Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

สสส. จับมือ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล รณรงค์ “งานบ้านไม่เลือกเพศ” ชวนทุกเพศแชร์งานบ้านร่วมกัน ลด-ป้องกันความรุนแรงในครอบครัว

(23 พ.ย. 67) ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ประจำปี 2568 “งานบ้านไม่เลือกเพศ ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว” เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีการแสดงละครเชิงสัญลักษณ์ “WE TO ME ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว” โดยทีมเฉพาะกิจเธียเตอร์

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญของการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัว จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายทำงานเชิงรุกเพื่อขับเคลื่อนประเด็น สะท้อนปัญหา และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพราะความรุนแรงในครอบครัว เสี่ยงต่อการมีสุขภาวะไม่ดี หากไม่ได้รับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะปัจจุบันที่ปัญหามีความซับซ้อนขึ้น ผู้ถูกกระทำมีทุกเพศ ทุกวัย 

โดยมีปัจจัยกระตุ้นการก่อเหตุคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสิ่งเสพติด ข้อมูลล่าสุดที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลได้รวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัวปี 2567 มีมากถึง 1,529 ข่าว เพิ่มจากปี 2566 ประมาณ 40% โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น 448 ข่าว คิดเป็น 29.3% และยาเสพติด 412 ข่าว คิดเป็น 26.9% แบ่งเป็น ข่าวทำร้ายกัน 638 ข่าว คิดเป็น 41.7% ฆ่ากันในครอบครัว 562 ข่าว คิดเป็น 36.8% ฆ่าตัวตาย 235 ข่าว คิดเป็น 15.4% ความรุนแรงทางเพศของคนในครอบครัว 75 ข่าว คิดเป็น 4.9% และความรุนแรงในครอบครัวอื่น ๆ 19 ข่าว คิดเป็น 1.2% เช่น ข่มขู่ เผาบ้าน ทำลายทรัพย์สิน

“การจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อสร้างความเสมอภาควันนี้ ให้ความสำคัญกับประเด็นงานบ้านไม่เลือกเพศ ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว เพราะการทำงานบ้านร่วมกันของคนในครอบครัว จะเป็นฐานสำคัญในการนำไปสู่การเคารพกันทั้งในมิติภายในครอบครัวและสังคม เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก การเอาเวลาที่เสียไปจากวงเหล้า วงพนัน เปลี่ยนมาทำงานบ้านรับผิดชอบครอบครัวจึงมีความสำคัญและเป็นการเริ่มต้นที่ทำได้ทันที” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

ด้าน น.ส.จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ผลสำรวจความเห็นต่อการทำงานบ้านของประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 2,750 คน วันที่ 9-30 ต.ค.2568 เป็นผู้หญิง 48.8% ผู้ชาย 41.2% และกลุ่ม LGBTQ+ 10% ซึ่งกว่า 50% มีประสบการณ์ในชีวิตคู่ โดยกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยให้ปลูกฝังการทำงานบ้านและฝึกให้เด็กทุกเพศทำงานบ้าน 90.7% ระบบการศึกษาควรปลูกฝังงานบ้านเป็นความรับผิดชอบของทุกคน 89% พ่อ แม่ ผู้ปกครองช่วยกันทำงานบ้านเป็นแบบอย่าง 86.2% ควรให้สิทธิพ่อลาเลี้ยงลูกได้ 15 วัน 85.3% เพราะช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ และส่งผลดีต่อความผูกพันในครอบครัว

น.ส.จรีย์ กล่าวต่อว่า ส่วนความเห็นที่สะท้อนความคิดชายเป็นใหญ่ ระบุว่า ผู้ชายมีหน้าที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว 48% โตมาเห็นแต่แม่ น้องสาว พี่สาวเป็นคนทำงานบ้าน 41.7% ผู้หญิงที่ดีต้องเป็นแม่บ้าน แม่ศรีเรือน 36.9% ผู้หญิงทำงานนอกบ้านต้องทำงานในบ้านด้วย 30.4% งานบ้านไม่ใช่หน้าที่ของผู้ชายแต่เป็นหน้าที่ของผู้หญิง 28.9% ทั้งนี้ ผู้หญิงกว่า 50% เห็นด้วยกับ 2 ประเด็น คือ 1.หากแฟน ภรรยาทำงานทั้งในบ้าน หรือนอกบ้านคนเดียวจะเกิดความเครียด หงุดหงิด เหนื่อยล้า 2.หากผู้หญิงทำงานบ้านฝ่ายเดียว จะทำให้ความสัมพันธ์เปราะบาง ทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวได้

