในละครเพลง We Will Rock You จัดโดยShrewsbury International Schoolและเรียนฝึกฝนเปียโนโดยสอบได้ในระดับ8Distinction
-ผ่านหลักสูตรพัฒนาศักยภาพและความเป็นผู้นำต่างๆ เช่น Yale Young Global Scholars(YYGS) ,Shift Silicon Valley Entrepreneurship
 -รางวัลจากนานาชาติและระดับประเทศ เช่น
Top 25 LIMITLESS WORLD SUMMIT
Emerging Innovator ที่ประเทศเกาหลี แคนาดาและอเมริกา
 -รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 25 (พ.ศ. 2568)
 โดยน้องภูมิเป็นลูกชายคนเล็กของคุณพ่อประเสริฐ  แต่ดุลยสาธิต ผู้สนับสนุนและที่ปรึกษาของลูกๆ เป็นมือผู้บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับต้นๆที่เป็นที่ยอมรับของเมืองไทยและดำรงตำแหน่งนายกสมาคมอาคารชุดไทยในปัจจุบัน และคุณแม่กาญจนา แต่ดุลยสาธิต ผู้ใกล้ชิดดูแลลูกๆจนประสบความสำเร็จในการเรียนระดับนี้ทุกคน โดยน้องภูมิมีพี่สาวสองคน โดยพี่สาวคนโตน้องพลอยพัทธ์ จบการศึกษาปริญญาตรีสาขา Economicsจาก UC Berkeley USAซึ่งอยู่ในTop5ของโลก และได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาปริญญาโทMBAที่ Stanford University ชึ่งเป็นหลักสูตรบริหารธุรกิจชั้นนำของโลก โดยมีสถาบันชั้นนำของโลกตอบรับพร้อมกันเช่น Wharton หลังจากผ่านการทำงานInvestment Bankingที่ธนาคาร JP Morgan และพี่สาวคนที่สองน้องภัทร์ภร จบการศึกษาปริญญาตรีเกียรตินิยม Chemical Engineering จาก UC Berkeley USAซึ่งอยู่ในTop3ของโลก และกำลังศึกษาปริญญาโทในสาขาเดียวกันที่University of Cambridge ประเทศอังกฤษ

   ความพร้อมทั้งตัวน้องภูมิเองและครอบครัวที่คอยสนับสนุนระดับนี้นี่เอง ที่ทำให้มหาลัยชั้นนำของโลกแทบทุกมหาลัยตอบรับให้เข้าเรียน น้องภูมิเป็นตัวอย่างที่ดีเป็นแรงบันดาลใจแก่เด็กไทยและครอบครัวคนไทยที่สามารถแข่งขันกับเด็กทั่วโลกได้ ที่สำคัญเป็นความหวังของประเทศไทยในอนาคตที่จะมีคนรุ่นใหม่อย่างน้องภูมิหลายๆคน เมื่อจบการศึกษาที่ดีขนาดนี้แล้วจะกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไป สุดยอดเด็กไทย และสุดยอดครอบครัวคนไทย ความหวังประเทศ
 

กกพ. เคาะค่าเอฟที งวด พ.ค.-ส.ค. 69 ที่ 16.23 สตางค์ ดึง Claw back ตรึงค่าไฟเฉลี่ย 3.95 บาท

กกพ. เคาะค่าเอฟทีรอบ พ.ค. - ส.ค. 69 ที่ 16.23 สตางค์/หน่วย 

     ใช้กลไก Claw back ลดค่าไฟเหลือเฉลี่ย 3.95 บาท/หน่วย บรรเทาผลกระทบประชาชน ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 13/2569 (ครั้งที่ 1,003) วันที่ 1 เมษายน 2569 ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นและเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 โดยกำหนดค่าเอฟที เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

    ทั้งนี้ ค่าเอฟทีดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าในงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย โดยในการพิจารณาครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท ไว้แทนประชาชน ควบคู่กับการที่ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังมีความผันผวนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

     ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า การกำหนดค่าเอฟที ในครั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำกับอัตราค่าบริการตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับประกาศ กกพ. เรื่อง กรอบหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า พ.ศ. 2564 ข้อ 34 ที่กำหนดให้ กกพ. สามารถนำเงินจากการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (เงิน Claw back) มาลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ตามความเหมาะสมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะวิกฤติ และสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพอัตราค่าไฟฟ้าในรอบกำกับถัดไป

     “กกพ. ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริงและการดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยใช้กลไกตามกฎหมาย เช่น การบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) และการนำเงิน Claw back มาช่วยบรรเทาผลกระทบค่าไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระแทกต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว

     สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ระหว่างวันที่ 25 – 31 มีนาคม 2569 มีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนทั้งสิ้น 340 ความเห็น โดยพบว่า ร้อยละ 49 เห็นด้วยกับกรณีค่าไฟเฉลี่ย 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้กลไก Claw back มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า

     ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในส่วนของข้อเสนอเพิ่มเติมที่อยากให้ภาครัฐตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ต้องเรียนว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 26 ล้านราย ซึ่งการตรึงค่าไฟ ทุก 1 สตางค์ ต้องใช้เงินประมาณ 706 ล้านบาท เพราะฉะนั้น หากจะตรึงเพิ่มอีก 7 สตางค์ จะต้องใช้เงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน”

    ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 14.3 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 366 ล้านบาท และกรณีผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 17.5 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 76 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 591 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน

     “การพิจารณาตรึงค่าไฟฟ้าจึงต้องคำนึงถึงทั้งภาระงบประมาณ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และผลกระทบในระยะยาว โดย กกพ. ยังคงยึดหลักการกำกับดูแลที่สมดุล โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว 

     นอกจากนี้ กกพ. ยังคงติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในงวดถัดไป

     สำนักงาน กกพ. ขอเน้นย้ำว่า ในช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นฤดูร้อน ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภททำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศที่ต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการลดอุณหภูมิ รวมถึงตู้เย็นที่ต้องทำงานถี่ขึ้นเพื่อรักษาความเย็นภายในเมื่ออุณหภูมิภายนอกสูงขึ้น ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าโดยรวมเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้า ในแต่ละเดือนปรับสูงขึ้นตามโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได (Progressive Rate)

     สำนักงาน กกพ. จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านแนวทาง “5 ป.” ได้แก่ ปลด ปิด ปรับ เปลี่ยน และปลูก โดยเฉพาะการตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในระดับที่เหมาะสม และการดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้ในระยะยาว

เวทีแห่งอนาคต!! เปิดศึก Cabling Contest ปีที่ 14 เฟ้นหาสุดยอดเยาวชนสายโครงข่าย รับถ้วยพระราชทานจากราชวงศ์ พร้อมทุนรวมกว่า 400,000 บาท

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จัดแถลงข่าวเปิดการแข่งขัน "Cabling Contest #14" ที่จะเริ่มขึ้นในปีนี้ เพื่อพัฒนาเยาวชนไทยด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และสร้างบุคลากรคุณภาพสำหรับอนาคตในยุคดิจิทัล

การแข่งขันนี้เปิดรับนิสิต นักศึกษา ระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี สมัครในรูปแบบทีมละ 2 คน ผ่านรอบคัดเลือกออนไลน์ใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ จากนั้นคัดเลือกทีม 30 ทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในจังหวัดระยอง ระหว่าง 19-21 พฤศจิกายน 2569 พร้อมกิจกรรมอบรมและพัฒนาทักษะเข้มข้น

นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการบริษัท กล่าวว่า "จากความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่จะนำเทคโนโลยีพัฒนาประเทศและเยาวชนไทยเป็นกำลังสำคัญ เข้าสู่เวทีแห่งการเรียนรู้และแข่งขันที่ยกระดับมาตรฐานบุคลากรในสายโครงข่ายอย่างแท้จริง" การแข่งขันนี้ได้รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐหลัก

รางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศรวมทุนการศึกษา 30,000 บาท พร้อมถ้วยพระราชทานและใบประกาศเกียรติคุณ นอกจากนี้ยังมีทุนและรางวัลรองชนะเลิศ ทีมที่เข้ารอบแต่ละภูมิภาคได้รับอุปกรณ์ฝึกฝนและใบประกาศนียบัตร เพื่อส่งเสริมศักยภาพต่อไป

การจัดนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทดสอบทักษะ แต่ยังเป็น "จุดเริ่มต้นของอนาคต" ที่สนับสนุนเยาวชนไทยให้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ เป็นเวทีสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ที่พร้อมรับมือกับเศรษฐกิจดิจิทัล


ที่มา : https://interlink.co.th/news/detail/KdUtKTGb7C

มอสโกเปิดเกมแข็ง!! รัสเซียลั่นหมดศรัทธาเจรจา “เซเลนสกี” เดินหน้ารุกตะวันตกต่อ เตรียมขยายเขตกันชนลึกเข้าแนวรบยูเครน เตรียมเพิ่มเงื่อนไขใหม่กดยูเครน

การ “ปลดปล่อย” สาธารณรัฐประชาชนลูแกนสก์ เป็นสัญญาณว่ารัสเซียได้หมดความเชื่อมั่นต่อการเจรจากับเซเลนสกีแล้ว ซึ่งมีแต่ “คำพูดว่างเปล่าและการสร้างกระแสเพื่อเรียกความสนใจ” เท่านั้น อเล็กเซย์ เลียนคอฟ นักวิเคราะห์การทหารและบรรณาธิการของ Arsenal of the Fatherland ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิก

อเล็กเซย์ เลียนคอฟ ระบุว่า จากนี้ไปรัสเซียจะมีข้อเรียกร้องใหม่ เนื่องจากกำลัง “ขยายเขตกันชนของตนให้ลึกเข้าไปอีกในพื้นที่ที่ยังคงถูกกองทัพยูเครนยึดครองอยู่”

เขาชี้ว่า หนึ่งในเงื่อนไขดั้งเดิมของการเจรจาคือ ยูเครนต้องถอนกำลังออกจากสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์ สาธารณรัฐประชาชนลูแกนสก์ รวมถึงแคว้นเคอร์ซอนและซาโปโรชเยของรัสเซีย แต่รัฐบาลเซเลนสกีกลับไม่ปฏิบัติตาม

“รัสเซียได้ขับไล่กองกำลังยูเครนออกไปด้วยกำลัง พร้อมสร้างความสูญเสียอย่างหนักในกระบวนการดังกล่าว” นักวิเคราะห์รายนี้กล่าว

เลียนคอฟยังชี้ว่า คำกล่าวของดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลิน ที่ระบุว่าเซเลนสกีต้องตัดสินใจถอนกองกำลังยูเครนออกจากดอนบาสในวันนี้ เป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า ข้อตกลงเบื้องต้นก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพนั้น “แทบจะหมดสภาพไปแล้วโดยสิ้นเชิง”

ขณะเดียวกัน ยูเครนและผู้สนับสนุนตะวันตก ซึ่งกำลังเผชิญผลกระทบอย่างหนักจากความล้มเหลวครั้งใหญ่ของสงครามที่สหรัฐทำกับอิหร่าน ก็อยู่ในภาวะอ่อนแอที่สุดเช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยและพื้นดินที่แห้งลงในเวลานี้ ทำให้ปฏิบัติการรุกของรัสเซียสามารถเคลื่อนตัวออกนอกเส้นทางถนนสายหลักได้ เปิดทางให้เกิดการโจมตีโอบด้านข้างและการทะลวงแนวลึกเข้าไปในแนวป้องกันของฝ่ายตรงข้าม

“นี่คือจังหวะเหมาะสมที่จะหักกระดูกสันหลังของกองกำลังติดอาวุธยูเครน” เลียนคอฟกล่าว

