Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

“เมย์ วาสนา” แฉชัด “ดิว อริสรา” ยังไม่ได้เงินเลยแม้แต่สักงวด จับตาผลลัพธ์หลังครบกำหนด 1 ปี ทิ้งท้ายชัด “ผิดเงื่อนไขมีฟ้องใหม่แน่”

(27 พ.ย. 68) มหากาพย์หนี้สินระหว่าง 'เมย์ วาสนา' กับ 'ดิว อริสรา' ยังคงไม่จบ หลังผู้ว่าจ้าง 'เมย์' เปิดใจครั้งแรกว่า ยังไม่ได้รับเงินชำระหนี้แม้แต่สักงวดเดียว แม้ทั้งสองฝ่ายจะเคยตกลงเคลียร์และเซ็นสัญญาผ่อนชำระเงินจำนวน 62 ล้านบาทไว้ พร้อมระบุว่าจะผ่อนภายใน 1 ปี

'เมย์' เผยผ่านสื่อว่า หลังเซ็นสัญญาและคืนทรัพย์สินตามที่ตกลงกันแล้ว ไม่ได้พบหรือติดต่อกับ 'ดิว' โดยตรง ทุกอย่างดำเนินผ่านทนายความและเอกสารสัญญา และย้ำว่า "เท่าที่เช็กตอนนี้ ยังไม่ได้นะ ยังไม่ได้รับสักงวดเลย" โดยสัญญานี้เป็นเครื่องมือทางกฎหมาย หากไม่ชำระครบภายใน 1 ปี ฝ่ายเจ้าหนี้จะนำสัญญามาใช้เดินเกมคดีได้

ตั้งแต่ต้นเรื่อง เริ่มจากความสัมพันธ์ระหว่าง 'เมย์' ที่ทำธุรกิจซื้อขายของแบรนด์เนม กับ 'ดิว' คนในวงการแฟชั่นที่ยืมใช้ของหรูและไม่คืนจนตกเป็นหนี้สินรวมกว่า 62 ล้านบาท ต่อมาได้มีการเจรจาและคืนทรัพย์สินบางส่วน พร้อมถอนฟ้องคดีอาญาสำหรับทรัพย์สินที่คืนแล้ว

แม้สถานการณ์ดูเหมือนจะมีทางออก แต่ 'เมย์' เลือกที่จะมูฟออนและโฟกัสธุรกิจตัวเอง ขณะที่ยังรอดูผลการชำระเงินตามสัญญาเพื่อการตัดสินใจในเกมกฎหมายต่อไป ท่าทีนี้แสดงถึงความเข้าใจต่อสถานการณ์ของ 'ดิว' และมุมมองที่ไม่ใช่แค่เรื่องความขัดแย้ง แต่เป็นเรื่องของระบบสัญญาและกฎหมาย

ขณะเดียวกัน มีข่าวลือเกี่ยวกับการจ้าง 'ดิว' ไลฟ์ขายของครั้งละ 5 แสนบาท ซึ่ง 'เมย์' ได้ปฏิเสธและชี้แจงว่าไม่เกี่ยวข้องกับเธอ และมองว่าทั้งสองควรแยกเดินทางทำงานของตัวเองต่อไป เรื่องนี้ยังสะท้อนการตั้งคำถามในสังคมเรื่องเส้นแบ่งระหว่างมิตรภาพ ธุรกิจ และความน่าเชื่อถือในยุคโซเชียล ขณะที่หลายฝ่ายจับตาว่าเมื่อครบ 1 ปี การชำระหนี้จะเป็นไปตามสัญญาหรือไม่ หรือจะกลับเข้าสู่สนามกฎหมายอีกครั้ง

จากคำพูดที่ว่า!! ประเทศไทยไม่ต้องมี ‘กัน จอมพลัง’ ก็ได้ แต่วันที่หาดใหญ่จมน้ำ เขายังลุยต่อ พิสูจน์คุณค่าด้วยการช่วยชีวิตจริง ไม่ใช่ด้วยดราม่า ทิ้งคำด่าไว้ข้างหลัง แล้วลงน้ำไปช่วยคนก่อนใคร

(26 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์รวมความสุข ให้กำลังใจ โพสต์ข้อความว่า…ในวันที่เขาถูกบอกว่า “ประเทศไทยไม่ต้องมีกัน จอมพลังก็ได้”

เดือนที่ผ่านมา…เขาคือคนที่ถูกโจมตีอย่างหนัก ถูกพูดอย่างร้ายแรงว่าประเทศไทย “ไม่ต้องมีกัน จอมพลังก็ได้” คำพูดที่บาดลึก และเหมือนพยายามลบค่าความดีที่เขาทำมาตลอดหลายปี

แต่วันนี้…วันที่หาดใหญ่จมอยู่ใต้น้ำมานานกว่า 4 วัน วันที่ผู้คนหลายพันชีวิตติดอยู่ในบ้านตัวเอง วันที่อาหารขาดแคลน ยาไม่พอ คนล้มป่วยกันเป็นแถว วันที่หลายคนรู้สึก “ไม่มีใครจะพึ่งได้”

