Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

อธิบดีกรมศิลปากร สานภารกิจอนุรักษ์-สืบทอด-ต่อยอดมรดกไทย เปิดโลกเรียนรู้ผ่าน FADiscovery มุ่งให้ศิลปวัฒนธรรมเป็นพลังสร้างอนาคตชาติ

เชื่อว่าหลายคนอาจคุ้นชื่อ “กรมศิลปากร” มานาน แต่ก็ยังนึกไม่ออกชัด ๆ ว่า กรมฯ นี้ทำอะไรบ้างในยุคปัจจุบัน แท้จริงแล้วกรมศิลปากรคือ “ผู้พิทักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ” ดูแลทุกสิ่งที่เป็นรากเหง้าเรื่องราวของความเป็นไทย ทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พิพิธภัณฑ์ เอกสารโบราณ จารึก หนังสือ หอสมุด และจดหมายเหตุสำคัญของประเทศ รวมถึงศิลปะการแสดง งานหัตถศิลป์ และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อธำรงคุณค่าและเอกลักษณ์ของชาติให้สืบทอดไปสู่คนรุ่นต่อไป 

ภารกิจของกรมศิลปากรในวันนี้ จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ “การเก็บรักษา” แต่ต้องทั้งคุ้มครอง ป้องกัน อนุรักษ์ บูรณะ ฟื้นฟู สร้างสรรค์ วิจัย และเผยแพร่องค์ความรู้ พร้อมทั้งพัฒนามรดกศิลปวัฒนธรรมให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ สถาปัตยกรรม หัตถศิลป์ นาฏดุริยางคศิลป์ ภาษา เอกสาร และหนังสือ ล้วนรวมอยู่ในภารกิจของกรมเดียวกัน ภายใต้โครงสร้างที่ครอบคลุมตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงสำนักศิลปากรภูมิภาคทั่วประเทศ 

ท่ามกลางภารกิจอันหลากหลายเช่นนี้ บทบาทของ “นายพนมบุตร จันทรโชติ” ในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เขาเป็นนักโบราณคดี-นักประวัติศาสตร์ศิลป์สายวิชาการแท้ ๆ ที่เติบโตมาจากงานภาคสนามและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหลายแห่ง ก่อนจะก้าวสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงในกรม และได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา 

>>ประวัติการศึกษา 

-ปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
-ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์ศิลปะ) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

>>เส้นทางการรับราชการในกรมศิลปากร 

-พ.ศ. 2535 เริ่มรับราชการที่กรมศิลปากร เป็นภัณฑารักษ์ 3 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย
-พ.ศ. 2538 หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด
-พ.ศ. 2542 หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
-พ.ศ. 2547 ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง

-พ.ศ. 2558 ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (พ.ค. 2558) และ ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ส.ค. 2558)
-พ.ศ. 2561 รองอธิบดีกรมศิลปากร (ธ.ค. 2561)
-พ.ศ. 2565 ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม (ก.ค. 2565)
-พ.ศ. 2565 อธิบดีกรมศิลปากร (ต.ค. 2565)

>>การฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง 
-หลักสูตรพัฒนานักบริหารระดับสูง กระทรวงศึกษาธิการ (นบส.ศธ.) รุ่นที่ 8
-หลักสูตรนักบริหารระดับสูง (ส.นบส.) รุ่นที่ 11 สำนักงาน ก.พ.

>>เกียรติประวัติ / เครื่องราชอิสริยาภรณ์ 
-ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก
-ประถมาภรณ์มงกุฎไทย
-ประถมาภรณ์ช้างเผือก

>>ผลงานและประสบการณ์เด่นก่อนดำรงตำแหน่งอธิบดี
-สั่งสมประสบการณ์ภาคสนามในฐานะภัณฑารักษ์ ดูแลงานโบราณวัตถุและการจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ในพื้นที่โบราณสถานสำคัญของประเทศ

-ขยายบทบาทพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติระดับจังหวัด ทั้งที่ร้อยเอ็ดและสุพรรณบุรี โดยทำงานใกล้ชิดกับชุมชนท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายด้านวัฒนธรรม

-บริหารการพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ในฐานะพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีสำคัญของลุ่มน้ำแม่กลอง–ท่าจีน

-ในตำแหน่งผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานพิพิธภัณฑ์ของกรมศิลปากรทั้งในด้านการจัดแสดง การบริการประชาชน และการบริหารจัดการองค์ความรู้ของชาติ

เมื่อก้าวสู่บทบาท “อธิบดีกรมศิลปากร” นายพนมบุตรเดินหน้าขับเคลื่อนงานมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติให้ตอบโจทย์สังคมยุคใหม่มากขึ้น หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการจัดงานครบรอบ 112 ปีแห่งการสถาปนากรมศิลปากร ซึ่งเขาแถลงผลงานภายใต้แนวคิด “อนุรักษ์ สืบทอด ต่อยอดมรดกศิลปวัฒนธรรม จากคุณค่าสู่มูลค่า” พร้อมเปิดตัว Application “FADiscovery” เป็นช่องทางใหม่ในการนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและอุทยานประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลโบราณวัตถุ โบราณสถาน เอกสารโบราณ และแหล่งมรดกของชาติได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านระบบนำทาง ข้อมูลชิ้นสำคัญ และการวิเคราะห์ความสนใจของผู้ใช้แบบ Real Time 

นอกจากนั้น เขายังให้ความสำคัญกับการผลักดันมรดกทางเอกสารของไทยสู่เวทีโลก ตัวอย่างชัดเจนคือ การแถลงข่าวและสนับสนุนการจัดนิทรรศการ “จากมรดกชาติค่าล้ำ สู่มรดกความทรงจำแห่งโลก” เพื่อฉลองการที่องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเอกสารไทย 3 รายการ ได้แก่ สมุดไทย “นันโทปนันทสูตรคำหลวง” ภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” และเอกสารการก่อตั้งประชาคมอาเซียน เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) โดยเน้นให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่า และร่วมกันอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาเหล่านี้ให้คงอยู่ 

ในมิติการบริหารจัดการ นายพนมบุตรยังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงานในภูมิภาคอย่างสม่ำเสมอ ทั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและสำนักศิลปากรในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อรับฟังปัญหาจากเจ้าหน้าที่หน้างาน และผลักดันให้การดูแลโบราณสถาน-พิพิธภัณฑ์ในภูมิภาคมีมาตรฐานเดียวกันกับส่วนกลาง เช่น การตรวจเยี่ยมพื้นที่รับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เป็นต้น สะท้อนสไตล์การทำงานที่เน้นการลงพื้นที่และการประสานงานกับองค์กรท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด 