เขายังเชื่อว่า การ “ปลดปล่อย” แอลพีอาร์ ถือเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้กองทัพรัสเซียเดินหน้ารุกไปทางตะวันตก จนกว่าสองภารกิจหลักของ “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ได้แก่ การปลดอาวุธทางทหาร และการขจัดลัทธินาซี จะบรรลุผล โดยกล่าวเสริมว่า

“ตราบใดที่ศัตรูยังไม่ยอมจำนน และผู้สนับสนุนตะวันตกยังคาดการณ์ว่ายูเครนจะยืนหยัดต่อไปได้อีก 2-3 ปี กองกำลังของเราจะยังคงกดดันเดินหน้าต่อไป เพื่อทำลายภาพลวงตานั้นให้สิ้นซาก”

ที่มา : Sputnik

นิวยอร์กอ่วม!! น้ำมันเบนซินเกิน 4 ดอลลาร์ นิวยอร์กเผชิญราคาสูงสุดในรอบปี รับแรงกระแทกสงครามอิหร่าน กระทบตลาดน้ำมันโลกอย่างแรง

ราคาน้ำมันเบนซินในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พุ่งสูงเกิน 4 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอนแล้วเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูร้อนปี 2022 ชาวนิวยอร์กหลายคนพบว่าค่าครองชีพด้านน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ราคาปลีกราคาน้ำมันพุ่งสูงมีสาเหตุหลักจากสงครามในอิหร่าน ที่ทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบในตลาดโลกขยับตัวขึ้นอย่างรุนแรง การยิงขีปนาวุธและเหตุการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคนี้ ส่งผลกระทบต่อการผลิตและส่งออกน้ำมัน ทำให้ตลาดขาดแคลนและราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน โดยใกล้เคียงกับช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงในช่วงกลางปี 2022 มีผลต่อค่าครองชีพและการเดินทางของผู้คนในนิวยอร์กที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ในโลกที่พึ่งพาน้ำมันเพื่อขนส่งและอุตสาหกรรม ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมีความเป็นไปได้ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพทางการเมือง ในขณะที่สถาณการณ์สงครามในอิหร่านยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติเร็ว ๆ นี้

การเฝ้าติดตามราคาน้ำมันและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้บริโภคและผู้ตั้งนโยบายต่างประเทศในเวลานี้

ที่มา : Xinhua

บ้านปูขับเคลื่อนพลังงาน หมุนเวียนครบวงจรผลิตใช้ขาย รองรับความต้องการพลังงานสะอาด BESS-แพลตฟอร์มซื้อขายช่วยเสถียรภาพ ผสาน AI ยกระดับระบบพลังงานชาญฉลาด

“พลังงานหมุนเวียนครบวงจร: ผลิต กักเก็บ และซื้อขาย”
ขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืนทั่วโลก

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานทั่วโลกสืบเนื่องจากการดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วน และผลการประชุม COP301 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่สีเขียว การเพิ่มพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงานซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเป็นสามเท่าภายในปี 20302 เพื่อจัดการผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันการเพิ่มขึ้นของธุรกิจ AI ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม สะท้อนความต้องการพลังงานที่มั่นคง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากปัจจัยเหล่านี้แสดงถึงความจำเป็นของพลังงานหมุนเวียนแบบครบวงจรที่ผสมผสานเทคโนโลยีพลังงานครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Energy Value Chain) ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewables) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และการซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดที่เติบโตต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมถึงช่วยขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่ยั่งยืน