“ยังมีบางส่วนที่มีความเชื่อว่างานบ้านเป็นหน้าที่ผู้หญิง สาเหตุมาจากความคิดแบบชายเป็นใหญ่ ถูกสอนว่าผู้ชายต้องเป็นผู้นำ ส่วนผู้หญิงต้องทำงานบ้าน เลี้ยงลูก ดังนั้นจึงควรเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด อย่ามองว่างานบ้านเป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น การที่ทุกเพศรับผิดชอบงานบ้านจะช่วยลดช่องว่าง สร้างความเข้าใจที่ดีในครอบครัว นำไปสู่ความเท่าเทียมระหว่างเพศอย่างเป็นรูปธรรมได้ เมื่อทุกคนในครอบครัวมีส่วนร่วม เคารพซึ่งกันและกัน จะช่วยลดความขัดแย้ง ป้องกันการเกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้” น.ส.จรีย์ กล่าว

ด้าน พญ.นาตาชา ชวาลา แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว กล่าวว่า จากผลสำรวจของมูลนิธิฯ ทำให้เข้าใจค่านิยมของคนไทย และส่วนใหญ่พร้อมสำหรับความเท่าเทียมโดยการสนับสนุนว่างานบ้านเป็นงานของทุกคน และต้องช่วยกันสอนเด็กทุกเพศให้ทำ แต่เกือบ 1 ใน 3 เห็นว่าสุดท้ายผู้หญิงควรเป็นหลักในการทำงานบ้านอยู่ดี สะท้อนว่าคนไทยยอมรับความคิดใหม่ สำหรับคู่รักที่ไม่เข้าใจกันเรื่องงานบ้านนั้น ตนแนะนำใช้การสื่อสารอย่างซื่อสัตย์ ชัดเจน และเคารพกันและกัน ช่วยลดความขัดแย้ง ลดการปะทะ และสร้างความเข้าใจที่ลึกขึ้น มี 4 ขั้นตอน 

1.สังเกตโดยไม่ตัดสิน 
2.ระบุความรู้สึกของเราต่อสถานการณ์นั้นโดยไม่ใช้อารมณ์ 
3.บอกความต้องการของเราอย่างตรงไปตรงมา
 4.การขอร้องอย่างชัดเจน เป็นคำพูดเชิงบวก และทำได้จริง 

ทั้งนี้ เมื่อนำมาใช้กับการทำงานบ้าน จะกลายเป็นโอกาสสร้างความเท่าเทียม ความร่วมมือ และความใกล้ชิดมากขึ้น

นายทสร บุณยเนตร Chief Creative Officer BBDO Bangkok กล่าวว่า ครอบครัวตนเป็นครอบครัวขนาดกลาง ตั้งแต่เล็กจนโตที่บ้านจะสอนให้ทำความสะอาดหรือช่วยทำงานบ้าน ไม่เคยปล่อยให้คุณแม่ หรือคุณยายทำ เพราะรู้สึกว่า งานบ้านมันเป็นงานของทุกคน ตนแต่งงานมา 7 ปี เราอยู่ในบ้านที่มีคนงาน ทำความสะอาด แต่เราทั้งคู่ก็ยังทำงานบ้านอยู่ตลอด ฝึกให้ลูกทั้งสองคนค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะช่วยทำงานบ้านผม ตนมีโอกาสร่วมงานกับมูลนิธิมาสิบกว่าปี ตั้งแต่แคมเปญแรก #WomenAgainstAbuse #แชร์ช้ำช่วยชั้น ชวนผู้หญิงทุกคนเอาลิปสติกทาใต้ตา เพื่อให้เหยื่อความรุนแรง กล้าแชร์รอยช้ำบนหน้าตัวเอง เราจะได้เข้าไปช่วย

