Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

จบโทแล้ว ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ฝ่าหลักสูตรโหด 2 ปีเต็ม เรียนหนักควบงานบันเทิง มุ่งมั่นพัฒนาวิชาชีพตัวเอง

(1 ธ.ค. 68) 'ปันปัน สุทัตตา อุดมศิลป์' นักแสดงแถวหน้าของวงการบันเทิงไทย คว้าปริญญาโทด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หลังผ่านการเรียนอย่างหนักตลอด 2 ปี เพื่อฟันฝ่าเส้นทางสายวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่สายเดิมของเธอ

โดยปันปันโพสต์บน X ว่า "ถ้าเลี่ยงถ่ายเสาร์–อาทิตย์ได้จะขอบคุณมาก เพราะต้องเข้าเรียน" แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างจริงจัง ทั้งยังต้องแบ่งเวลาระหว่างงานในวงการและการศึกษาอย่างเคร่งครัด

ปันปันวางแผนชีวิตอย่างละเอียด ด้วยการเรียนในวันหยุดสุดสัปดาห์ตลอด 2 ปีเต็ม โดยต้องศึกษาทั้งชีวเคมี ระบบฮอร์โมน และการทำงานของเซลล์ ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนสายวิทยาศาสตร์มาก่อน แต่เธอยอมรับความท้าทายเหล่านี้เป็น "ความสนุก" ของการได้พัฒนาตัวเอง

แรงผลักดันสำคัญมาจากความตั้งใจที่จะนำความรู้ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยไปใช้ดูแลพ่อและครอบครัว เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปริญญาโทใบนี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องหมายความสำเร็จ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความทุ่มเทและการเลือกเส้นทางชีวิตที่เธอรักอย่างแท้จริง

ปันปันเป็นตัวอย่างชัดเจนของคนรุ่นใหม่ที่กล้าเริ่มต้นใหม่ แม้ต้องเผชิญความยากลำบาก และพิสูจน์ว่าแม้เริ่มจากศูนย์ในสายวิทยาศาสตร์ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยความมุ่งมั่นและความรักในสิ่งที่ทำ

จบโทแล้ว ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ฝ่าหลักสูตรโหด 2 ปีเต็ม เรียนหนักควบงานบันเทิง มุ่งมั่นพัฒนาวิชาชีพตัวเอง

(1 ธ.ค. 68) 'ปันปัน สุทัตตา อุดมศิลป์' นักแสดงแถวหน้าของวงการบันเทิงไทย คว้าปริญญาโทด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หลังผ่านการเรียนอย่างหนักตลอด 2 ปี เพื่อฟันฝ่าเส้นทางสายวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่สายเดิมของเธอ

โดยปันปันโพสต์บน X ว่า "ถ้าเลี่ยงถ่ายเสาร์–อาทิตย์ได้จะขอบคุณมาก เพราะต้องเข้าเรียน" แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างจริงจัง ทั้งยังต้องแบ่งเวลาระหว่างงานในวงการและการศึกษาอย่างเคร่งครัด

ปันปันวางแผนชีวิตอย่างละเอียด ด้วยการเรียนในวันหยุดสุดสัปดาห์ตลอด 2 ปีเต็ม โดยต้องศึกษาทั้งชีวเคมี ระบบฮอร์โมน และการทำงานของเซลล์ ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนสายวิทยาศาสตร์มาก่อน แต่เธอยอมรับความท้าทายเหล่านี้เป็น "ความสนุก" ของการได้พัฒนาตัวเอง

แรงผลักดันสำคัญมาจากความตั้งใจที่จะนำความรู้ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยไปใช้ดูแลพ่อและครอบครัว เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปริญญาโทใบนี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องหมายความสำเร็จ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความทุ่มเทและการเลือกเส้นทางชีวิตที่เธอรักอย่างแท้จริง

ปันปันเป็นตัวอย่างชัดเจนของคนรุ่นใหม่ที่กล้าเริ่มต้นใหม่ แม้ต้องเผชิญความยากลำบาก และพิสูจน์ว่าแม้เริ่มจากศูนย์ในสายวิทยาศาสตร์ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยความมุ่งมั่นและความรักในสิ่งที่ทำ

เร่งจ่ายเยียวยา ‘น้ำท่วมภาคใต้’ พร้อมเปิดศูนย์ฯ แก้วิกฤต รับร้องเรียน ชงมาตรการเร่งด่วน ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

(1 ธ.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ และคณะผู้บริหารพรรค ร่วมแถลงข่าวที่รัฐสภาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมเสนอแนะปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลควรเร่งแก้ไข และมาตรการระยะสั้นที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนหลายแสนคนได้รับความเดือดร้อนในชีวิตและทรัพย์สิน และแม้ปัจจุบันระดับน้ำจะลดลงแล้ว แต่การฟื้นฟูเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนยังเป็นไปอย่างล่าช้า ประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้ว่าต้องดำเนินการอย่างไร และจะได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสมหรือไม่

พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะพรรคการเมืองที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนมาเป็นลำดับแรก และเล็งเห็นถึงความเดือดร้อนอันแสนสาหัสของประชาชนในครั้งนี้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวนหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือและมาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย 2568 โดยเฉพาะประเด็นค่าชดเชยน้ำท่วมที่ขาดความเป็นธรรม และไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ พร้อมกันนี้พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เสนอมาตรการความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาเพื่อให้รัฐบาลเร่งพิจารณา