แม้การผลิตพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์และลมจะเติบโตต่อเนื่อง3 แต่ยังคงเผชิญความท้าทายด้านความไม่เสถียรของกระแสไฟฟ้าและความผันผวนของสภาพอากาศ หลายประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ต่างเห็นถึงบทบาทของ BESS ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเพิ่มความเสถียรให้กับระบบไฟฟ้าและรักษาความสม่ำเสมอ ของพลังงานหมุนเวียน4 อีกทั้งการนำแพลตฟอร์มซื้อขายไฟฟ้าเข้ามาใช้5 ช่วยเปิดโอกาสการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น  ขณะเดียวกันการผสาน AI เข้ากับการทำงานของระบบพลังงาน ตั้งแต่การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์สำหรับ BESS ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้าและการซื้อขายพลังงานแบบเรียลไทม์ ช่วยยกระดับระบบพลังงานที่ชาญฉลาด มีประสิทธิภาพ และพร้อมรับมือกับความผันผวนในอนาคต ทิศทางเหล่านี้ทำให้เกิดพลังงานหมุนเวียนครบวงจรที่เชื่อมโยงการผลิต การกักเก็บ และการซื้อขายเข้าด้วยกัน เพื่อส่งมอบพลังงานที่ยั่งยืนและเชื่อถือได้ พร้อมสร้างคุณค่าให้กับทุกภาคส่วน

ผลลัพธ์ของพลังงานหมุนเวียนครบวงจรที่สะท้อนคุณค่าในหลากหลายมิติ
• ภาคธุรกิจ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขันให้กับกลุ่มอุตสาหกรรม ลดต้นทุน
และความผันผวนทางพลังงาน โดยเฉพาะในญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสในสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความร่วมมือกับคู่ค้า
ที่มีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม (Green Supply Chain) 
• นักลงทุนและคู่ค้า ได้รับประโยชน์จากพอร์ตโฟลิโอที่มีความหลากหลายและการบริหารความเสี่ยงอย่างสมดุล ซึ่งเพิ่มความเชื่อมั่นและให้ผลตอบแทนที่มั่นคงในตลาดที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง และพลังงานสะอาด
• ชุมชน สามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถอยู่อาศัยและดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย 
• ประเทศต่างๆ สนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอนระดับชาติและความมั่นคงทางพลังงานในระดับภูมิภาค

ในฐานะผู้ผลิตพลังงานระดับสากล บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP พร้อมรับทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลกและความต้องการพลังงานหมุนเวียนที่มีเสถียรภาพ โดยจะเดินหน้าสู่กลุ่มธุรกิจ ‘Power+’ เพื่อดำเนินธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Power Pure-play Platform) ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าไฟฟ้าครบวงจร ทั้งพลังงานหมุนเวียน โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และการซื้อขายพลังงาน ซึ่งมุ่งเน้นการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน อีกทั้งขยายพอร์ตโฟลิโอในธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อม BESS จินหู เฉียนเฟิง (Jinhu Qianfeng) ที่จีน โครงการ BESS เมกะเมาท์ (Megamouth) ที่สหรัฐฯ โครงการ BESS อิวาเตะ โตโนะ (Iwate Tono) และอีกหลายโครงการในญี่ปุ่น ซึ่งโครงการ BESS ทั้งสองประเทศนี้จะเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ในตลาดไฟฟ้าเสรี นอกจากนี้ การยกระดับ Power+ 
ยังสอดรับกลยุทธ์ Energy Symphonics ของกลุ่มบ้านปูที่เร่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว รองรับการขยายตัวของ AI และ Data Center ที่ต้องการพลังงานที่เชื่อถือได้ในระดับ Utility-scale ไปพร้อมกับการสนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอน ของกลุ่มบ้านปู

ทั่วโลกจับตา!! จากเวที K-POP สู่เวทีโลก ศิลปินไทยคนแรกกับเพลงบอลโลก 2026 ASCAP โผล่ชื่อ ‘ลิซ่า’ เครดิตเพลง “GOALS” ลุ้นจารึกชื่อในมหกรรมฟุตบอลโลก

'ลิซ่า' ลลิษา มโนบาล ศิลปินเคป็อประดับโลกชาวไทย มีโอกาสได้ร่วมโปรเจกต์เพลงประกอบการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้าย ซึ่งจัดขึ้นใน 3 ประเทศเจ้าภาพ คือ เม็กซิโก, แคนาดา และสหรัฐอเมริกา