นายทสร กล่าวว่า ต่อมาแคมเปญ #บ้านไม่ใช่เวทีมวย ส่งเมสเซจบอกผู้ชายที่ชอบความรุนแรง ชอบดูมวย โดยเราไป Hijack Ring Girl ที่สนามมวย เปลี่ยนผู้หญิงที่เป็นเหยื่อความรุนแรงมาเดินถือป้ายตอนพักยกแทน หรือ #MuseumOfFirstTime แคมเปญรณรงค์ให้ยุติความรุนแรงในบ้านตอนช่วงโควิด ที่เราสร้าง Virtual Museum ให้คนสัมผัสประสบการณ์จริงของเหยื่อความรุนแรง ที่เคยให้โอกาสแฟนครั้งที่สอง จนกระทั่งมาแคมเปญล่าสุด #SecondChance ที่เราพาจีจี้ สุพิชชาให้กลับมา เตือนผู้หญิงทุกคนที่ให้โอกาสความรุนแรงเป็นครั้งที่สอง จนได้ทำให้ตนเข้าใจ ความหมายของคำว่า Domestic Violence มากขึ้นทุกปี ๆ ตนมองว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ต้องการความเข้าใจ รับฟัง และร่วมกันแก้ปัญหาภายในครอบครัวอย่างจริงจัง แต่ปัญหานี้จะไม่มีทางถูกแก้ ถ้าคนในครอบครัวไม่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ

มุมมอง CEO ดัง!! ชี้คนเก่งเอกชนไทย มีเพียบแต่ไม่กล้าเข้า เพราะการเมืองเน่า มืออาชีพต้องการอิสระและอำนาจเต็ม พรรคใดให้ได้ อนาคตไทยอาจเปลี่ยนทิศ

(21 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก “Worawoot Ounjai ”หรือ นายวรวุฒิ อุ่นใจ ผู้ก่อตั้งบริษัท ออฟฟิศเมท จำกัด (มหาชน) โพสต์ระบุข้อความว่า จากที่ผมเคยทำงานภาคเอกชน และเคยทำงานสมาคมการค้าใหญ่ของประเทศไทยมานับสิบปี ทำให้มีโอกาสทำงานร่วมกับคนเก่งภาคเอกชนจากหลากหลายองค์กร

ผมมั่นใจว่าคนเก่ง คนดีภาคเอกชนไทย ในระดับเดียวกับคุณแต๋ม ศุภจี รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน ยังมีอีกหลายสิบท่านครับ เพียงแต่ท่านเหล่านั้น อาจยังไม่เป็นที่รู้จักในสังคมวงกว้าง แต่ในภาคเอกชนจะรู้ฝีมือกันดี

และผู้บริหารมืออาชีพเหล่านี้ หลายท่านเก่งและมีชื่อเสียงในระดับโลกเลยด้วยซ้ำ...เสียดายที่หลายท่านไม่สนใจจะทำงานการเมืองกันเลย

เพราะทุกท่านจะส่ายหน้า และบอกว่าการเมืองไทยมันเน่าเฟะมาก..เข้าไปก็ทำอะไรไม่ได้มากเพราะนักการเมืองจะไม่ยอมถ้าเข้าไปมีนโยบายขัดขวางผลประโยชน์ของคนเหล่านั้น

นอกจากนี้ หลายท่านก็จะเอือมระอากับระบบข้าราชการไทย ที่ยากจะตอบสนองกับแนวคิดที่ทันสมัยและสปีดในการขับเคลื่อนของมืออาชีพจากภาคเอกชน

ทุกๆ ท่านที่เก่งจะบอกว่า ถ้าจะเข้าไปทำงาน ภาคการเมืองต้องให้อิสระและอำนาจเต็มโดยไม่เข้ามาก้าวก่าย ถ้าแบบนั้นค่อยน่าสนใจเข้าไปทำงานช่วยชาติ

