Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

‘ฟรีวีซ่า’ สำหรับประชาชนชาวจีน เข้าได้นาน 30 วัน ไม่ต้องยื่นขอ คาดดันทัวร์จีนพุ่ง 30–40% หรือ 2 ล้านคน ‘หอพัก-โรงแรม’ เตรียมรับอานิสงส์ตลอดทั้งปี

(4 ธ.ค. 68) รัสเซียประกาศใช้มาตรการ “ฟรีวีซ่า” สำหรับชาวจีนอย่างเป็นทางการแล้ว หลังประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ลงนามคำสั่งอนุญาตให้คนจีนที่ถือหนังสือเดินทางเล่มปกติ สามารถเดินทางเข้ารัสเซียเพื่อท่องเที่ยว ทำธุรกิจ เยี่ยมญาติ หรือร่วมงานด้านวิชาการ วัฒนธรรม กีฬา และกิจกรรมต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า พักได้นานไม่เกิน 30 วัน โดยคำสั่งมีผลทันทีและใช้ไปจนถึงวันที่ 14 กันยายน 2569

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ไม่ครอบคลุมการเดินทางเพื่อทำงาน ศึกษาต่อ หรือพำนักระยะยาว รวมถึงไม่ใช้กับกลุ่มคนขับรถบรรทุกระหว่างประเทศ ลูกเรือขนส่งสินค้า–ผู้โดยสาร และล่ามที่ติดตามรถขนส่งข้ามแดน ซึ่งยังต้องดำเนินการขอวีซ่าตามปกติ

สมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวของรัสเซียคาดว่า ฟรีวีซ่าครั้งนี้จะช่วยดันจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ารัสเซียช่วงฤดูร้อนเพิ่มขึ้นราว 30–40% โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางอิสระอาจเพิ่มขึ้นถึง 1.5–2 เท่า ผู้ประกอบการเชื่อว่าจะช่วยเติมนักท่องเที่ยวให้โรงแรมและที่พักทั้งในช่วงพีกของซีซั่นท่องเที่ยวและนอกฤดูกาล

ทั้งนี้ มาตรการของรัสเซียสอดรับกับที่จีนประกาศทดลองให้คนรัสเซียที่ถือพาสปอร์ตเล่มปกติ เดินทางเข้าออกจีนแบบฟรีวีซ่าอยู่ก่อนแล้ว เป็นเวลา 1 ปี พักได้ไม่เกิน 30 วัน เพื่อท่องเที่ยว ทำธุรกิจ เยี่ยมญาติ หรือร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งสองฝ่ายหวังว่าดีลฟรีวีซ่าแบบไป-กลับนี้ จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว การค้า และการแลกเปลี่ยนผู้คนระหว่างกันให้คึกคักยิ่งขึ้นในปีหน้า โดยรัสเซียประเมินว่าอาจต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนทะลุ 2 ล้านคนได้ภายในปีเดียว


ที่มา : Xinhua 

 

ก.วัฒนธรรม เปิดงาน Thailand Biennale 2025 มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ จังหวัดภูเก็ต ผนึกกำลังศิลปินไทย-เทศ 65 คน จาก 25 ประเทศ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว 3 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่สวนสาธารณะสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ร่วมกับหน่วยงานจังหวัดภูเก็ตจัดพิธีเปิด มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ไทยแลนด์ เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025 ภายใต้แนวคิด นิรันดร์กัลป์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 - 30 เมษายน 2569 โดยมีน.ส. ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการวธ. เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายประสพ เรียงเงิน ปลัดวธ. นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และศิลปิน ประชาชนเข้าร่วมงาน

น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจ และยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ ในการเป็นหมุดหมายด้านศิลปะร่วมสมัยของประเทศไทย ให้ชาวโลกได้รับรู้ผลงานศิลปะที่ได้สร้างสรรค์และจัดแสดงในมหกรรมครั้งนี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการนำทุนทางวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ ความหลากหลายทางธรรมชาติ มาเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์ผลงาน ผ่านการระดมพลังทางความคิด ผสานมุมมองต่าง ๆ จากศิลปิน เครือข่าย ชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างสรรค์ผลงาน โดยการใช้เทคนิค และเทคโนโลยีต่าง ๆ ให้เกิดเป็นผลงานศิลปะร่วมสมัยที่หลากหลายอย่างน่าสนใจ

