Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

‘ท็อป นพนันท์ สุวรรณจตุพร’ ผู้ปฏิเสธธุรกิจครอบครัวตามล่าฝัน ก่อนหวนกลับมาสานต่อสิ่งที่ ‘พ่อสร้าง’ พร้อมพาธุรกิจทะยานอย่างก้าวกระโดด

เมื่อพูดถึงความสำเร็จในธุรกิจ หลายคนอาจคิดว่าการได้รับธุรกิจมรดกจากครอบครัวคือทางลัดที่ดีที่สุด แต่สำหรับนพนันท์ สุวรรณจตุพร หรือคุณท็อป ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สุวรรณจตุพร จำกัด เขากลับเลือกเดินทางที่ต่างออกไป ด้วยการสร้างธุรกิจของตัวเองจนประสบความสำเร็จ ก่อนจะกลับมารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวที่มูลค่าหลายร้อยล้านบาท

การเริ่มต้นด้วยความรัก ไม่ใช่ตัวเลข

"เราไม่ได้มองตัวเลขเป็นเรื่องแรก แต่เรามองว่าเราต้องทำเพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้น" คุณท็อปเล่าถึงปรัชญาในการทำธุรกิจของเขา เมื่ออายุยังน้อย แม้คุณพ่อจะสร้างธุรกิจจากมือเปล่าจนกลายเป็นธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้าน แต่เขากลับเลือกที่จะออกมาทำธุรกิจของตัวเอง

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้มาจากคำสอนของคุณพ่อที่ให้เขา "ไปหาอะไรที่รัก ที่ชอบ ไปหาตัวเองให้เจอ" พร้อมกับปลูกฝังความเชื่อที่ว่า "ทุกอย่างเริ่มต้นจากน้อยไปมาก" และ "อยู่ที่ใจเรา ถ้าใจเราสู้ เราคิดจะทำอะไร มันเริ่มต้นได้ทั้งนั้น"

ด้วยแรงบันดาลใจจากความรักที่มีต่อแม่และครอบครัว คุณท็อปเริ่มต้นสร้างธุรกิจของตัวเองจนมีรายได้หลายสิบล้านบาทต่อปี สร้างชีวิตที่ดีให้กับคนรอบข้าง และพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง

จุดเปลี่ยนชีวิต: เมื่อต้องกลับมารับธุรกิจครอบครัว

ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อคุณพ่อจากไป ตอนอายุ 30 ปี คุณท็อปต้องเผชิญกับการตัดสินใจครั้งสำคัญ: จะทำธุรกิจของตัวเองต่อ หรือกลับมาดูแลธุรกิจที่บ้าน สิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะทำ

ก่อนจากไป คุณพ่อได้ฝากความรับผิดชอบไว้กับเขา "ป๊าจะฝากแม่กับน้องกับมึงได้ไหม" คำพูดเหล่านี้กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาตัดสินใจรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่เพราะเงิน แต่เพราะความรักและความรับผิดชอบต่อครอบครัว

"สิ่งที่ผมเสียใจมากที่สุดในชีวิตคือ วันที่ผมมียอดธุรกิจที่โต 60-80% แต่คุณพ่อผมไม่อยู่ ไม่ได้เห็นความสำเร็จนั้น" 

ความท้าทาย: Generation Gap และการปรับโครงสร้างธุรกิจ

การเข้ามาบริหารธุรกิจครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่าย คุณท็อปต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะเรื่อง Generation Gap ระหว่างพนักงานรุ่นเก่าที่ทำงานกับคุณพ่อมานานกับทีมงานรุ่นใหม่

"มันเหมือนการก่อสร้างโรงแรมบนที่ดินที่มีโรงแรมเก่าอยู่" เขาเปรียบเทียบ "ถ้าต้องการโครงสร้างใหม่ที่สามารถเติบโตได้มากกว่า ก็ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างเก่า ใช้สิ่งที่ดีต่อ เพิ่มสิ่งใหม่เข้าไป"

แน่นอนว่าการสร้างใหม่บนพื้นฐานเก่านั้นช้ากว่าการเริ่มต้นบนพื้นที่ว่าง แต่นั่นคือความท้าทายที่คุณท็อปยอมรับและเผชิญหน้า

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิตและธุรกิจของคุณท็อปคือ "ทัศนคติ" เขาถามตัวเองเสมอว่า "เราทำธุรกิจเพื่ออะไร" และคำตอบคือ "เพื่อครอบครัว เพื่อคนที่เรารัก"

เมื่อคุณพ่อจากไป เขาได้กำหนดลำดับความสำคัญในชีวิตใหม่ โดยให้คุณแม่เป็น first priority พร้อมสัญญาว่าจะทำงานและพาแม่ไปเที่ยวในสถานที่ที่แม่อยากไป ขณะที่แม่ยังแข็งแรง

สำหรับพนักงาน คุณท็อปมองว่าพวกเขาเปรียบเสมือนครอบครัว "เขาคือน้องสาว น้องชาย อาหรือน้องของเรา ถ้าเขาเกิดปัญหาครอบครัว เราพร้อมซัพพอร์ต 200-300% แต่ในมุมกลับมา เขาก็ดูแลเราได้อย่างดี"

กลยุทธ์การบริหาร: จากวิกฤตสู่โอกาส

การเข้ามาบริหารธุรกิจในช่วงที่ธุรกิจกำลังตกต่ำนั้นไม่ง่าย หลายคนมองว่าธุรกิจ "ซันดาวน์" แล้ว แต่คุณท็อปมองต่าง 

"ธุรกิจที่ยังคงอยู่บนโลกนี้ได้คือ basic need คือปัจจัยสี่" เขาสรุป "ธุรกิจของพ่อผมจริงๆ แล้วไม่ได้ซันดาวน์ มันอยู่ที่เราจะเปลี่ยนองค์ประกอบยังไง"

เขาใช้เปรียบเทียบกับโทรศัพท์มือถือ "เราแค่เปลี่ยนกรอบ ทำความสะอาด เปลี่ยนฟิล์มหน้าจอ แม้สเปกยังเท่าเดิม แต่ดูเหมือนเครื่องใหม่ คนก็รู้สึกว่าใช้ต่อได้อีก"

คุณท็อปเริ่มจากการทำสิ่งเล็กๆ ที่ไม่กระทบต่อคน เช่น การเจรจากับซัพพลายเออร์และคู่ค้า สร้างความมั่นใจทีละขั้น จนผลลัพธ์เริ่มปรากฏ และคนรุ่นหลังเริ่มเห็นว่า "ไอ้ตี๋คนนี้ทำได้"

การเรียนรู้ตลอดชีวิต: MBA ทุก 5 ปี

สิ่งที่น่าสนใจคือคุณท็อปให้ความสำคัญกับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เขาเรียน MBA ทุก 5 ปี เพราะเชื่อว่า "การเรียน MBA ตอนอายุ 25 กับ 35 ปี มันคนละเรื่อง"

"Philip Kotler ออกใหม่ Business Model Canvas เปลี่ยนหมด Channel เปลี่ยนหมด" เขาอธิบาย "15 ปีที่แล้วยังไม่มี Shopee ตอนนี้มันเปลี่ยนทั้งตลาด เด็กนักศึกษาที่เรียน Case Study ก็เรียนเรื่องที่เป็นปัจจุบัน"