เพราะถ้าไม่ได้อำนาจเต็มและมีอิสระในการทำงาน เข้าไปก็เสียชื่อเปล่าๆ เพราะขับเคลื่อนอะไรไม่ได้ เงื่อนไขที่ว่านี้...พรรคการเมืองมักไม่ยอมรับเสียด้วยสิ เรื่องให้อำนาจเต็ม และมีอิสระเต็มที่ในการทำงาน

ดังนั้นวันนี้ พรรคการเมืองไหน จะเชิญมืออาชีพที่เก่งๆ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีในโควต้าพรรค ต้องยอมรับเงื่อนไขเหล่านี้จากมืออาชีพก่อนนะครับ แล้วมาดูกันว่า พรรคไหนจะเชิญผู้บริหารมืออาชีพ มาเป็นรัฐมนตรีได้จริง..และจะเชิญมาได้สักกี่คน

อนาคตประเทศไทย ถ้าจะมีก็ต้องมาจากรัฐมนตรีมืออาชีพเหล่านี้แหละครับ ถ้านักการเมืองเทา ยังครองเก้าอี้รัฐมนตรีกันอยู่แบบทุกวันนี้..ก็อยู่กันไปแบบเทาๆ ไร้อนาคตกันต่อไปครับ

รู้จัก “แก๊งนางฟ้า” เริ่มจากวงการบันเทิงยุค 2000 กับเส้นทางมิตรภาพ 20 ปี ของตัวแม่แห่งวงการบันเทิง ถึงวันที่เสียงลือดังว่าแตกหักจริงหรือไม่?

(23 พ.ย. 68) “แก๊งนางฟ้า” เพื่อนซี้สาวในวงการบันเทิงไทย กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งหลังผ่านมา 20 ปีเต็มที่เต็มไปด้วยทั้งมิตรภาพและความท้าทาย ความเป็นตัวแม่ของ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ, นานา ไรบีนา, วุ้นเส้น วิริฒิพา, แอน อลิชา, เจนสุดา ปานโต, พอลล่า เทเลอร์ และคริส หอวัง เคยสร้างแรงบันดาลใจด้านมิตรภาพหญิงสาวอย่างมาก

ยุคทองของแก๊งในช่วง 2010–2013 คือช่วงเวลาที่ชัดเจนที่สุดในการแสดงพลังความสัมพันธ์ เพื่อนผลัดกันแสดงบทบาทเป็นเพื่อนเจ้าสาว ทริปเที่ยวและงานต่าง ๆ ต่อเนื่องทำให้พวกเธอถูกขนานนามเป็น "แก๊งตัวแม่ในตำนาน" แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีสัญญาณร้าวในเรื่องธุรกิจ และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในช่วง 2014–2016

ปี 2017–2018 เป็นจุดเปราะบางที่สุดของมิตรภาพ เมื่อมีข่าวดราม่าและอันฟอลโลว์กันในโซเชียล สื่อพาดหัวว่า “แก๊งนางฟ้าแตกแล้ว?” อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2019–2024 มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่จับต้องได้ผ่านภาพกอดและโมเมนต์อบอุ่นในงานสำคัญ ๆ

แม้จะมีกระแสดราม่าใหม่ ๆ ในปี 2024–2025 ที่เกี่ยวข้องกับการอันฟอลโลว์และข่าวชวนลงทุน แต่ ‘แอน อลิชา’ ยืนยันว่าเธอพยายามเป็นคนกลางเพื่อไม่ให้ใครต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง แสดงให้เห็นว่าแก๊งยังมีสายใยเหนียวแน่นอยู่ "แก๊งนางฟ้า" คือมิตรภาพที่สวยงาม ซับซ้อน และแท้จริงในวงการบันเทิงไทย ถึงแม้มิตรภาพนี้อาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นของจริงที่อยู่ในใจเสมอ

พีระพันธุ์ซัดรัฐบาลซื้อไฟแพงเกินจริง จี้อนุทินหยุดเกรงใจนายทุน ทั้งที่ กพช. ชุดเดิมเคยสั่งชะลอ เตือนอย่าผลักภาระค่าไฟใส่ประชาชน