กลับเป็นวันที่ชื่อของ กัน จอมพลัง ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายน้ำเชี่ยว พร้อมเสื้อชูชีพและเรือช่วยเหลือแทนคำด่าทอที่เคยเจอ เขาเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด “ลงพื้นที่ และเข้าหาคนที่เดือดร้อนที่สุดก่อนเสมอ”

และในบ้านเก่าหลังหนึ่งที่ถูกน้ำท่วมเขาพบ เด็กผู้หญิงอายุเพียง 7 ขวบ ติดอยู่ในบ้านตามลำพังหลายคืน เด็กตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีอาหารพอ ไม่มีใครให้กอด ไม่มีใครปลอบ มีเพียงน้ำท่วม… และความกลัวที่กัดกินหัวใจทุกนาที

วินาทีที่เด็กเห็นเขา มันเกินกว่าคำว่า “ดีใจ” เธอร้องไห้ออกมาสุดเสียง ร้องเหมือนแบกความกลัวไว้หลายคืน ร้องเหมือนเห็น “ผู้ใหญ่คนแรกที่เข้ามาหาเธอ” หลังจากติดอยู่คนเดียว ร้องเหมือนเสียงที่บอกว่า “หนูรอดแล้ว มีคนมาช่วยหนูแล้ว”

และก็เป็น กัน จอมพลัง คนเดิมที่อุ้มเด็กขึ้นจากน้ำอย่างระมัดระวัง เหมือนจะบอกเธอว่า “หนูไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกแล้วนะ”

บางครั้ง…คำว่าคุณค่าของคน ไม่ได้วัดจากเสียงดราม่าบนโลกออนไลน์ แต่วัดจากวินาทีที่มนุษย์คนหนึ่งยื่นมือไปช่วย “ชีวิตจริง” อีกชีวิตหนึ่งในวันที่โลกทั้งใบไม่เหลือใครให้พึ่ง

วันนี้ หาดใหญ่หลั่งน้ำตา…แต่ไม่ใช่เพราะน้ำท่วมอย่างเดียว เพราะยังมีคนแบบเขา ที่ยืนลุยน้ำเพื่อช่วยชีวิตเล็ก ๆ ชีวิตหนึ่งให้ปลอดภัย

และอาจถึงเวลาแล้ว ที่สังคมจะหันกลับมาถามตัวเองว่า เพราะอะไรเราถึงเคยบอกว่า “ประเทศไทยไม่ต้องมีกัน จอมพลังก็ได้” ?

“น้ำไม่ท่วมครับ” สู่ภาพหาดใหญ่จมบาดาล ระบบเตือนภัยพ่ายให้กับความมั่นใจผิด ๆ นี่จึงไม่ใช่แค่น้ำท่วมใหญ่สุดในรอบ 25 ปี แต่คือการเตือนภัยที่ผิดจังหวะทั้งระบบ พังทั้งกระดาน

ประเด็นบทความน้ำท่วมหาดใหญ่ 
1) จาก “น้ำไม่ท่วมนะครับ” สู่เมืองจมทั้งเมือง
แกน: ความล้มเหลวด้านการสื่อสารในยามวิกฤต
• ผู้นำท้องถิ่นยืนยัน “รับรองว่า 3-4 วันนี้ น้ำไม่ท่วมแน่นอน… ให้มั่นใจนะครับ” โพสต์ 20 พ.ย.
• แค่ 4-5 วันถัดมา หาดใหญ่ท่วมหนักสุดในประวัติการณ์ ชาวบ้านติดชั้น 2 ต้องโบกมือขอความช่วยเหลือจากเฮลิคอปเตอร์
• ตั้งคำถามว่า “คำพูดของผู้นำ” ในยุคภัยพิบัติถี่แบบนี้ ต้องรับผิดชอบถึงระดับไหน

2) ธงเขียว-ธงแดง กับชีวิตคนทั้งเมือง
แกน: การประเมินสถานการณ์ผิดของศูนย์บัญชาการ
• รายงานข่าวชี้ว่า 48 ชม. ก่อนน้ำทะลัก นายกฯ ในฐานะ ผอ.ศูนย์อุทกภัยยังยก “ธงเขียว” ก่อนจะต้องเปลี่ยนเป็น “ธงแดง” ในเวลาสั้น ๆ ซึ่งไม่ทันมวลน้ำ
• วิเคราะห์ว่า “สายเกินไป” แค่ไหนสำหรับการอพยพ
• ถกมาตรฐานการประกาศเตือนภัยในเมืองใหญ่ของไทย ว่าจริง ๆ ควรทริกเกอร์ตั้งแต่ระดับไหน

3) หาดใหญ่ 68: เมืองใหญ่ที่แพ้ทั้งฝนและคำพูดของตัวเอง
แกน: เปรียบเทียบ “ระบบป้องกันน้ำท่วม” vs “ระบบป้องกันความเสียหายจากคำพูดผู้นำ”
• หลายสำนักวิเคราะห์ว่า ปี 68 ปริมาณน้ำเกินศักยภาพ “แก้มลิง” และระบบระบายน้ำเดิมอยู่แล้ว
• แต่ความเสียหายส่วนหนึ่ง “ทวีคูณ” เพราะคนเชื่อว่ารอบนี้ “ไม่ท่วมแน่”
• เสนอว่าต่อให้โครงสร้างพื้นฐานแพ้ฝน แต่อย่าให้ “โครงสร้างการสื่อสาร” แพ้ไปด้วย

ชงกฎอัยการศึกระเบิด ‘ถนนลพบุรีราเมศวร์’ เปิดทางระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลา คำถามคือใครจะรับผิดชอบ?? ถ้าอีกฟากต้องกลายเป็นเมืองใต้คลื่น

ขุดถนนลพบุรีราเมศวร์: ทางรอดหาดใหญ่ หรือกับดักฆ่าคนปลายน้ำ?