ไม่จำเป็นต้องเข้ามหาวิทยาลัยเสมอไป เขาแนะนำว่าอาจเรียนออนไลน์ เข้าคอร์สเฉพาะทฤษฎีก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จท่ามกลางวิกฤต: โควิดและการปรับตัว

ช่วงโควิด-19 เป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและอาหาร แต่คุณท็อปไม่ยอมแพ้ "ผมแทบไม่มีรายได้เลย แต่ผมเปลี่ยนทุกอย่างที่เป็น food service มาทำออนไลน์ เน้นของคุณภาพดี ส่งให้หน่วยงานราชการ โดยแทบไม่ได้กำไรแต่ให้มี cash flow มีทุนหมุนเวียน"

ผลลัพธ์คือในขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวตกต่ำ แต่ธุรกิจของเขากลับเติบโต 60-80% จากการเพิ่ม SKU ใหม่ๆ เกือบ 1,000 รายการ "ยอดในสินค้าเดิมอาจจะตก แต่ยอดรวมไม่ตกเพราะเรามี SKU ใหม่เข้ามาเสริม"

หลักการสำคัญ: โฟกัส หมกมุ่น และเลเซอร์โฟกัส

เมื่อถามถึงเคล็ดลับความสำเร็จ คุณท็อปเน้นย้ำ 3 คำสำคัญ: "โฟกัส หมกมุ่น และเลเซอร์โฟกัส"

เขายกตัวอย่างว่า "ถ้าคุณอยากได้อะไร คุณต้องทำสิ่งนั้นแบบหมกมุ่น" เขาอธิบาย "เหมือนเวลาเล่นเกม Counter Strike หรือ Warcraft อยากเก่ง ก็ต้องอยู่หน้าคอมทั้งวัน"

แต่สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ไม่ใช่เอาเป้าหมายของคนอื่นมาเป็นเป้าหมายเรา "บางคนอยากมีที่ดินเล็กๆ บ้านเล็กๆ อยู่สบาย นั่นก็คือเป้าหมายแล้ว"

มุมมองต่อพนักงานและการทำงาน

สำหรับคนที่ทำงานเป็นพนักงาน คุณท็อปมีคำแนะนำที่ชัดเจน: "คิดว่าธุรกิจนี้เป็นของเรา ถ้าเราเป็นเจ้าของ เราจะดูแลยังไง ถ้าเราคิดแบบนี้ เราจะมีความรับผิดชอบ ความมั่นคงในอาชีพจะดีขึ้น ตำแหน่งจะเติบโต รายได้จะโตด้วย"

เขาเตือนว่า "ถ้าทุกคนอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็จะไม่มีพนักงาน ธุรกิจก็ไปต่อไม่ได้" และชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารระดับสูงหลายคนที่ไม่ใช่ญาติเจ้าของก็ประสบความสำเร็จได้ เพราะพวกเขาคิดว่าธุรกิจนั้นเป็นของตัวเองตั้งแต่แรก

ความกังวลของเขาคือ "สมัยนี้เด็กวัยรุ่นคิดเรื่องนี้น้อยลง ไม่ได้ใส่ใจเรื่องความรับผิดชอบ สิ่งนี้เป็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอีก 20-30 ปีข้างหน้า"

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่

สำหรับลูกหลานเจ้าของธุรกิจที่กำลังคิดจะทำธุรกิจของตัวเอง คุณท็อปให้คำแนะนำที่น่าคิด: "อย่าทะเลาะกับเงินตัวเอง"

เขาอธิบายว่า "ธุรกิจที่พ่อแม่สร้างมา ถ้าตีเป็นเงิน ตีไม่ได้ เพราะมันมีฐานลูกค้า ความน่าเชื่อถือ ความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ที่สร้างมานานหลายสิบปี สิ่งเหล่านี้มีค่ามากกว่าเงิน"

"เงินกับเวลา อะไรแพงกว่า" เขาถาม "หลายคนบอกเงิน แต่จริงๆ คือเวลา เพราะเวลาที่มีอยู่นี้แหละที่สร้างเงินได้"

การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้ามีธุรกิจครอบครัวอยู่แล้ว การใช้ทรัพยากรและเวลาที่มีอยู่พัฒนาต่อยอดอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เป้าหมายในชีวิต: ครอบครัวที่ดีที่สุด

เมื่ออายุ 40 ปี คุณท็อปมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน "ผมอยากได้ครอบครัวที่ดีที่สุด ดีที่สุดสำหรับผม เท่าที่ผมสามารถทำได้ในชีวิต"

พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายในชีวิตเปลี่ยนไปตามอายุ "ตอนอายุ 25 เป้าหมายคือบ้าน รถ รถสปอร์ต แต่ตอนอายุ 40 ของที่ซื้อมาตั้งแต่อายุ 25 ยังอยู่ในตู้ไม่ได้ใช้"

"แบรนด์เนมไม่ใช่เป้าหมายแล้ว" เขากล่าว "เป้าหมายคือครอบครัวที่อบอุ่น ได้ใช้เวลากับคนที่เรารัก"

บทเรียนสำคัญ: กัดไม่ปล่อย

เมื่อถามถึงหัวใจสำคัญของความสำเร็จ คุณท็อปตอบสั้นๆ แต่ทรงพลัง: "กัดไม่ปล่อย ไม่ล้มเลิก แล้วก็เทคทุกอย่างให้เป็นของเราให้ได้มากที่สุด"

เขาเตือนว่าในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี "เราไม่สามารถรอให้คนอื่นช่วยเราได้ เราต้องช่วยตัวเองก่อน เราต้องทำอะไรก็แล้วแต่ที่เราสามารถทำได้ในขีดความสามารถของเรา"

"คนเรามักใจร้อน มักมองว่ามันไม่ใช่ที่ของเรา แต่ถ้าเราสามารถทำสิ่งเล็กๆ แล้วค่อยๆ เติมอิฐไปเรื่อยๆ เมื่อผลลัพธ์ออกมา คนก็จะเห็นว่าเราทำได้"

จากคนหนุ่มที่ปฏิเสธธุรกิจครอบครัวเพื่อสร้างธุรกิจของตัวเอง ก่อนจะกลับมาพิสูจน์ตัวเองด้วยการนำธุรกิจครอบครัวเติบโตท่ามกลางวิกฤต ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เขาพิสูจน์แล้วว่าด้วยหัวใจที่แข็งแกร่ง จิตใจที่ไม่ยอมแพ้ และความรักที่มีต่อคนรอบข้าง ไม่มีอุปสรรคใดที่จะหยุดยั้งเราจากความสำเร็จได้

ทำความรู้จักเจ้าพ่อชิปจีน ‘เฉิน เทียนซื่อ’ ผู้ก่อตั้ง Cambricon จนได้รับฉายา ‘Nvidia เวอร์ชันจีน’ จากเด็กอัจฉริยะก้าวสู่ CEO ในวัย 40 ปี Forbes ยกเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่เติบโตเร็ว

