Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

‘สี จิ้นผิง-ทรัมป์’ ต่อสายเคลียร์ใจ ย้ำเดินหน้าบนฐานเท่าเทียม ร่วมมือได้ประโยชน์ ขัดแย้งเจ็บทั้งคู่ หนุนขยายความร่วมมือ ลดรายการปัญหา

(26 พ.ย. 68) สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวในการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่า จีนและสหรัฐฯ ควรรักษาโมเมนตัมความสัมพันธ์ที่กำลังเดินหน้า และต้องเคลื่อนต่อไปในทิศทางที่ถูกต้อง โดยยึดหลักความเท่าเทียม การเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

สี จิ้นผิง ระบุว่า การพบหาระหว่างผู้นำจีน-สหรัฐฯ ที่เมืองปูซานเมื่อเดือนที่แล้วประสบความสำเร็จ และช่วย “ปรับเข็มทิศ” ของความสัมพันธ์สองประเทศ เปรียบเหมือนเรือใหญ่ที่กลับมาแล่นได้อย่างมั่นคง ส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังประชาคมโลก พร้อมชี้ว่าตั้งแต่นั้นมา ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เดินหน้าในทิศทางที่ค่อนข้างมั่นคงและเป็นบวก ได้รับการต้อนรับจากทั้งสองประเทศและนานาชาติ

ผู้นำจีนย้ำว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงชัดเจนแล้วว่า “ร่วมมือกัน ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ ขัดแย้งกัน ทั้งสองฝ่ายเสียหาย” และมองว่าภาพของจีนและสหรัฐฯ ที่ช่วยกันเติบโต ร่ำรวย และประสบความสำเร็จไปด้วยกันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เขาเสนอว่าควร “เพิ่มรายชื่อเรื่องความร่วมมือ และลดรายชื่อปัญหา” เพื่อสร้างความคืบหน้าทางบวก เปิดพื้นที่ใหม่ให้การร่วมมือ และส่งผลดีต่อประชาชนทั้งสองประเทศรวมถึงโลก

สี จิ้นผิง ยังทบทวนจุดยืนหลักของจีนเรื่องไต้หวัน โดยเน้นว่า การที่ไต้หวันกลับมาอยู่กับจีนเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมชี้ว่าในอดีตจีนและสหรัฐฯ เคยยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้กับลัทธิฟาสซิสต์และลัทธิทหารนิยม และในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งสองประเทศยิ่งควรช่วยกันปกป้อง “ชัยชนะของสงครามโลกครั้งที่ 2” ให้มั่นคง

วิกฤตเบี้ยเลี้ยงล่าช้า เบี้ยเลี้ยงนักกีฬาค้างจ่ายนาน 3-4 เดือน เงินอัดฉีดเหรียญยังไม่เคลียร์ชัดเจน อลป.ไทยเตือนกระทบขวัญกำลังใจทีมชาติ หวั่นผลงานซีเกมส์ 2025 หดตัวในบ้านตัวเอง

(26 พ.ย. 68) ก่อนงานซีเกมส์ 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจะเริ่มขึ้น ปัญหาเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาค้างจ่าย 3-4 เดือน และเงินอัดฉีดเหรียญที่ยังไม่ขยับกลายเป็นวิกฤตกัดกร่อนขวัญกำลังใจนักกีฬาไทย

ในการประชุมคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย (อลป.ไทย) กลางปี 2568 สมาคมกีฬาหลายแห่งแจ้งว่าเงินเบี้ยเลี้ยงและค่าจ้างโค้ชที่เบิกผ่านกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติถูกค้างจ่ายถึงเดือนมีนาคม-เมษายนและยังไม่ได้รับเงินเดือนต่อมา บางสมาคมต้องใช้เงินสำรองหรือไปกู้หนี้เพื่อจ่ายให้กับทีม

ประธานที่ปรึกษาอลป.ไทย 'กองเอก ชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์' เตือนว่า หากเบี้ยเลี้ยงไม่เคลียร์ภายในสองสัปดาห์ จะนำทีมกีฬาและสมาคมไปยื่นหนังสือตรงถึงรัฐบาล เพื่อป้องกันผลกระทบขวัญกำลังใจและเป้าเจ้าเหรียญทองในซีเกมส์ 2025