ในวันที่หาดใหญ่กลายเป็น “เมืองในอ่าง” น้ำสูงหลายเมตร ผู้คนหนีน้ำขึ้นไปอยู่บนชั้นสอง บางบ้านต้องปีนขึ้นหลังคารอเรือทหาร หลายคนไม่ได้ถกกันแค่ว่า “ทำไมน้ำถึงท่วม” อีกต่อไป แต่เริ่มถามคำถามที่แรงกว่านั้นว่า 

“เราจะเอาชีวิตคนหาดใหญ่นับแสน มาแลกกับถนนเส้นหนึ่งหรือเปล่า?” 

และเมื่อคำตอบจากฝ่ายหนึ่งคือ “ระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์” เพื่อเปิดทางระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลาให้เร็วที่สุด ข้อเสนอที่เคยมีแค่ในหนังสงคราม ก็ถูกโยนขึ้นกลางวงการเมือง–วิศวกรรมไทยจริง ๆ 

แต่ในอีกฟาก น้ำเสียงของคนตำบลคูเต่า ปลายน้ำของสายน้ำเดียวกัน กลับตะโกนสวนขึ้นมาว่า 
“นี่มันไม่ใช่การช่วยชีวิตคนหาดใหญ่ แต่มันคือการ “ฆ่าคนปลายน้ำ” นับหมื่นต่างหาก” 

บทความนี้ไม่ได้จะตอบแทนวิศวกรหรือนักการเมือง แต่จะชวนผู้อ่าน TST มองให้ครบทั้งลุ่มน้ำ ว่าภายใต้ดราม่า “ระเบิดถนน” จริง ๆ แล้วเราเถียงกันเรื่องอะไรแน่

ถนนที่กลายเป็นเขื่อน: ลพบุรีราเมศวร์ในสายตานักวิชาการ

ถนนลพบุรีราเมศวร์ เดิมคือถนนสายหลักเชื่อมเมืองหาดใหญ่กับสงขลา แต่ในสายตาของวิศวกรหลายคน วันนี้มันไม่ได้เป็นแค่ “ถนน” อีกแล้ว 

มันคือ “กำแพงคอนกรีต” ที่พาดขวางเส้นทางน้ำจากแอ่งหาดใหญ่ ไปสู่ทะเลสาบสงขลา 

นักวิชาการอย่าง ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ จากนิด้า อธิบายว่า หาดใหญ่เป็นเมืองใน “แอ่งกระทะ” น้ำจากรอบภูเขาไหลลงมารวมกัน ถ้าไม่เปิดทางออก น้ำที่ท่วมสูง 2-3 เมตรในเมือง ก็แทบไม่มีทางลดลงทันทีทันใด เขาจึงเสนอให้ 

“ระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์ ตรงใกล้มัสยิดกลาง” เพื่อเปิดช่องให้น้ำทะลักจากหาดใหญ่ลงทะเลสาบสงขลา ช่วยชีวิตคนหาดใหญ่นับแสนคน 

ข้อเสนอนี้ไม่ได้หยุดแค่เชิงวิศวกรรม แต่ลากไปถึงเชิงกฎหมายด้วย ดร.อานนท์เสนอให้ประกาศ กฎอัยการศึกในจังหวัดสงขลา เพื่อให้ทหารมีอำนาจระเบิดถนนได้ทันที ไม่ต้องรอขั้นตอนราชการยืดเยื้อ 

สำหรับฝ่ายสนับสนุน นี่คือ “ความกล้า” ที่จะเลือกชีวิตคน มากกว่าทางลาดคอนกรีตสักเส้นเดียว 
แต่สำหรับคนที่อยู่ปลายน้ำ นี่คือ “การประกาศตัดสินชีวิตคนอีกหลายหมื่น” โดยที่ตัวเขาแทบไม่มีเสียงอะไรในโต๊ะเจรจาเลย

เรื่องเล่าจากรัชกาลที่ 9: บทเรียนเก่า ที่ถูกเอามาใช้ใหม่

อีกด้านหนึ่งของข้อเสนอ “ขุดถนน-ระเบิดถนน” คือ narrative ที่ทรงพลังมากในสังคมไทย: 
“ครั้งหนึ่ง ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยมีพระราชดำริให้ ขุดถนนลพบุรีราเมศวร์ เพื่อช่วยเมืองหาดใหญ่พ้นน้ำท่วม”