สำหรับปัญหาเร่งด่วนที่พรรครวมไทยสร้างชาติ เล็งเห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งแก้ไขมี 5 ประการ ประกอบด้วย

1. ประกาศตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่ถูกต้องในทุกจังหวัด โดยควรที่จะเร่งระดมหน่วยงานที่สามารถช่วยดำเนินการได้เข้าร่วมตรวจสอบอย่างเปิดเผย เช่น สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สถาบันนิติเวช และหน่วยอาสาสมัครต่างๆ เข้าร่วมตรวจสอบแล้วประกาศรายชื่อ ข้อมูล หรืออัตลักษณ์ เพื่อให้ญาติพี่น้องสามารถตรวจสอบได้โดยเร็วที่สุด
 2. จัดตั้งหน่วยรับแจ้งคนสูญหายและผู้เสียชีวิตทุกจังหวัดที่เกิดอุทกภัย รวมทั้งวางระบบการรายงานผลการตรวจสอบและการติดตามผล ให้ญาติและประชาชนตรวจสอบได้โดยเร็ว ด้วยวิธีการที่ง่าย สะดวก และรวดเร็วที่สุด
 3. จัดตั้งหน่วยรับแจ้งความเสียหายของบ้านเรือน ร้านค้า กิจการ และธุรกิจต่างๆ รวมทั้งวางระบบการรายงานผล การติดตาม และการตรวจสอบของผู้แจ้งโดยเร็ว ด้วยวิธีการที่ง่าย สะดวก และรวดเร็วที่สุด
 4. แก้ไขระบบบริการสาธารณะและพลังงานให้กลับมาให้บริการตามปกติให้เร็วที่สุด ได้แก่ ไฟฟ้า ประปา น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซหุงต้ม และสัญญาณอินเตอร์เน็ต เป็นต้น รวมทั้งต้องจัดหาน้ำมันให้หน่วยงานและทีมอาสาสมัครที่ต้องให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างเพียงพอ
 5. เร่งวางระบบรักษาความปลอดภัยให้ประชาชน และการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคต่างๆ รวมทั้งระบบการรักษาพยาบาลโดยเร่งด่วน โดยให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลัก และให้โรงพยาบาลและโรงพยาบาลเอกชนที่ประสงค์จะร่วมดำเนินการเข้าร่วมด้วย 

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการ ประกอบด้วย
 1. เร่งตรวจสอบรายชื่อและจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งบ้านเรือน กิจการ และร้านค้าที่เสียหาย เพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้เสร็จภายในไม่เกิน 1 เดือน
 2. จัดระบบและระดมการจัดหาน้ำดื่ม และรถฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อทำความสะอาดเมือง กำจัดขยะ และสิ่งปฏิกูล ให้เร็วที่สุด โดยระดมความช่วยเหลือจากท้องถิ่นใกล้เคียงและอาสาสมัครร่วมดำเนินการเพราะกำลังคนภาครัฐไม่เพียงพอ รวมทั้งวางระบบสนับสนุนการทำความสะอาดบ้านเรือนของประชาชนด้วย
 3. แก้ปัญหาการคมนาคมโดยเร็ว โดยต้องไม่เกิดความเสียหายกับรถยนต์และยานพาหนะที่เสียหายจากอุทกภัย พร้อมระดมหน่วยงานของรัฐและอาสาสมัครช่วยซ่อมแซมรถยนต์และยานพาหนะที่เสียหายจากอุทกภัยและไม่อาจเคลื่อนย้ายได้
4.วางระบบตรวจสอบสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำฝนที่อาจเกิดมีขึ้นในระยะต่อไป โดยต้องวางระบบสั่งการ การป้องกัน และการอพยพ อย่างเป็นระบบ ตามแผนป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติที่วางไว้ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บัญชาการ มีอำนาจสูงสุดตามกฎหมายการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยต้องดำเนินการและใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวอย่างถูกต้องและเคร่งครัด
 5. ควบคุมราคาค่าโดยสารเครื่องบินให้อยู่ในราคาตามปกติ มิให้มีการปรับขึ้นราคาอันเป็นการซ้ำเติมประชาชน 

นายพีระพันธุ์ ยังได้กล่าวถึงมาตรการระยะสั้น 5 ข้อ ที่พรรครวมไทยสร้างชาติเล็งเห็นว่ารัฐบาลพึงดำเนินการในช่วงนี้ 
1. จัดเตรียมหน่วยให้คำปรึกษาและรับฟังปัญหาของประชาชน เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียดและฟื้นฟูสภาพจิตใจของประชาชน
 2. จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจการค้า รวมทั้งจัดให้มีพื้นที่สำหรับให้ประชาชนค้าขายหรือตลาดนัด เพื่อฟื้นภาวะเศรษฐกิจและเพื่อให้เกิดการสร้างรายได้แก่ประชาชนในระยะสั้น เพื่อฟื้นชีวิตประชาชนกลับมาเร็วที่สุด
 3. ปรับอัตราเงินเยียวยาความเสียหายของบ้านเรือนให้เหมาะสม และจัดเงินงบกลางอย่างเพียงพอเพื่อเป็นทุนฉุกเฉินให้ประชาชนฟื้นชีวิต ทั้งเพื่อการประกอบอาชีพ สุขภาพ ฟื้นฟูกิจการ และร้านค้า 
4. เร่งทำความสะอาดและฟื้นฟูโรงเรียนและสถานศึกษาเพื่อให้นักเรียนและนักศึกษากลับเข้าเรียนได้ตามปกติ พร้อมจัดทุนการศึกษาให้ครอบครัวและนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้
5. จัดตั้งโรงครัวเพื่อให้บริการอาหารแก่ประชาชนโดยทั่วถึง