เมื่อมองผ่านเส้นทางกว่า 30 ปีในกรมศิลปากร จะเห็นว่า พนมบุตรคือ “นักวิชาการที่เติบโตมาจากพิพิธภัณฑ์” ผสานพื้นฐานโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ศิลป์เข้ากับประสบการณ์บริหารระดับพื้นที่และระดับกรม ความรู้เชิงลึกด้านมรดกวัฒนธรรม ประกอบกับการผ่านหลักสูตรนักบริหารระดับสูง และผลงานด้านการผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัลมารองรับการเรียนรู้ของประชาชน ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร เป็นทั้งผู้นำเชิงนโยบาย นักวิชาการ และผู้บริหารที่เข้าใจงานภาคสนามไปพร้อมกัน สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนได้บนฐานของผลงานที่จับต้องได้ 

การได้ “พนมบุตร จันทรโชติ” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมไทย จึงนับเป็นโอกาสสำคัญของวงการศิลปวัฒนธรรมชาติ เขาเป็นฟันเฟืองหลักที่จะช่วยนำพากรมศิลปากรให้ก้าวต่อไปข้างหน้า ทั้งในด้านการอนุรักษ์มรดกทางกายภาพ การผลักดันมรดกภูมิปัญญาสู่ระดับสากล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ของกรมให้ใกล้ชิดกับประชาชนยิ่งขึ้น หากเดินหน้าตามแนวทาง “อนุรักษ์-สืบทอด-ต่อยอดจากคุณค่าสู่มูลค่า” อย่างต่อเนื่อง ย่อมมีส่วนสำคัญในการทำให้มรดกศิลปวัฒนธรรมของไทยไม่เพียง “อยู่รอด” แต่ยัง “เติบโต” อยู่ในชีวิตคนไทยและเวทีโลกอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมศิลปากร สานภารกิจอนุรักษ์-สืบทอด-ต่อยอดมรดกไทย เปิดโลกเรียนรู้ผ่าน FADiscovery มุ่งให้ศิลปวัฒนธรรมเป็นพลังสร้างอนาคตชาติ

เชื่อว่าหลายคนอาจคุ้นชื่อ “กรมศิลปากร” มานาน แต่ก็ยังนึกไม่ออกชัด ๆ ว่า กรมฯ นี้ทำอะไรบ้างในยุคปัจจุบัน แท้จริงแล้วกรมศิลปากรคือ “ผู้พิทักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ” ดูแลทุกสิ่งที่เป็นรากเหง้าเรื่องราวของความเป็นไทย ทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พิพิธภัณฑ์ เอกสารโบราณ จารึก หนังสือ หอสมุด และจดหมายเหตุสำคัญของประเทศ รวมถึงศิลปะการแสดง งานหัตถศิลป์ และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อธำรงคุณค่าและเอกลักษณ์ของชาติให้สืบทอดไปสู่คนรุ่นต่อไป 

ภารกิจของกรมศิลปากรในวันนี้ จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ “การเก็บรักษา” แต่ต้องทั้งคุ้มครอง ป้องกัน อนุรักษ์ บูรณะ ฟื้นฟู สร้างสรรค์ วิจัย และเผยแพร่องค์ความรู้ พร้อมทั้งพัฒนามรดกศิลปวัฒนธรรมให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ สถาปัตยกรรม หัตถศิลป์ นาฏดุริยางคศิลป์ ภาษา เอกสาร และหนังสือ ล้วนรวมอยู่ในภารกิจของกรมเดียวกัน ภายใต้โครงสร้างที่ครอบคลุมตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงสำนักศิลปากรภูมิภาคทั่วประเทศ 

ท่ามกลางภารกิจอันหลากหลายเช่นนี้ บทบาทของ “นายพนมบุตร จันทรโชติ” ในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เขาเป็นนักโบราณคดี-นักประวัติศาสตร์ศิลป์สายวิชาการแท้ ๆ ที่เติบโตมาจากงานภาคสนามและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหลายแห่ง ก่อนจะก้าวสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงในกรม และได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา 

>>ประวัติการศึกษา 

-ปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
-ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์ศิลปะ) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

>>เส้นทางการรับราชการในกรมศิลปากร 

-พ.ศ. 2535 เริ่มรับราชการที่กรมศิลปากร เป็นภัณฑารักษ์ 3 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย
-พ.ศ. 2538 หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด
-พ.ศ. 2542 หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
-พ.ศ. 2547 ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง

-พ.ศ. 2558 ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (พ.ค. 2558) และ ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ส.ค. 2558)
-พ.ศ. 2561 รองอธิบดีกรมศิลปากร (ธ.ค. 2561)
-พ.ศ. 2565 ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม (ก.ค. 2565)
-พ.ศ. 2565 อธิบดีกรมศิลปากร (ต.ค. 2565)

>>การฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง 
-หลักสูตรพัฒนานักบริหารระดับสูง กระทรวงศึกษาธิการ (นบส.ศธ.) รุ่นที่ 8
-หลักสูตรนักบริหารระดับสูง (ส.นบส.) รุ่นที่ 11 สำนักงาน ก.พ.

>>เกียรติประวัติ / เครื่องราชอิสริยาภรณ์ 
-ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก
-ประถมาภรณ์มงกุฎไทย
-ประถมาภรณ์ช้างเผือก

>>ผลงานและประสบการณ์เด่นก่อนดำรงตำแหน่งอธิบดี
-สั่งสมประสบการณ์ภาคสนามในฐานะภัณฑารักษ์ ดูแลงานโบราณวัตถุและการจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ในพื้นที่โบราณสถานสำคัญของประเทศ

-ขยายบทบาทพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติระดับจังหวัด ทั้งที่ร้อยเอ็ดและสุพรรณบุรี โดยทำงานใกล้ชิดกับชุมชนท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายด้านวัฒนธรรม

-บริหารการพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ในฐานะพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีสำคัญของลุ่มน้ำแม่กลอง–ท่าจีน

-ในตำแหน่งผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานพิพิธภัณฑ์ของกรมศิลปากรทั้งในด้านการจัดแสดง การบริการประชาชน และการบริหารจัดการองค์ความรู้ของชาติ

เมื่อก้าวสู่บทบาท “อธิบดีกรมศิลปากร” นายพนมบุตรเดินหน้าขับเคลื่อนงานมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติให้ตอบโจทย์สังคมยุคใหม่มากขึ้น หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการจัดงานครบรอบ 112 ปีแห่งการสถาปนากรมศิลปากร ซึ่งเขาแถลงผลงานภายใต้แนวคิด “อนุรักษ์ สืบทอด ต่อยอดมรดกศิลปวัฒนธรรม จากคุณค่าสู่มูลค่า” พร้อมเปิดตัว Application “FADiscovery” เป็นช่องทางใหม่ในการนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและอุทยานประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลโบราณวัตถุ โบราณสถาน เอกสารโบราณ และแหล่งมรดกของชาติได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านระบบนำทาง ข้อมูลชิ้นสำคัญ และการวิเคราะห์ความสนใจของผู้ใช้แบบ Real Time 