ในโพสต์วิเคราะห์ของนักวิชาการและเพจการเมืองบางแห่ง ระบุว่า พระองค์เคยทรงชี้ให้เห็นว่า ถนนลพบุรีราเมศวร์ถูกสร้าง “ขวางทางน้ำ” ประหนึ่งกำแพงยักษ์กั้นการไหลของน้ำสู่ทะเลสาบสงขลา ท่อระบายน้ำก็เล็กและน้อยเกิน จึงทรงมีพระราชดำริให้ “ขุดถนน” เปิดทางน้ำในครั้งน้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่เมื่อหลายสิบปีก่อน 

คำเล่านี้ถูกหยิบกลับมาใช้อีกครั้งในปีนี้ เพื่อสนับสนุนข้อเสนอ “ระเบิดถนน” ว่า 
“นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คือบทเรียนที่เราเคยใช้แล้ว… และได้ผล” 

อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีเอกสารราชการ-รายงานทางวิศวกรรมที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า เคยมีการขุดถนนลพบุรีราเมศวร์ตามพระราชดำริ เมื่อปีใด อย่างไร 

สิ่งที่เรามี คือ “คำบอกเล่าต่อ ๆ กันมา” จากคนในวงการสื่อ-นักวิชาการ 

คำถามสำคัญสำหรับสังคมไม่ใช่ว่าเรื่องเล่านี้ “จริงหรือไม่จริง 100%” แต่อยู่ที่ว่า เวลาหยิบ “พระราชดำริในอดีต” มาอ้างเพื่อสนับสนุนมาตรการรุนแรงในปัจจุบัน เรามีหลักฐาน–มีกรอบคิดรอบด้านมากพอหรือยัง 

เพราะสถานการณ์วันนี้ไม่เหมือนเมื่อ 30-40 ปีก่อน จำนวนประชากรเปลี่ยน ผังเมืองเปลี่ยน เมืองขยาย พื้นที่ปลายน้ำอย่าง “คูเต่า” ก็หนาแน่นขึ้นมาก

เสียงจากคูเต่า: อย่าช่วยหาดใหญ่ด้วยการฆ่าคนปลายน้ำ

ในขณะที่โลกโซเชียลบางมุมปรบมือให้ข้อเสนอ “ระเบิดถนน” คนอีกกลุ่มกลับรู้สึกเหมือนตัวเองถูกประกาศเป็น “เมืองสละชีพ” แบบไม่ได้สมัครใจ 

นายสามารถ สาเร็ม ชาวบ้านคูเต่าโพสต์จดหมายเปิดผนึกถึงสื่อและผู้มีอำนาจ ว่า การระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากตัวเมืองหาดใหญ่ลงสู่ทะเลสาบสงขลา โดยไม่พูดถึงการอพยพคนปลายน้ำให้ปลอดภัยก่อนนั้น 

“คือการฆ่าคนปลายน้ำนับหมื่นคน” 

เขาชี้ว่า ตำบลคูเต่า และพื้นที่ใกล้เคียง จมน้ำอยู่แล้ว จากน้ำที่มาจากอีกทิศ การเปิดทางให้น้ำจากหาดใหญ่ทะลักลงมาพรวดเดียว จะซ้ำเติมชุมชนที่กำลังยืนอยู่ในน้ำ ให้กลายเป็น “คนที่อาจยืนไม่ไหว” 
เขาเสนอ “เงื่อนไขขั้นต่ำ” ว่า 

1. ถ้าจะระเบิดถนนจริง ๆ ต้องจัดการ อพยพคนปลายน้ำทั้งหมด ออกมาก่อน 

2. และต้องไม่ลืมแก้ปัญหาใหญ่ที่ “ปากทะเลสาบสงขลา” อย่างกรณีเขื่อนโครงการท่าเรือน้ำลึก ที่ศาลมีคำสั่งให้รื้อ แต่การรื้อถอนยังคาราคาซังมาเป็นสิบปี เพราะนั่นต่างหากคือ “ประตูออกสู่ทะเล” ตัวจริงของน้ำทั้งหมดในลุ่มน้ำนี้ 

เสียงของคูเต่าทำให้คำถามเรื่อง “ระเบิดถนน” ไม่ใช่แค่ดีเบตทางเทคนิคอีกต่อไป แต่มันคือคำถามด้านคุณค่าพื้นฐานของสังคมไทยว่า 

เราจะยอมรับ “การช่วยเมืองหนึ่ง ด้วยการผลักภัยไปให้เมืองอีกแห่ง” ได้จริงหรือ? 

ติดกับดัก “คิดแบบถนน” แทนที่จะ “คิดแบบลุ่มน้ำ”

ดราม่าระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่าถนนเส้นเดียว คือ 

1. เรามองเมือง-ถนน-โครงการพัฒนา แบบแยกชิ้น ไม่ใช่ทั้งลุ่มน้ำ 
- ถนนสร้างก่อน 
- ระบบระบายน้ำค่อยมาเติมทีหลัง 
- พอเกิดปัญหา ก็แก้แบบจุด ๆ ด้วยการ “ตัด/ขุด/ระเบิด” ตรงไหนสักที่ แทนที่จะออกแบบทั้งระบบตั้งแต่ต้น ว่าเมื่อมีถนน ก็ต้องมีพื้นที่ให้น้ำเดิน 

