Saturday, 6 June 2026
NewsFeed

สหรัฐฯ เปิดเกมแรง!! ‘ทรัมป์’ จ่อยึดน้ำมันอิหร่าน เล็งคุมเกาะคาร์ก ขณะราคาพลังงานโลกพุ่งไม่หยุด เสี่ยงไฟสงครามตะวันออกกลางลาม หวังเจรจาทางอ้อมกับอิหร่านยุติสงครามเร็วขึ้น

เมื่อวันอาทิตย์ (29 มี.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์กับไฟแนนเชียล ไทม์ส (Financial Times) ว่าตนต้องการ "ยึดน้ำมันในอิหร่าน" และอาจเข้าควบคุมเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน พร้อมเปรียบเทียบกับกรณีเวเนซุเอลาที่สหรัฐฯ หมายมั่นควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมัน "อย่างไม่มีกำหนด" หลังจากยึดอำนาจนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

รายงานระบุว่าการยึดน้ำมันของอิหร่านจะต้องเกี่ยวข้องกับการเข้าควบคุมเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันมากกว่าร้อยละ 90 ของอิหร่าน พร้อมเตือนว่าการ "โจมตี" ดังกล่าวเสี่ยงทำให้เกิดความสูญเสียเพิ่มขึ้นและทำให้สงครามยืดเยื้อ

ทรัมป์ระบุว่าสหรัฐฯ มีหลายทางเลือกกรณีเกาะคาร์ก โดยอาจเข้ายึดเกาะแห่งนี้หรือไม่ยึดก็ได้ แต่นั่นหมายความว่าสหรัฐฯ อาจต้องประจำกำลังอยู่ในภูมิภาคดังกล่าวเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยทรัมป์เชื่อว่าอิหร่านมีการป้องกันบนเกาะเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีเลย ทำให้สามารถยึดได้อย่างง่ายดาย

คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นท่ามกลางการเพิ่มกำลังทหารสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และทรัมป์กำลังพิจารณาปฏิบัติการทางทหารเพื่อขนย้ายยูเรเนียมเกือบ 1,000 ปอนด์ (ราว 453 กิโลกรัม) ออกจากอิหร่าน

เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล (The Wall Street Journal) อ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อระบุว่าทรัมป์ยังสนับสนุนให้ที่ปรึกษากดดันให้อิหร่านยอมมอบวัสดุดังกล่าว เพื่อเป็นเงื่อนไขในการยุติสงคราม

รายงานระบุว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเพิ่มเติมสูงสุด 10,000 นายไปยังภูมิภาค ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่ามีทหารมากกว่า 3,500 นาย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนาวิกโยธิน 2,500 นาย เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้ว

แม้มีความตึงเครียดดังกล่าว แต่ทรัมป์ระบุว่าการเจรจาทางอ้อมระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านผ่านตัวกลางจากปากีสถานกำลังมีความคืบหน้า พร้อมระบุว่าข้อตกลงอาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วพอสมควร

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) พุ่งแตะระดับ 119.5 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,920 บาท) ต่อบาร์เรล ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022

ที่มา : Xinhua

อาลัย 'อดิศัย โพธารามิก' อดีตรัฐมนตรี 3 สมัย ผู้มีบทบาทสำคัญบนเส้นทางการเมืองไทย ยุครัฐบาลชวน-ทักษิณ จากไปอย่างสงบเมื่อ 28 มี.ค.

นายพิชญ์ โพธารามิก ประกาศผ่านเฟซบุ๊กแจ้งข่าวการเสียชีวิตของ 'อดิศัย โพธารามิก' อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลของ 'ทักษิณ ชินวัตร' อย่างสงบเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 เวลา 07.28 น. ด้วยวัย 85 ปี

นายพิชญ์ ซึ่งเป็นลูกชายของอดิศัย โพธารามิก โพสต์ข้อความว่า "คุณพ่อ จากไป อย่างสงบ ทุกคำสอน ทุกคำสั่งเสีย จะนำไปดำเนินการ ให้เรียบร้อยครับ" เพื่อรำลึกถึงคำแนะนำและคำสั่งเสียของผู้เป็นพ่อที่ยังคงยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