(21 พ.ย. 68) พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์มติรัฐบาลที่อนุมัติสัญญารับซื้อไฟฟ้าโซลาร์จากเอกชนเพิ่มอีก 2,100 เมกะวัตต์ ในราคา 2.16 บาทต่อหน่วย ทั้งที่ในสมัยรัฐบาลก่อน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เคยมีมติให้ “ชะลอ” และเจรจาต่อรองราคา เนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สามารถผลิตไฟเองได้ในต้นทุนเพียงราว 1.85 บาทต่อหน่วย และวันนี้ต้นทุนอุปกรณ์โซลาร์ก็ถูกลงกว่าเดิมมากแล้ว

พีระพันธุ์ระบุว่า ตนและ กพช. ในรัฐบาลชุดที่แล้ว เคยสั่งให้ กกพ. กฟผ. และกระทรวงพลังงาน ร่วมกันเจรจากับเอกชนเพื่อกดราคาลง เพราะในสัญญาเปิดช่องให้รัฐปรับราคาได้ พร้อมย้ำว่าในช่วงที่ตนกำกับดูแลกระทรวงพลังงาน “ไม่เคยเปิดประมูลซื้อไฟใหม่จากเอกชนเลย” เนื่องจากกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศมีเหลือเกินความต้องการใช้อยู่แล้ว แม้นายทุนจะไม่พอใจแต่ก็เป็น “เส้นที่ห้ามข้าม” ในการใช้เงินประชาชน

พร้อมทิ้งท้ายโจมตีรัฐบาลชุดปัจจุบันว่า “กำลังซื้อไฟแพง ต้องหยุดเดี๋ยวนี้” และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเคยนั่งอยู่ใน กพช. ชุดเดิมด้วยกัน หยุดเกรงใจนายทุน และทบทวนมติรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ล็อตใหม่นี้ เพราะท้ายที่สุดหากรัฐยอมซื้อไฟในราคาแพงเกินจำเป็น ภาระทั้งหมดก็จะถูกผลักไปอยู่บนบิลค่าไฟของประชาชนอยู่ดี

เปิด 10 เคสบริหารเมืองใหญ่ ด้วยแพลตฟอร์มอัจฉริยะ ยกระดับบริการประชาชน กรุงปักกิ่ง-ฉงชิ่ง-กว่างโจว เน้นบริการทันใจ

(21 พ.ย. 68) จีนเผยความสำเร็จใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะบริหารจัดการเมืองใหญ่ทั้งในกรุงปักกิ่ง นครฉงชิ่ง กว่างโจว และเซี่ยงไฮ้ ผ่านเวทีคลังสมองที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พ.ย. มีการเปิดตัว 10 กรณีศึกษาหลักที่มุ่งพัฒนาและแลกเปลี่ยนแนวทางบริหารเมืองอย่างสร้างสรรค์

กรณีศึกษาถูกคัดเลือกโดยสามสถาบันชั้นนำ เช่น สถาบันการบริหารจัดการเมือง มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และศูนย์วิจัยรัฐบาลดิจิทัลของซินหัว แพล็ตฟอร์มบริการอัจฉริยะในกรุงปักกิ่งชื่อ "จิงป้าน" ให้บริการครอบคลุมเขตบริหาร 16 เขต ตอบสนองได้ทันทีต่อเรื่องบริหารจัดการชุมชนและบริการภาครัฐสำคัญ ด้วยการบูรณาการแอปพลิเคชันกว่า 600 แอป ผ่านเทคโนโลยีเจดี คลาวด์ (JD Cloud)

นครฉงชิ่งใช้ระบบบริหารอัจฉริยะ 1361 ยกระดับประสิทธิภาพของรัฐบาลท้องถิ่น ขณะที่นครกว่างโจวพัฒนาแพล็ตฟอร์มนวัตกรรมผสานดิจิทัลและเศรษฐกิจจริง พร้อมแอปพลิเคชัน "ซุ่ยห่าวป้าน" สร้างกลไกดิจิทัลยืดหยุ่น และเซี่ยงไฮ้พัฒนาการจอดรถผ่านคิวอาร์โคดเพื่อความสะดวกของประชาชน