2. เรายังติดกับดัก “คิดแบบอำเภอ–จังหวัด” แทนที่จะคิดแบบ “ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ” 
- หาดใหญ่เจอน้ำท่วม = หาดใหญ่ต้องรอดก่อน 
- ส่วนคูเต่าหรือชุมชนริมทะเลสาบสงขลา เป็นเรื่อง “คนละอำเภอ” 
แต่สำหรับน้ำ มันไม่มีเส้นแบ่งเขตอำเภอ–ตำบล มีแต่ เส้นทางจากภูเขา ลงคลอง ผ่านเมือง ลงทะเลสาบ แล้วออกสู่ทะเล เท่านั้น 

เมื่อเราออกแบบโครงสร้างพื้นฐานจากมุมของ “เมือง” มากกว่ามุมของ “ลุ่มน้ำ” จึงไม่แปลกที่ถนนเส้นหนึ่ง จะกลายเป็นเขื่อนขวางน้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ และเมื่อถึงวันหนึ่งที่น้ำทะลัก เราก็ต้องมานั่งทะเลาะกันว่า จะ “รักษาถนน” หรือ “เปิดทางให้น้ำ” กันแน่ 

บทเรียนที่หาดใหญ่… แต่ไม่ควรจำแค่หาดใหญ่

สิ่งที่เกิดขึ้นกับลพบุรีราเมศวร์ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของภาคใต้ แต่คือภาพซ้ำของเมืองไทยทั้งประเทศ 
- เราสร้างถนนยกคันสูง 
- เราถมที่ลุ่ม สร้างหมู่บ้าน 
- เราอนุมัติโครงการท่าเรือน้ำลึก-เขื่อน-คันกั้นน้ำ โดยไม่กล้าแตะผลประโยชน์ที่ปลายทาง 
- แล้วทุกครั้งที่น้ำท่วม เราก็ กลับมาถกกันใหม่ ว่าจะ “ระเบิดอะไรดี” เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า 

คำถามสำหรับคนทำงานท้องถิ่น-ส่วนกลาง และประชาชนอย่างพวกเราคือ 

1. เราจะยอมให้คนที่อยู่ “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ” ต้องมาเลือกกันเองว่าใครควรจมน้ำก่อนหรือ? 

2. เราจะกล้าเปิดเอกสารทั้งหมด ทั้งการออกแบบถนนลพบุรีราเมศวร์ โครงการท่าเรือน้ำลึก ปากทะเลสาบสงขลา ให้ประชาชนเห็นภาพทั้งระบบหรือไม่? 

3. เราจะยอมรับได้ไหมว่า บางที “ถนนที่เราเคยภูมิใจ” อาจต้องถูกรื้อ-ปรับ-ยกระดับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความจริงของภูมิประเทศ และ Climate Crisis ที่รุนแรงขึ้นทุกปี 

ฮ่องกงรวบผู้ต้องสงสัย ต้นเหตุทำไฟไหม้ตึกสูงกลางเมือง ยอดดับพุ่งอย่างน้อย 44 ศพ สูญหายอีกเกือบ 300 คน รัฐสั่งทบทวนมาตรการความปลอดภัยอาคาร

(27 พ.ย. 68) จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในโครงการที่อยู่อาศัย “หว่อง ฟุก คอร์ต” (Wang Fuk Court) ย่านไทโป เขตนิวเทร์ริทอรีส์ ของฮ่องกง เมื่อช่วงบ่ายวันพุธตามเวลาท้องถิ่น เปลวไฟลุกลามจากอาคารหนึ่งไปยังอีกหลายอาคารในโครงการเดียวกัน ทำให้ผู้อยู่อาศัยจำนวนมากต้องหนีตายออกจากตึก ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระดมกำลังควบคุมเพลิงตลอดทั้งคืน
.
ล่าสุดช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา จอห์น ลี (John Lee) ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกง แถลงว่า ขณะนี้เพลิงในอาคารทั้ง 3 แห่งดับลงแล้ว ส่วนอีก 4 แห่งยังเห็นเป็นจุดไฟประปรายเท่านั้น สถานการณ์โดยรวมเริ่มอยู่ภายใต้การควบคุม แต่ตัวเลขความสูญเสียยังคงน่าเป็นห่วง โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 44 ราย และยังมีผู้สูญหาย 279 คน
.
นอกจากนี้ นายลี ระบุว่า ยังคงมีผู้บาดเจ็บ 29 คนที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล โดย 7 รายมีอาการสาหัส พร้อมย้ำว่าเขารู้สึกเสียใจอย่างมากต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ และสั่งการให้ทุกหน่วยงานระดมทรัพยากรเต็มที่ ทั้งการดับเพลิง การช่วยอพยพผู้อยู่อาศัย การดูแลรักษาผู้บาดเจ็บ และการช่วยเหลือเยียวยาด้านจิตใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย
.
ด้านกรมดับเพลิงฮ่องกงเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุครั้งแรกเมื่อวันวันพุธที่ 26 พ.ย. 68 เวลาประมาณ 14.51 น. ก่อนจะยกระดับเป็นไฟไหม้รุนแรงระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับเตือนภัยสูงสุด โดยในช่วงเวลาประมาณ 18.22 น. เปลวไฟรุนแรงและลุกลามเร็วไปทั่วทั้งตึก ซึ่งหว่องฝุกคอร์ทมีอาคารที่อยู่อาศัยทั้งหมด 8 อาคาร ความจุ 2,000 ห้อง และไฟได้ลุกลามจากต้นเพลิงไปถึง 7 อาคาร 