นอกจากนั้น เขายังให้ความสำคัญกับการผลักดันมรดกทางเอกสารของไทยสู่เวทีโลก ตัวอย่างชัดเจนคือ การแถลงข่าวและสนับสนุนการจัดนิทรรศการ “จากมรดกชาติค่าล้ำ สู่มรดกความทรงจำแห่งโลก” เพื่อฉลองการที่องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเอกสารไทย 3 รายการ ได้แก่ สมุดไทย “นันโทปนันทสูตรคำหลวง” ภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” และเอกสารการก่อตั้งประชาคมอาเซียน เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) โดยเน้นให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่า และร่วมกันอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาเหล่านี้ให้คงอยู่ 

ในมิติการบริหารจัดการ นายพนมบุตรยังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงานในภูมิภาคอย่างสม่ำเสมอ ทั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและสำนักศิลปากรในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อรับฟังปัญหาจากเจ้าหน้าที่หน้างาน และผลักดันให้การดูแลโบราณสถาน-พิพิธภัณฑ์ในภูมิภาคมีมาตรฐานเดียวกันกับส่วนกลาง เช่น การตรวจเยี่ยมพื้นที่รับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เป็นต้น สะท้อนสไตล์การทำงานที่เน้นการลงพื้นที่และการประสานงานกับองค์กรท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด 

เมื่อมองผ่านเส้นทางกว่า 30 ปีในกรมศิลปากร จะเห็นว่า พนมบุตรคือ “นักวิชาการที่เติบโตมาจากพิพิธภัณฑ์” ผสานพื้นฐานโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ศิลป์เข้ากับประสบการณ์บริหารระดับพื้นที่และระดับกรม ความรู้เชิงลึกด้านมรดกวัฒนธรรม ประกอบกับการผ่านหลักสูตรนักบริหารระดับสูง และผลงานด้านการผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัลมารองรับการเรียนรู้ของประชาชน ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร เป็นทั้งผู้นำเชิงนโยบาย นักวิชาการ และผู้บริหารที่เข้าใจงานภาคสนามไปพร้อมกัน สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนได้บนฐานของผลงานที่จับต้องได้ 

การได้ “พนมบุตร จันทรโชติ” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมไทย จึงนับเป็นโอกาสสำคัญของวงการศิลปวัฒนธรรมชาติ เขาเป็นฟันเฟืองหลักที่จะช่วยนำพากรมศิลปากรให้ก้าวต่อไปข้างหน้า ทั้งในด้านการอนุรักษ์มรดกทางกายภาพ การผลักดันมรดกภูมิปัญญาสู่ระดับสากล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ของกรมให้ใกล้ชิดกับประชาชนยิ่งขึ้น หากเดินหน้าตามแนวทาง “อนุรักษ์-สืบทอด-ต่อยอดจากคุณค่าสู่มูลค่า” อย่างต่อเนื่อง ย่อมมีส่วนสำคัญในการทำให้มรดกศิลปวัฒนธรรมของไทยไม่เพียง “อยู่รอด” แต่ยัง “เติบโต” อยู่ในชีวิตคนไทยและเวทีโลกอย่างยั่งยืน

หลังวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ “นิพนธ์-สมยศ” ต้องกุมขมับคิดหนัก ในการตัดสินใจครั้งใหญ่

มีคำถามมากมายว่าน้ำท่วมใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ที่โหดร้าย รุนแรง กระทบการเมืองอย่างไร การเมืองในสงขลา / ขั้วนิพนธ์ บุญญามณี ได้ตัดสินใจแล้วย้ายไปภูมิใจไทย จะกลับใจได้ไหม ทันไหม มีสรรเพชญ บุญญามณี / สมยศ พลายด้วง ย้ายตามไปด้วย

เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน น้ำท่วมเป็นเหตุ รัฐบาลภายใต้อนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี ถูกวิจารณ์หนักถึงความล้มเหลวในการบริหารภาวะวิกฤต จะมีผลให้กลุ่มนิพนธ์ /สมยศ ตัดสินใจไม่ย้ายพรรคได้หรือไม่
-จะกลื่นเลือด หรือกลับคำ

สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ โดยเฉพาะ สงขลา ไม่ได้เป็นแค่ภัยพิบัติธรรมชาติ แต่ส่งแรงสะเทือนทางการเมืองเป็น “โดมิโน” โดยเฉพาะ ขั้วนิพนธ์ บุญญามณี ที่ตัดสินใจย้ายไปพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แล้ว

1) การเมืองสงขลาที่กำลังสั่นไหว เดิมมีสัญญาณชัดว่า นิพนธ์ บุญญามณี ตัดสินใจย้ายไปภูมิใจไทย มีสรรเพชญ บุญญามณี และสมยศ พลายด้วง ตามไปด้วย

เตรียม “แพ็กทีม” ย้ายตามไปด้วย ถือเป็น “บล็อกการเมือง” ที่มีฐานคะแนนแข็งในเมืองสงขลา ย่านควนลัง–คอหงส์ และเครือข่าย อบจ./อบต.ที่เข้มแข็ง

การย้ายครั้งนี้เกือบจะลงล็อกอยู่แล้ว แต่…?

2) น้ำท่วมทำให้สถานการณ์เปลี่ยน สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น น้ำท่วมครั้งนี้กลายเป็น “ตัวแปรใหม่” เพราะประชาชนตั้งคำถามดังๆ ว่า

รัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน บริหารวิกฤตล้มเหลว
 -แจ้งเตือนช้า /ไม่เน้นย้ำ
 -การช่วยเหลือไม่ทัน
 -ภาพรวมการประสานงานดูยุ่งเหยิง
 -ท้องถิ่นต้องแก้ปัญหาเอง
 -ภูมิใจไทยในฐานะพรรคเจ้ากระทรวงหลัก ถูกวิจารณ์หนัก
 -ให้ข้าราชการเป็นแพะรับบาป

เมื่อรัฐบาลเสียภาพลักษณ์ คนที่กำลังจะย้ายเข้าภูมิใจไทย…ย่อมต้อง คิดหนัก คิดใหม่

3) คำถามสำคัญ: กลุ่มนิพนธ์–สมยศ จะ “กลืนเลือด” หรือ “กลับคำ”?