(20 พ.ย. 68) ถ้าพูดถึง “คลื่นลูกใหม่” ในวงการชิปเอไอของจีน ชื่อที่คนจีนพูดถึงมากที่สุดตอนนี้คือ เฉิน เทียนซื่อ (Chen Tianshi) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Cambricon Technologies บริษัทที่ถูกยกให้เป็นความหวังสำคัญของชิปเอไอสัญชาติจีน หลายสื่อถึงขั้นเรียก Cambricon ว่า “Nvidia เวอร์ชันจีน” ขณะที่ตัวเฉินเองก็เพิ่งถูกจัดอันดับโดย Forbes ให้เป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่เติบโตเร็วที่สุดของปี 2025

เฉินเกิดปี 1985 ที่นครหนานชาง ในครอบครัวธรรมดา พ่อเป็นวิศวกรไฟฟ้า แม่เป็นครูประวัติศาสตร์ แต่พรสวรรค์ด้านวิทยาศาสตร์ของเขาโดดเด่นจนได้เข้าร่วมโครงการ “เด็กพิเศษ” ของมหาวิทยาลัย University of Science and Technology of China (USTC) ตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี ก่อนจะมุ่งสายวิชาการเต็มตัว จบถึงระดับปริญญาเอกด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากสถาบันเดียวกัน

หลังจบดอกเตอร์ เฉินเข้าร่วมสถาบันเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ภายใต้ Chinese Academy of Sciences (CAS) และทำงานคู่กับพี่ชาย เฉิน หยุนจี ในปี 2014 ทั้งคู่เปิดตัวงานวิจัยชิปเอไอชื่อ DianNao ซึ่งสร้างกระแสฮือฮาในวงการวิชาการระดับโลก เพราะเป็นการประกาศว่าจีนสามารถออกแบบ “AI Accelerator” ที่แข่งขันได้จริง จุดนี้เองที่ทำให้เฉินเริ่มถูกมองว่าเป็นกำลังหลักใน ecosystem ด้านฮาร์ดแวร์เอไอของจีน

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2016 เมื่อเฉินตัดสินใจก้าวออกจากบทบาทนักวิจัย มาตั้งบริษัท Cambricon Technologies เป้าหมายคือ “เปลี่ยนงานวิจัยเป็นสินค้าจริง” ที่ใช้ได้ในอุตสาหกรรม ชื่อ Cambricon ได้แรงบันดาลใจจากคำว่า Cambrian Explosion เหตุการณ์วิวัฒนาการครั้งใหญ่ในโลกยุคโบราณ สื่อถึงความทะเยอทะยานว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการครั้งใหม่ของฮาร์ดแวร์เอไอ โดย CAS เองก็ลงเงินลงทุนตั้งแต่ระยะแรก สะท้อนการหนุนจากภาครัฐและฝั่งวิชาการอย่างชัดเจน

Cambricon เริ่มเป็นชื่อที่คนวงกว้างรู้จักในปี 2017 เมื่อ Huawei นำชิปเอไอของบริษัทไปใช้ในสมาร์ตโฟน Mate 10 เพื่อเร่งการประมวลผลภาพและเกม นี่คือหลักฐานว่าเทคโนโลยีจากห้องแล็บของเฉินสามารถถูกต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์จริง แม้ความร่วมมือจะยุติลงในปี 2019 หลัง Huawei หันไปดันเทคโนโลยีของตัวเอง แต่ช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นก็ส่งให้ชื่อ Cambricon โดดเด่น และทำให้เฉินตัดสินใจลาออกจาก CAS เพื่อทุ่มเวลาให้บริษัทเต็มตัว

ในอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ก็กลายเป็น “แรงส่ง” ให้ Cambricon แบบไม่คาดฝัน เมื่อสหรัฐฯ เริ่มเข้มงวดการส่งออกชิปขั้นสูงมายังจีน เกิดช่องว่างอุปทานในตลาดเอไอขนาดใหญ่ นโยบาย “ใช้ของในประเทศ” ได้แรงหนุนระดับชาติ และ Cambricon ก็ถูกดันขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักของจีน ราคาหุ้นบริษัทพุ่งกว่า 500% ในปี 2024 ทำให้เฉินกลายเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้านดอลลาร์แทบชั่วข้ามคืน

รายงานของ Forbes ระบุว่า เฉินในวัยราว 40 ปี มีทรัพย์สินแตะราว 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดอันดับที่ 15 ของมหาเศรษฐีจีน Cambricon ถูกเรียกขานว่า “Nvidia แห่งจีน” ชิปของบริษัทถูกใช้ในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ธนาคาร โทรคมนาคม ไปจนถึงการฝึกและรันโมเดลเอไอของบริษัทใหญ่ ๆ อย่าง Alibaba, Tencent และ DeepSeek ในครึ่งแรกของปี 2025 บริษัททำกำไรได้ราว 1 พันล้านหยวน และรายได้โตแบบก้าวกระโดด แต่ก็ยังมีคำถามเรื่องความยั่งยืน เพราะค่าใช้จ่ายด้านวิจัยยังสูงมาก

แม้จะถูกจับตามองในวงการชิปเอไอจีน แต่ Cambricon ก็ต้องเผชิญคู่แข่งหนักอย่าง Huawei ที่กำลังดันชิปตระกูล Ascend ขึ้นมาเป็นตัวเลือกแทน Nvidia ในตลาดจีน หลายงานวิเคราะห์มองว่า Huawei มีโอกาสใกล้เคียงการเป็น Nvidia เวอร์ชันจีนมากกว่า เพราะครบทั้งเงินทุน บุคลากร และ ecosystem ขนาดใหญ่ ทำให้ Cambricon ต้องเลือกให้ชัดว่าจะเป็นผู้เล่นเฉพาะทางที่เก่งในนิชงานเอไอ หรือจะไล่บี้ผู้นำระดับโลกแบบตรง ๆ

‘อ.อักษรศรี’ ถอดรหัส ‘สี จิ้นผิง’ กับบทบาทผู้สร้างระเบียบโลกใหม่ ยืนหยัดต่อกรชาติตะวันตก “ยิ่งโดนทุบยิ่งแกร่ง” ด้วยยุทธศาสตร์ 4 มิติ - ควบคุมแร่หายาก

คำพูดของนโปเลียนที่ว่า "ปล่อยให้จีนหลับใหลต่อไป เพราะเมื่อจีนตื่นขึ้นมาโลกจะสั่นสะเทือน" ดูเหมือนจะเป็นจริงในยุคของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้ที่ไม่เพียงปลุกยักษ์ใหญ่ให้ตื่น แต่ยังทำให้จีนก้าวออกมาเปลี่ยนกติกาของโลกอย่างแท้จริง

รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของจีนในการผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจโลก เอาไว้อย่างน่าสนใจ

จากการเก็บตัวสู่การผงาด: 3 ยุคของผู้นำจีน

การเข้าใจยุทธศาสตร์ของสี จิ้นผิงต้องย้อนดูวิวัฒนาการผู้นำจีนในอดีต ยุคเหมาเจ๋อตุงคือยุคของการโดดเดี่ยวตัวเอง จีนแทบไม่คบค้ากับโลกตะวันตก จนมาถึงยุคเติ้งเสี่ยวผิงที่เปลี่ยนเกมด้วยนโยบาย "ปฏิรูปและเปิดประเทศ" ภายใต้แนวคิด "ใครรวยได้รวยก่อน" และหลักการ "เก็บตัวเงียบๆ พัฒนาตัวเองให้แข็งแรงก่อน"