ชาติตะวันตกขวางดีล ไม่ให้ ‘รัสเซีย’ กับ ‘สหรัฐฯ’ บรรลุแผนสันติภาพ ‘ยูเครน’ หลังแสดงตัวชัดว่าเป็นปรปักษ์ พยายามสกัดทุกขั้นตอนเจรจา

(27 พ.ย. 68) เซอร์เกย์ รยับคอฟ (Sergey Ryabkov) รองรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวสปุตนิกว่า ขณะนี้มี “หลายประเทศในยุโรปตะวันตก” เคลื่อนไหวอย่างหนักเพื่อขัดขวางไม่ให้รัสเซียกับสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงเรื่องยูเครน โดยมองว่าชาติเหล่านี้แสดงตัวชัดเจนว่าเป็น “คู่แข่งหลักของแนวทางเจรจา” และพยายามสกัดความคืบหน้าในทุกขั้นตอน

รยับคอฟระบุว่า รัสเซียพร้อมเปิดโต๊ะพูดคุยกับสหรัฐฯ ต่อไปในประเด็นยูเครน แต่ต้องอยู่บนพื้นฐาน “ความเข้าใจร่วมกัน” ที่ได้จากการประชุมซัมมิต “ปูติน-ทรัมป์” ที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา พร้อมย้ำว่า มอสโกจะไม่ยอมให้สัมปทานในประเด็นหลักที่เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย โดยเห็นว่าแนวทางที่ตกลงกันไว้ที่แองเคอเรจนั้นเป็น “ชุดทางออกแบบประนีประนอม” อยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี รัฐบาลรัสเซียไม่ประสงค์เปิดรายละเอียดแผนสันติภาพยูเครนที่เสนอโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อสาธารณะ โดยรยับคอฟบอกเพียงว่า ต้องให้เวลาเกี่ยวกับกระบวนการเจรจา และรัสเซียจะ “ทำงานกับสิ่งที่มีอยู่บนโต๊ะ” ต่อไป หากสหรัฐฯ แสดงท่าทีพร้อมอย่างเป็นทางการ รัสเซียก็พร้อมตอบรับกลับทันที

รองรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียยังชี้ว่า ความสัมพันธ์รัสเซีย-สหรัฐฯ อยู่ใน “ช่วงเริ่มต้นของการกลับสู่ภาวะปกติ” และยังไม่มีอะไรรับประกันว่าจะสำเร็จ โดยในวาระทวิภาคียังมีหลายเรื่องค้างคา ทั้งเรื่องการบินระหว่างสองประเทศ และทรัพย์สินทางการทูตของรัสเซียในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังเตือนว่าหากวอชิงตันไม่รับข้อเสนอของมอสโกในกรอบข้อตกลงนิวสตาร์ตฉบับใหม่ และเดินหน้าสร้างศักยภาพอาวุธเพิ่ม สถานการณ์ยุทธศาสตร์โลกจะยิ่งตึงเครียดและคาดเดาได้ยากขึ้น

การบ้านในยุค AI ใช้ยังไงให้ไม่กลายเป็นโกง?? เส้นบางๆ ระหว่างช่วยกับลอก ในการศึกษายุคใหม่ที่ห้ามใช้ก็ไม่ได้ แต่ปล่อยฟรีสไตล์ก็คงไม่ไหว

กระแส ChatGPT และโลกแห่ง AI ได้สร้างข้อความกำลังเปลี่ยนวิธีเรียนของเด็กทั่วโลก นักเรียนจำนวนมากหันไปถามเอไอเวลาทำการบ้านหรือเตรียมสอบ แต่ความสามารถของเทคโนโลยีกลับทำให้หลายคนเริ่มสับสนว่า “ตรงไหนคือใช้เป็นเครื่องมือ” และ “ตรงไหนคือโกง” โดยเฉพาะเมื่อในชีวิตประจำวัน เราใช้เอไอแทบทุกอย่าง ตั้งแต่หาข้อมูล ยันสรุปอีเมล

มหาวิทยาลัยอย่างชิคาโกเตือนชัดว่า AI ควรใช้เพื่อ “ช่วยทำความเข้าใจ” หรือ “ช่วยจุดไอเดีย” ไม่ใช่เอาคำตอบไปส่งแทนตัวเอง เพราะการคัดลอกคำตอบจากแชตบอตไปทั้งดุ้น ก็ไม่ต่างอะไรจากก๊อบงานคนอื่นมาใส่ชื่อเรา ส่วนมหาวิทยาลัยเยลก็ย้ำว่า ถ้าใช้เอไอเขียนคำอธิบาย สรุป หรือวางโครงร่างให้หมด เราจะเรียนรู้น้อยลง และทำผลงานได้แย่ลงเวลาเจอข้อสอบจริง