'อดิศัย โพธารามิก' เริ่มต้นการทำงานในทางการเมืองตั้งแต่ปี 2519 โดยได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา จากนั้นในปี 2543 เขาได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของ 'ชวน หลีกภัย' และต่อมาในปี 2544 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก่อนจะเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในปี 2546 ภายใต้รัฐบาลของ 'ทักษิณ ชินวัตร'

การเสียชีวิตของอดิศัย โพธารามิก นับเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในวงการเมืองไทย โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในรัฐบาลที่มีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของประเทศไทยในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา

ที่มา : https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/272073

 

ปักกิ่งรุกเกมสัมพันธ์ สีจิ้นผิงเปิดประตูเจรจา เชิญผู้นำก๊กมินตั๋งเยือนจีน เดินเกมสันติภาพข้ามช่องแคบ ท่ามกลางแรงตึงเครีย

คณะกรรมการกลาง CPC สีจิ้นผิง เชิญประธานพรรคก๊กมินตั๋งเยือนแผ่นดินใหญ่

วันจันทร์ (30 มี.ค.) เจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ประกาศว่าคณะกรรมการกลางพรรคฯ และสีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคฯ ได้เชิญเจิ้งลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋งของจีน เดินทางเยือนแผ่นดินใหญ่ของจีนระหว่างวันที่ 7-12 เม.ย.

ซ่งเทา หัวหน้าสำนักงานพันธกิจไต้หวันแห่งคณะกรรมการกลางพรรคฯ ได้รับมอบหมายให้ประกาศต้อนรับเจิ้งในฐานะผู้นำคณะผู้แทนพรรคก๊กมินตั๋งเยือนมณฑลเจียงซู นครเซี่ยงไฮ้ และกรุงปักกิ่งในแผ่นดินใหญ่ของจีน

ซ่งกล่าวว่านับตั้งแต่เจิ้งเข้ารับตำแหน่ง เธอได้แสดงความพร้อมและเต็มใจที่จะเยือนแผ่นดินใหญ่หลายครั้ง และการเชิญครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนและพรรคก๊กมินตั๋ง ตลอดจนการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวันอย่างสันติ โดยทั้งสองฝ่ายจะประสานงานการเยือนครั้งนี้เพื่อเตรียมการให้เหมาะสม

ด้านเจิ้งกล่าวแสดงความขอบคุณและตอบรับคำเชิญเยือนแผ่นดินใหญ่ในเดือนเมษายน พร้อมแสดงความหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวันอย่างสันติ เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือ สนับสนุนสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

ที่มา :Xinhua

'ธนกร' อำลากระทรวง ส่งท้าย 6 เดือนทำงาน สะสางข้อพิพาท ฟื้นฟูเอกชน-อุตสาหกรรม ย้ำหลักการมุ่งแก้ปัญหา


"ธนกร" อำลากระทรวงอุตสาหกรรม ผู้บริหาร-ขรก.ร่วมส่งเนืองแน่น 

เน้นย้ำแนวทางทำงานตลอด 6 เดือน ยึดมั่นหลักการ มุ่งแก้ปัญหาเพื่อประชาชน 

 กระทรวงอุตสาหกรรม - วันที่ 30 มีนาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะ ประกอบด้วย นายสุรพงศ์ นำชัยรุจิพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนางสาวจิรัฐิติกาล จันทราทิพย์ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้ากระทรวงฯ ในโอกาสอำลาตำแหน่ง โดยมีนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นำคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงฯ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