แต่ยุคของสี จิ้นผิงต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาคือ "Game Changer" ตัวจริง ผู้ที่เลิกเล่นตามกติกาของตะวันตกและเริ่มเขียนกติกาของตัวเอง ภายใต้วิสัยทัศน์ "การฟื้นฟูชาติครั้งยิ่งใหญ่" หรือ "Make China Great Again" ฉบับจีน

กลยุทธ์ "ยิ่งทุบยิ่งแกร่ง"

สิ่งที่น่าสนใจคือแนวคิด "ยิ่งโดนทุบจีนยิ่งแกร่ง" เมื่อสหรัฐและพันธมิตรกีดกันจีนด้านเทคโนโลยีชิปเซมิคอนดักเตอร์ แทนที่จีนจะอ่อนแอลง กลับกลายเป็นแรงผลักดันมหาศาล ทำให้รัฐบาลจีนมีเหตุผลชอบธรรมในการทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการสร้างความสามัคคีและเร่งเครื่องนวัตกรรมภายในประเทศ

ยุทธศาสตร์ 4 มิติที่เชื่อมโยงกัน

ความแตกต่างสำคัญของสี จิ้นผิงคือการมองยุทธศาสตร์แบบองค์รวม ไม่แยกส่วน โดยเชื่อมโยง 4 มิติเป็นระบบเดียว ได้แก่ เศรษฐกิจ การต่างประเทศ เทคโนโลยี และความมั่นคง การเคลื่อนไหวในมิติหนึ่งมักส่งผลต่อมิติอื่นๆ เสมอ

โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) เป็นตัวอย่างชัดเจน จากเส้นทางสายไหมบนบกและทะเลขยายสู่ Digital Silk Road, Polar Silk Road และ Global Governance Initiative ที่พยายามสร้างระเบียบโลกใหม่ในสไตล์จีน ขณะเดียวกันก็สร้างพันธมิตรกับประเทศ Global South ผ่านกลไก BRICS เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับขั้วตะวันตก

5 เส้นแดงที่ห้ามล้ำ

สี จิ้นผิงมีเส้นแดงที่ชัดเจน 5 ประเด็น ซึ่งไม่ใช่แค่นโยบายต่างประเทศ แต่เป็นเสาหลักที่ค้ำจุนความชอบธรรมในการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้แก่ ไต้หวัน ฮ่องกง ทะเลจีนใต้ ซินเจียง และทิเบต

ไต้หวัน เป็นประเด็นร้อนแรงที่สุด เหตุการณ์ที่น่าสนใจคือการซ้อมรบรอบเกาะไต้หวันเมื่อตุลาคม 2024 ที่หน่วยยามฝั่งจีนโพสต์เส้นทางลาดตระเวนเป็นรูปหัวใจพร้อมข้อความ "สวัสดีที่รัก" มันเป็นสงครามจิตวิทยาที่ชาญฉลาด สำหรับโลกคือการแสดงพลังทางทหาร แต่สำหรับประชาชนจีนคือสัญลักษณ์การโอบกอดพี่น้องที่พลัดพราก

นับตั้งแต่การเยือนจีนของประธานาธิบดีนิกสันปี 1972 สถานะของไต้หวันในเวทีโลกลดลงเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีเพียง 11+1 ประเทศที่ยังรับรอง และต้องใช้ชื่อ "Chinese Taipei" ในองค์กรระหว่างประเทศ

อาวุธลับ: แร่หายาก

หมัดเด็ดของจีนคือการควบคุมห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก (Rare Earth) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุปกรณ์ไฮเทคทุกชนิด จีนควบคุม 50% ของแหล่งสำรองโลก, 92% ของการแปรรูป และ 98% ของการผลิตแม่เหล็กถาวร แม้ประเทศอื่นจะเปิดเหมืองได้ ก็ยังต้องส่งแร่มาให้จีนแปรรูปอยู่ดี

สำหรับไทย การกระโจนเข้าสู่ห่วงโซ่นี้อาจ "ได้ไม่คุ้มเสีย" เพราะกระบวนการทำเหมืองและถลุงแร่สร้างมลพิษร้ายแรงและกากกัมมันตรังสี ขณะที่เราไม่มีความเชี่ยวชาญในการแปรรูป การแลกพื้นที่สีเขียวกับโรงงานที่อาจสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในห่วงโซ่ที่จีนกุมอำนาจอยู่แล้ว จึงเป็นคำถามที่ต้องคิดให้รอบคอบ

จีน-ไทย-กัมพูชา: ความสัมพันธ์ที่แตกต่าง

การเลือกใช้คำของสี จิ้นผิง สะท้อนมุมมองที่แตกต่าง กับไทยใช้คำว่า "จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน" เน้นความเป็นมิตรและประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่กับกัมพูชาใช้คำว่า "จงรักภักดีเหมือนหุ้มเกราะ" (Ironclad) สะท้อนบทบาทพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่กัมพูชามักเป็นกระบอกเสียงให้จีนในอาเซียน

อย่างไรก็ตาม จีนยืนยันว่าไม่สนับสนุนให้กัมพูชาต่อสู้กับไทย และสนับสนุนให้อาเซียนเป็นกลไกแก้ปัญหา แสดงว่าจีนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของอาเซียนเป็นภาพใหญ่

การทูตนางพญาหงส์: ทางออกสำหรับไทย

ดร.อักษรศรี เสนอแนวทาง "การทูตนางพญาหงส์" สำหรับไทย ซึ่งต่างจากการทูตพิราบขาวที่อ่อนข้อเกินไป และการทูตเหยี่ยวที่แข็งกร้าวจนสร้างศัตรู 

การทูตนางพญาหงส์เปรียบเสมือนหงส์ที่สวยสง่า ลอยตัวนุ่มนวล แต่หวงแหนอาณาเขตและพร้อมสู้เพื่อปกป้องลูก คือการแสดงออกอย่างเป็นมิตร แต่ทำงานหนักเบื้องหลัง สร้างอำนาจต่อรองด้วยข้อมูลและความร่วมมือ ไม่ใช่เผชิญหน้าอย่างเดียว

ยกตัวอย่างกรณีแม่น้ำโขง แทนที่จะยอมรับการสร้างเขื่อนเงียบ ๆ หรือประณามอย่างแข็งกร้าว ควรกล่าวชื่นชมความร่วมมือ ขณะเดียวกันก็รวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ สร้างแนวร่วมกับประเทศลุ่มน้ำโขง แล้วนำเสนอข้อมูลบนโต๊ะเจรจาอย่างมีชั้นเชิง

Generation Xi: ตัวแปรแห่งอนาคต

คำถามสำคัญคือ เมื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตในยุคจีนรุ่งเรืองที่สุด ไม่เคยเห็นความยากจน ไม่เคยรู้สึกต้องเก็บตัว แต่เต็มไปด้วยความรักชาติและภาคภูมิใจ เมื่อพวกเขาก้าวขึ้นมามีอำนาจ จะสานต่อเกมยาวของจีนอย่างไร? นิยามคำว่า "ชัยชนะ" และ "การฟื้นฟูชาติ" จะยังเหมือนเดิมหรือจะเปลี่ยนไป?