'เสิ่นถี่เยี่ยน' ประธานผู้บริหารสถาบันการปกครองเมือง มหาวิทยาลัยปักกิ่ง กล่าวว่า "เมืองเหล่านี้โดดเด่นด้วยการบริหารที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมประสานงานหลายมิติอย่างดี" ทั้งนี้ การบริหารเมืองอัจฉริยะเหล่านี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือหลากหลายด้าน

 

สหรัฐฯ เสนอกรอบสันติภาพ 28 ข้อ ยูเครนต้องเลือกระหว่างรับหรือสู้ต่อ มาตรการเน้นหนักต่อเงื่อนไขยูเครน รัสเซียพร้อมหารือขยายข้อตกลงถาวร

(24 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ส่งสัญญาณแรงถึงประธานาธิบดียูเครน 'วโลดีมีร์ เซเลนสกี' ให้ตัดสินใจรับข้อเสนอแผนสันติภาพของสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย หากไม่รับก็สามารถ "สู้ต่อไปให้สุดหัวใจดวงน้อยของเขาได้"

ทรัมป์ระบุว่า รัฐบาลกำลังพยายามให้ความขัดแย้งยุติลง "ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง" พร้อมย้ำว่า "เราต้องทำให้มันยุติให้ได้" และชี้ว่าแผนนี้ยังไม่ใช่ "ข้อเสนอสุดท้าย" สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความคิดเห็นของคู่ขัดแย้ง

รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า ทรัมป์อนุมัติกรอบแผน 28 ข้อ ซึ่งรวมมาตรการหลายประการที่ถูกมองว่ามีเงื่อนไขเข้มงวดต่อยูเครน เช่น ลดความช่วยเหลือทหารจากสหรัฐฯ รับรองคริสตจักรออร์ทอดอกซ์ยูเครนฝ่ายคาโนนิกัล ให้ภาษารัสเซียเป็นภาษาทางการ ลดขนาดกองทัพยูเครน และห้ามกองกำลังต่างชาติประจำการในยูเครน

ในประเด็นอ่อนไหว แผนตั้งสมมติฐานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรจะยอมรับไครเมียและดอนบาสเป็นดินแดนรัสเซียอย่างถูกกฎหมาย ขัดกับจุดยืนยูเครนและพันธมิตรบางฝ่าย

ด้าน 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผู้นำรัสเซียกล่าวว่าแผนอาจเป็นฐานข้อตกลงยุติสงครามถาวร แต่ต้องหารือรายละเอียดต่อไป ขณะที่ยูเครนยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนในเรื่องนี้ แผนดังกล่าวกำลังถูกชี้วัดในเวทีโลกเนื่องจากส่งผลต่ออธิปไตยของยูเครนและดุลอำนาจในยุโรปตะวันออก รวมถึงทิศทางนโยบายของสหรัฐฯในยุคทรัมป์

โครงการ “MUAYTHAI FOR ALL” สร้างคน งาน และรายได้ทั่วประเทศ ปั้นครูมวย–ค่ายมวยมาตรฐาน ยกระดับมวยไทยเป็นอุตสาหกรรม Soft Power

(24 พ.ย. 68) สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดำเนินโครงการ "MUAYTHAI FOR ALL" ตามนโยบาย One Family One Soft Power เพื่อผลักดันมวยไทยจากกีฬาประจำชาติสู่การเป็นอุตสาหกรรมกีฬาที่สร้างงานและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

ตลอดปี 2568 โครงการได้อบรมครูมวยกว่า 500 คนในค่ายมวยและโรงเรียน 30 แห่ง มีผู้เข้าร่วมฝึกกว่า 100,000 คน ได้รับการสอนทั้งแม่ไม้มวยไทย การป้องกันตัว และพิธีการรำมวย พร้อมใบประกาศนียบัตรรับรอง นอกจากนี้ยังมีการยกระดับค่ายมวยเข้าสู่มาตรฐาน Standard Muaythai Gym (SMG) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นรองรับนักท่องเที่ยวกีฬา โดยค่ายต่างประเทศที่ได้รับการรับรองอยู่ที่ร้อยค่าย