ฝ่ายรัฐชี้แจงว่า งบประมาณได้รับแล้วแต่มีขั้นตอนการเบิกจ่ายที่ซับซ้อนและยังรอการอนุมัติจาก กกท. ส่งผลให้งบประมาณไม่ถึงมือสมาคมเต็มที่ ด้านเงินอัดฉีดเหรียญรางวัลอยู่ระหว่างดำเนินการปรับเพิ่มตามค่าครองชีพใหม่แต่นักกีฬาเห็นแค่ว่า "ยังไม่เพิ่มจริง" ทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักกีฬาเรื่องความมั่นคงทางการเงิน

การดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุหลังเหตุการณ์น้ำท่วม

1) ตรวจเช็กสุขภาพเบื้องต้นหลังน้ำลด
- โรคน้ำกัดเท้า/เชื้อรา
- แผลติดเชื้อ
- โรคระบบทางเดินหายใจ
- ความเครียด วิตกกังวล

สิ่งที่ควรทำ:
• ล้างเท้าให้สะอาด เช็ดให้แห้ง
• ดูแลแผลด้วยน้ำเกลือ
• พบแพทย์หากมีไข้ หอบ เหนื่อย
• ให้ผู้สูงอายุพักผ่อน

2) ดูแลที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัย
• เปิดประตูหน้าต่าง ลดความชื้น
• เช็ดเชื้อรา
• ป้องกันพื้นลื่น
• ตรวจระบบไฟฟ้าโดยช่าง

3) โภชนาการหลังน้ำลด
• ทานอาหารร้อน สะอาด
• เลี่ยงอาหารหมดอายุ
• ดื่มน้ำสะอาด 6-8 แก้ว
• ควบคุมอาหารหากมีโรคประจำตัว

4) ยาและโรคประจำตัว
• ตรวจว่าหยาประจำตัวไม่เปียกน้ำ
• จัดยาเป็นเวลา
• หากยาชำรุด ติดต่อโรงพยาบาล

5) ป้องกันโรคหลังน้ำท่วม
• ไข้เลือดออก-กำจัดน้ำขัง
• ไข้ฉี่หนู-ไข้สูง ปวดน่อง ต้องพบแพทย์
• ท้องเสีย-ล้างมือให้สะอาด
 

กองทุนการออมแห่งชาติ จัดกิจกรรมโปรโมตสลาก กอช. “ศุกร์ได้ลุ้น สุขได้ออม กับ สลาก กอช.”

เมื่อวันที่ 24-25 พ.ย. 68 กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) จัดกิจกรรม “ศุกร์ได้ลุ้น สุขได้ออม กับ สลาก กอช.” นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ ได้นำคณะลงพื้นที่เดินสายประชาสัมพันธ์จากอาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ ไปถึงตลาดซอยลือชา (ซอยพหลโยธิน 1) เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับ “สลาก กอช.” โดยได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนที่อยู่บริเวณดังกล่าวอย่างล้นหลาม

การลงพื้นที่ทั้งสองวัน เป็นการประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ ความเข้าใจ เพื่อเตรียมความพร้อมของ “สลาก กอช.” ซึ่งเป็นนวัตกรรมการออมที่ได้ประโยชน์สองต่อ ต่อแรก คือ ได้ลุ้นเงินล้านทุกวันศุกร์  และต่อที่สอง คือ ทุกบาทที่ซื้อกลายเป็นเงินออม ทำให้การออมกลายเป็นเรื่องสนุก ที่สำคัญที่สุด เงินต้นไม่หาย และยังได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่ม ซึ่งจะทำให้คนไทยทุกคนมีอนาคตทางการเงินที่มั่นคง และมีความสุขในวัยเกษียณ

โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. คนไทยทุกคนอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป สามารถซื้อสลาก กอช. ได้ทุกวัน งวดต่องวด ออกรางวัลทุกวันศุกร์เวลา 17.00 น. ผู้ถูกรางวัลจะได้เงินรางวัลทันทีผ่านพร้อมเพย์ ซึ่งสามารถนำออกมาใช้ได้เลย โดยที่เงินค่าซื้อสลากทั้งหมดถูกเก็บเป็นเงินออมในบัญชีส่วนตัวของตนเอง แม้ว่าจะถูกรางวัลหรือไม่ก็ตาม

2. พิเศษสุดๆ คนไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ซื้อ และสามารถออมไว้ได้ 5 ปี หลังจากวันที่ซื้อครั้งแรก และสามารถซื้อได้ไม่จำกัดรอบ