นี่คือคำถามที่จะกำหนดอนาคตของระเบียบโลกในทศวรรษข้างหน้า และเป็นประเด็นที่ทุกประเทศ รวมทั้งไทย ต้องเฝ้าติดตามและเตรียมพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิด

เพราะฉะนั้น สี จิ้นผิง จึงไม่ใช่แค่ผู้นำจีน แต่เป็นผู้เปลี่ยนเกมการเมืองโลก ด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาว ยุทธศาสตร์แบบองค์รวม และความเด็ดขาดในเส้นแดงสำคัญ สำหรับไทย การหาจุดสมดุลระหว่างความเป็นมิตรกับความเด็ดเดี่ยว ผ่าน "การทูตนางพญาหงส์" คือทางออกที่ชาญฉลาดในการอยู่รอดและเจริญท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ

กรมการแพทย์ เตรียมตั้งศูนย์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข รองรับการแข่งขัน SEA Games 2025 ใช้ Telemedicine-แอปฯ ประสานเหตุฉุกเฉิน ดูแล “นักกีฬา-ทีมงาน-ผู้ชม” ตลอดการแข่งขัน

(20 พ.ย. 68) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 กระจายการแข่งขัน 10 จังหวัด ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ สธ.ได้รับข้อสั่งการจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้เตรียมความพร้อมระบบด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งได้มอบหมายให้กรมการแพทย์จัดเตรียมระบบการบริหารจัดการด้านการแพทย์ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย สำหรับดูแลสุขภาพนักกีฬา ทีมงาน และประชาชนที่เข้ามาชมการแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ในครั้งนี้ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัยตลอดการแข่งขัน

ด้าน นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์ได้มีแผนการเตรียมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (SEA Games Operation Health Center) เพื่อบริหารจัดการระบบด้านการแพทย์และสาธารณสุข สำหรับการแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการ สธ. ได้ให้กรมการแพทย์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กองสาธารณสุขฉุกเฉิน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ดูแลในด้านการแพทย์ โดยกรมการแพทย์ได้แบ่งการทำงานเป็น 3 ภารกิจหลัก คือ

1) ภารกิจข้อมูลและยุทธศาสตร์ ในการติดตามสถานการณ์ด้านการแพทย์และการปฏิบัติหน้าที่ของทีมทางการแพทย์กว่า 500 ทีมที่ปฏิบัติหน้าที่ตามสถานที่จัดการแข่งขันทั่วประเทศ

2) ภารกิจด้านปฏิบัติการ ทำหน้าที่ประสานงานทีมทางการแพทย์ที่ประจำจุดตามสถานที่จัดการแข่งขัน ทีมนำส่งผู้ป่วยผู้บาดเจ็บด้วยรถพยาบาลระดับมาตรฐานสากล และ โรงพยาบาลรับส่งต่อที่ต้องมีมาตรฐานตามที่กรมการแพทย์กำหนด

3) ภารกิจด้านการสนับสนุน โดยมีการใช้เทคโนโลยี Telemedicine และ Application ต่าง ๆ มาใช้งานเพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วในการให้คำปรึกษาและประสานงาน ซึ่งหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และการสาธารณสุข (SEA Games Operation Health Center) มีหน้าที่ในการประสานงาน เตรียมการ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้านการแพทย์ ในการจัดการแข่งขันฯ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมทั้งรายงานผลปฏิบัติงาน และปัญหาอุปสรรคให้คณะกรรมการฝ่ายสนับสนุนและบริการทราบ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานได้ตามสถานการณ์

ทั้งนี้ การแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ทั้งหมดมี 50 ชนิดกีฬา สนามแข่ง กระจายอยู่ใน 3 พื้นที่คือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล จ.เชียงใหม่ จ.ชลบุรี และ จ.สงขลา

คณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ครั้งที่ 16/2568 

เมื่อวานนี้ (19 พ.ย. 68) เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุม CB311  ชั้น 3 อาคารรัฐสภา โดยมีนายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะอนุกรรมาธิการ มีเรื่องพิจารณา 3 เรื่อง ดังนี้

1.พิจารณาแนวทางการแถลงผลการสัมมนาเชิงปฏิบัติการคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เรื่อง การทบทวน กำหนด และจัดทำแผนการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม ๒๕๖๘ โดยที่ประชุมมีมติให้แก้ไข การทบทวน กำหนด และจัดทำแผนการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ตามข้อสังเกตในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการ

2.พิจารณาประเด็นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการเดินทางไปรับทราบข้อมูลและดูงานระหว่างวันที่ ๒๖ – ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ณ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และค่ายสิริธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบประเด็นคำถามเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

3.พิจารณาความคืบหน้าการจัดทำรายงานการพิจารณศึกษาพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ของคณะอนุกรรมาธิการ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบตั้งคณะทำงานประกอบด้วยจำนวนสมาชิก ๑๐ ท่าน โดยมี พลเอก นักรบ บุญบัวทอง รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง

ทรัมป์เดิมพันอนาคตสหรัฐ พึ่ง AI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดึงเจ้าชายซาอุฯ ‘โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน’ ร่วมทุ่มลงทุน 1 ล้านล้านดอลลาร์ ปั้นทะเลทรายให้กลายเป็นฮับดาต้าเซ็นเตอร์

(23 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังผูกอนาคตเศรษฐกิจสหรัฐเข้ากับเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างชัดเจน ภาพนี้ยิ่งชัดขึ้นระหว่างการเยือนสหรัฐของ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ที่ประกาศแผนลงทุนกับบริษัทอเมริกันมูลค่ารวมราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยใช้ความได้เปรียบด้านน้ำมันและก๊าซเป็นฐานพัฒนาประเทศให้กลายเป็นฮับดาต้าและเอไอของโลก

ในงาน US-Saudi Investment Forum ทรัมป์ประกาศต่อหน้านักลงทุนว่า สหรัฐจะร่วมกับพันธมิตรอย่างซาอุฯ “สร้าง ecosystem เอไอที่ใหญ่ ทรงพลัง และล้ำหน้าที่สุดในโลก” ท่ามกลางแขกแถวหน้าที่นั่งฟังอยู่มีทั้ง เจนเซน หวง (Jensen huang) ผู้ร่วมก่อตั้ง Nvidia และอีลอน มัสก์ ซีอีโอ Tesla, SpaceX และ xAI ฝั่งซาอุฯ เองก็กำลังใช้ทรัพยากรพลังงานราคาถูกและพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นแม่เหล็กดึงดูดโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานเอไอร่วมกับบริษัทสหรัฐฯ

ทรัมป์พยายามโยงผลงานตลาดหุ้นและเม็ดเงินลงทุนปีนี้เข้ากับนโยบายของตัวเอง แต่ในความเป็นจริง ส่วนใหญ่เป็นผลจากการเร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เอไอและโรงไฟฟ้าที่ต้องรองรับการใช้พลังงานมหาศาล ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นก็เริ่มผันผวน ดัชนีสำคัญบางตัวร่วงลงเพราะนักลงทุนกังวลว่าเอไอกำลังสร้างฟองสบู่ใหม่ หากค่าพลังงานของประชาชนพุ่งขึ้น หรืองานในภาคเอไอไม่เกิดจริงตามคำสัญญา ความเสี่ยงทางการเมืองที่ทรัมป์ต้องเจอก็ยิ่งสูงขึ้น