ปัจจัยที่อาจทำให้ “ไม่ย้าย”
1.กลัวถูกมองว่าเลือกพรรคผิดเวลา น้ำท่วมยังไม่ทันแห้ง ประชาชนกำลังโกรธรัฐบาล หากประกาศย้ายตอนนี้ ถูกด่าเละแน่
2.ภาพลักษณ์พื้นที่ในสงขลา ยังเป็นพื้นที่ที่คนให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อปัญหาน้ำท่วม ใครขยับผิดจังหวะ คะแนนหายทันทีแน่นอน
3.คะแนนเสียงฐานเดิมของนิพนธ์คอการเมืองสงขลารู้ดีว่า
ยี้ห้อ “บุญญามณี” การันตีได้ มีน้ำหนักในพื้นที่
แต่เสี่ยงถูกกัดเซาะคะแนน หากไปอยู่พรรคที่เพิ่งถูกวิจารณ์จากภัยพิบัติ
4.สัญญาณภายในภูมิใจไทยเอง ถ้ารัฐบาลไม่สามารถจัดการวิกฤตได้ดี ภูมิใจไทย (ภท.)อาจตกอยู่ในโหมด “ป้องกันความเสียหาย” มากกว่าดึงคนเข้า ภูมิใจไทยจะกู้วิกฤตได้ด้วยมาตรการฟื้นฟู-เยียวยา ที่เร็วและแรงพอ ไม่งั้นตายอย่างเขียด

4)แต่โอกาส “กลืนเลือด แล้วย้ายต่อ” ก็ยังมี มุมกลับคือ กลุ่มนิพนธ์อาจเลือก “เดินหน้าตามดีลเดิม” ด้วยเหตุผลคือ
 -ดีลผลประโยชน์และพื้นที่เลือกตั้งอาจลงตัวไปหมดแล้ว
 -การเมืองระดับชาติยังต้องรอดู “ปีเลือกตั้ง”
 -ภท. อาจแก้วิกฤตได้บางส่วนในช่วงต่อไป
 -กลุ่มนิพนธ์ต้องการพรรคที่ให้โอกาสทางการเมืองมากกว่าพรรคเดิม

สรุปว่า

แนวโน้มที่ 1 — กลับคำ ไม่ย้าย (50%)
น้ำท่วมส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์รัฐบาล–ภูมิใจไทย หากคะแนนเสียงในพื้นที่สะเทือนหนัก  กลุ่มนิพนธ์อาจ “พับดีล” หรือ “ชะลอ” การย้าย

แนวโน้มที่ 2 กลืนเลือด แล้วย้ายต่อ (50%)
ถ้าดีลผลประโยชน์/พื้นที่ได้เปรียบมากกว่า และประเมินว่าคะแนนไม่เสียมากก็อาจเดินหน้าตามแผน แม้สถานการณ์จะไม่เอื้อ

ประโยคสรุปสั้นที่สุด
น้ำท่วมทำให้เกมย้ายพรรคของกลุ่มนิพนธ์–สมยศ “ไม่จบเหมือนเดิม” แต่เปิดโอกาสให้ทุกอย่าง “กลับตาลปัตร” ได้ทันที หากประชาชนโทษรัฐบาลหนักขึ้นเรื่อยๆ

แต่นักการเมืองไม่ควรชักเข้าชักออก ตัดสินใจแล้วเดินหน้า แพ้ชนะไปว่ากันในสนามเลือกตั้ง

น้ำท่วมฉับพลัน สังเวยแล้ว 303 ศพ สูญหายอีก 279 ราย บนเกาะสุมาตรา รัฐเร่งค้นหา-ฟื้นฟูสื่อสาร-ส่งของบรรเทา เตือน ปชช.เฝ้าระวังแม้อากาศเริ่มดีขึ้นแล้ว

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 68 สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซีย (BNPB) เปิดเผยว่า เหตุอุทกภัยฉับพลันและดินถล่มใน 3 จังหวัดบนเกาะสุมาตรา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 303 คน และยังมีผู้สูญหายอีก 279 คน ขณะที่หลายพื้นที่ยังคงประสบปัญหาการเข้าถึงและการสื่อสารติดขัด

พลโทซูฮาร์ยันโต หัวหน้า BNPB ระบุว่า จังหวัดสุมาตราเหนือได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด มีผู้เสียชีวิต 166 คน และสูญหาย 143 คน ส่วนจังหวัดสุมาตราตะวันตกมีผู้เสียชีวิต 90 คน สูญหาย 85 คน ขณะที่จังหวัดอาเจะห์มีผู้เสียชีวิต 47 คน และยังตามหาผู้สูญหายอีก 51 คน โดยตัวเลขผู้ประสบภัยมีแนวโน้มขยับเพิ่มขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าถึงพื้นที่ห่างไกลมากขึ้น

หัวหน้า BNPB ได้ประชุมประสานงานกับหน่วยงานภาคสนามในทั้ง 3 จังหวัด ย้ำให้เร่งปฏิบัติการในพื้นที่ เนื่องจากสภาพอากาศเริ่มดีขึ้น ซึ่งมอบ 3 ภารกิจเร่งด่วนคือ ค้นหาและช่วยเหลือผู้สูญหาย ฟื้นฟูและเปิดช่องทางการสื่อสารที่ถูกตัดขาด และจัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กำลังลำเลียงอาหาร น้ำดื่ม และของใช้จำเป็นขึ้นเครื่องบินเพื่อกระจายไปยังชุมชนที่ถูกตัดขาดในหลายอำเภอของทั้งสุมาตราเหนือ สุมาตราตะวันตก และอาเจะห์ ขณะที่ชาวบ้านและทีมกู้ภัยยังคงช่วยกันค้นหาเหยื่อท่ามกลางซากดินถล่มและบ้านเรือนที่ถูกกระแสน้ำพัดพังเสียหายจำนวนมาก

แสดงความเสียใจเหตุน้ำท่วมภาคใต้ไทย ร่วมไว้อาลัยผู้สูญเสียจากภัยพิบัติรุนแรง ขออวยพรผู้บาดเจ็บให้ฟื้นตัวโดยเร็ว จากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งนี้

(30 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊กสถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย รายงานว่า ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ได้ส่งสารแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์อุทกภัยในประเทศไทยถึงพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีใจความดังต่อไปนี้

ฝ่าพระบาท ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์อุทกภัยระดับรุนแรงในภาคใต้ของประเทศไทย 

ข้าพเจ้าเห็นอกเห็นใจและขอส่งกำลังใจไปยังครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิต ขออวยพรให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์อุทกภัยฟื้นตัวในเร็ววันจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งนี้ ด้วยความเคารพอย่างสูง วลาดีมีร์ ปูติน