เพลงที่ชื่อว่า "GOALS" ถูกจดทะเบียนกับ ASCAP องค์กรดูแลลิขสิทธิ์ด้านดนตรีในสหรัฐฯ โดยเครดิตการแสดงมีชื่อของ 'ลิซ่า', Anitta, Rema และ Tropkillaz รวมถึงชื่อ FIFA ด้วย

ยังไม่มีการประกาศยืนยันจาก FIFA ว่าเพลงนี้จะใช้เป็นเพลงหลักในฟุตบอลโลก 2026 จริงหรือไม่ แต่หากเกิดขึ้น 'ลิซ่า' จะเป็นศิลปินไทยคนแรกที่ได้มีส่วนร่วมในเพลงประกอบมหกรรมฟุตบอลโลก

ปี 2026 จะเป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลโลกขยายทีมเข้าร่วมแข่งขันเป็น 48 ชาติทั่วโลก ซึ่งเพิ่มโอกาสและความหลากหลายให้กับทัวร์นาเมนต์ระดับโลกนี้

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1634743/

ลูกช้างเชือกแรกแห่งปี สวนนงนุชพัทยาจัดพิธีรับขวัญ “พลายมิตรภาพ” รับลูกช้างเชือกแรกปี 69 อย่างเป็นสิริมงคล ตอกย้ำมาตรฐานปางช้างสวนนงนุชพัทยา สะท้อนความสำเร็จอนุรักษ์ช้างไทย

จาก 9 เชือกในปีที่ผ่านมา สู่เชือกแรกปีนี้ “พลายมิตรภาพ” สัญลักษณ์ความสำเร็จการดูแลและอนุรักษ์ช้างไทยของปางช้างสวนนงนุชพัทยา

วันนี้ที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 08.30 น.นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เปิดเผยถึงความสำเร็จในการดูแลและอนุรักษ์ช้างไทยของปางช้างสวนนงนุชพัทยา หลังมีลูกช้างเพศผู้เกิดใหม่เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 จากแม่ช้าง “พังเพชรพัทยา” อายุ 13 ปี และพ่อช้าง “พลายมุก” อายุ 22 ปี โดยได้ตั้งชื่อว่า “พลายมิตรภาพ” ซึ่งถือเป็นลูกช้างเชือกแรกของปี 2569

ในปีที่ผ่านมา ปางช้างสวนนงนุชพัทยามีลูกช้างเกิดใหม่รวม 9 เชือก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการดูแลและขยายพันธุ์ช้างไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแม่ช้าง “พังเพชรพัทยา” ที่เคยแท้งลูกเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 9 เดือน ก่อนที่ทีมสัตวแพทย์และควาญช้างของสวนนงนุชพัทยาจะร่วมกันดูแล ฟื้นฟูสุขภาพ และติดตามการตั้งครรภ์อย่างใกล้ชิด จนสามารถให้กำเนิดลูกช้างได้อย่างสมบูรณ์แข็งแรงในครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นความสำเร็จของการตั้งครรภ์ครั้งที่สอง

ในโอกาสเดียวกัน สวนนงนุชพัทยาได้จัดพิธีรับขวัญลูกช้างอย่างเรียบง่าย  โดยมีพระครูเกษมกิตติโสภณ เจ้าคณะตำบลภูตาหลวง วัดสามัคคีบรรพต เป็นประธานประกอบพิธี   ภายในพิธีมีขบวนนางรำและขบวนโขลงช้างกว่า 30 เชือก พร้อมพิธีคล้องพวงมาลัย ผูกสายสิญจน์ และเจิมหน้าผากแม่ช้างและลูกช้าง ตามประเพณีปฏิบัติของสวนนงนุช  เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่แม่ช้างและลูกช้าง

ทั้งนี้ ปางช้างสวนนงนุชพัทยาได้รับ หนังสือรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง (Good Practices for Elephant Camps) จากกรมปศุสัตว์ และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ โดยเป็นปางช้างแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าว สะท้อนถึงระบบการดูแลช้างที่ให้ความสำคัญต่อสวัสดิภาพสัตว์และการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