3. เป็นสลากขูดแบบดิจิทัล ใบละ 50 บาท ซื้อได้ไม่เกิน 3,000 บาท ต่อเดือน

4. รางวัลของ "ทุกวันศุกร์" กำหนดดังนี้
4.1 รางวัลที่ 1 (เป็นเลข 6 หลัก) รางวัล 1,000,000 บาท จำนวน 5 รางวัล
4.2 รางวัลที่ 2 (เป็นเลขหน้า 3 ตัว และเลขท้าย 3 ตัว) รางวัล 1,000 บาท จำนวน 10,000 รางวัล
4.3 รางวัลพิเศษ (แจ็คพอต) 1 รางวัล (ถ้ามี)

5. หากในงวดใดที่รางวัลออกไม่หมด รางวัลที่ออกไม่หมดนั้นจะถูกทบยอดเป็นรางวัลพิเศษ (แจ็คพอต) ในงวดถัดไปทั้งหมดทันที

6. “เงินค่าซื้อสลากทั้งหมดจะเป็นเงินออมของผู้ซื้อสลาก” ซึ่งจะนำเงินส่งเข้าบัญชีเงินออมรายบุคคลกับ กอช. และเมื่อผู้ออมอายุครบ 60 ปี จะคืนเงินทั้งหมดทุกบาท ทุกสตางค์ที่ซื้อสลากมาทั้งชีวิตพร้อมกับผลตอบแทนการลงทุนให้กับผู้ออม

7. หากเสียชีวิต เงินออมที่ซื้อสลาก กอช. ทั้งหมดจะตกสู่ทายาทตามกฎหมายหรือบุคคลที่ผู้ซื้อระบุไว้

สำหรับพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศลงเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมานั้น กฎหมายจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 60 วัน ในระหว่างนี้ กอช. ได้นำเสนอร่างกฎกระทรวง เกี่ยวกับรายละเอียดรูปแบบการออกรางวัลให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้พิจารณา เพื่อนำเข้าคณะรัฐมนตรีต่อไป ทั้งนี้ เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ที่สนใจจะสามารถซื้อผ่านแอปพลิเคชัน “กอช.” และเครือข่ายพันธมิตรในอนาคตได้ การสมัครทำได้ง่าย เพียงใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และเลขหลังบัตรประชาชน สำหรับผู้ที่ถูกรางวัล เงินรางวัลจะถูกโอนเข้าบัญชีพร้อมเพย์ของท่านทันที ความร่วมมือนี้ จะสร้างความเชื่อมั่นแก่คนไทย ทำให้การออมเป็นเรื่องสนุก เสริมสร้างวินัยทางการเงิน และให้คนไทยมีชีวิตหลังเกษียณที่มั่นคง”
 

ชาวผู้ดีแห่ย้ายไปรัสเซีย “ค่านิยมร่วม” Common Values Visa หวังย้ายปักหลักเริ่มชีวิตใหม่ในรัสเซีย หลังเบื่อการเมือง-วัฒนธรรมในประเทศตัวเอง โอดภาษีสูง เงินไหลช่วยยูเครนเกินรับไหว

(26 พ.ย. 68) มีรายงานว่าชาวอังกฤษจำนวนหลายร้อยคนกำลังยื่นขอ “วีซ่าค่านิยมร่วม” (Common Values Visa) เพื่อย้ายไปพำนักในรัสเซีย โดยให้เหตุผลว่ารู้สึกเบื่อหน่ายกับนโยบายรัฐบาลอังกฤษ ภาษีที่สูงขึ้นต่อเนื่อง และบรรยากาศทางการเมือง–วัฒนธรรมในประเทศที่ถูกมองว่า “โว้กเกินไป” (Woke) หรือให้ความสำคัญกับประเด็นอัตลักษณ์ทางสังคม เชื้อชาติ และเพศอย่างสุดโต่ง

ฟิลิป ฮัทชินสัน (Philip Hutchinson) ตัวแทนบริษัท Moscow Connect ซึ่งช่วยดูแลการย้ายถิ่นให้ชาวต่างชาติ เปิดเผยว่าขณะนี้มีชาวอังกฤษส่งคำถามและใบสมัครย้ายไปอยู่รัสเซียสัปดาห์ละราว 50-80 ราย พร้อมระบุว่าหลายคนไม่พอใจที่เงินภาษีที่จ่ายเพิ่มขึ้นถูกนำไปสนับสนุนยูเครน ขณะที่ชาวอังกฤษรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “ผมรักรัสเซีย ที่นั่นไม่มีอาชญากรรม ถนนหนทางสะอาด และเป็นประเทศที่เจริญ”