ขณะที่วิธีที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า เอไอเหมือนติวเตอร์หรือเพื่อนช่วยอ่านหนังสือ เช่น ให้ช่วยอธิบายแนวคิดยาก ๆ ช่วยคิดหัวข้อเรียงความ หรือทำแบบฝึกหัดทดสอบตัวเอง ครูมัธยมในแคลิฟอร์เนียคนหนึ่ง แนะนำให้นักเรียนอัปโหลดโน้ตและสไลด์ แล้วสั่งให้บอต “ช่วยออกข้อสอบทีละข้อ แล้วสอนเพิ่มในส่วนที่เราตอบผิด”

หลายมหาวิทยาลัยและโรงเรียนเริ่มออกกติกาเอไอของตัวเอง บางแห่ง เช่น ม.โตรอนโต กำหนดเลยว่าห้ามใช้เอไอหากอาจารย์ไม่อนุญาตในรายวิชานั้น ๆ ขณะที่บางมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ปล่อยให้เป็นสิทธิของอาจารย์แต่ละคนว่าจะให้ใช้มากน้อยแค่ไหน นักเรียนจึงต้องเช็กให้ชัดว่ารายวิชาที่เรียน “ได้ใช้เอไอแค่ไหน” เพื่อไม่ให้เผลอข้ามเส้นโดยไม่รู้ตัว

อีกประเด็นใหญ่คือ “ความโปร่งใส” หลายสถาบัน เช่น ม.ชิคาโก แนะนำให้นักศึกษาระบุในงานเขียน หากใช้เอไอช่วยคิดไอเดีย สรุปบทความ หรือช่วยร่างข้อความบางส่วน เพื่อให้เหมือนการอ้างอิงหนังสือหรือเว็บไซต์ เป็นการยอมรับว่าเราใช้เครื่องมือ แต่ยังรับผิดชอบต่อเนื้อหาหลักที่เป็นงานคิดของตัวเอง

ไม่ใช่แค่ในห้องเรียน พ่อแม่เองก็ต้องคุยกับลูกเรื่องเอไอด้วย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรตั้งหลักให้ชัดตั้งแต่แรกว่า “เป้าหมายคือการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่ทำงานให้เสร็จ” เอไอใช้ได้ในฐานะติวเตอร์ ช่วยอธิบายหรือแตกโจทย์ให้เข้าใจง่ายขึ้น ช่วยระดมไอเดีย แต่การคิดและเขียนสุดท้ายต้องเป็นของเด็กเอง และควรช่วยกันเช็กด้วยว่า คำตอบของเอไอถูกต้องจริงหรือไม่ เพราะเอไอมีหลุด “มโน” ข้อมูลผิดอยู่เสมอ

เรื่องสำคัญอีกอย่างคือ ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เด็กหลายคนมองแชตบอตเหมือนเพื่อนคุย จนอาจเผลอเล่าปัญหาส่วนตัวหรือส่งรูปบ้าน รูปตัวเองขึ้นระบบ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ไม่ควรใช้เอไอเป็นที่ปรึกษาชีวิตหรือด้านความสัมพันธ์ และไม่ควรแชร์ข้อมูลส่วนตัวเด็ดขาด เพราะเราไม่รู้แน่ชัดว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ต่ออย่างไร

ครอบครัวจึงควรมีกติกาใช้งานเอไอร่วมกัน เช่น ให้ใช้ในพื้นที่ส่วนรวมของบ้าน ไม่ใช้ลับ ๆ ในห้องนอน กำหนดช่วงเวลา “พักจากหน้าจอ” เช่น ระหว่างกินข้าวหรือก่อนนอน และนั่งลองใช้เอไอไปพร้อมกับลูกบ้าง เพื่อให้เด็กเห็นตัวอย่างการถาม–การเช็กข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ

ในมุมของนักเรียนเอง เสียงสะท้อนก็แตกเป็นสองฝั่ง บางคนมองว่าเอไอเป็นเครื่องมือที่ดี ถ้าใช้ช่วยทำโน้ต ทำแฟลชการ์ด หรือวิจารณ์งานเขียนของตัวเอง แต่หลายคนกังวลว่า ถ้าใช้แทบทุกอย่าง สมองจะ “ขี้เกียจคิด” จนกลายเป็นพึ่งเอไอทุกเรื่อง ครูบางคนถึงขั้นกังวลเรื่องพัฒนาการสมองวัยรุ่นในยุคที่ทั้งโซเชียลและเอไอแย่งพื้นที่การคิดไปหมด สุดท้ายแล้ว คำตอบอาจไม่ใช่การปิดประตูใส่เอไอ แต่คือการสอนให้เด็กรู้จักใช้มันอย่างซื่อสัตย์ ฉลาด และไม่ทิ้งทักษะการคิดของตัวเองไปพร้อมกัน

ทรรศนะ ‘อาจารย์อุ๋ย’ ชี้น้ำท่วมหาดใหญ่ หนักสุดในรอบ 25 ปี เกิดเพราะรัฐไม่ใช้กฎหมาย ถึงเวลาปฏิรูปอำนาจจัดการน้ำทันที