สงกรานต์นี้มีสะเทือน!! ‘กระแต อาร์สยาม’ ยกโชว์ใหญ่ บุก Hangover นครสวรรค์ ‘Bangkok City’ จุดกระแสซอฟต์พาวเวอร์ไทย ปลุกเทรนด์ห่มสไบใส่ยีนส์รับสงกรานต์

'กระแต อาร์สยาม' หรือ 'KT Kratae' เตรียมสร้างความฮือฮาครั้งใหม่ที่ Hangover นครสวรรค์ ในวันที่ 24 เมษายนนี้ ภายใต้ธีมเทศกาลปีใหม่ไทย (สงกรานต์) กับโชว์แบบฟูลออฟชั่น พร้อมขนเพลงใหม่ "Bangkok City" ซึ่งเป็นเพลงแนว Feel-Good Dancehall/Latin-Pop ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ระดับโลก สร้างปรากฏการณ์ไวรัลและส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ไทย

'พีช-สุพิชญา ไพฑูลย์' กรรมการผู้จัดการ Hangover Nakhonsawan เผยผ่านเฟซบุ๊กว่า "เราตั้งใจให้ลูกค้ามารับบรรยากาศดนตรีที่เป็นกันเองและประทับใจ พร้อมผลักดันวัฒนธรรมไทยให้คนรุ่นใหม่ภาคภูมิใจ" และวางแผนคืนกำไรลูกค้าด้วยคอนเสิร์ตแบบเอ็กคลูซีฟ ใกล้ชิดศิลปินแบบตัวต่อตัว

เพลง "Bangkok City" ยังปลุกกระแสแฟชั่น "ห่มสไบใส่กางเกงยีนส์" สุดเท่ห์ที่กลายเป็นเทรนด์ฮิตบนโซเชียลมีเดีย ดึงดูดทั้งคนไทยและต่างชาติให้ร่วมสนุก เต้นสะบัด และถ่ายคอนเทนต์ตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ

งานนี้จะเป็นการต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์ไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้อย่างน่าสนใจ พร้อมส่งเสริมและยกระดับเพลงไทยสู่เวทีสากลควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยในรูปแบบร่วมสมัยที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment

จับตาวอชิงตัน!! ผู้เชี่ยวชาญชี้ สหรัฐฯ หวังสกัดน้ำมันพุ่ง มากกว่าปิดเกมอิหร่าน ชี้คำพูดทรัมป์เป็นเพียงเกมยื้อเวลา เป้าหมายแท้จริงคือคุมตลาด

เป้าหมายหลักของวอชิงตันคือการรักษาเสถียรภาพของตลาด และหยุดยั้งการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ฟาอิก บูลุต ผู้เชี่ยวชาญชาวตุรกี ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวอ้างในการปราศรัยเมื่อคืนวันพุธว่า สหรัฐฯ “ใกล้จะบรรลุ” เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์หลักของตนในสงครามกับอิหร่านแล้ว

บูลุตระบุว่า คำกล่าวดังกล่าวเป็น “เกมเชิงยุทธวิธีเพื่อซื้อเวลาให้กับผลประโยชน์ของตนเอง” ท่ามกลางกระแสการประท้วงต่อต้านสงครามกับอิหร่านที่เกิดขึ้นในยุโรป สหรัฐฯ และอีกหลายประเทศ
ผู้เชี่ยวชาญรายนี้กล่าวว่า สหรัฐฯ พยายามดึงยุโรปเข้ามาอยู่ฝ่ายตนแต่ไม่สำเร็จ ก่อนจะหันไปพยายามดึงประเทศอาหรับเข้าร่วมสงครามแทน ทว่าก็ไม่เป็นผลเช่นกัน

“ตอนที่ทรัมป์เข้าสู่สงครามครั้งนี้ เขายังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ากำลังเข้าไปพัวพันกับอะไร และตอนนี้เขาก็กำลังพบว่ามันยากที่จะทำให้สงครามยุติลง” บูลุตกล่าว

ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top