นายประสพ กล่าวว่า การจัดงานไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต จะได้เห็นการรวมพลังของศิลปินทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวม 65 คน จาก 25 ประเทศ นำเสนอผลงานศิลปกรรมหลัก ซึ่งจะได้เห็นผลงานศิลปะร่วมสมัยทั่วเมืองภูเก็ตและอีก 2 อำเภอได้แก่ กะทู้ และถลาง นอกจากนี้ ยังมี พาวิลเลี่ยนจำนวน 13 แห่งที่จะเป็นพื้นที่แสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย จากศิลปินทั่วประเทศและศิลปินรับเชิญจากต่างประเทศอีกหลายร้อยชีวิต มาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน ในรูปแบบที่สะท้อนอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของศิลปินพื้นถิ่นนั้น ๆ ผ่านวัสดุท้องถิ่น ประสบการณ์ชีวิต คุณค่าและบริบทของศิลปะวัฒนธรรม ในมิติใหม่ ภายใต้แนวคิด นิรันดร์กัลป์ นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมคู่ขนานตลอดระยะเวลาจัดงาน ตลอด 5 เดือน ไม่ว่าจะเป็น เวิร์กช็อป การแสดง ภาพยนตร์ ดนตรี

นายประสพ กล่าวต่อว่า ตนมั่นใจว่า งานศิลปะร่วมสมัยที่สร้างขึ้นในครั้งนี้มีความยิ่งใหญ่ มีความหมาย และ จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ที่จะนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาเมือง ของจังหวัดภูเก็ต ให้เป็นพื้นที่ของศิลปะร่วมสมัย เป็นจุดหมายปลายทาง ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ทางศิลปะ ใน จังหวัดภูเก็ต พร้อมกันนี้ยังก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบัน มีความคืบหน้าไปจนถึงการสร้างรายได้ให้กับประเทศ ทั้งในระดับเด็กและเยาวชน ศิลปิน นักท่องเที่ยวรวมถึงกลุ่มนักธุรกิจ ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัดสร้างแผนที่เส้นทางการชม เชื่อมโยงผลงานศิลปะตั้งแต่ออกจากท่าอากาศยานภูเก็ต หรือ การสัญจรเข้าเมือง เพื่อนำชมในแต่ละจุดได้อย่างครอบคลุม รวมถึงมีการประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมเผยแพร่ทั้งในและต่างประเทศ ทุกช่องทาง โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ ที่ https://www.thailandbiennale.org หรือ เฟซบุ๊ค : Thailand Biennale

“ทั้งนี้ทางคณะทำงานได้ประมาณการว่าตลอดระยะเวลาจัดงานจะ มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากกว่า 3,000,000 คน สามารถสร้างรายได้ หมุนเวียนในพื้นที่ จำนวน 30,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน เพราะเป็นการเสริมกำลังของเมืองภูเก็ตที่เป็นเมืองท่องเที่ยวอยู่แล้ว ให้ มีศักยภาพแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น“ ปลัด วธ. กล่าว

ซัดคำพูด “โจมตีก่อน” ไร้ความรับผิดชอบ สะท้อนท่าทีพร้อมยกระดับความตึงเครียด หยันภาพลักษณ์ “พันธมิตรเชิงป้องกัน” พังทลาย เตือนคิดให้ดีก่อนเล่นกับไฟสงคราม

(2 ธ.ค. 68) มาเรีย ซาคาโรวา (Maria Zakharova) โฆษกหญิงของกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ออกแถลงการณ์ตอบโต้คำให้สัมภาษณ์ของพลเรือเอกจูเซ็ปเป คาโว ดรากอเน (Giuseppe Cavo Dragone) ประธานคณะเสนาธิการทหารนาโต ที่พูดถึงความเป็นไปได้ในการใช้ “การโจมตีล่วงหน้า” ต่อรัสเซีย หากมองว่ารัสเซียมีพฤติกรรมคุกคามพันธมิตรนาโต โดยคำพูดนี้ถูกเผยแพร่ผ่านสื่ออังกฤษ Financial Times