(27 พ.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟสบุ๊กแสดงความเห็นว่า “ในฐานะนักกฎหมายและผู้ที่ติดตามปัญหาน้ำท่วมมาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีสภาพทางภูมิศาสตร์หลายส่วนคล้ายคลึงกับเมืองหาดใหญ่ ผมขอยืนยันได้ประการหนึ่งว่า น้ำท่วมหาดใหญ่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงกฎหมายและโครงสร้างอำนาจรัฐ ที่ถูกปล่อยปละละเลย จนเรื้อรังซ้ำซากมานานกว่าสามทศวรรษ 

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ ไม่ได้มีการบังคับใช้ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 อย่างครบวงจร กล่าวคือ แม้กฎหมายให้อำนาจรัฐจัดทำ ‘แผนจัดการน้ำลุ่มน้ำภาคใต้’ อย่างเป็นระบบ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการกำหนดเขตห้ามรุกล้ำทางน้ำ และเขตซับน้ำตามธรรมชาติ อย่างชัดเจน ทำให้พื้นที่รับน้ำรอบคลองอู่ตะเภาถูกรุกล้ำเพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก จนระบบระบายน้ำที่ควรทำงานได้ กลับถูกบีบให้แคบลง  เรื่อย ๆ 

สาเหตุถัดมาคือ กลไกการบริหารน้ำข้ามหน่วยงานที่ไร้เอกภาพ ระหว่าง อบจ. สงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ ชลประทาน และป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ทั้งที่กฎหมายให้อำนาจตั้ง ‘คณะกรรมการลุ่มน้ำ’ เพื่อทำหน้าที่บังคับบัญชาแบบศูนย์เดียว (single command) แต่กลับกลายเป็นเพียงเวทีหารือ ไม่ใช่เวทีสั่งการ

CAAT ชี้แจงบินโดรนในพื้นที่อุทกภัยภาคใต้ ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อสนับสนุนภารกิจ ช่วยเหลือประชาชนอย่างปลอดภัย

(27 พ.ย. 68) สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ออกประกาศอนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติการบินโดรนในพื้นที่ประสบอุทกภัยได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเฉพาะการบินหลังเวลา 18.00 น. ซึ่งเป็นกรณี “อนุญาตเป็นพิเศษ” สำหรับภารกิจบรรเทาสาธารณภัยเท่านั้น

เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ผู้ปฏิบัติการบินต้อง
- ติดตั้งไฟระบุตำแหน่งให้มองเห็นชัดเจน
- ประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ก่อนบินทุกครั้ง
- ไม่ทำการบินที่อาจเป็นการรบกวนเส้นทางบินของอากาศยานของรัฐและอากาศยานฉุกเฉิน

CAAT ขอความร่วมมือทุกหน่วยงานปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว และปลอดภัย

ประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง อนุญาตให้บังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอกเพื่อการดำเนินงานด้านการบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ พ.ศ. 2568 > https://www.caat.or.th/laws-regulations/191646/

คิงส์เกตยุติข้อพิพาท ปิดฉากคดีเหมืองทองอัครา ถอนฟ้องรัฐบาลไทยแล้ว โดยไม่มีคำชี้ขาดตัดสินแพ้–ชนะ หลังยืดเยื้อมานานกว่า 8 ปี

(27 พ.ย. 68) บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด บริษัทแม่ของเหมืองทองอัครา ออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ ว่าได้ “ยุติข้อพิพาท” กับรัฐบาลไทยแล้ว หลังจากรัฐบาลไทยเคยใช้อำนาจมาตรา 44 สั่งปิดเหมืองเมื่อปี 2560 และคิงส์เกตยื่นฟ้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ยืดเยื้อมานานกว่า 8 ปี

คิงส์เกตระบุว่า บริษัทและรัฐบาลไทยตกลงร่วมกันยุติกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 โดยจะไม่มีคำชี้ขาดตัดสินแพ้-ชนะ คณะอนุญาโตตุลาการได้รับทราบข้อตกลงแล้ว และจะออกคำสั่งยุติคดีอย่างเป็นทางการในเวลาที่เหมาะสม ข้อตกลงนี้ถูกระบุว่าเป็น “การระงับข้อพิพาทโดยฉันมิตร” ระหว่างทั้งสองฝ่าย

แถลงการณ์ย้ำว่า ความตกลงครั้งนี้สะท้อน “ความสัมพันธ์ที่สดใหม่” ระหว่างคิงส์เกตกับประเทศไทย และคาดว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนไทย ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จากการเดินหน้าดำเนินงานเหมืองทองและเงินที่เหมืองชาตรีอย่างต่อเนื่อง คิงส์เกตยืนยันว่าพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยอย่างสร้างสรรค์และสุจริตใจ เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองระยะยาวให้ทุกฝ่าย

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทระบุด้วยว่า การยอมยุติคดีไม่ได้เป็นการตัดสินใจที่ง่าย แต่เห็นว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างมูลค่าระยะยาวให้ผู้ถือหุ้น ชุมชนรอบเหมืองชาตรี และพนักงานของบริษัท ขณะที่ เจมี่ กิบสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของคิงส์เกต เรียกพัฒนาการครั้งนี้ว่าเป็น “ช่วงเวลาประวัติศาสตร์” ของการลงทุนในเหมืองชาตรี และมองว่าเป็นสัญญาณบวกว่าประเทศไทย “เปิดกว้างสำหรับธุรกิจ” อีกครั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top