ในด้านเศรษฐกิจ กกท.ประเมินว่าโครงการสร้างมูลค่าหมุนเวียนในระบบมวยไทยไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาทจากกิจกรรมต่างๆ ทั้งการแข่งขันและอุปกรณ์กีฬา โครงการยังสนับสนุนสร้างห่วงโซ่อาชีพครบวงจรทั้งครูมวย นักมวย โปรโมเตอร์ และผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยว พร้อมการมอบรางวัล MUAYTHAI FOR ALL GROW AWARD เพื่อยกย่องคนวงการมวยไทย

เป้าหมายปี 2569 คือเพิ่มประชากรมวยไทยเป็น 250,000 คน และขยายค่ายมวยมาตรฐานเป็น 600–700 แห่งทั่วประเทศ พร้อมดันมวยไทยเป็นอุตสาหกรรม Soft Power หลักของไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกผ่านวัฒนธรรมและกีฬาไทย "มวยไทยไม่ใช่แค่กีฬา แต่เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจและวัฒนธรรม"
 


 

“ณิชา” โพสต์รีวิวคอนเสิร์ต แบมแบม GOT7 โชว์เต็มอิ่ม คำพูดเดียวกลายไวรัล สะท้อนซอฟต์พาวเวอร์ไทย-เกาหลี

(24 พ.ย. 68) นักแสดงสาว 'ณิชา–ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์' รีวิวคอนเสิร์ตของไอดอลเคป็อประดับโลก 'แบมแบม GOT7' ด้วยคำสั้น ๆ แต่โดนใจ หลังคอนเสิร์ตใหญ่ที่ประเทศไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้

คำรีวิวของเธอคือ "น่ารักเท่าโลก" ซึ่งไม่เพียงสะท้อนความน่ารักและพลังงานบนเวทีเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงการติดต่อสื่อสารที่อบอุ่นและเป็นกันเองของแบมแบมกับแฟนเพลงในบ้านเกิด โดย ณิชา ชี้ว่า 3 คำนี้สรุปบรรยากาศและความรู้สึกของคอนเสิร์ตได้ครบถ้วน

ก่อนหน้านี้ ณิชาเคยร่วมงานกับแบมแบมในมิวสิกวิดีโอ ซึ่งกลายเป็นต้นเหตุให้แฟนคลับมองว่าการมาร่วมชมคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นการเชื่อมโยงปรากฏการณ์ของแฟนด้อมไทยและ K-POP ในชีวิตจริง ท่ามกลางแฟน ๆ ที่มาจากหลากหลายโลกของความบันเทิง

คำว่า "น่ารักเท่าโลก" ไม่ใช่คำชมทั่วไป แต่เป็นถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งและถ่ายทอดความรู้สึกใจแฟน ๆ ทั่วโลกได้อย่างอบอุ่นและนุ่มนวล รวมถึงสะท้อนพลังของซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรมที่ขยายวงกว้างโดยไม่ต้องพึ่งแคมเปญใหญ่

รีวิวนี้เป็นตัวแทนของความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินไทยบนเวทีโลกและแฟนเพลงในบ้านเกิดที่ยังคงเน้นย้ำความผูกพันผ่านการสนับสนุนและการทำงานร่วมกันอย่างจริงใจ ทำให้แฟนคลับทั้งสองฝั่งเปิดรับและเชื่อมโยงกันมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

สหรัฐฯ ปรับแผน!! ลดแผนสันติภาพเหลือ 19 ข้อ จาก 28 ข้อ…หวังยุติสงคราม ‘ยูเครน’ ยุโรปโล่งใจ ถอดเงื่อนไขยึดทรัพย์รัสเซีย แต่ขู่เคียฟ หากไม่รับแผนจะสั่งงดช่วยเหลือทั้งหมด

(25 พ.ย. 68) แผนยุติความขัดแย้งยูเครนของสหรัฐฯ เดิมมี 28 ข้อ แต่ล่าสุดถูกลดเหลือ 19 ข้อ หลังการพูดคุยระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และยูเครนในกรุงเจนีวา โดยยังเป็นการทำงานต่อจากร่างฉบับเดิมของสหรัฐฯ ไม่ใช่ร่างทางเลือกจากยุโรป และจำนวนข้อสุดท้ายก็ยังไม่สรุปแน่ชัด