ในการนี้ นายพีระพันธุ์ ได้เปิดเผยถึงการจัดตั้ง 'ศูนย์ประสานงานแก้วิกฤตผู้ประสบอุทกภัย พรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเป็นสื่อกลางในการประสานความช่วยเหลือและเยียวยาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย

"ผมและคณะผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัย จึงได้จัดตั้ง 'ศูนย์ประสานงานแก้วิกฤตผู้ประสบอุทกภัย พรรครวมไทยสร้างชาติ' เราขอยืนยันว่า ศูนย์ฯ นี้จะทำหน้าที่ประสานความช่วยเหลือ ติดตาม ตรวจสอบ และทวงถามทุกขั้นตอนของการเยียวยาจากรัฐบาลอย่างไม่ลดละ เพื่อเป็นช่องทางในการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และผมขอให้กำลังใจพี่น้องประชาชนทุกคนให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็ว" นายพีระพันธุ์ กล่าว

ทั้งนี้ พี่น้องประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากค่าชดเชย การประเมินความเสียหาย หรือการจ่ายเงินเยียวยา สามารถส่งข้อมูลร้องเรียนมาที่ "ศูนย์ประสานงานแก้วิกฤตผู้ประสบอุทกภัย พรรครวมไทยสร้างชาติ" กรอกข้อมูลที่ลิงก์ : https://forms.gle/GaRks3gNTURDRC4R8 หรือ สแกน QR Code และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 3 ช่องทาง
1.        โทรศัพท์ : 062-262-7416
2.        อินบ็อกซ์แฟนเพจ : พรรครวมไทยสร้างชาติ United Thai Nation Party
3.        อีเมล : [email protected]

 

ชวนเที่ยวงาน ‘พรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9’ ประจำปี 2568 ยกขบวนพืชพรรณให้คนกรุงท่องโลกธรรมชาติ ตั้งแต่ 1-10 ธ.ค. 68

หากจะเปรียบ “สวนหลวง ร.9” ภายใต้การบริหารดูแลของ “มูลนิธิสวนหลวง ร.9” เป็นเหมือนสวนหลังบ้านของคนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ก็คงไม่เกินจริงนัก เพราะที่นี่เป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่เปิดต้อนรับคนทุกเพศทุกวัยให้เข้ามาใช้เวลาอย่างผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติ

ไม่ว่าจะเป็นคนรักสุขภาพที่มาเดิน-วิ่งออกกำลังกาย กลุ่มคนที่มาเล่นโยคะ เต้นแอโรบิก ปั่นจักรยานในโซนที่กำหนด ครอบครัวที่มาปูเสื่อปิกนิก อ่านหนังสือ นั่งชมวิวริมน้ำ เด็ก ๆ ที่มาวิ่งเล่นและให้อาหารปลา ไปจนถึงผู้ที่ตั้งใจมาชมสวนดอกไม้ เรือนพฤกษศาสตร์ มาถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง หรือร่วมงานเทศกาลและงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ

ทุกกิจกรรมที่กล่าวมานี้ทำให้สวนหลวง ร.9 กลายเป็นพื้นที่พักผ่อนและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองในทุกช่วงวัยอย่างแท้จริง

“สวนหลวง ร.9” กลายเป็นสวนสาธารณะที่ถูกพูดถึงเป็นชื่อแรก ๆ และเป็นแลนด์มาร์กสีเขียวที่ไม่ว่าใครก็อยากจะลองไปเยือนสักครั้ง แต่หลายคนก็อาจยังไม่ทราบว่า จุดเริ่มต้นของพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่แห่งนี้ เกิดขึ้นจากการผลักดันของผู้คนที่เห็นความสำคัญของพืชพรรณและธรรมชาติ ที่ต้องการสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ตามพระอิสริยยศในขณะนั้น) เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อปี พ.ศ. 2530 บนพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเทพมหานคร และที่ดินผืนนี้ กรุงเทพฯ ได้มอบให้มูลนิธิสวนหลวง ร.9 เป็นผู้ดำเนินการและดูแล

พลังความร่วมมือของทุกฝ่าย ทำให้สวนหลวง ร.9 ไม่ได้เป็นเพียงสวนสาธารณะธรรมดา แต่เป็นพื้นที่สีเขียวที่เกิดจากความตั้งใจและการทำงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งยังคงมอบความร่มรื่นและคุณค่าทางธรรมชาติให้กับคนเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน “สวนหลวง ร.9” เปิดดำเนินการมานานแล้วเกือบ 4 ทศวรรษ ขึ้นชื่อว่าเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่และสวนพฤกษศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย และดำเนินการจัด “งานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9” ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ประจำปีที่จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี

ในปี 2568 นี้ สวนหลวง ร.9 ก็จัดงานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9 ภายใต้ชื่องาน “เจ้าฟ้าแห่งพฤกษาพรรณ มิ่งขวัญของปวงประชา 70 พรรษา” ระหว่างวันที่ 1-10 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 05.00-19.00 น. โดยภายในงานครั้งนี้ ได้มีการจัดแสดง “สวนพันธมิตร” ซึ่งเป็นสวนที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานพันธมิตรให้การสนับสนุน ได้แก่

>>สวนญี่ปุ่น ดินแดนแห่งเทพเจ้า

เป็นสวนสไตล์ญี่ปุ่น ประกอบด้วยเสาโทริอิ ทางเดินข้ามสะพาน ไปสู่ทางเชื่อมจิตวิญญาณ พร้อมโคมไฟไม้ไผ่ เพิ่มความอบอุ่นและส่องประกาย

>>สวนศิลปะแห่งสีสันและอารมณ์

เน้นการผสมผสานงานศิลปะเข้ากับธรรมชาติ รูปดอกม่วงเทพรัตน์ คือ ประติมากรรมดอกไม้ที่จัดวางอย่างจงใจ สวนนี้เป็นการเล่นกับสีสันที่ตัดกันอย่างชัดเจน (สีแดง-ม่วง-ชมพู-เขียว) สร้างความตื่นเต้นและท้าทายสายตาผู้เข้าชม เป็นเหมือนแกลเลอรีกลางแจ้งที่เต็มไปด้วยพลังงาน

>>สวนฟาร์มมิลี่ (Family)

ฟาร์มแสนสุข ที่ทั้งครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน จัดแสดงในรูปแบบสวนที่เป็นทั้งฟาร์มและบ้าน จัดวางในรูปแบบโรงนา และกังหันลม พร้อมองค์ประกอบในฟาร์ม เช่น ฟางก้อน สัตว์เลี้ยง แปลงปลูกผัก ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และสนุกสนาน

>>สวนอเมซอน หัวใจแห่งป่าฝน

จำลองบรรยากาศและความรู้สึกของการเดินสำรวจป่าฝนอเมซอน ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความลึกลับ โดยเน้นพืชพรรณเขตร้อน ความอุดมสมบูรณ์ เขียวชอุ่ม และความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์ป่าสีสันสดใส

>>สวนเทศกาลฤดูหนาว

สวนฤดูหนาวออกแบบให้สื่อถึงความอบอุ่นท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบาย ใช้โทนสีแดง-เขียว-ทอง สร้างความสดใส และสมดุลกับสีเขียวของไม้พุ่มและต้นสน จัดองค์ประกอบให้มีจุดศูนย์กลางเป็นต้นไม้ตกแต่ง รายล้อมด้วยแปลงดอกไม้และพืชกระถาง เพิ่มความน่าสนใจด้วยรถไฟจำลองและกวางคู่ สร้างภาพลักษณ์สวนที่มีชีวิตชีวา เหมาะสำหรับพักผ่อนและเป็นมุมถ่ายภาพในฤดูหนาว

>>สวนประดับกินได้

ใช้พืชผักมาประยุกต์ให้สวยงาม เน้นเส้นสายเส้นตรงของซุ้ม สร้างจุดเด่นด้วยพืชผักที่มีเถา

นอกจากสวนพันธมิตรแล้ว ภายในงานยังมีโซนจัดแสดงถาวรที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ทั้ง “อาคารแสดงพรรณไม้ในร่ม” ซึ่ง กฟผ. ให้การสนับสนุนต่อเนื่องมาเกือบ 40 ปี นำเสนอพืชหายากและพืชเฉพาะถิ่น อาทิ ปาล์มเจ้าเมืองถลาง หวายทะนอย เรือนเฟิร์น กล้วยไม้ อีกทั้งยังมีอาคารพันธุ์ไม้ทะเลทราย สวนนานาชาติ หอรัชมงคล และโซนอื่น ๆ ภายในสวนหลวง ร.๙ ที่สวยงามและร่มรื่นไม่แพ้กัน

อีกทั้งยังมีการจัดแสดงต้นไม้ที่ชนะการประกวด 11 ประเภท ได้แก่ กระบองเพชร โป๊ยเซียน เฟิร์น ไม้อวบน้ำ พญามังกร แก้วกาญจนา ลิ้นมังกร บอนสี ชวนชม โกศล และหน้าวัวใบ นำมาจัดแสดงบริเวณสนามราษฎร์ (ด้านถนนเฉลิมพระเกียรติ เข้าประตู 6 เฟื่องฟ้า)

พร้อมกันนี้ยังมีซุ้มตรวจดวงชะตา โดยนักพยากรณ์ชื่อดังจากหลากหลายแขนง บริเวณศาลามะหาด กันเกรา หมากขาม (เกาะ 3) ในวันที่ 1, 5, 6, 7, 9, 10 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09.30-18.30 น. จำหน่ายบัตรราคา 300 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าเที่ยวชมงาน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ค่าบัตรเข้าชมคนละ 20 บาท เพื่อใช้ในการดูแลบำรุงรักษา ปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรวมของสวนหลวง ร.9 ให้คงความสวยงาม และเป็นพื้นที่พักผ่อนสีเขียวให้คนกรุงเทพฯ ตลอดไป