มาเรีย ซาคาโรวา ระบุว่า คำพูดดังกล่าวเป็น “ความเคลื่อนไหวที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างยิ่ง” และสะท้อนถึงความพร้อมของนาโตที่จะเดินหน้าสร้างความตึงเครียดต่อไป พร้อมมองว่าเป็นความพยายามจงใจบ่อนเซาะความพยายามหาทางออกวิกฤตยูเครนด้วยแนวทางสันติ

ซาคาโรวายังชี้ว่า ถ้อยแถลงเชิง “โจมตีก่อน” แบบนี้ ทำลายภาพลักษณ์ที่นาโตพยายามสร้างว่าเป็น “พันธมิตรเพื่อการป้องกันเท่านั้น” และเตือนว่าผู้ที่ออกมาพูดในลักษณะนี้ควรตระหนักถึงความเสี่ยงและผลลัพธ์ที่จะตามมา ซึ่งอาจกระทบต่อประเทศสมาชิกของนาโตเองด้วย ไม่ใช่เพียงคู่ขัดแย้งฝั่งตรงข้ามเท่านั้น


ที่มา : Sputnik

ทำไม ‘เคนเน็ต ดูกอล’ กองหลังบุรีรัมย์ ติดทีมฟุตบอลทีมชาติไทยไม่ได้? แม้ถือทั้งสัญชาติไทย และออสเตรเลีย แต่ฟีฟ่าไม่อนุมัติให้ลงรับใช้ทัพช้างศึก

(4 ธ.ค. 68) แอนโธนี ฮัดสัน เฮดโค้ชทีมชาติไทย เปิดเผยโอกาสของ 'เคนนี ดูกอล' ลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย ที่เคยเล่นทีมชาติออสเตรเลียชุดใหญ่ 5 นัด ถึงการสวมเสื้อช้างศึก โดยยอมรับว่าปัญหากฎฟีฟ่าเรื่องการเปลี่ยนทีมชาติยังมีความซับซ้อน

ฮัดสันกล่าวว่า "ไม่ปิดประตูสำหรับนักเตะเชื้อสายไทย" แต่ต้องผ่านกฎฟีฟ่า เอกสารสัญชาติ และเหมาะสมกับแผนทีมชาติไทยระยะยาว "หากฟีฟ่าไม่อนุมัติ ต่อให้โค้ชอยากได้ก็ไม่สามารถดึงมาใช้งานได้" พร้อมเสริมว่านักเตะต้องเหมาะกับแท็กติกและบทบาทในทีม

กฎฟีฟ่า 2021 เปิดช่องให้เปลี่ยนทีมชาติได้ถ้ายังไม่เกิน 3 นัด และเว้น 3 ปีจากเกมสุดท้าย แต่เคนนีลงเล่นเกินจำนวนนี้ ทำให้ต้องรอลุ้นการตีความกฎหมายและการตัดสินใจของสมาคมฟุตบอลไทย

แฟนบอลและครอบครัวดูกอลแสดงความต้องการผ่านโซเชียล โดยคุณแม่โพสต์ว่า "Kenny อยากเล่นทีมชาติไทยค่ะ" กระแสในโซเชียลจึงร้อนแรงขึ้น แต่ทีมชาติไทยภายใต้การนำของฮัดสันยังคงเดินตามแผนสร้างทีมที่เน้นโครงสร้างอย่างชัดเจน

เคสนี้สะท้อนว่าไทยต้องเดินตามข้อเท็จจริงทางกฎหมายและแท็กติก มากกว่ากระแสแฟนบอล ฮัดสันยังไม่รับประกันโอกาสแต่ยืนยันจะพิจารณาอย่างรอบคอบและเป็นธรรม

การหวนคืนสู่ประเทศไทยในรอบ 13 ปี รวมหลากหลายศิลปินจาก SM ฉลอง 30 ปี ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ปักหมุดจัดคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ 14 ก.พ. 69