บริษัทที่ปรึกษา Oxford Economics ประเมินว่า การลงทุนด้านเอไอช่วยพยุงเศรษฐกิจสหรัฐในปีที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการขึ้นภาษีนำเข้าของทรัมป์เองที่ดันเงินเฟ้อและกดดันการจ้างงาน แต่รายงานก็เตือนด้วยว่า บริษัทเอไอจำนวนมากเริ่มพึ่งพาหนี้ในระดับสูงเพื่อลงทุนขยายกิจการ สัญญาณนี้อาจสะท้อนว่า “เฟสเปราะบาง” ของบูมเอไอกำลังรออยู่ข้างหน้า

แม้ซาอุฯ ยกระดับดีลแบบก้าวกระโดด จากเดิมที่เคยพูดถึงตัวเลขลงทุนราว 6 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงทรัมป์เยือนริยาด มาสู่ตัวเลข 1 ล้านล้านดอลลาร์ระหว่างการเยือนวอชิงตันรอบล่าสุด ทรัมป์ยังแซวมกุฎราชกุมารหลังเวที ขอให้ดันตัวเลขไปถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ด้วยซ้ำ ขณะที่สตีเฟน ชวาร์ซแมน (Stephen A. Schwarzman) ซีอีโอ Blackstone ก็ย้ำบนเวทีว่า สองเรื่องเติบโตเร็วที่สุดในสายตานักลงทุนตอนนี้คือ “เอไอและพลังงาน” โดยบอกว่า Blackstone เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาและเจ้าของดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ของโลก

มิติด้านเทคโนโลยียิ่งชัดเมื่อกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอนุมัติให้ส่งออกชิปเอไอขั้นสูงตระกูล Blackwell ของ Nvidia จำนวนรวมเทียบเท่าราว 35,000 ชิป ให้กับสองบริษัทใหญ่ในซาอุฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้แก่ G42 ในอาบูดาบี และ Humain บริษัทเอไอที่ซาอุฯ หนุนหลัง โดยทั้งคู่มีแผนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง การอนุมัติครั้งนี้ถูกจับตา สะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐพร้อมหนุนดีลเอไอเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรอ่าวอาหรับ

ในเวทีเดียวกัน Humain ยังประกาศจับมือกับ xAI ของมัสก์ สร้างดาต้าเซ็นเตอร์กำลังไฟ 500 เมกะวัตต์ในซาอุฯ พร้อมวางแผนให้แชตบอต Grok ของ xAI ถูกใช้อย่างกว้างขวางในประเทศ ขณะที่ฝั่งสหรัฐเอง Amazon Web Services ก็ได้รับการพูดถึงในแผนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ 100 เมกะวัตต์ในริยาด พร้อม “เป้าหมายระยะยาวระดับกิกะวัตต์” ทั้งหมดนี้จะขับเคลื่อนด้วยชิปเร่งความเร็วเอไอจาก Nvidia เป็นหลัก

ทั้งนี้ แม้ในมุมหนึ่งภาพที่ออกมาคือ “ดีลทอง” ระหว่างเงินทุน–พลังงาน–เทคโนโลยี ที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ แต่ก็มีคำถามใหญ่ตามมาด้วยว่า การพึ่งเอไอเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจจะยั่งยืนแค่ไหน ทั้งเรื่องการใช้พลังงานมหาศาล ผลกระทบต่อค่าครองชีพ และความเป็นไปได้ที่การจ้างงานจะไม่โตทันกับมูลค่าเงินลงทุน ในขณะที่ซาอุฯ ใช้เอไอเป็นสะพานสู่เศรษฐกิจหลังยุคน้ำมัน ทรัมป์เองก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเศรษฐกิจเอไอที่เขาโปรโมต จะไม่กลายเป็นเพียง “ฟองสบู่ดิจิทัล” ที่ทิ้งภาระไว้กับประชาชนในระยะยาว

นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ ผู้มีประสบการณ์ “หน้างานจริง-นโยบาย” สานต่อภารกิจวิชาการ-บริการตติยภูมิทั่วประเทศ ขับเคลื่อน “I+DMS” ยกระดับการแพทย์ไทยยุคดิจิทัล

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็น “กรมวิชาการ” ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการรักษาพยาบาลของประเทศ ทำหน้าที่พัฒนาวิชาการด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ ศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมถึงกำหนดมาตรฐานระบบบริการทางการแพทย์ และให้บริการรักษาพยาบาลระดับตติยภูมิในโรงพยาบาลสังกัดกรมฯ นอกจากนี้ยังมีศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center of Excellence : CoE) 19 สาขา ดูแลโรคซับซ้อนและโรคสำคัญของประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาที่มีมาตรฐานของประชาชนไทยทั่วประเทศ 

การที่นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ เข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของกรมฯ ในการเดินหน้าตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุข “ยกระดับระบบสุขภาพไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ” 

ในปี 2567 นายแพทย์ณัฐพงศ์ได้รับรางวัล “ศ.เกียรติคุณ นพ.นที รักษ์พลเมือง” (ด้านบริหาร) ในงาน Siriraj Orthopaedics Alumni 2024 ซึ่งมอบให้ศิษย์เก่าแพทย์ออร์โธปิดิกส์ศิริราชที่มีผลงานโดดเด่นทั้งด้านวิชาการและการบริหาร ถือเป็นการยืนยันทั้งความรู้ลึกด้านวิชาชีพและความสามารถในการบริหารจัดการในเวลาเดียวกัน 

ในเส้นทางราชการ นายแพทย์ณัฐพงศ์เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีกรมการแพทย์ในปี 2561 ซึ่งช่วงดังกล่าวเป็นจังหวะสำคัญของการพัฒนาระบบบริการเฉพาะทางของกรมการแพทย์ ทั้งการยกระดับศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์และการนำเทคโนโลยีการรักษาใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในโรงพยาบาลเครือข่าย เช่น การผ่าตัดกระดูกและข้อแบบแผลเล็กด้วยกล้องและเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้นและเข้าถึงการรักษาที่มีมาตรฐานมากขึ้น 

บทบาทของเขาในช่วงนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การกำกับนโยบาย แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับการยกระดับบริการรักษาพยาบาลในหน่วยบริการจริง

เมื่อประเทศไทยเผชิญการระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงปี 2563-2565 นายแพทย์ณัฐพงศ์ ในฐานะรองอธิบดีกรมการแพทย์ เป็นหนึ่งในทีม “คีย์แมน” ที่ทำงานเบื้องหลังหลายมิติ ทั้งการสื่อสารข้อมูลการแพทย์กับประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดระบบรับ-ส่งต่อผู้ป่วย การสนับสนุนวิชาการให้โรงพยาบาลเครือข่าย รวมถึงการประสานการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ให้เพียงพอในภาวะวิกฤต ประสบการณ์ในวิกฤตครั้งนั้นหล่อหลอมให้เขาเข้าใจทั้งข้อจำกัดของระบบ และศักยภาพของบุคลากรด่านหน้าทั่วประเทศ ทำให้มุมมองด้านนโยบายของเขายึดโยงกับ “หน้างานจริง” อย่างชัดเจน

ต่อมาในปี 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งนายแพทย์ณัฐพงศ์ จากตำแหน่งรองอธิบดีกรมการแพทย์ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กำกับเขตสุขภาพที่ 8 ซึ่งครอบคลุม 7 จังหวัดภาคอีสานตอนบน ทำหน้าที่เสมือน “CEO เขตสุขภาพ” ดูแลภาพรวมบริการสาธารณสุขทั้งเครือข่าย 