ผู้ที่นำรถส่วนตัวมา สามารถจอดรถได้ที่สวนหลวง ร.9 โดยจะเก็บค่าจอดรถคันละ 50 บาท หรือจอดที่ห้างพาราไดซ์พาร์ค หรือ ซีคอนสแควร์ ซึ่งจะมีรถมินิบัสไฟฟ้าของ กทม. ให้บริการรับ-ส่ง ฟรี ส่วนผู้ที่เดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ สามารถใช้รถไฟฟ้า MRT สายสีเหลือง ลงที่สถานีสวนหลวง ร.๙ ได้เลย

สวนหลวง ร.9 ไม่ใช่เพียงสวนสาธารณะเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สีเขียว เป็นปอดกลางกรุง เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ ให้ชาวกรุงเทพฯ ทุกคน ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ

 

บันไดสู่งานดี ทุนเรียนต่อต่างประเทศ ศูนย์สอนภาษาเผยแผนพัฒนา ด้วยการใช้ AI ช่วยฝึกการเรียนรู้

(1 ธ.ค. 68) ที่ศูนย์ Golden Education Sharing Center (GESC) เขตฮไล่งตะยาร์ ในนครย่างกุ้ง ห้องเรียนแน่นไปด้วยนักเรียนที่สลับไปมาระหว่างภาษาพม่าและภาษาจีน หลายคนบอกตรงกันว่าภาษาจีนไม่ใช่วิชาเสริมอีกต่อไป แต่คือ “ทางลัด” ไปสู่งานที่ได้เงินเดือนสูงขึ้น ทุนเรียนต่อ และโอกาสเดินทางไปต่างประเทศในอนาคต

ตอว์ดาร์ ตุน วัย 26 ปี เริ่มจากการมาเรียนภาษาจีนแบบเข้มข้นที่ GESC เป็นเวลา 2 ปี ก่อนสอบได้คะแนนสูงจนได้กลับมาเป็นผู้ช่วยครู เธอบอกว่ามีความสุขที่สุดตอนเรียนภาษา เพราะ “ภาษาเปิดประตูและเติมความมั่นใจเวลาเดินทาง” ขณะที่เด็กหนุ่มวัย 16 ปี อย่าง เทต เว ยาน ลิน เลือกเรียนจีนวันละ 2–3 ชั่วโมง เพราะมองว่าเป็น “การลงทุนเพื่อโอกาสงาน” ส่วนซอว์ หล่าย โม วัย 20 ปี มาเรียนเพื่อช่วยธุรกิจครอบครัวที่นำเข้าสินค้าจากจีน จะได้คุยงานกับคู่ค้าจีนได้เอง

ฝั่งครูชาวจีนอย่าง หยาง หรงชิว เล่าว่า การสอนร้องเพลง นิทาน และกิจกรรมให้ห้องเรียนคึกคัก เพราะโทนเสียงและตัวอักษรจีนคืออุปสรรคใหญ่ของนักเรียนเมียนมา แต่ผลตอบแทนคุ้มค่า หลายคนที่เรียนจบกลับไปทำงานโรงงานได้ค่าแรงเพิ่ม 2–3 เท่า
.
ปัจจุบัน GESC มีนักเรียนราว 10,000 คน จากที่สอนมาแล้วกว่า 100,000 คนตั้งแต่ปี 2006 ขยายสาขาครอบคลุม 6 เขตในย่างกุ้ง มีครูราว 90 คน ใช้เครื่องมือ AI ช่วยการบ้าน–ฝึกเขียน และจับมือกับโรงงานกว่า 500 แห่ง รวมถึงโรงแรมและบริษัทที่ต้องการพนักงานพูดจีนได้

ขณะที่ Bowen Chinese School เน้นกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เตรียมตัวไปเรียนต่อหรือใช้ภาษาในสายวิชาการ ที่แคมปัส Times City แม่วัย 35 ปีอย่างซูซาน เล่าว่าพาลูกสาววัย 8 ขวบมาเรียนจีนเพื่อ “ให้มีทางเลือกในอนาคตมากขึ้น” ลูกของเธอเรียนทั้งพม่า จีน และอังกฤษไปพร้อมกัน 

ด้านครูหนุ่มวัย 19 ปี ไพง์ มิน ข่อง ซึ่งมีเชื้อสายจีน บอกว่าอยากส่งต่อภาษาและวัฒนธรรมให้เด็ก ๆ ผ่านเกม เพลง และการเต้น แม้โทนเสียงและการเขียนตัวอักษรจะยาก แต่ถ้าเรียนได้ก็มีทางไปต่อทั้งสายล่ามหรือเรียนต่อที่จีน ปัจจุบัน Bowen มีนักเรียนราว 1,400 คน ใน 4 สาขา ทั้งย่างกุ้งและเนปิดอว์ มีครูกว่า 100 คนดูแล

นอกห้องเรียน ยังมีผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยที่หันมาเรียนภาษาจีนผ่านคอร์สออนไลน์ เช่น ออง ทู วัย 32 ปี เขามองว่าภาษาจีนกำลังสำคัญไม่แพ้ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะในเอเชีย สำหรับเขาการรู้ภาษาเพิ่มอีกหนึ่งภาษา ก็เหมือนเปิดหน้าต่างอีกบานให้มองโลกได้กว้างขึ้น” และภาษาจีนก็กำลังกลายเป็นหน้าต่างบานใหม่ของคนเมียนมาหลายหมื่นคนในวันนี้