นายธนกร กล่าวว่า ขอบคุณไมตรีจิตของข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ให้การต้อนรับอย่างดีตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจวบจนถึงวันนี้เป็นระยะเวลากว่า 6 เดือน ซึ่งนับตั้งแต่ได้เข้ามาทำงานก็ทำอย่างเต็มที่ ได้สะสางและริเริ่มงานให้เป็นรูปธรรมมากมาย อาทิ การปิดฉากข้อพิพาทเหมืองทองอัคราที่ค้างยาวนานกว่า 8 ปี ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ การอัดฉีดเม็ดเงินให้เอสเอ็มอีกว่า 30,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและรักษาการจ้างงาน ให้เอสเอ็มอีประคองธุรกิจไปต่อได้ การตั้งทีมงานเต็มเหนี่ยว เพื่อปราบปรามโรงงานเถื่อนและแหล่งมลพิษทั่วประเทศ ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมได้มากกว่า 2,000 ล้านบาท วางระบบควบคุม PM2.5 แบบ Real-time ติดตั้งในโรงงาน 760 แห่ง ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน จัดการขยะอุตสาหกรรมอันตราย กวาดล้างแบตเตอรี่เถื่อนกว่า 60,000 ตัน การฝึกอบรมเสริมสร้างอาชีพให้กับประชาชนทั่วประเทศ การผลักดัน Soft Power อาหารไทย ร่วมพัฒนาเชฟมืออาชีพกว่า 20,000 คน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสู่ฐานราก เรื่องการลดเผาอ้อย และในปีนี้รับอ้อยสดได้กว่า 96.6 % ถือว่าทำได้ทะลุเป้า 

“ผมรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงานกับชาวกระทรวงอุตสาหกรรม การทำงานที่ผ่านมาอาจจะมีแรงเสียดทานจากปัจจัยต่างๆ แต่ผมเชื่อมั่นว่าตัวผมและข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรมยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้อง ตั้งใจทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างมุ่งมั่นตามที่ประชาชนคาดหวัง ผมเห็นสิ่งที่กระทรวงอุตสาหกรรมทำให้กับประชาชน ซึ่งหลายอย่างสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริง” นายธนกรกล่าว

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะ ได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แก่ พระภูมิ และองค์พระนารายณ์ โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมส่ง ก่อนจะเดินทางออกจากกระทรวงอุตสาหกรรม

ราชมังฯ เดือด!! ลุ้นระทึกช้างศึกดวลเติร์กเมนิสถาน เกมชี้อนาคตเอเชียน คัพ 2027 ศึกตัดสินกลุ่ม D ทีมชาติไทยต้องชนะเติร์กเมนิสถาน “มาดามแป้ง” อัดฉีดสูงสุด 5 ล้าน

ทีมชาติไทยเตรียมลงสนามพบกับ เติร์กเมนิสถาน ในการแข่งขันฟุตบอลเอเชียน คัพ 2027 รอบคัดเลือก กลุ่มดี ในวันที่ 31 มีนาคม เวลา 19.30 น. ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยสถานการณ์ก่อนเกม ทีมชาติไทยจำเป็นต้องชนะเพื่อผ่านเข้ารอบสุดท้ายของการแข่งขันที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย

ก่อนเกมการแข่งขัน 'มาดามแป้ง' นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอล ได้เดินทางไปให้กำลังใจและประกาศอัดฉีดเงินรางวัล 3 ล้านบาทหากทีมชนะ เติร์กเมนิสถาน พร้อมขยายเงินอัดฉีดเป็น 5 ล้านบาททันที หากชนะด้วยผลต่างประตู 3 ลูกขึ้นไป

การชนะในครั้งนี้ถือเป็นความหวังหลักในการเข้ารอบสุดท้ายของทีมชาติไทยและสร้างแรงจูงใจให้ผู้เล่นทุกคนทุ่มเทเต็มที่ในการแข่งขันครั้งนี้ มาดามแป้งกล่าวว่า "นักเตะทุกคนมีโอกาสผ่านรอบนี้ได้ ขอให้เต็มที่และยึดมั่นในเป้าหมาย"

สำหรับแมตช์นี้ ทีมชาติไทยจะลงแข่งในรังเหย้าเพื่อต้อนรับการมาเยือนของ เติร์กเมนิสถาน ซึ่งจะเป็นการตัดสินสำคัญว่าผลการแข่งขันจะนำพาทีมไปสู่เวทีเอเชียน คัพ 2027 หรือไม่ การชนะครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1634557/

มจธ. ยกระดับ “ใยนุ่นไทย” พัฒนาสู่นวัตกรรมแผ่นนุ่นมูลค่าสูง ตอบโจทย์โลกสีเขียว เป็นนวัตกรรมชีวภาพมูลค่าสูง ฟื้นฟูป่าพร้อมรักษ์โลก