บทบาทนี้ทำให้เขาได้ลงพื้นที่ใกล้ชิดโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลศูนย์ เข้าใจปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการรักษาที่ซับซ้อน รวมถึงข้อจำกัดด้านบุคลากรและทรัพยากรในภูมิภาค ก่อนที่การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 จะมีมติแต่งตั้งให้เขาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์ และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม 2568 

หลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์ นายแพทย์ณัฐพงศ์ประกาศแนวคิดการทำงาน “I + DMS” เพื่อกำหนดทิศทางองค์กรในยุคใหม่ ประกอบด้วย 

I – Integrity เน้นคุณธรรม ความโปร่งใส ตรวจสอบได้
D – Digital ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ Digital Transformation ยกระดับบริการ
M – Mindset พัฒนากรอบคิดเชิงระบบที่ปรับตัวได้ 
S – Social Impact มุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 

จากแนวคิดนี้ เขามอบนโยบายให้กรมการแพทย์ “ทำให้การแพทย์ไทยก้าวหน้า พัฒนาสู่ภูมิภาค ตอบสนอง health need และสร้าง impact สูงสุด” ผ่าน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ 

1) เพื่อประชาชน – ขยายบริการแพทย์ขั้นสูง เช่น การปลูกถ่ายอวัยวะและไขกระดูก การรักษาหลอดเลือดสมองอุดตันด้วยสายสวน การฉายรังสีรักษามะเร็ง และการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ ไปยังภูมิภาคมากขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ 

2) เพื่อบุคลากรสาธารณสุข – สร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้แพทย์เฉพาะทาง วิจัยและนำนวัตกรรมใหม่มาใช้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 

3) เพื่อองค์กรและเครือข่าย – กำหนดมาตรฐานระบบบริการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ สร้าง New S-Curve เช่น Precision & Genomic Medicine, การแพทย์ฟื้นฟูและผู้สูงอายุ และ Digital Health & AI ให้กรมการแพทย์เป็นองค์กรสมรรถนะสูงที่ทันสมัยในระดับนานาชาติ 

เมื่อมองย้อนจากเส้นทางแพทย์เฉพาะทางด้านออร์โธปิดิกส์ สู่บทบาทผู้บริหารโรงพยาบาล รองอธิบดี ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพ และอธิบดีกรมการแพทย์ในปัจจุบัน จะเห็นว่านายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ เป็นผู้นำที่ผสมผสาน “ประสบการณ์หน้างาน” กับ “วิสัยทัศน์เชิงนโยบาย” ได้อย่างกลมกลืน ผลงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 รางวัลด้านการบริหารจากชมรมศิษย์เก่าแพทย์ออร์โธปิดิกส์ศิริราช และแนวคิด I + DMS ที่ให้ความสำคัญทั้งคุณธรรม ดิจิทัล มายด์เซ็ต และผลลัพธ์ต่อสังคม ล้วนสะท้อนความมุ่งมั่นที่จะทำให้กรมการแพทย์เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง 

ในสายตาของบุคลากรสาธารณสุขและประชาชน นายแพทย์ณัฐพงศ์จึงไม่ได้เป็นเพียงอธิบดีกรมการแพทย์คนใหม่ แต่เป็นผู้นำทางการแพทย์ที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม โปร่งใส พร้อมพา “กรมการแพทย์” ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และเป็นที่ไว้วางใจของสังคมไทย

‘มนตรี เฉียบแหลม’ นักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้ ยืนหยัดไม่เปลี่ยนพรรค ลงเขต 1 นครศรีฯ แม้กระแสไม่เอื้อ แต่ยังลงพื้นที่สม่ำเสมอ ยอมรับคนใต้ยังไม่เปิดใจรับพรรคเพื่อไทย

ต้องขอยกย่องชมเชย ‘มนตรี เฉียบแหลม’ ผู้มุ่งมั่นลงสมัคร สส. เขต 1 นครศรีธรรมราช ในนามพรรคเพื่อไทย แม้จะรู้ดีว่า กระแสเพื่อไทยในภาคใต้ไม่ใช่เรื่องง่าย คู่แข่งแข็งแกร่ง ฐานเสียงเดิมของพรรคก็ไม่ได้ใหญ่ 
 
“ต้องยอมรับความจริงว่า คนใต้ยังไม่เปิดใจรับพรรคเพื่อไทย แม้จะอยู่ในช่วงขาลงของประชาธิปัตย์ก็ตาม”

แต่ ‘มนตรี’ ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนพรรค ไม่เคยต่อรองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่คิดจะย้ายพรรค แม้บางครั้งพรรคทำให้ผิดหวังกับการจัดสรรให้ไปลงสมัครในเขตที่ไม่ถนัดก็ตาม

อย่างการเลือกตั้งปี 66 เสนอตัวลงเขต 1 พรรคส่งไปลงเขต 3 ซึ่งอยู่นอกเขตฐานเสียง แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ หรือคิดจะปฏิเสธ ลงสมัครรับเลือกตั้งโซนปากพนัง-หัวไทร

‘มนตรี’ ยึดมั่นในพรรคเพื่อไทย เชื่อมั่นในนโยบายพรรค และการนำของพรรคมาตลอด

กล่าวสำหรับการเลือกตั้งปี 69 ‘มนตรี’ ก็ยังคงยึดมั่นอยู่กับพรรคเพื่อไทยอย่างไม่เปลี่ยนแปลงเสนอตัวลงเขต 1 นครศรีฯ

วันนี้พรรคเพื่อไทยได้เรียกตัวเข้าสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ ก่อนจะนำเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อมีมติพิจารณาผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

หลายคนในพื้นที่ต่างมองว่า หากพรรคต้องการ “คนสู้จริง ไม่ทอดทิ้งพื้นที่” ชื่อของ มนตรี เฉียบแหลม ถือว่าเหมาะสมที่สุดคนหนึ่ง เพราะลงพื้นที่สม่ำเสมอ ทำงานเชิงนโยบาย และยืนหยัดเคียงข้างพรรคแม้วันที่กระแสไม่เอื้อ

ส่วนอาชีพนั้น มนตรี ทำธุรกิจขายไข่ไก่อยู่ในตลาดสำเพ็ง นครศรีฯ แบบไม่เอาเปรียบ หรือเอากำไรเกินควร ในนาม ‘ดร.ไข่’ และขยายสาขาออกไปทั่วเมืองนคร ใครขึ้นราคาแต่ “ไข่มนตรีไม่ขึ้น”

อีกอาชีพหนึ่งคือการเปิดสถานบริบาล เพื่อดูแลผู้สูงอายุในช่วงที่สังคมไทยย่างเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย พร้อมกับการเปิดโรงเรียนบริบาล ในหลายจังหวัด ทั้งนครศรีฯ สุราษฎร์ธานี สงขลา เป็นต้น ทั้งสองธุรกิจได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก และกำลังขยายตัว

สำหรับเขต 1 มนตรีจะต้องสู้กับแชมป์เก่า ‘ราชิต สุดพุ่ม’ ย้ายจากประชาธิปัตย์ไปอยู่ภูมิใจไทย ‘ทรงศักดิ์ มุสิกอง’ สส.ประชาธิปัตย์ ย้ายจากเขต 2 มาลงเขต 1 พรรคเดิม