ที่มา : Xinhua 

 

ปล่อยโมเดล AI ใหม่ Math-V2 เก่งในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ ระดับ “เหรียญทองโอลิมปิก (IMO)” เหนือกว่า Gemini DeepThink

(2 ธ.ค. 68) บริษัท DeepSeek จุดกระแสวงการ AI ด้านคณิตศาสตร์อีกครั้ง ด้วยการปล่อยโมเดลใหม่ DeepSeek-Math-V2 แบบโอเพนซอร์สบนแพลตฟอร์ม Hugging Face พร้อมประกาศว่าโมเดลนี้มีความสามารถด้านพิสูจน์โจทย์คณิตศาสตร์ระดับ “เหรียญทองโอลิมปิกคณิต (IMO)” และเหนือกว่า Gemini DeepThink ในหลายชุดทดสอบ เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้ AI ตอบโจทย์ถูก แต่ให้ “คิดเป็น ตรวจตัวเองเป็น และยอมรับว่าตัวเองผิดได้”

DeepSeek-Math-V2 ถูกพัฒนาต่อยอดจาก DeepSeek-V3.2-Exp-Base และสานต่อจากรุ่นก่อนอย่าง DeepSeek-Math-7B ที่เคยสร้างชื่อเมื่อปีที่แล้ว ด้วยขนาดแค่ 7 พันล้านพารามิเตอร์แต่ทำคะแนนทัดเทียม GPT-4 และ Gemini-Ultra ในหลายเบนช์มาร์ก ขณะเดียวกันก็เปิดตัวเทคนิค GRPO ที่ช่วยดันสกิล reasoning ทางคณิตให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยรุ่นใหม่อย่าง V2 จึงถูกจับตาว่าจะพา AI คณิตไปไกลแค่ไหน

ในบทความวิจัย DeepSeekMath-V2: Towards Self-Verifiable Mathematical Reasoning ทีมวิจัยชี้ให้เห็นข้อจำกัดของงาน AI คณิตส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ที่มักใช้ “คำตอบสุดท้ายถูกหรือผิด” เป็นรางวัลหลักในการฝึกโมเดล โดยไม่ตรวจว่าขั้นตอนเหตุผลระหว่างทางถูกต้องหรือไม่ วิธีนี้อาจทำให้คะแนนบนชุดทดสอบอย่าง AIME หรือ HMMT แตะเพดาน ไม่ตอบโจทย์งานที่ต้องพิสูจน์อย่างเข้มงวด เช่น ทฤษฎีบททางคณิต ที่ต้องการการให้เหตุผลทีละขั้น

คำตอบของ DeepSeek คือการหันมาเน้น “ตรวจสอบกระบวนการให้เหตุผล” และสร้างกรอบ self-verifiable reasoning ขึ้นมา ระบบนี้มี 3 บทบาทหลักที่เปรียบเทียบง่าย ๆ ได้กับ “นักเรียน–ครู–หัวหน้าครู” ขั้นแรกคือการฝึก “ผู้ตรวจข้อสอบ” หรือโมเดลตรวจพิสูจน์ (proof verifier) ให้ให้คะแนนกระบวนการพิสูจน์เป็น 0, 0.5 หรือ 1 คะแนน พร้อมเขียนคำอธิบายว่าตรงไหนดี ตรงไหนพลาด ไม่ใช่แค่เช็กว่าคำตอบถูกหรือผิด

จากนั้น DeepSeek เพิ่มชั้นความเข้มด้วย “เมตาเวอริฟิเคชัน” หรือการให้ “หัวหน้าครู” มาตรวจงานของครูอีกที เพราะพบว่าบางครั้งโมเดลผู้ตรวจอาจหักคะแนนผิดที่ หรือชี้จุดผิดที่ไม่มีอยู่จริง จึงมีโมเดลอีกตัวมาคอยตรวจว่า คอมเมนต์ของผู้ตรวจมีเหตุผลหรือไม่ ตรงกับวิธีทำจริงหรือเปล่า ช่วยลดอาการ “หลอน” ของ AI เวลาวิจารณ์คำตอบคณิตศาสตร์

บทบาทสุดท้ายคือการฝึก “นักเรียนที่สะท้อนตัวเองได้” หรือโมเดลสร้างคำตอบ (generator) ซึ่งต้องไม่เพียงแค่เขียนวิธีทำ แต่ยังต้องเขียน “ประเมินตัวเอง” ต่อท้าย ให้คะแนนตัวเองแบบเดียวกับผู้ตรวจ (0 / 0.5 / 1) แนวคิดสำคัญคือระบบรางวัลที่ให้โบนัสกับความซื่อสัตย์ — ถ้าทำผิดแต่กล้ายอมรับและชี้จุดผิดของตัวเอง จะมีการให้รางวัลมากกว่าโมเดลที่ทำผิดแต่ยังอวดดีว่าตัวเองถูก