โดยก่อนหน้านี้รัสเซียได้ออกกฎเปิดทางให้ชาวต่างชาติที่รู้สึก “ไม่สอดคล้องกับนโยบายประเทศตัวเอง” สามารถขอวีซ่าและใบพำนักชั่วคราวได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องสอบภาษา เพียงยื่นคำชี้แจงเหตุผลต่อสถานทูตรัสเซีย แนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในอังกฤษ แต่ยังพบคนจากชาติตะวันตกอื่น ๆ ยื่นขอเข้าร่วมโครงการนี้รวมแล้วกว่า 2,200 คน เช่น กรณีเชฟชาวเยอรมันที่พาครอบครัวย้ายไปอยู่แคว้นวลาดิมีร์ของรัสเซีย เพราะไม่เห็นด้วยกับ “ค่านิยมยุโรปยุคใหม่”
 

‘ดร.ธรณ์’ ชี้ใช้ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ แบกน้ำหนักได้เยอะ สู้ลมแรง ส่งสิ่งจำเป็น ‘ยา-นมเด็ก–พาวเวอร์แบงค์’ เข้าสู่พื้นที่เรือเข้าไม่ถึงได้ 

(26 พ.ย. 68) ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ โพสต์ภาพ พร้อมข้อความว่า น้ำท่วมหาดใหญ่ นี่คือตัวอย่างโดรนที่ใช้ส่งของได้ ผมเพิ่งไปดูมาที่ PTTEP เป็นโดรน 8 ใบพัดที่แบกน้ำหนักได้เยอะ สู้ลมแรงได้ เพราะใช้ส่งของระหว่างแท่นผลิตปิโตรเลี่ยมในอ่าวไทยอยู่แล้ว

เมืองไทยยังมีโดรนเกษตรอีกมากมายที่บรรทุกน้ำหนักได้ หากเราระดมโดรนเข้าใช้ แม้บางช่วงอาจมีฝนตก แต่เมื่อสภาพอากาศเป็นใจ เราสามารถส่งสิ่งที่จำเป็นเข้าไปได้ เช่น ยา นมสำหรับเด็ก หรือแม้กระทั่งพาวเวอร์แบงค์เพื่อการติดต่อสื่อสาร ฯลฯ

อย่างน้อยก็เป็นการช่วยอีกทาง เพราะในบางพื้นที่น้ำเชี่ยวเรือเข้าไม่ได้ อีกทั้งเรายังต้องใช้เรือเพื่อช่วยอพยพผู้คน เรือที่มีจำกัดอาจไม่พอแบ่งไปขนของแจก

เสนอไอเดียนี้ในโหนกระแส ได้รับการตอบรับอย่างเร็ว จนล่าสุดทราบว่าหน่วยงานรัฐอนุญาตอย่างเป็นทางการแล้ว (ก่อนหน้านั้นบินไม่ได้เพราะติดกฎห้ามบิน)

ทราบว่านายกสมาคมโดรนกำลังระดมความช่วยเหลือ ยังมีโดรนจากอีกหลายองค์กรที่พอนำไปช่วยได้ ใครมีก็ลองประสานกับสมาคมโดรนนะครับ

โดรนขนาดเล็กอาจช่วยในการชี้เป้านำทางเรือให้เข้าไปช่วย สำรวจเส้นทาง หรือแม้กระทั่งติดลำโพงใช้ประกาศแจ้งสถานการณ์และความช่วยเหลือให้คนที่ติดอยู่ทราบ

ยังมีโดรนกันน้ำ/ลงน้ำได้ที่ทราบว่าบางหน่วยงานมีใช้ พวกนั้นใช้ขนของเล็กๆ เช่น ถุงกันเปียกใส่ยาไว้ข้างใน

หรือแม้กระทั่งโดรนติดกล้องอินฟราเรดจับความร้อน ใช้ตามหาผู้ประสบภัยบนหลังคาในเวลาค่ำคืนเพื่อชี้เป้าและส่งความช่วยเหลือเข้าไป

เทคโนโลยีจะมีประโยชน์สูงสุดเมื่อใช้ช่วยชีวิตคนในยามลำบากที่สุด

มีอุปสรรคมากมาย แต่เพื่อช่วยพี่น้องที่ติดน้ำอยู่ในความสิ้นหวัง เราต้องไม่ยอมแพ้ ต้องหาทุกทาง แม้จะได้ทีละนิดละน้อย เราก็ต้องพยายามให้ถึงที่สุดครับ

ดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน ผู้สานต่อภารกิจท่าอากาศยานทั่วประเทศ เน้นความปลอดภัย มาตรฐานสากล และฟังเสียงชุมชน ผลักดันแผนพัฒนาสนามบินไทยให้ก้าวทันโลกการบิน