(2 ธ.ค. 68) SM Entertainment เตรียมนำโปรเจกต์คอนเสิร์ตใหญ่ "SMTOWN LIVE 2025–2026: The Culture, the Future" มาจัดที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2026 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหนึ่งในโชว์ปิดท้ายทัวร์ฉลองครบรอบ 30 ปีของค่าย และเป็นเพียงไม่กี่สเตเดียมในโลกที่ได้รับเกียรติให้เป็นจุดจัดงาน

ซึ่งราชมังคลากีฬาสถานถือเป็นสนามกีฬาขนาดใหญ่ที่เคยเป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตของศิลปินระดับโลกมากมาย รวมถึงเป็นพื้นที่จัด SMTOWN LIVE ครั้งประวัติศาสตร์ในไทยเมื่อปี 2009

รูปแบบโชว์ของ SMTOWN LIVE มักจะเป็นคอนเสิร์ตยาว 3-5 ชั่วโมง ประกอบด้วยโชว์เดี่ยวของแต่ละวงสลับกับเวทีพิเศษที่ศิลปินข้ามวงมาร่วมฟีเจอริ่งกัน โดยในทัวร์นี้มีศิลปินรีเมมเบอร์ทั้งรุ่นตำนานระดับ HYOYEON (Girls' Generation), KEY & MINHO (SHINee), EXO,
Red Velvet (IRENE & SEULGI & JOY), NCT 127, NCT DREAM, WayV ,aespa, RIIZE, NCT WISH ,Hearts2Hearts, XngHan&Xoul, SMTR25⠀⠀

ตัวแทนแฟนคลับระบุว่า "SMTOWN LIVE ถือเป็นงานที่รวมศิลปินหลากหลายเจเนอเรชันในคืนเดียวอย่างยิ่งใหญ่" ทำให้แฟนๆ ในไทยตั้งตารอคอยอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อนับว่าเป็นการกลับมาของ SMTOWN ที่ราชมังฯ หลังจากครั้งสุดท้ายเมื่อ 17 ปีก่อน

เริ่มจำหน่ายบัตรปิดจำหน่ายบัตร : 𝟮𝟬 ธันวาคม 𝟮𝟬𝟮𝟱 (เสาร์) เวลา 𝟭𝟬:𝟬𝟬 น. – 𝟭𝟲:𝟬𝟬 น.
ส่วนการจำหน่ายบัตรจะมีทั้งรอบ SM ARTIST Official Fanclub และ รอบจำหน่ายทั่วไป
ถ้าหากรอบพรีเซลส์จำหน่ายหมดแล้วก็จะไม่มีการจำหน่ายในรอบทั่วไป

ผังที่นั่ง ราคาบัตร และรายละเอียดอื่นๆ ยังรอติดตามจากผู้จัดในไทย แต่ความคึกคักรอบราชมังคลาคาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจเกี่ยวกับคอนเสิร์ตและการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ได้ไม่น้อย โดยงานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญสำหรับแฟน K-POP ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ลั่นรัฐบาลล้มเหลวปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ไล่ ‘นายกแป้น’ ขอโทษประชาชนแล้วลาออกไป

(2 ธ.ค. 68) โลกออนไลน์เผยแพร่คลิปวิดีโอขณะนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ร่วมประชุมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย และทีมบริหารจังหวัดสงขลา เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ โดยนายชาดาเล่าว่าลงพื้นที่ไปดูหน้างานพบว่า “น้ำไม่มี ไฟไม่มี สัญญาณโทรศัพท์ไม่มี” 

ตอนหนึ่งของการประชุม นายชาดากล่าวว่า “เมื่อกี้ผมบอกท่านนายกแป้น ทำให้จบ ทำให้เสร็จ แล้วลาออกไปเลย ขอโทษประชาชนแล้วลาออกไป มันมีคนจะต้องลาออกตามนายกแป้นไปด้วย” พร้อมติงว่า วันนี้ผู้มีหน้าที่ “ไม่มีจิตวิญญาณ” ในการช่วยเหลือ ประชาชนบางส่วนต้องหนีขึ้นไปอยู่บนหลังคาบ้าน ทั้งที่มีประกาศเขตภัย 100% แต่กลับไม่มีความพยายามเข้าไปช่วย “มันถือว่ารัฐล้มเหลวครับ กลไกของรัฐล้มเหลวหมดเลย ถ้าปีหน้าท่วมอีกจะทำยังไง”