DeepSeek ปิดวงจรทั้งหมดด้วยลูปอัตโนมัติ ให้ “นักเรียน” สร้างวิธีทำจำนวนมากในโจทย์เดียวกัน จากนั้นให้ “ครู” และ “หัวหน้าครู” ร่วมกันโหวตคัดกรองวิธีทำที่ถูกต้องและโจทย์ที่ยากเป็นพิเศษ เพื่อนำกลับมาฝึกซ้ำทั้งฝั่งผู้ตรวจและผู้สร้างคำตอบ ผลลัพธ์คือโมเดล DeepSeekMath-V2 ที่ทำคะแนนระดับเหรียญทองใน IMO 2025 และ CMO 2024 และได้เกือบเต็ม 118/120 ในการทดสอบสไตล์ Putnam 2024 พร้อมแสดงให้เห็นว่ากรอบ self-verifiable reasoning เป็นทิศทางที่ใช้งานได้จริงสำหรับการผลักดัน AI คณิตศาสตร์ยุคใหม่

สรุป วิธีของ DeepSeekMath-V2 ถือเป็นการขยับจาก “เอาคำตอบถูกไว้ก่อน” ไปสู่ “ตรวจเข้มทั้งกระบวนการให้เหตุผล” ลดการพึ่งพารีวอร์ดแบบสุดท้ายอย่างเดียวแบบ RL รุ่นเก่า ๆ และช่วยลดปัญหา AI มโนคำอธิบายผิด ๆ ขณะเดียวกัน การปล่อยโมเดลและโค้ดแบบโอเพนซอร์สก็เปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักพัฒนาเข้ามาทดลองต่อยอด ทั้งในงานคณิตศาสตร์และงานอื่น ๆ ที่ต้องการการให้เหตุผลแบบเข้มข้นในอนาคต

 

หลังโฆษกรัสเซียเผยสถานการณ์ทรุดทุกวัน ทั้งมุมการเมืองในประเทศยูเครน และการทหาร แถมผู้นำยังเอี่ยวคดีคอร์รัปชันในประเทศ ทำยุโรปเริ่มลังเลระดมทุนซื้อขีปนาวุธช่วย

(1 ธ.ค. 68) สื่อรัสเซีย Sputnik รายงานอ้างคำให้สัมภาษณ์ของดมิตรี เปสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกทำเนียบเครมลิน ระบุว่า “ทุกวันคือวันที่ขาดทุนสำหรับเซเลนสกีและระบอบยูเครน” โดยอ้างว่าตำแหน่งของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี กำลังย่ำแย่ลงทั้งภายในประเทศและด้านกรรทหาร 

เปสคอฟยังกล่าวว่า เซเลนสกี “บริหารจัดการวิกฤตยูเครนไม่ได้” ท่ามกลางแรงกดดันจากเหลายฝ่าย ทั้งภายในและจากชาติตะวันตก โดยพาดพิงถึงเหตุที่เคยผลักดันกฎหมายการเมืองหลายฉบับแล้วต้องถอยกลับ และชี้ว่าองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันของยูเครนอย่าง NABU ถูกมองว่ามีอิทธิพลจากชาติตะวันตกกำกับอยู่ พร้อมระบุว่าช่วงที่เริ่มมี “แนวโน้มไปสู่การเจรจาอย่างสันติ” ทำให้มีผู้คนและผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก

อีกด้านหนึ่ง ในยุโรปก็เกิดเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับดีลอาวุธเพื่อยูเครน โดยมีรายงานว่ากลุ่มระดมทุนในสาธารณรัฐเช็กที่เคยเปิดแคมเปญซื้อขีปนาวุธพิสัยไกล “Flamingo” ให้ยูเครน มูลค่าราว 5 แสนดอลลาร์สหรัฐ ชะลอการโอนเงินหลังมีข่าวเชื่อมโยงผู้ผลิต Fire Point กับทิมูร์ มินดิช เพื่อนสนิทและอดีตหุ้นส่วนธุรกิจวงการบันเทิงของเซเลนสกี ท่ามกลางกระแสคดีทุจริตขนาดใหญ่ในยูเครน

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า Fire Point ซึ่งเริ่มจากสตูดิโอภาพยนตร์เล็ก ๆ แล้วขยายตัวสู่บริษัทรับเหมาทางทหาร ผู้ผลิตขีปนาวุธ Flamingo และโดรนหลายรุ่น กำลังเผชิญการสอบสวนเรื่องการได้สัญญารัฐผ่านสายสัมพันธ์ การตั้งราคาชิ้นส่วนอาวุธเกินจริง และการถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชันของยูเครน ขณะเดียวกันก็ยังมีเสียงตั้งคำถามถึงความพร้อมใช้งานจริงของระบบอาวุธรุ่นดังกล่าว

แม้ข้อกล่าวหาหลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการสอบสวนและไม่ได้รับการยืนยันจากฝ่ายอิสระ แต่กรณีอื้อฉาวเรื่องอาวุธและการเมืองภายในยูเครน กำลังถูกเครมลินนำมาใช้เป็นข้อมูลโจมตีภาพลักษณ์รัฐบาลเซเลนสกีอย่างต่อเนื่อง


ที่มา : Sputnik

 

เปิดนิทรรศการ “ทหารดินเผา–ฉินฮั่น” ครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ ที่บูดาเปสต์ ฉายภาพแสงสามมิติช่วยฟื้นฟูสีสันดั้งเดิม ของหุ่นจำลองทหารดินเผาครั้งแรกของโลก