มจธ. ยกระดับ “ใยนุ่นไทย” คืนชีพวัสดุพื้นถิ่น สู่นวัตกรรมแผ่นนุ่นมูลค่าสูง

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ใยนุ่น (Kapok Fibel) เป็นเส้นใยธรรมชาติสีขาวนวล นุ่มฟู และน้ำหนักเบา ที่ได้จากฝักแห้งของต้นนุ่น การใช้งานส่วนใหญ่นิยมนำมาเป็นไส้หมอน ที่นอน เบาะ เครื่องกันหนาว หรือตุ๊กตาเท่านั้น ทั้งที่แท้จริงแล้วใยนุ่นมีคุณสมบัติพิเศษหลายประการ ได้แก่ น้ำหนักเบา ให้ความอบอุ่นได้ดี กันน้ำ ลอยน้ำได้ และเป็นฉนวนกันความร้อน จึงนำมาสู่แนวคิดการออกแบบและพัฒนาคุณสมบัติเฉพาะทาง เพื่อยกระดับเส้นใยนุ่นให้เป็นนวัตกรรม “แผ่นนุ่น” ที่สามารถใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น

ผลงานนวัตกรรมวัสดุแผ่นนุ่น ประกอบด้วย แผ่นนุ่นทำความสะอาดผิวหน้า (Kapok Pad for Facial Cleansing) แผ่นนุ่นดูดซับคราบน้ำมันสำหรับครัวเรือน (SuperClean Pad) แผ่นนุ่นดูดซับน้ำมันและทนไฟ (HyperClean Pad) และแผ่นหน้ากากนุ่นกรองอากาศและฆ่าเชื้อโรค (BioMask Kapok Filter) ผลงานดังกล่าวเป็นฝีมือนักวิจัยไทย ได้รับการรับรองจากฐานข้อมูล Material ConneXion นิวยอร์ก ปี ค.ศ. 2025 (พ.ศ. 2568) และได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนนวัตกรรมวัสดุไทยสู่เวทีโลก ภายใต้แนวคิด Innovation & Natural Materials ในกลุ่มวัสดุชีวภาพและวัสดุจากธรรมชาติที่ต่อยอดด้วยนวัตกรรม จัดแสดงในนิทรรศการ Material Submission Showcase from Local to Global บริเวณพื้นที่ด้านหน้าของห้อง Material Design & Innovation Center ณ ศูนย์นวัตกรรมด้านวัสดุและการออกแบบ Thailand Creative & Design Center (TCDC) กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 29 มกราคม ถึง 30 ธันวาคม 2569 ต่อเนื่อง 1 ปี

ผศ. ดร.ธิดารัตน์ บุญศรี อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ และหัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในฐานะหัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของงานวิจัยนี้มาจากความสนใจเรื่อง “เส้นใยธรรมชาติ” และโจทย์ คือจะทำอย่างไรให้เส้นใยธรรมชาติสามารถ “ขึ้นรูป” หรือ “ทำเป็นแผ่น” ได้โดยเฉพาะเส้นใยนุ่นซึ่งมีเส้นใยสั้น จึงไม่สามารถขึ้นรูปได้เหมือนฝ้ายที่มีเส้นใยยาว และสามารถทอผ้า หรือทำเป็นแผ่นสำลีได้ ส่งผลให้นุ่นถูกจำกัดการใช้งานมาโดยตลอดด้วยคุณสมบัติพิเศษของเส้นใยนุ่น และความสามารถในการย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ทีมวิจัยจึงตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าและขยายการใช้งานให้นุ่นสามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้หลากหลาย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเชื่อมโยงสู่ประเด็นการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรม โดยเฉพาะภาคเหนือ เช่น จังหวัดน่าน ซึ่งมีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมจำนวนมาก ทีมวิจัยจึงเสนอแนวทางส่งเสริมการปลูกป่านุ่นแทนยูคาลิปตัส เนื่องจากนุ่นเป็นพืชโตเร็ว ให้ร่มเงา ปลูกง่าย ไม่ต้องใช้สารเคมี มีรากช่วยยึดดิน และให้ผลิตผลต่อเนื่องทุกปี อีกทั้งยังเป็นพืชท้องถิ่นของไทย ในอดีตไทยเคยเป็นผู้ส่งออกนุ่นอันดับหนึ่งของโลก และปัจจุบันยังเป็นที่ต้องการในตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฝรั่งเศส