บริจาคเงินจำนวน 1 ล้านบาท ช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ด้าน SM True ร่วมบริจาคด้วย 3 ล้านบาท ให้สภากาชาดไทย

(29 พ.ย. 68) วง Super Junior ประกาศบริจาคเงิน 1,000,000 บาทให้กับสภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมในภาคใต้ของประเทศไทย พร้อมกับแสดงความห่วงใยและขอบคุณเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่ทำงานช่วยเหลือประชาชน

SM True ผู้ดูแลวงในไทยโพสต์ข้อความแสดงความเสียใจต่อผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมเผยว่าการบริจาคครั้งนี้เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่วงจะจัดคอนเสิร์ต "20th Anniversary World Tour ‘SUPER SHOW 10’" ที่กรุงเทพฯ ซึ่งช่วยเพิ่มความหมายทั้งในด้านสาธารณะและความรักแฟนคลับไทย

น้ำท่วมภาคใต้ในปีนี้สร้างความเสียหายหนักและมีประชาชนต้องอพยพเป็นจำนวนมาก การบริจาคของ Super Junior จึงไม่ใช่เพียงเงินช่วยเหลือแต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างศิลปินกับแฟนคลับและประชาชนไทย ส่งกำลังใจให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้

วงได้ส่งข้อความตรงผ่าน SM True ว่า "Super Junior ขอแสดงความเสียใจและความห่วงใยอย่างสุดซึ้งต่อพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้" พร้อมฝากกำลังใจให้ "ทุกท่านปลอดภัยและผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็วที่สุด"

อีกทั้งบริษัท เอสเอ็ม ทรู จำกัด ขอแสดงความเสียใจและความห่วงใยอย่างสุดซึ้งต่อพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย ทางบริษัทฯ ได้ร่วมบริจาคเงินจำนวน 3,000,000 บาท (3 ล้านบาท) ให้กับสภากาชาดไทย

ทรงวิ่งเคียงข้างตำนาน “เอลิอุด คิปโชเก้” เข้าเส้นชัยระยะ 21 กม. ท่ามกลางประชาชนเนืองแน่น ด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 26 นาที 40 วินาที รายการ “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก ครั้งที่ 8”

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จฯ ทรงร่วมงานวิ่ง “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก 2025” ครั้งที่ 8 ในช่วงเช้าตรู่วันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 68 เสด็จฯ ทรงให้สัญญาณปล่อยตัวนักวิ่งในระยะมาราธอนและฮาล์ฟมาราธอน บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้า เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ เวลา 02.00 น. ก่อนจะทรงร่วมวิ่งในระยะฮาล์ฟมาราธอน ระยะทาง 21 กิโลเมตร ท่ามกลางประชาชนและนักวิ่งที่มารอเฝ้ารับเสด็จฯ อย่างเนืองแน่น

ในการนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ทรงวิ่งเคียงข้าง เอลิอุด คิปโชเก้ (Eliud Kipchoge) ตำนานนักวิ่งมาราธอนชาวเคนยา เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัย และแชมป์เมเจอร์ 11 สมัย พร้อมด้วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ บัวขาว บัญชาเมฆ ยอดนักมวยไทยชื่อดัง โดยพระราชินีทรงวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 26 นาที 40 วินาที สร้างความปลาบปลื้มและประทับใจแก่ประชาชนและนักวิ่งที่เข้าร่วมจำนวนมาก

ด้านผลการแข่งขันมาราธอนระยะ 42.195 กิโลเมตร แชมป์ปีนี้ตกเป็นของ บิเกเล ชิเฟรอฟ อกุนนาฟ นักวิ่งวัย 30 ปีจากเอธิโอเปีย เข้าเส้นชัยด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 14 นาที ขณะที่แชมป์ฮาล์ฟมาราธอนชายระยะ 21 กิโลเมตร ได้แก่ อิสึกิ ยูโมโตะ ซึ่งวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 5 นาที

ส่วนนักวิ่งสาวไทย ปิยะนุช สุขชาติ คว้าแชมป์ฮาล์ฟมาราธอนหญิง ระยะทาง 21 กิโลเมตร ไปครองด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 25 นาที ภายหลังจบการแข่งขัน สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ยังได้ทอดพระเนตรการแสดงโดรนเฉลิมพระเกียรติ แสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ท่ามกลางบรรยากาศอันเปี่ยมด้วยความซาบซึ้งของเหล่านักวิ่งและประชาชนที่ร่วมงาน

กระทรวงแรงงานแจกจ่ายอาหาร ช่วยเหลือผู้ประสบภัยหาดใหญ่ พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

(30 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน และประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ถนนประชามุสลิม ตำบลคลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ให้กำลังใจประชาชน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้พบปะพูดคุยสอบถามความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น ก่อนจะเดินทางต่อไปยัง สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 12 สงขลา เพื่อตรวจเยี่ยมการจัดทำอาหารให้ผู้ประสบภัย โดยกระทรวงแรงงานได้จัดตั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็น “โรงครัวกระทรวงแรงงาน” เพื่อประกอบอาหารและนำส่งให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันในวันนี้ เวลา 13.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จะนำคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ลงพื้นที่ จ.สงขลา เพื่อรับทราบสถานการณ์น้ำท่วมและสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ก่อนออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาคใต้อย่างเร่งด่วนต่อไป ด้วยเช่นกัน

เพื่อกู้พรรค หรือเพื่อปิดตำนาน ประชาธิปัตย์!! อย่างมีศักดิ์ศรี โพลใต้ชี้ 'มาร์ค-ปชป.' ยังไม่ตาย แต่ยังไม่ชนะใจเต็มใบ

อภิสิทธิ์คัมแบ็ก รอบนี้… เพื่อกู้พรรค หรือเพื่อปิดตำนานปชป.อย่างมีศักดิ์ศรี?