(5 ธ.ค. 68) บูดาเปสต์เปิดนิทรรศการใหญ่ "กองทัพทหารดินเผา" นำโบราณวัตถุล้ำค่าจากจีนมาจัดแสดงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนปีถัดไป นิทรรศการจัดที่พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์แห่งบูดาเปสต์ โชว์ผลงานศิลปะกว่า 150 ชิ้นจากราชวงศ์ฉินและฮั่น รวมถึงทหารดินเผาของแท้จำนวน 10 องค์ ซึ่งถือเป็นนิทรรศการจีนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดในฮังการี

ลาซโล บาอาน ผู้อำนวยการใหญ่พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์บูดาเปสต์ กล่าวในสัมภาษณ์กับซินหัวว่า "นิทรรศการนี้ครอบคลุมการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของศตวรรษที่ 20" และว่าการออกแบบพิพิธภัณฑ์มีความประณีต สะท้อนการทำงานร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญจากจีนและฮังการีอย่างยาวนาน พร้อมย้ำว่างานนี้เป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ บาอานยังโชว์ความมั่นใจว่าจะมีผู้ชมจำนวนมาก เพราะโอกาสได้เห็นทหารดินเผานอกจีนมีน้อยมาก สำหรับคนฮังการีที่ไม่เคยได้ไปเยือนนครซีอาน ที่มาของทหารดินเผา งานนี้จึงถือเป็นโอกาสพิเศษ เขาเสริมว่ายังมีเทคโนโลยีฉายภาพแสงสามมิติช่วยฟื้นฟูสีสันดั้งเดิมของทหารดินเผาบนหุ่นจำลอง ซึ่งช่วยให้ผู้ชมเข้าใจโบราณวัตถุเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง "นับเป็นส่วนเสริมที่น่าทึ่งอย่างยิ่งของนิทรรศการ"

พิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์บูดาเปสต์และพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย เฟเรนซ์ ฮอปป์ ยังเน้นว่าการเป็นเจ้าภาพจัดนิทรรศการครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจและความรับผิดชอบของสถาบัน ด้านบาอานคาดว่านิทรรศการจะได้รับความสนใจสูงจนติดอันดับหนึ่งในสามของงานที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์พิพิธภัณฑ์ และคาดว่ามีผู้เข้าชมหลายแสนคน


ที่มา : Xinhua

 

ดันบุคลากรรับมืออุตสาหกรรมยุคใหม่ “ผู้ว่าฯ สุเมธ” ชูโมเดล “ความร่วมมือ” ปรับบทบาทสู่ “ผู้สนับสนุน” ดันไทยขึ้นแท่นผู้นำอุตฯ ภูมิภาค

(1 ธ.ค. 68) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดหลักสูตร “TechNet รุ่นที่ 1” ระดมผู้บริหารภาครัฐ-เอกชน สร้างเครือข่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรม “ผู้ว่าฯ สุเมธ” ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ มุ่งปรับบทบาทจากผู้กำกับดูแลสู่ “ผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” ชี้ความสามารถในการปรับตัวของบุคลากร
มีคุณค่าอย่างมาก พร้อมดันอุตสาหกรรมไทยก้าวข้ามผู้ตาม สู่ผู้นำในระดับภูมิภาค

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดอบรมหลักสูตร “เครือข่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมอนาคต” หรือ TechNet (Technology & Innovation Networking for Future Industries) รุ่นที่ 1 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งการปฏิวัติดิจิทัล (Digital Disruption) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งเป็นความท้าทายที่อุตสาหกรรมไทยต้องเร่งบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม หากยังยึดติดกับโครงสร้างการบริหารแบบเดิม คงยากที่จะรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน

กนอ. จึงเร่งปรับบทบาทจากเดิมที่เป็นเพียงผู้กำกับดูแล (Regulator) สู่การเป็น “ผู้สนับสนุนและวางโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” โดยใช้ สถาบันวิทยาการอุตสาหกรรม กนอ. (I-EA-T Academy) เป็นกลไกหลักในการพัฒนาทุนมนุษย์ เพราะในยุคปัจจุบันความสามารถในการปรับตัวของบุคลากรมีคุณค่าอย่างมาก โดยหลักสูตร TechNet รุ่นที่ 1 ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ผ่านระบบการเรียนรู้แบบบูรณาการที่เน้นประสบการณ์จริง (Experiential Learning) 

“หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวจากการเป็นผู้ตาม ขึ้นมาเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคได้นั้น คือ ‘ความร่วมมือ’ ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา กนอ. จึงมุ่งมั่นให้ TechNet เป็นต้นแบบแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน โดย I-EA-T Academy จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการถักทอเครือข่ายพันธมิตร (Partnership) เชื่อมโยงตั้งแต่นักพัฒนานวัตกรรมไปจนถึงผู้ปฏิบัติงานจริง พร้อมยกระดับทักษะทั้ง การสร้างทักษะใหม่ (Reskill), การยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และ การพัฒนาทักษะเชิงลึก (Deep skill) เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ (New Ecosystem) ที่เข้มแข็ง และเปลี่ยนผ่านบุคลากรให้เป็นบุคลากรคุณภาพ (Talent) ที่มีศักยภาพ พร้อมรับมือกับกติกาการค้าโลกและเทรนด์ความยั่งยืนในอนาคต” ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวทิ้งท้าย


ที่มา : กองสื่อสารองค์กร การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)  


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top