“โจทย์ท้าทายคือการขึ้นรูปเป็นแผ่น เนื่องจากนุ่นมีเส้นใยสั้น หากนำมาใช้กับผิวโดยตรง เส้นใยอาจพันตัวคล้ายเส้นด้ายและก่อให้เกิดการระคายเคือง ดังนั้นจึงต้องพัฒนาเทคนิคการขึ้นรูปเป็นแผ่นเช่นเดียวกับสำลี แต่แตกต่างจากฝ้ายที่มีการปรับปรุงพันธุกรรม ในเชิงอุตสาหกรรม การใช้นุ่นจึงต้องปรับสภาพคุณสมบัติของเส้นใยให้เหมาะสมต่อการใช้งาน” ผศ. ดร.ธิดารัตน์ กล่าว

จุดเด่นของงานวิจัย คือ การพัฒนาเทคนิคทำให้นุ่นขึ้นรูปเป็นแผ่นได้โดยไม่ใช้กาว แต่ใช้กลไกการละลายผนังเซลล์บางส่วนให้เกิดคุณสมบัติกาวธรรมชาติ (Self-adhesive) ทำให้เส้นใยยึดติดเป็นเนื้อเดียวกัน พร้อมประยุกต์เทคโนโลยี Surface Modification เพื่อปรับแต่งผิวเส้นใยให้เหมาะกับการใช้งานเฉพาะด้าน ปัจจุบันได้ยื่นจดสิทธิบัตรในกระบวนการผลิต และเทคนิคการปรับสภาพผิวแล้ว สำหรับผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ได้แก่ แผ่นนุ่นทำความสะอาดผิวหน้า (Kapok Pad for Facial Cleansing) แผ่นนุ่นปรับสภาพผิวด้วยการเคลือบสารซิงค์อะซิเตต (Zinc Acetate) ให้มีคุณสมบัติต้านแบคทีเรีย เหมาะกับผู้มีผิวมันและแพ้ง่าย ช่วยดูดซับความมันและทำความสะอาดเครื่องสำอาง พร้อมช่วยลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย โดยผลงานชิ้นนี้ได้รางวัล 1 ใน 3 ผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางรักษ์โลก จากเวที Cosmetic Victory Valley ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

แผ่นนุ่นดูดซับคราบน้ำมันสำหรับครัวเรือน (SuperClean Pad) แผ่นนุ่นเคลือบแมงกานีสออกไซด์ เพิ่มคุณสมบัติดูดซับน้ำมันและกันน้ำ เหมาะสำหรับทำความสะอาดภาชนะ และคราบน้ำมันบนพื้นผิวในครัว ช่วยลดการใช้น้ำและน้ำยาล้างจาน โดยสามารถบีบคืนน้ำมันออกเพื่อนำไปกำจัดอย่างเหมาะสม

นวัตกรรมแผ่นนุ่นดูดซับน้ำมันและทนไฟ (HyperClean Pad) แผ่นนุ่นเคลือบสองชั้น ชั้นในดูดซับน้ำมัน และชั้นนอกทนความร้อน ใช้กับเตาปิ้งย่างเพื่อลดการสัมผัสของน้ำมันกับแหล่งความร้อนโดยตรง ช่วยลดควันและเขม่าที่เป็นอันตราย

แผ่นหน้ากากนุ่นกรองอากาศและฆ่าเชื้อโรค (BioMask- Kapok Filter) แผ่นนุ่นเคลือบสารออกซิไดซ์แบบเจล (Gel Coating) ให้เกิดชั้นฟิล์มบนพื้นผิว มีคุณสมบัติสะท้อนฝุ่นและยับยั้งแบคทีเรีย เหมาะต่อการพัฒนาเป็นหน้ากากอนามัยหรือวัสดุกรองอากาศ โดยต้นแบบพัฒนา เพื่อใช้กับเด็ก โดยเฉพาะเด็กปากแหว่งเพดานโหว่