การกลับมานั่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รอบนี้ ไม่ได้เกิดในฉากหลังแบบเดิมที่เขาเคยคุ้น  

ไม่ใช่ยุคที่ประชาธิปัตย์ยังเป็น “หนึ่งในพรรคใหญ่ของประเทศ”  
แต่เป็นยุคที่ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคได้ เพียง 25 ที่นั่งจาก 500 ที่นั่ง หล่นจากพรรคใหญ่เหลือแค่ “ผู้เล่นเกือบหลุดกระดาน” และเสียทั้งกรุงเทพฯ กับหลายฐานเสียงภาคใต้ที่เคยแน่นอนมือไปให้คนอื่น  

แต่ในขณะที่ภาพใหญ่ระดับประเทศดูเหมือนพรรค “ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง”  
ผลสำรวจล่าสุดจาก นิด้าโพล ในหัวข้อ “กระแสการเมืองภาคใต้” กลับส่งสัญญาณอีกแบบหนึ่งออกมา —  
คือใน “บ้านเก่า” อย่างภาคใต้ ประชาธิปัตย์และอภิสิทธิ์ ยังไม่ตาย แต่ก็ ยังไม่กลับมาครองใจเต็มตัว

นี่ทำให้คำถามตั้งต้นของบทความนี้น่าสนใจขึ้นกว่าเดิมมากว่า  

คัมแบ็กครั้งนี้… เขากลับมาเพื่อ “กู้พรรค” ให้ลุกขึ้นสู้ใหม่  
หรือจริง ๆ แล้วกลับมาเพื่อ “ปิดตำนาน” พรรคเก่าแก่ให้มันจบอย่างมีศักดิ์ศรีกันแน่?
 
1. พรรคที่เคยเป็น “เสาหลัก” กลายเป็นพรรคที่ต้องลุ้นแค่ “รอดหรือไม่รอด”
 
ย้อนไทม์ไลน์เร็ว ๆ
 
- เลือกตั้งปี 2562 ประชาธิปัตย์แพ้หนัก อภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค  
- เลือกตั้งปี 2566 พรรคได้เพียง 25 ส.ส. ทั่วประเทศ ตกลงมาเป็นแค่พรรคลำดับรอง ได้เสียงห่างจากพรรคใหญ่ชุดใหม่แบบคนละยุคสมัย  
- ฐานเสียง “เมืองกรุง–ภาคใต้” ที่เคยแน่น กลายเป็นสนามที่ถูกแย่งโดยทั้งพรรคใหม่และนักการเมืองท้องถิ่นสายอื่น  
 
ในเชิงโครงสร้าง นี่ไม่ใช่แค่ “พรรคตกยุค”  
แต่คือสถานะ “battle for survival” — ศึกเอาชีวิตรอดในการเลือกตั้งครั้งหน้า
 
และในจังหวะที่แทบไม่มีใครอยากจับพวงมาลัยพรรค อภิสิทธิ์กลับมาได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคแบบ “ไร้คู่แข่ง” จากความเห็นชอบของที่ประชุมอย่างท่วมท้น  
 
เขาเรียกสิ่งนี้ว่า  
 
“การกลับมาชดใช้หนี้เก่าที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์”  
 
ไม่ใช่การกลับมาในฐานะ “ว่าที่นายกฯ” แต่ในฐานะคนที่ต้องอุ้มพรรคที่ตัวเองเติบโตมาด้วย ให้ข้ามภูเขาลูกสุดท้ายไปให้ได้

2. เสียงจากภาคใต้: นิด้าโพลบอกอะไรเราเกี่ยวกับ “มาร์ค–ปชป.” รุ่นรีบูต
 
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในวันที่ภาพระดับประเทศของประชาธิปัตย์ดูอ่อนแรง  
ผลโพลล่าสุดกลับบอกว่า ในภาคใต้… เกมมันยัง “ไม่จบ” ง่าย ๆ
 
นิด้าโพลสำรวจ “กระแสการเมืองภาคใต้” ช่วงวันที่ 18–24 พฤศจิกายน 2568 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,000 คนใน 14 จังหวัดภาคใต้ พบภาพสำคัญ 2 ชั้น  
 
2.1 คนใต้ส่วนใหญ่ “ยังหานายกฯ ที่ใช่ไม่ได้” แต่อภิสิทธิ์มาเป็นอันดับ 1 ในบรรดาชื่อจริง
 
เมื่อถามว่า “วันนี้อยากสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี” คนใต้ตอบว่า  
 
- อันดับ 1 – 32.25% : ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้  
- อันดับ 2 – 25.65% : อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ประชาธิปัตย์)  
- อันดับ 3 – 15.40% : อนุทิน ชาญวีรกูล (ภูมิใจไทย)  
- อันดับ 4 – 12.85% : ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)  
 
แปลเป็นภาษาตรง ๆ คือ  
ในบรรดา “ชื่อคนจริง ๆ” ที่ถูกเสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ อภิสิทธิ์ได้คะแนนนำ  
แต่คนที่ชนะทุกคน คือ “ยังไม่รู้จะเลือกใครดี”
 
นี่ไม่ใช่ชัยชนะเต็มใบของอภิสิทธิ์  
แต่มันคือสัญญาณว่า  
- ใน “จิตใต้สำนึกทางการเมือง” ของคนใต้ เขายังเป็นชื่อที่มีน้ำหนักที่สุด  
- แต่ใน “ความรู้สึกต่อการเมืองปัจจุบัน” ผู้คนยังไม่เชื่อใครจริง ๆ เลยสักคน
 
2.2 พรรคประชาธิปัตย์ยังนำในภาคใต้… แต่เฉือน “ยังไม่มีพรรคในใจ” แค่ 0.15%
 
เมื่อถามว่าถ้าต้องเลือกพรรคการเมืองวันนี้ คนใต้จะสนับสนุนพรรคไหน โพลนิด้าพบว่า  
 
- อันดับ 1 – 28.60% : พรรคประชาธิปัตย์  
- อันดับ 2 – 28.45% : ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้  
- อันดับ 3 – 17.80% : พรรคประชาชน  
- อันดับ 4 – 11.65% : พรรคภูมิใจไทย  
 
ตัวเลขตรงนี้แหลมคมมาก เพราะมันบอกพร้อมกันสองอย่างคือ  
 
1. ปชป. ยังเป็น “เบอร์หนึ่งในบ้านตัวเอง”  
  - ในภาคใต้ที่เคยเป็น “ขุมทรัพย์ทางการเมือง” ประชาธิปัตย์ยังนำพรรคอื่นแบบมีระยะห่างพอสมควร  
 
2. แต่ “เบอร์สอง” ที่ไล่หลังมาติด ๆ ไม่ใช่พรรคคู่แข่ง… แต่คือ “ยังไม่มีพรรคในใจ”  
  - ช่องว่างระหว่าง “เลือก ปชป.” กับ “ยังไม่เลือกใคร” ต่างกันแค่ 0.15 จุดเปอร์เซ็นต์เท่านั้น  
 
ถ้าพูดแบบภาษาการตลาด คือ  
ประชาธิปัตย์ยังเป็น “แบรนด์ท็อปออฟมายด์ของคนใต้”  
แต่เป็นท็อปออฟมายด์ในตลาดที่ “คนส่วนใหญ่ยังไม่อยากซื้ออะไรเลย”
 