กรมท่าอากาศยาน เป็นหน่วยงานระดับกรมในสังกัดกระทรวงคมนาคม มีภารกิจสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายการบินของประเทศ บริหารและส่งเสริมกิจการท่าอากาศยานของรัฐให้มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวของภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วไทย 

ปัจจุบันกรมฯ ดูแลท่าอากาศยาน 29 แห่งทั่วประเทศ โดยสืบทอดภารกิจมาจากการปรับโครงสร้างกรมการบินพลเรือนเดิมให้เป็น “กรมท่าอากาศยาน” เมื่อปี 2558 เพื่อแยกบทบาทด้านกำกับดูแลออกจากบทบาทผู้ประกอบการสนามบินอย่างชัดเจน ในจังหวะที่โครงสร้างพื้นฐานการบินของไทยต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสากล ควบคู่กับดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม การได้ “ดนัย เรืองสอน” วิศวกรผู้สั่งสมประสบการณ์ด้านทางหลวงและความปลอดภัยทางคมนาคมมายาวนาน เข้ามารับตำแหน่งอธิบดีกรมท่าอากาศยาน จึงเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนสนามบินภูมิภาคของไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการบินยุคใหม่

วันนี้ THE STATES TIMES จะพามาทำความรู้จักดนัย เรืองสอน ให้มากยิ่งขึ้น 

ดนัย เติบโตมาจากสายวิศวกรรม จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (วิศวกรรมโยธา) จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น วศ.2532 (สำเร็จการศึกษาในปี 2536) ก่อนจะต่อยอดความรู้เชิงลึกด้านการคมนาคมขนส่ง ด้วยการศึกษาต่อระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมขนส่ง (Transportation Engineering) ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology : AIT) ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมระดับนานาชาติ พื้นฐานการศึกษาทั้งในและต่างประเทศนี้ ทำให้เขามีทั้งกรอบคิดทางวิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐาน และมุมมองด้านระบบการขนส่งที่มองภาพรวมทั้งเครือข่ายอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับผังเมือง ถนน ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน

หลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ดนัยเริ่มต้นเส้นทางอาชีพด้วยการช่วยงานครอบครัวในสวนไม้ดอกไม้ประดับระยะหนึ่ง ก่อนก้าวเข้าสู่งานวิศวกรอย่างเต็มตัว ทั้งในภาคเอกชนโรงหล่อเสาเข็ม และสุดท้ายตัดสินใจเข้ารับราชการที่กรมทางหลวงในปี 2537 ในตำแหน่งวิศวกรโยธา กองสำรวจและออกแบบ 

เขามีบทบาทสำคัญในการออกแบบถนนและโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น การออกแบบทางลอดใต้สะพานและโครงข่ายถนนในพื้นที่ชุมชนตลอดแนวถนนเพชรเกษม เพื่อให้ความเร็วจากถนนสายหลักไม่กลายเป็นจุดเสี่ยงเมื่อเข้าสู่เขตเมือง รวมถึงการออกแบบทางแยก วงเวียน และสะพานข้ามจุดกลับรถ เพื่อลดอุบัติเหตุและเพิ่มความคล่องตัวของจราจร โดยเฉพาะในจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และราชบุรี ซึ่งเป็นตัวอย่างการใช้วิศวกรรมจราจรเชิงปฏิบัติจริงในพื้นที่อย่างแท้จริง

จากสายออกแบบ ดนัยขยับมาสู่บทบาท “ลงพื้นที่-บริหารโครงข่าย” มากขึ้น เขาเคยประจำอำเภอหัวหิน ดูแลงานขยายถนนให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของคนในเมือง เช่น การจัดเกาะกลางให้คนข้าม มีจุดพักรถโดยสาร และช่องรอเลี้ยวที่ปลอดภัย ก่อนจะเลื่อนขึ้นเป็นผู้อำนวยการแขวงการทางหลายแห่ง ทั้งชุมพร กรุงเทพฯ และชลบุรีที่ 2 ซึ่งต้องดูแลทั้งงานบำรุงรักษา ซ่อมถนน และบริหารความปลอดภัยในพื้นที่คับคั่งด้านเศรษฐกิจและท่องเที่ยว 

ต่อมาดนัยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 1 จังหวัดพิจิตร ทำหน้าที่ก่อสร้างสะพาน อุโมงค์ และสะพานชั่วคราวในภาวะภัยพิบัติ เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เขาเข้าใจทั้งมิติ “สร้างใหม่” และ “ฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน” ของโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนต้องพึ่งพิงในยามวิกฤต