ผศ. ดร.ธิดารัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การใช้วัสดุย่อยสลายได้แทน เส้นใยสังเคราะห์ เช่น โพลีเอสเตอร์ หรือไนลอน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาไมโครพลาสติก งานวิจัยนี้จึงมุ่งตอบโจทย์ 3 ประการ ได้แก่ (1) พัฒนาวัสดุที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าวัสดุสังเคราะห์ (2) ย่อยสลายได้ ไม่สร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อม และ (3) ยิ่งใช้มาก ยิ่งส่งเสริมการปลูกป่านุ่น ซึ่งช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ นุ่นเป็นต้นไม้พื้นถิ่น การส่งเสริมการปลูกไม้พื้นถิ่นจะช่วยฟื้นคืนระบบนิเวศ และหากนุ่นไทยก้าวสู่ระดับสากลได้ ก็จะเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ”

“กองทัพเรือ” ช่วยเรือเกยหิน เรือประมงเกยหินที่เกาะตะรุเตา กู้เร่งด่วนด้วยทีมปฏิบัติการ ลูกเรือปลอดภัย ไม่มีผู้บาดเจ็บ ยืนยันพร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชม.

กองทัพเรือเร่งช่วยเรือประมงเกยหินใกล้เกาะตารุเตา ปลอดภัยทั้งลำและลูกเรือ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 03.20 น. ศูนย์ปฏิบัติการทัพเรือภาคที่ 3 ได้สั่งการให้เรือตรวจการณ์หมายเลข 994 (ต.994) เข้าเ

ให้การช่วยเหลือเรือประมงที่ประสบเหตุชนกองหินในพื้นที่รับผิดชอบ บริเวณเกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล  โดยต่อมาเมื่อเวลา 05.30 น. ได้พบเรือประมงชื่อ “ชลสิน 18” เกยหินบริเวณทิศใต้ของเกาะตารุเตา โดยเป็นเรือประมงประเภทอวนลาก มีลูกเรือรวม 4 นาย เจ้าหน้าที่ประจำเรือ ต.994 จึงได้จัดชุดปฏิบัติการพร้อมเรือยางและเครื่องสูบน้ำจำนวน 2 เครื่อง เข้าดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

การช่วยเหลือเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการสูบน้ำออกจากท้องเรือ พร้อมทั้งอุดรอยรั่วและค้ำจุนโครงสร้างเรือ เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม กระทั่งระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นจนสามารถพยุงเรือให้ลอยตัวได้ จากนั้นได้ประสานเรือประมงในบริเวณใกล้เคียงเข้าช่วยลากเรือ “ชลสิน 18” ไปยังชายหาดทางทิศใต้ของเกาะตารุเตา เพื่อดำเนินการซ่อมแซมต่อไป ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสียแต่อย่างใด

กองทัพเรือขอยืนยันถึงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลอย่างทันท่วงที และมุ่งมั่นดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน รวมทั้งปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างเต็มขีดความสามารถตลอด 24 ชั่วโมง สายด่วนศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ โทร.1696

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

31 มีนาคม 2569

อิหร่านสะเทือน!! เด็กชายวัย 11 ปี ถูกยืนยัน เป็น ‘ทหารเด็ก’เสียชีวิตคาด่าน IRGC เสียชีวิตรายแรกในสงครามตะวันออกกลางรอบล่าสุด จุดคำถามอิหร่านหวนใช้ทหารเด็กหรือไม่

เผยโฉมเด็กชายวัย 11 ปี เสียชีวิตในฐานะ 'ทหารเด็ก' อิหร่านรายแรกของสงครามปี 2026

เตหะราน 30 มีนาคม 2569 —เฮงกอ (Hengaw) องค์กรสิทธิมนุษยชนในนอร์เวย์ ยืนยันตัวตนของเด็กชาย 'จาฟารี' วัย 11 ปี ในฐานะทหารเด็กที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติภารกิจ ณ ด่านตรวจความมั่นคงของกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC)

ซึ่งถือเป็นทหารเด็กรายแรกที่ได้รับรายงานว่าเสียชีวิต นับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางครั้งล่าสุดปะทุขึ้น

โดยตอนแรกมีรายงานว่า เป็นความสูญเสียของพลเรือน แต่ภายหลังองค์กร "บาสิจครู" ได้ออกมายืนยันว่า เด็กชายเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ ด่านตรวจของกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ในกรุงเตหะราน ของอิหร่าน