และนี่แหละ คือฉากหลังสำคัญที่ทำให้การคัมแบ็กของอภิสิทธิ์ครั้งนี้  
ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของคนคนเดียว แต่เป็น “เกมวัดใจ” ว่า ปชป. จะใช้กระแสแบบนี้เป็นจุดเริ่มรีบูต หรือเป็นจังหวะลงจากเวทีอย่างสง่างาม

3. จากผู้นำมั่นใจ → คนที่ยอมรับว่า “แพ้ยุคสมัย” แล้วจะลองใหม่ในสนามที่กติกาเปลี่ยน
 
ก่อนปี 2562 ภาพจำของอภิสิทธิ์คือ  
- ผู้นำที่มั่นใจในหลักการ  
- เชื่อว่าถ้าอธิบายเหตุผลดี ๆ คนจะเข้าใจ  
- ยืนบนจุดยืน “ไม่เล่นประชานิยมจัดหนัก” และ “ไม่ตามโซเชียล”  
 
แต่หลังแพ้ซ้ำทั้งในสภาและในสนามเลือกตั้ง โทนของเขาหลังคัมแบ็กเปลี่ยนไปชัดเจน  
 
เขาพูดชัดว่า การกลับมาครั้งนี้ “ไม่มีกำไรอะไรส่วนตัว” แต่เป็นภารกิจชดใช้หนี้กับพรรคที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้ และย้ำว่าโจทย์สำคัญไม่ใช่แค่จำนวน ส.ส. แต่คือ  
 
- การเมืองต้องกลับไปยืนอยู่บน “ความสุจริตและความรับผิดชอบ”  
- มาตรฐานทางการเมืองต้อง “สูงกว่ากฎหมาย” ไม่ใช่แค่ทำอะไรได้เพราะ “ไม่ผิดกฎหมาย”  
- พรรคต้องฟังคนจริง ๆ ว่า “ประเทศอยากได้อะไรจากพรรคการเมือง” ไม่ใช่แค่ประกาศว่า “เราคือพรรคแนวไหน” แล้วให้ประชาชนเลือกเชื่อหรือไม่เชื่อเอาเอง  
 
นี่คือการเปลี่ยนจากผู้นำรุ่นเก่าที่เคยมั่นใจในสูตรของตัวเอง  
สู่ผู้นำที่ยอมรับว่า  
 
เกมการเมืองยุค TikTok / ยุคพรรคใหม่ / ยุคคนเบื่อการเมือง  
มันไม่เหมือนสมัยที่เขาเคยเป็นนายกฯ อีกต่อไป  

4. รีสตาร์ตพรรค… หรือจัดระเบียบ “มรดกทางการเมือง” ก่อนปิดไฟ?

เมื่อเอา “ภาพโพลภาคใต้” มาวางซ้อนกับ “ภาพความตกต่ำระดับประเทศ” เราจะเห็นสองฉากทัศน์ที่เดินคู่กันไปอย่างชัดเจน
 
ฉากทัศน์ที่ 1: รีสตาร์ตพรรค – ใช้จุดแข็งในภาคใต้เป็นฐานดีดตัว
 
ในโลกของคนทำแบรนด์ ถ้ามีฐานลูกค้าที่ “ยังรักแต่ลังเล” เรามักทำ 3 อย่าง:
 
1. ทำความชัดกับตัวตนใหม่ของแบรนด์  
  - อภิสิทธิ์พยายาม reposition ปชป. ให้เป็น “พรรคการเมืองสุจริต” ที่พร้อมชนกับการเมืองแบบดูด ส.ส. และดีลหลังฉาก  
  - ถ้าทำจริง ไม่ใช่แค่พูด พรรคอาจยืนในโพสิชัน “มโนธรรมทางการเมือง” แทนที่จะพยายามแข่งเรื่องจำนวนที่นั่งอย่างเดียว  
 
2. ฟังลูกค้า–ฟังประเทศ ก่อนออกแบบสินค้า/นโยบาย  
  - เวทีลักษณะ “ประเทศไทยต้องการอะไรจากพรรคการเมือง” คือการเอา logic แบบ product–market fit มาใช้กับพรรคการเมือง  
  - ถ้าฟังจริงและกล้าปรับจุดยืนตามสิ่งที่ได้ยิน พรรคอาจได้ narrative ใหม่ที่ไม่ใช่แค่ “พรรคเก่าแก่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม” แต่เป็น “พรรคที่กล้าปรับตัวโดยไม่ทิ้งหลักการ”  
 
3. ใช้ภาคใต้เป็น sandbox รีบูตแบรนด์  
  - เมื่อโพลบอกว่าคนใต้ยังให้ ปชป. อันดับ 1 ทั้งตัวพรรคและตัวอภิสิทธิ์ แต่เฉือน “ยังไม่ตัดสินใจ” แบบหวุดหวิด  
  - ถ้าพรรคสามารถเปลี่ยนคะแนนนี้ให้กลายเป็น “ความเชื่อมั่นจริง ๆ” ผ่านการทำงานในพื้นที่ การคัดคนลงสมัครแบบใหม่ และการสื่อสารแบบใหม่  
  - ภาคใต้จะกลายเป็นเคสทดลอง “รีบูตปชป.” ก่อนขยายออกมาในระดับประเทศ  
 
ฉากทัศน์ที่ 2: ปิดตำนานอย่างมีศักดิ์ศรี – ถ้ากู้ไม่ขึ้น จะกล้าพับธงไหม?
 
อีกด้านหนึ่ง ถ้าแม้ภาคใต้ซึ่งเป็น “บ้าน” ยังมีตัวเลขที่บอกว่า  
คนที่ “ยังไม่มีพรรคในใจ” แทบจะเท่ากับคนที่เลือก ปชป.  
 
นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า  
- แบรนด์ประชาธิปัตย์ในสายตาคนรุ่นใหม่ไม่ได้มีความหมายแบบที่เคยมีอีกต่อไป  
- การเกาะชื่อพรรคเดิม ๆ อาจกลายเป็น “ภาระทางอารมณ์” มากกว่าจะเป็นสินทรัพย์ทางการเมือง  
 
คำถามแรง ๆ ที่สื่อส่วนใหญ่มักไม่กล้าถามต่อหน้าก็คือ  
 
ถ้ารีบูตเต็มที่แล้ว ในอีก 1–2 เลือกตั้งยังไม่ฟื้น  
อภิสิทธิ์จะกล้าพูดไหมว่า  
“ถึงเวลาไม่ใช่แค่รีแบรนด์… แต่ต้องปิดตำนานปชป. ในแบบที่รักษาศักดิ์ศรีคนทำการเมืองรุ่นก่อนหน้าเอาไว้ให้มากที่สุด”  
 