เมื่อสะสมประสบการณ์ครบทั้งงานออกแบบ งานบำรุงรักษา และงานก่อสร้าง ดนัยจึงก้าวสู่บทบาทระดับนโยบายในกรมทางหลวง เขาได้รับตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมโยธา (ด้านบำรุงรักษาทาง) ก่อนขึ้นเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการทางหลวงระหว่างประเทศ ดูแลโครงข่ายถนนที่เชื่อมโยงไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งทางหลวงอาเซียน ทางหลวงเอเชีย และโครงการสำคัญอย่างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 ที่จังหวัดบึงกาฬ หน้าที่เหล่านี้ทำให้เขาเห็นบทบาทของโครงสร้างพื้นฐานไทยในสมการภูมิภาคเอเชียอย่างชัดเจน ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็น “วิศวกรใหญ่ด้านอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านมาตรการป้องกันอุบัติเหตุ และการออกแบบถนนให้ “ปลอดภัยตั้งแต่แรก” ทั้งระบบ

ตลอดเส้นทางด้านวิศวกรรม ทำให้ดนัยมีความเพียบพร้อมทั้งฝีมือ ประสบการณ์ และความรู้ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 แต่งตั้ง “ดนัย เรืองสอน” จากวิศวกรใหญ่ด้านอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง ให้ข้ามมารับตำแหน่ง “อธิบดีกรมท่าอากาศยาน” เพื่อขับเคลื่อนสนามบินภูมิภาคของไทยให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจและความปลอดภัยในยุคใหม่ 

ซึ่งหลังจากเข้ารับตำแหน่ง เขาเดินหน้าหลายโครงการสำคัญ ทั้งการพัฒนาท่าอากาศยานตรัง เร่งแก้ปัญหาความล่าช้าของอาคารผู้โดยสารหลังใหม่และการขยายรันเวย์ เพื่อรองรับผู้โดยสารได้ถึงราว 3.4 ล้านคนต่อปีในอนาคต 

การพัฒนาท่าอากาศยานลำปาง วงเงินรวมราว 2,900 ล้านบาท ทั้งสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ พื้นที่ใช้สอย 20,000 ตารางเมตร และต่อเติมรันเวย์เป็น 2,500 เมตร เพื่อรองรับอากาศยานเจ็ตขนาดกลาง ตามมาตรฐาน ICAO ควบคู่กับแผนขยายรันเวย์สนามบินชุมพร และการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างหรือพัฒนาสนามบินใหม่ในจังหวัดต่าง ๆ เช่น พะเยา พัทลุง สตูล บึงกาฬ มุกดาหาร และสนามบินสารสินธุ์ โดยเน้นการรับฟังความคิดเห็นประชาชนและการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างรอบคอบ 

นอกจากนี้ เขายังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและความพร้อมในภาวะวิกฤต เช่น การเฝ้าระวังสนามบินภาคใต้ในช่วงน้ำท่วม พร้อมสื่อสารเส้นทางการเดินทางที่ปลอดภัยให้ประชาชน และดูแลให้ระดับน้ำบนรันเวย์อยู่ในมาตรฐาน พร้อมให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง

ตลอดเส้นทางจากวิศวกรออกแบบถนนสู่ผู้บริหารสนามบินทั่วประเทศ ดนัย เรืองสอน แสดงให้เห็นถึงการเป็น “ผู้นำสายเทคนิค” ที่ไม่เพียงเข้าใจตัวเลข วิศวกรรม และมาตรฐานความปลอดภัย แต่ยังมองเห็นผู้ใช้ถนนและผู้โดยสารตัวจริงอยู่เบื้องหลังทุกโครงการ เขานำประสบการณ์จากโครงข่ายทางหลวงขนาดใหญ่ มาผสานกับโจทย์ใหม่ของท่าอากาศยานภูมิภาค ทั้งด้านความปลอดภัย การบริหารต้นทุน การดูแลสิ่งแวดล้อม และการยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารให้สะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงได้สำหรับประชาชนในทุกภูมิภาค การขับเคลื่อนกรมท่าอากาศยานภายใต้การนำของเขาจึงไม่ใช่แค่การสร้างอาคารผู้โดยสารหรือขยายรันเวย์ แต่คือการสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้สนามบินของรัฐเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนไว้ใจได้ เป็นประตูเชื่อมโอกาสเศรษฐกิจใหม่ และเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาที่เดินหน้าไปพร้อมกับชุมชนอย่างแท้จริง