*ข้อมูลจากองค์กรสิทธิมนุษยชน เฮงกอ ระบุว่า เดิมทีการเสียชีวิตของ 'จาฟารี' ถูกบันทึกว่าเป็นพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบ แต่ต่อมาหน่วยงานในเครือข่ายของรัฐบาลอิหร่าน กลับออกมายกย่องการเสียชีวิตของเขาว่า เป็นการตายขณะปฏิบัติหน้าที่

โดยมารดาของเด็กชายเปิดเผยว่า ลูกชายของเธอต้องออกไปช่วยงานที่ด่านตรวจ เนื่องจากจำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อการเฝ้าระวังภัยในกรุงเตหะราน ที่กำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากฝ่ายตรงข้าม

ยุทธวิธีดังกล่าวได้ปลุกความทรงจำอันเลวร้ายในสมัยสงครามอิหร่าน-อิรัก เมื่อช่วงทศวรรษที่ 1980 ที่เด็กอายุ 9-12 ปีจำนวนมหาศาลถูกส่งไปเป็นหน่วย "เคลียร์กับระเบิด" โดยการเดินนำหน้ากองทัพ และมีการมอบกุญแจทองคำจำลองคล้องคอ เพื่อสื่อถึงกุญแจสู่สวรรค์หากเสียชีวิตในฐานะนักรบพลีชีพ

ซึ่งครั้งนั้นประเมินกันว่า มีทหารเด็กเสียชีวิตในยุคนั้นเกือบ 100,000 ราย

The Newsy | รายงานข่าวต่างประเทศจากแหล่งข่าวสากล

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1588050006500667&set=a.555043729801305

ไมโครซอฟท์บุกไทย!! เตรียมลงทุนเพิ่ม 1 พันล้านดอลลาร์ เดินหน้าลงทุน Data Center-Cloud-AI ดันไทยสู่ AI-First Nation ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัล

วันนี้ (วันอังคารที่ 31 มีนาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายแบรด สมิธ (Mr. Brad Smith) รองประธานกรรมการบริหารและประธาน บริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น และคณะ เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเยือนประเทศไทย สรุปสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมบทบาทของไมโครซอฟท์ในการขับเคลื่อนนวัตกรรม ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนาด้านดิจิทัลของไทย พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของไมโครซอฟท์ในไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศ และพัฒนาการให้บริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายแบรด สมิธ ยืนยันความเชื่อมั่นของไมโครซอฟท์ต่อประเทศไทย ประชาชนไทย และรัฐบาลไทย โดยไมโครซอฟท์เตรียมประกาศแผนการลงทุนในไทยเพิ่มเติมจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ในโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI พร้อมทั้งมีความร่วมมือกับภาคเอกชนของไทย และให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลากรไทย ซึ่งทั้งหมดนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นของไมโครซอฟท์ต่ออนาคตของประเทศไทย

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นสำคัญร่วมกัน ดังนี้
ด้านการลงทุน นายกรัฐมนตรีไมโครซอฟท์มีแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI ในไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและดิจิทัลของประเทศ โดยรัฐบาลสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) ตลอดจนสนับสนุนให้ไมโครซอฟท์ใช้ไทยเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาค โดยไทยมีความพร้อม โดยเฉพาะในด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่ในศูนย์กลางของภูมิภาค ซึ่งนายแบรด สมิธ ยืนยันที่จะสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจและดิจิทัลของรัฐบาล และพัฒนาความเป็นพันธมิตรระยะยาวกับไทย เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน
นายกรัฐมนตรีย้ำการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์ ภาคเอกชนไทย และภาครัฐ  เพื่อการขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัล โดยเชื่อว่าความร่วมมือเหล่านี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำด้าน AI ของภูมิภาค (AI-First Nation)