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เผยว่า เขายังไม่เห็นข้อเสนอของยุโรป ขณะเดียวกันสื่อบลูมเบิร์กรายงานว่า ร่างล่าสุดได้ตัดข้อเสนอเรื่องนำทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกแช่แข็งกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ไปใช้ฟื้นฟูยูเครนออกไป ทำให้หลายประเทศยุโรปรู้สึกเบาใจขึ้น เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นที่เห็นต่างกันมานาน

ส่วนเนื้อหาเดิมของแผนสหรัฐฯ เช่น การลดความช่วยเหลือทางทหาร การให้ภาษารัสเซียเป็นภาษาทางการในยูเครน การลดกำลังทหารยูเครน รวมถึงการยอมรับไครเมียและดอนบาสเป็นดินแดนของรัสเซีย ยังเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงต่อ ซึ่งผู้นำรัสเซียก็ส่งสัญญาณว่าแผนใหม่ของสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การเจรจาปิดฉากสงครามได้

อย่างไรก็ตาม จากรายงานข่าวเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ขู่ยูเครนหากไม่ยอมรับแผนนี้ อาจถูกตัดความช่วยเหลือทั้งหมด ตั้งแต่ระบบป้องกันทางอากาศ ไปจนถึงการแชร์ข่าวกรองและการสนับสนุนทางทหารอื่น ๆ ทำให้ความกดดันต่อรัฐบาลเคียฟเพิ่มขึ้นท่ามกลางการเจรจาที่กำลังเข้มข้น

“เปิ้ล นาคร” หลั่งน้ำตา อุทกภัยหาดใหญ่หนักสุดในรอบ 14 ปี เผย “เกินกำลังผมแล้ว!!” เสียงขอร้องให้ช่วยระงม แต่ไม่สามารถช่วยได้

(25 พ.ย. 68) เปิ้ล นาคร ศิลาชัย นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ที่ผันตัวเป็นจิตอาสา ขี่เจ็ตสกีลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ระหว่างเกิดอุทกภัย ขณะที่น้ำท่วมสูงและกระแสน้ำแรง ทีมเจ็ตสกีของเขาเกิดขัดข้องกลางน้ำ จำต้องปีนขึ้นหลังคาบ้านเพื่อรอความช่วยเหลือ

ในคลิปเหตุการณ์ แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากและความไม่แน่นอนในการลงพื้นที่ของจิตอาสา เปิ้ลเผยว่า "เราไม่พอแล้ว เราไม่รู้จะช่วยใครก่อน… ทุกคนเดือดร้อนหมด" ท่ามกลางเสียงเรียกขอความช่วยเหลือของผู้ประสบภัยที่ดังก้องบริเวณนั้น

แม้ทีมกู้ภัยจะเข้าช่วยเหลือเปิ้ลและทีมได้อย่างปลอดภัย แต่นี่ชี้ให้เห็นว่าความสามารถของจิตอาสายังมีข้อจำกัด และความช่วยเหลือจากภาครัฐยังคงจำเป็นอย่างยิ่ง เปิ้ลย้ำว่าเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นหนึ่งในความท้าทายที่หนักหนาสาหัสที่สุดในรอบ 14 ปีที่เขาลงพื้นที่

ภรรยาของเขา "จูน กษมา" เผยว่า ทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร และอาสาสมัคร ทำงานแข่งกับเวลา พร้อมส่งต่อกำลังใจให้ผู้ประสบภัยผ่านการจัดตั้งโรงครัวทำอาหารช่วยเหลือชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง

ภาพน้ำตาของเปิ้ลจึงไม่ใช่เพียงความอ่อนแอ แต่คือเสียงแทนผู้ที่กำลังตกอยู่ในความลำบากและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เป็นข้อเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐว่าต้องเพิ่มกำลังสนับสนุนและจัดระบบช่วยเหลืออย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เหตุการณ์นี้ซ้ำรอยในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top