ศาลให้ประกันตัว อดีตนางเอก ‘ปู มัณฑนา’ วงเงิน 3 แสนบาท คดีฉ้อโกงหลอกลงทุน คอลลาเจน 1.1 ล้าน

(26 พ.ย. 68) ศาลอุทธรณ์อนุญาตปล่อยชั่วคราว "ปู-มัณฑนา หิมะทองคำ" อดีตนางเอกชื่อดัง หลังโดนพิพากษาคดีฉ้อโกงร่วมลงทุนธุรกิจคอลลาเจนจนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ทว่าเธอต้องวาง "ประกันอิสรภาพ" ด้วยกรมธรรม์วงเงิน 300,000 บาท แทนเงินสดเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาล

คดีนี้เกิดจากผู้เสียหายซึ่งเชื่อมั่นในชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของปู ลงทุนเงินกว่า 1.1 ล้านบาท ตามข้อเสนอที่รับประกันผลตอบแทน แต่ธุรกิจคอลลาเจนนั้นไม่มีตัวตนจริงและเงินไม่คืนตามสัญญา ศาลชั้นต้นจึงตัดสินว่าปูมีความผิดฐานฉ้อโกงและสั่งจำคุกทันที

"ประกันอิสรภาพ" ที่ใช้โดยปู เป็นกรมธรรม์ประกันวงเงิน 3 แสนบาท ที่หากจำเลยไม่มาศาลตามนัด, หลบหนี หรือกระทำผิดเงื่อนไข ศาลสามารถเพิกถอนประกันและสั่งปรับตามวงเงินดังกล่าวได้ทันที ทำให้เธอสามารถใช้ชีวิตนอกเรือนจำตอนนี้ได้ แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเข้มงวด

แม้คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ แต่สถานะของเธอคือจำเลยที่ถูกตัดสินแล้ว ความไม่ประพฤติตามเงื่อนไขแค่ครั้งเดียวอาจทำให้ต้องกลับเข้าคุกพร้อมสูญเงินประกันเป็นค่าปรับ ภาพรวมนี้สะท้อนความซับซ้อนของคดีการเงินและภาพลักษณ์ ที่ปู มัณฑนากำลังเผชิญ

กรณีของเธอยังเป็นบทเรียนสำคัญต่อสังคมเรื่องการระวังการลงทุนที่เกี่ยวกับชื่อเสียงคนดัง การรักษาคำพูดและความโปร่งใสของบุคคลสาธารณะ รวมถึงการใช้ "ประกันอิสรภาพ" เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสิทธิและการคุ้มครองสังคมในกระบวนการยุติธรรม
 

บรรยากาศก่อนซีเกมส์ ไทยเจ้าภาพทดสอบระบบ สามคลัสเตอร์สุดท้าทาย ตั้งเป้า 241 เหรียญทอง จาก 50 ชนิดกีฬา

ปลายปี 2568 ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม ในฐานะเวทีโชว์ศักยภาพกีฬาและฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวหลังปีที่เหนื่อยล้า แต่ซีเกมส์ 2025 ไม่ใช่แค่สนามกีฬาธรรมดา หากเป็นสนามสอบระบบประเทศ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการ งบประมาณ และบทบาท "ทีมชาติไทย" ที่ต้องพิสูจน์อย่างแท้จริง

งานจัดใน 3 คลัสเตอร์หลัก กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา ซึ่งแต่ละแห่งมีความท้าทายแตกต่างกันไป แต่ถูกผูกด้วยเป้าหมายเดียวกัน ในขณะที่สงขลาถูกน้ำท่วมรุนแรง ระบบสาธารณูปโภคถูกทดสอบอย่างหนัก สะท้อนภาพความจำเป็นต้องมีแผนรับมือเชิงระบบกับวิกฤตภูมิอากาศมากกว่าการแก้ไขเฉพาะหน้า

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้สงขลากำลังเผชิญ น้ำท่วมหนักที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี มีทั้งคำเตือนน้ำหลาก-ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ-อพยพประชาชน โดยเฉพาะโซนหาดใหญ่ที่น้ำสูงและระบบขนส่งได้รับผลกระทบชัดเจน ฝ่ายการกีฬา (กกท. และ อลป.ไทย) เลยเตรียม “แผนสำรองย้ายบางชนิดกีฬาออกจากสงขลาไป กทม.-ชลบุรี” หากสถานการณ์ไม่คลี่คลายใกล้วันแข่ง