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรียังย้ำความตั้งใจของไทย ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะการพัฒนาการศึกษาและทักษะของแรงงาน ขอบคุณความมุ่งมั่นของไมโครซอฟท์ในการส่งเสริมทักษะดิจิทัลและ AI ให้กับคนไทย โดยเฉพาะการเสริมศักยภาพครู การยกระดับทักษะแรงงาน และการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ด้านศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยี โดยนายแบรด สมิธ กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีการนำ AI เข้ามาใช้งานเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีการใช้ AI สูงขึ้นอย่างมาก โดยไมโครซอฟท์พร้อมสนับสนุนรัฐบาล ผ่านโครงการที่ไมโครซอฟท์กำลังดำเนินการอยู่ ได้แก่ โครงการฝึกอบรมครู องค์กรไม่แสวงหากำไร และเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้เข้าถึงทักษะด้าน AI


ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/162741?fbclid=IwY2xjawQ4TgNleHRuA2FlbQIxMABicmlkETF3Mk44SGk5bVpPTDZSOEdxc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHu92NvZGdNWtFIe_zdrpaKKcAYJ-nRSyUzYxSg1QehYt39WX3sptoahKaBtd_aem_71Xa73RMDK1z5MyCc5iMxQ

‘ทรัมป์’ เล็งปิดฉากสงคราม แม้เส้นเลือดน้ำมันโลกยังปิดบางส่วน เดินเกมลดขีดความสามารถกองทัพ ส่งทหารเสริมกำลังทะเลชายฝั่ง เปิดช่องเดินเรือฮอร์มุซฟื้นฟูเร็ว

เมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ (30 มี.ค.) เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล (The Wall Street Journal) อ้างอิงเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯรายงานว่าทรัมป์เปิดเผยกับผู้ช่วยว่าตนพร้อมยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน แม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงถูกปิดเป็นส่วนใหญ่

รายงานระบุว่าทรัมป์และผู้ช่วยของเขาเพิ่งประเมินว่าภารกิจเปิดช่องแคบดังกล่าวอาจทำให้สงครามกับอิหร่านยืดเยื้อเกินกรอบเวลา 4-6 สัปดาห์ที่ตั้งไว้ ทำให้ทรัมป์ตัดสินใจที่จะให้สหรัฐฯ มุ่งเน้นบรรลุเป้าหมายหลัก ได้แก่ การทำลายขีดความสามารถของกองทัพเรือและคลังขีปนาวุธอิหร่าน พร้อมทั้งกดดันทางการทูตต่ออิหร่านให้ฟื้นฟูการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าว และหากความพยายามเหล่านี้ล้มเหลว ทำเนียบขาวจะผลักดันให้พันธมิตรยุโรปและอ่าวอาหรับเข้ามามีบทบาทนำในการเปิดเส้นทางดังกล่าวแทน

รายงานเผยว่าตัวเลือกทางทหารยังคงมีอยู่ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ทรัมป์ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก และแม้จะมีการประเมินดังกล่าว แต่การสื่อสารต่อสาธารณะของทรัมป์เกี่ยวกับสงครามกับอิหร่านยังคงไม่ชัดเจน โดยช่วงเช้าวันจันทร์ (30 มี.ค.) ทรัมป์ขู่ว่าจะทำลายล้างโรงไฟฟ้า บ่อน้ำมัน และเกาะคาร์กของอิหร่านอย่างสิ้นเชิง หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้โดยเร็ว

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เสริมกำลังทหารในภูมิภาค โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกยูเอสเอส ตริโปลี (USS Tripoli) และหน่วยนาวิกโยธินที่ 31 ได้เข้าสู่พื้นที่แล้ว ขณะที่กองพลทหารร่มที่ 82 ของกองทัพสหรัฐฯ เริ่มทยอยเดินทางมาถึง และยังมีการพิจารณาส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเพิ่มเติมสูงสุดถึง 10,000 นายเข้าสู่พื้นที่อีกด้วย

นอกจากนี้ มีรายงานว่าทรัมป์กำลังพิจารณาปฏิบัติการที่ซับซ้อน เพื่อยึดครองคลังยูเรเนียมของอิหร่าน

ด้านแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวของสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (30 มี.ค.) ว่าสหรัฐฯ กำลังดำเนินการเพื่อฟื้นฟูการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้กลับสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม การเปิดเส้นทางเดินเรือสายนี้มิได้ถูกกำหนดให้เป็นเป้าหมายหลักทางทหารของรัฐบาล ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การลดขีดความสามารถกองทัพเรือ โครงการขีปนาวุธ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top