การปิดพรรคเก่าแก่ที่สุดพรรคหนึ่งของประเทศอาจฟังดูเป็น “บาป” ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย  
แต่ในมุมของสถาปัตยกรรมการเมืองระยะยาว มันอาจเป็นการ “คืนพื้นที่ว่าง” ให้การเมืองรุ่นใหม่ได้เติบโตอย่างไม่ถูกพันธนาการด้วยความทรงจำเก่า ๆ
 
ในฉากทัศน์นี้ บทบาทของอภิสิทธิ์จึงอาจไม่ใช่ “กัปตันที่พาเรือกลับมาชนะ”  
แต่คือ “ผู้จัดการมรดกทางการเมือง”  
ที่ต้องจัดการกับ:
 
- เครือข่ายคน  
- อุดมการณ์เสรีนิยม–ประชาธิปไตยแบบปชป.  
- ทุนทางสังคมที่พรรคสร้างมา  
 
และส่งต่อไปในรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคใหม่ คนใหม่ หรือแพลตฟอร์มการเมืองแบบใหม่ก็ตาม

5. สุดท้ายแล้ว… คำถามไม่ได้อยู่ที่ “อภิสิทธิ์ได้อะไร” แต่อยู่ที่ “ประเทศจะได้อะไรจากคัมแบ็กครั้งนี้”

ผลโพลภาคใต้ของนิด้าโพลทำให้เรารู้ 3 อย่างพร้อมกัน  
 
1. อภิสิทธิ์ยังไม่หลุดจากเรดาร์ในใจคนใต้  
2. ประชาธิปัตย์ยังพอมีที่ยืนในบ้านตัวเอง  
3. แต่ทั้งคนและพรรคต้องยอมรับว่า “ความไว้วางใจเต็มใบ” ยังไม่กลับมา  


การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ควรถูกอ่านแค่ในมุมว่า  
 
- อภิสิทธิ์จะได้เป็นนายกฯ อีกไหม  
- ปชป. จะได้กี่ที่นั่งในสภารอบหน้า  

แต่ควรถูกถามในมุมใหญ่กว่านั้นว่า  
 
เราจะใช้ช่วงเวลา “คัมแบ็กของนักการเมืองรุ่นเก่าในยุคใหม่”  
เพื่ออัปเกรดมาตรฐานการเมืองไทยได้จริงแค่ไหน?

ถ้าอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์กล้าที่จะ  
- วางมาตรฐานเรื่องความสุจริต และการรับผิดชอบทางการเมืองแบบใหม่  
- ทดลอง “ออกแบบพรรคด้วยการฟังประเทศ” ไม่ใช่แค่ประกาศอุดมการณ์สวย ๆ  
- ยอมรับความเป็นไปได้ทั้งสองแบบ: รีบูตสำเร็จ หรือ ปิดตำนานอย่างมีศักดิ์ศรี  

คัมแบ็กครั้งนี้อาจกลายเป็นมากกว่าแค่การยื้อชีวิตพรรคเก่าแก่  

มันอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามครั้งใหญ่ต่อสังคมไทยว่า  

เราพร้อมให้รางวัลกับนักการเมืองที่ “กล้ายอมรับความจริง”  
มากกว่าคนที่ “พูดเพื่อเอาตัวรอดทุกสถานการณ์” หรือยัง?

และคำตอบของคำถามนี้…  
อาจไม่ได้อยู่ที่นิด้าโพล แต่อยู่ที่คนไทยทั้งประเทศ ว่าจะตัดสินคัมแบ็กของ “มาร์ค–ปชป.” รอบนี้อย่างไรในคูหาเลือกตั้งครั้งหน้า

ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ ‘หาดใหญ่–สงขลา’ ตรวจเช็ก-ถ่ายน้ำมันเครื่องฟรี!! และซ่อมแซมถัง-เตาก๊าซ LPG

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) เตรียมความพร้อมแผนฟื้นฟูช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจกู้ภัยและลำเลียงสิ่งของจำเป็นสู่พื้นที่ประสบภัย พร้อมเปิดให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสำหรับรถจักรยานยนต์ รถยนต์ รถพยาบาล และรถกู้ภัยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย รวมถึงแจกผลิตภัณฑ์จากคาเฟ่ อเมซอน เพื่อเป็นกำลังใจแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างหนักในพื้นที่

โออาร์ ยังเตรียมเปิดให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ที่ถูกน้ำท่วม จำนวน 2,500 คัน ระหว่างวันที่ 1–30 ธันวาคม 2568 ณ สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น จำนวนเบื้องต้น 4 แห่ง ได้แก่ 
1. บจ.กิจถาวร 2018 
2. บจ.เอส.บี. ออโต้เซลส์  
3. บจ.ทรัพย์ออยล์ปิโตรเลียม
4. สาขาสนามบินหาดใหญ่ 

ส่วนบริการสำหรับรถยนต์ จะเปิดให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง จำนวน 500 คัน ณ ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto สาขาเมืองสงขลา โดยมีทีมช่างผู้เชี่ยวชาญให้บริการตรวจเช็ก ซ่อมบำรุง เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและของเหลวอื่นๆ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้งานรถหลังผ่านเหตุอุทกภัย เพื่อช่วยให้ประชาชนกลับมาใช้ยานพาหนะได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ 

นอกจากนี้ โออาร์  ยังจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือ 5 จุด เพื่อเป็นจุดพักพิงและส่งต่อความช่วยเหลือ รวมทั้งเป็นจุดบริการในการตรวจสอบและซ่อมแซมถังและเตาก๊าซแอลพีจี (LPG) ในครัวเรือนที่ได้รับความเสียหาย พร้อมเร่งฟื้นฟู สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเพื่อให้กลับมาเปิดให้บริการโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ ปตท. และ โออาร์ ยังได้มอบกาแฟพร้อมดื่ม คาเฟ่ อเมซอน จำนวน 3,240 ขวด แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์โดยก่อนหน้านี้ โออาร์ ยังได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพและน้ำแร่คาเฟ่ อเมซอน กว่า 20,000 ขวด ผ่านหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นของประชาชน พร้อมสนับสนุนก๊าซหุงต้ม ปตท. สำหรับศูนย์อพยพมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และโรงครัวพระราชทานในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงมอบบัตรน้ำมันมูลค่า 200,000 บาท แก่กองทัพอากาศเพื่อสนับสนุนภารกิจปฏิบัติการลำเลียงสิ่งของให้ผู้ประสบอุทกภัย 

การสนับสนุนทั้งหมดนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของ ปตท. และโออาร์ ในการยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ พร้อมร่วมมือกับภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบ ฟื้นฟูคุณภาพชีวิต และช่วยให้พื้นที่ประสบภัยสามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติได้อย่างเร็วที่สุด เพื่อร่วมฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top