ด้านซอฟต์พาวเวอร์ ไทยวางเกมด้วยดีไซน์โลโก้ที่ผสานลายไทยในรูปแบบมินิมอล มาสคอตช้างสีธงชาติไทย และเหรียญรางวัลที่สื่อความหมาย "การถักทอมิตรภาพ" ระหว่างชาติสมาชิก เพื่อสื่อสารไปยังผู้ชมและนักกีฬา แต่ความสำเร็จยังขึ้นกับความรู้สึก "มีส่วนร่วมและภูมิใจ" ของทุกคนในระบบกีฬา

การกีฬาแห่งประเทศไทยตั้งเป้า 241 เหรียญทองจาก 50 ชนิดกีฬา ซึ่งเป็นแรงกดดันสำหรับนักกีฬาและสมาคมกีฬา ในขณะที่ระบบสวัสดิการและเงินอัดฉีดยังมีความไม่แน่นอน เสี่ยงกลายเป็นเป้าหมายที่สวยบนกระดาษมากกว่าความจริง

ซีเกมส์ 2025 จึงกลายเป็นบทพิสูจน์วิธีบริหารจัดการที่ครบวงจร ตั้งแต่การรับมือวิกฤตน้ำท่วมจนถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนของเมืองเจ้าภาพ ไทยจะไม่เพียงแค่โชว์เหรียญแต่ต้องแสดงให้เห็นถึงความพร้อมระบบที่ตอบโจทย์อนาคต และรู้จักเคารพคนในระบบกีฬาทุกฝ่ายอย่างแท้จริงเพื่อสร้างภาพลักษณ์และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนหลังจบงาน

เผยโฉมเลย์เอาต์ครั้งแรก สนามแข่งรถ F1 กลางกรุงเทพฯ ระยะทางรวม 5.732 กม. รอบจตุจักร กกท. พร้อมเปิดแบบสอบถาม ฟังเสียง ปชช.ก่อนเดินหน้าโปรเจกต์

(27 พ.ย. 68) เฟซบุ๊กกองประชาสัมพันธ์ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โพสต์เชิญชวนประชาชนร่วมตอบแบบสอบถาม “การจัดการแข่งขันรถยนต์ Formula One (F1) ในประเทศไทย” พร้อมเผยรายละเอียดโครงการ Formula One (F1) Thailand Grand Prix 2028 และเลย์เอาต์สนามแข่ง (Track Layout) ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก โดยเสนอใช้พื้นที่ย่านจตุจักรจัดแข่งในรูปแบบสนามถนนเมือง (สตรีตเซอร์กิต)

ตามข้อมูลในแบบสอบถาม ระบุว่าเส้นทางแข่งมีความยาวรวม 5.732 กิโลเมตร วิ่งตามเข็มนาฬิกา ครอบคลุม 8 พื้นที่หลัก ได้แก่ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ สถานีขนส่งหมอชิตเดิม ตลาดนัดจตุจักร สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนจตุจักร สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) พื้นที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบ้านพักรถไฟของการรถไฟฯ โดยโครงการตั้งเป้าจัดแข่งต่อเนื่อง 5 ปี ช่วง พ.ศ. 2571-2575 ปีละ 3 วัน ระหว่างวันศุกร์-อาทิตย์ ในเดือนมีนาคมหรือกันยายน

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับไทยสู่การเป็นศูนย์กลางจัดกีฬาและอีเวนต์ระดับโลก สร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และพัฒนาศักยภาพบุคลากรกีฬายานยนต์ควบคู่ไปกับนวัตกรรม แต่ก็ยอมรับว่ามีผลกระทบตามมา ทั้งการปิดการจราจรบางส่วนในช่วงก่อสร้างและเตรียมงาน การปิดใช้พื้นที่บางส่วนของสวนสาธารณะ 3 แห่ง การปรับจุดรอรถและเส้นทางเดินรถขนส่งสาธารณะ รวมถึงความไม่สะดวกของผู้ค้า-นักท่องเที่ยวตลาดนัดจตุจักร แม้ในวันแข่งจะยังเปิดตลาดตามปกติเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

กกท.ย้ำว่า การจัด F1 ต้องใช้พื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมือง จึงจำเป็นต้องสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั้งในมิติ “ความต้องการ” และ “ผลกระทบ” เพื่อนำไปใช้ศึกษาความเป็นไปได้ วางมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อนให้เหมาะสม พร้อมเปิดลิงก์แบบสอบถามให้ประชาชนร่วมแสดงความเห็นต่อโปรเจกต์ F1 ไทยแลนด์ก่อนขยับสู่ขั้นตอนต่อไป 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top