‘รศ.ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ’ อดีต สส. พลังประชารัฐ ย้ายไปลงกล้าธรรม ‘ปรีชา แก้วกระจ่าง’ ยังไม่เปิดตัวลงพรรคไหน แต่ลงแน่นอน ‘สุภาพ ขุนศรี’ ถ้าตกลงกันได้น่าจะลงในนามพรรคพลังประชารัฐ

‘อนุทิน’ ขึ้นเหนือ!! แถลงผลปฏิบัติการครั้งใหญ่ ทลายขบวนการส่วยสัญชาติ สั่งฟันนายอำเภอ-จับกุมแก๊งยานรก ลั่นต้องล้างบางให้สิ้นซาก

(20 พ.ย. 68) เมื่อเวลา 10.40 น. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย แถลงผลปฏิบัติการครั้งใหญ่ 2 ภารกิจ คือ “ยุทธการตัดหมอกเวียงแหง” และ “ยุทธการสกัดยานรก” ท่ามกลางการเข้าร่วมของทีมความมั่นคง ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานปราบปรามทุกภาคส่วน สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการ เพื่อกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมทั้งด้านทุจริตและยาเสพติดอย่างจริงจัง

นายอนุทินระบุว่า คดีเรียกรับผลประโยชน์จากคนต่างด้าว หรือ “ส่วยสัญชาติ” เป็นภัยร้ายแรงต่อหลักนิติรัฐ และเปิดช่องให้อาชญากรรมข้ามชาติเล็ดลอดเข้ามา จึงสั่งให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบทันที นำไปสู่ “ยุทธการตัดหมอกเวียงแหง” ที่พบเครือข่ายทุจริตเชื่อมโยงกลุ่มจีนเทา และการออกเอกสารให้คนไร้สัญชาติอย่างมิชอบ แม้มติ ครม. เร่งรัดให้สถานะคนไร้สัญชาติ 4.8 แสนคน จะเป็นของรัฐบาลก่อน แต่เมื่อกลับมารับตำแหน่งก็สั่งตรวจสอบทุกขั้นตอน ทั้งยังดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว เช่น กรณีอำเภอฝางที่ผู้ใหญ่บ้านถูกไล่ออกและถูกดำเนินคดี พร้อมย้ำว่าเป็นเรื่อง “น่าอับอาย” ที่เจ้าหน้าที่บางคนหาประโยชน์จากกลุ่มเปราะบาง และยังเอื้อประโยชน์ให้จีนเทา ซึ่งยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด

ผลสอบสวนพบว่า พฤติกรรมทุจริตในอำเภอเวียงแหงเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 แม้เคยจับกุมปลัดอำเภอและมีโทษจำคุกมาแล้ว แต่เครือข่ายยังไม่หมดไป จึงต้องเปิดปฏิบัติการ “ล้างบาง” ครั้งใหญ่ และถือเป็นครั้งแรกที่กระทรวงมหาดไทยออกหมายจับ “นายอำเภอ” ในคดีทุจริตทะเบียนราษฎร สะท้อนจุดยืนรัฐบาลว่า “ไม่ปกป้องคนผิด ไม่ว่าอยู่ตำแหน่งใด” โดยจากการขยายผลพบความเชื่อมโยงกับคดีใน จ.ปทุมธานี ที่มีการรับทำบัตรประชาชนผ่านแพลตฟอร์ม XiaoHongShu สร้างความเสียหายนับพันล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับรวม 28 ราย จับได้แล้ว 12 ราย ครอบคลุมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นายหน้า และคนต่างด้าว พร้อมยึดของกลางหลายรายการ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้แถลงผล “ยุทธการสกัดยานรก” ปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงจากนอกประเทศสู่ตอนในของไทย โดยบูรณาการกำลังตำรวจภูธรภาค 5 ทหาร ปกครอง ป.ป.ส. และหน่วยงานความมั่นคง ปิดล้อม ตรวจค้น และสกัดกั้นตลอด 24 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 13–19 พ.ย. สามารถจับกุมคดียาเสพติดสำคัญ 3 คดี ยึดยาบ้าประมาณ 11 ล้านเม็ด ไอซ์ 500 กิโลกรัม และอายัดทรัพย์สินเครือข่ายค้ายาอีกหลายรายการ 

นายอนุทินระบุว่า การทำงานครั้งนี้มุ่ง “ตัดวงจรทั้งระบบ” ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ลำเลียง ผู้ค้ารายย่อย ไปจนถึงเครือข่ายการเงินสีเทา บัญชีม้า สแกมเมอร์ และขบวนการลักลอบเข้าเมือง พร้อมประกาศชัดว่า รัฐบาลเป็น “ศัตรูกับผู้ค้ายาเสพติดและผู้กระทำผิดความมั่นคงทุกรูปแบบ” ไม่มีใครหลุดพ้นได้ หากเป็นต่างชาติ แม้รับโทษในไทยแล้วก็ต้องถูกส่งกลับประเทศไปรับโทษต่อ

อธิบดี กสร. สั่งเข้ม!! ห้ามใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย ย้ำมีโทษหนัก หลังตรวจพบที่อ่างทอง ใช้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เสิร์ฟเหล้า-เบียร์ เตือนนายจ้างให้ทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) สั่งคุมเข้มการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย หลังพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง เข้าตรวจสอบสถานประกอบกิจการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และพบการจ้างแรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ ชี้เป็นบทเรียนเตือนใจนายจ้างทั่วประเทศให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมย้ำมีโทษตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

(20 พ.ย. 68) เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รับรายงานจากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทองว่า ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมายในสถานประกอบกิจการแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง ได้เข้าตรวจสอบทันที โดยพบว่าเป็นสถานประกอบกิจการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และพบการใช้แรงงานเด็กอายุ 14 ปี จำนวน 1 คน และอายุ 15 ปี จำนวน 1 คน เข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟ ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 พนักงานตรวจแรงงานจึงได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ป่าโมก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ จากการตรวจสอบไม่พบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์แต่อย่างใด

อธิบดี กสร. เน้นย้ำว่า การจ้างงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ในสถานประกอบกิจการที่จำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นงานที่เข้าข่ายเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และยังย้ำอีกว่า ห้ามมิให้มีการจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีทำงานไม่ว่ากรณีใด ๆ เพื่อเป็นการคุ้มครองมิให้เด็กต้องทำงานก่อนวัยอันควร อันอาจกระทบต่อพัฒนาการ การศึกษา และความปลอดภัยของเด็ก พร้อมย้ำว่าการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานด้านการคุ้มครองเด็กเป็นความรับผิดชอบสำคัญของผู้ประกอบการทุกภาคส่วน 

“ผมได้สั่งการให้พนักงานตรวจแรงงานทั่วประเทศเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง หากพบการกระทำความผิดต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาด และขอแจ้งเตือนไปยังสถานประกอบกิจการให้ตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานในสถานที่ที่กฎหมายห้ามหากฝ่าฝืนมีโทษหนักปรับขั้นต่ำ 400,000 – 800,000 บาท ต่อลูกจ้างหนึ่งคน หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ” อธิบดี กสร. กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top