นายชาดาย้ำว่า สิ่งที่ต้องทำทันทีหลังน้ำลดคือ “ทำความสะอาดเมืองก่อน ฆ่าเชื้อก่อน นั่นคือการเยียวยาหัวใจคนหาดใหญ่” พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐมองประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทั้งการจัดการพื้นที่ปลอดภัย การฟื้นฟูสภาพแวดล้อม และการวางระบบป้องกันไม่ให้ซ้ำรอยเดิมในปีถัดไป

ต่อมาเวลา 12.49 น. หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี ผู้สื่อข่าวสอบถามนายอนุทินที่ทำเนียบรัฐบาล ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับข้อเสนอของนายชาดาที่ให้ “นายกแป้น” ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ลาออกจากตำแหน่ง นายกฯเพียงหัวเราะในลำคอ ก่อนปฏิเสธตอบคำถามแล้วเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที 

เมื่อถูกถามต่อถึงหลักเกณฑ์เงินเยียวยาผู้เสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้านบาท นายอนุทินตอบสั้น ๆ ว่าให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นผู้ชี้แจง และทิ้งท้ายเพียงคำว่า “มีนัดๆ” ก่อนออกจากทำเนียบไปรับประทานอาหารกลางวัน แล้วจะกลับเข้าทำเนียบอีกครั้งในช่วงบ่าย

ขั้นต้นฯ ฤดูการผลิตปี 68/69 ราคาเดียวทั่วประเทศ ที่ 890 บาท/ตัน วางมาตรการจูงใจชาวไร่ตัดอ้อยสด-ลดเผา ตามข้อสั่งการ “รมว.ธนกร”

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 68 นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ครั้งที่ 9/2568 ซึ่งมีนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน มีมติเห็นชอบราคาอ้อยขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2568/2569 ราคาเดียวทั่วประเทศ ในอัตรา 890 บาทต่อตัน ที่ระดับความหวาน 10 ซี.ซี.เอส. พร้อมกำหนดอัตราขึ้นลงของราคาอ้อยที่ 53.40 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. และผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายอยู่ที่ 381.43 บาทต่อตัน ทั้งนี้ ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นหรือประชาพิจารณ์จากเกษตรกรชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 เรียบร้อยแล้ว โดยจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบเร็ว ๆ นี้ ก่อนที่จะประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
.
การพิจารณาการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ ปี 2568/69 เป็นวาระประชุมสืบเนื่องมาจากการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ครั้งที่ 8/2568 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 โดยผู้แทนชาวไร่อ้อยและผู้แทนโรงงานน้ำตาลได้หารือกันอย่างเข้มข้นถึงการกำหนดราคาว่าจะมีราคาเดียวทั่วประเทศเหมือนเดิม หรือจะมี 2 ราคาเพื่อให้ชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาลในเขตคำนวณราคาอ้อยที่ 1 3 6 และ 9 ซึ่งมีค่า yield น้ำตาลที่สูง (ในฤดูการผลิตปี 2567/68) ได้รับราคาอ้อยมากกว่าประมาณ 50 บาทต่อตัน โดยมากกว่าชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาลในเขตคำนวณราคาอ้อยที่ 2 4 5 และ 7 ซึ่งมีค่า yield น้ำตาลต่ำกว่า (ในฤดูการผลิตปี 2567/68) จากการหารือในที่ประชุมทั้ง 2 ครั้ง ผู้แทนชาวไร่อ้อยและผู้แทนโรงงานน้ำตาลได้ตกลงที่จะให้มีราคาอ้อยขั้นต้นฯ ปี 2568/69 ราคาเดียวทั่วประเทศเช่นเดิม นอกจากนี้ โรงงานน้ำตาลส่วนใหญ่ได้มีเจตนารมณ์ยินดีจ่ายเงินเพิ่มในอัตรา 40 บาทต่อตัน ให้กับชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาลในเขตคำนวณราคาอ้อยที่ 1 3 6 และ 9 เพื่อให้ชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยคุณภาพดี มีค่า yield น้ำตาลสูง ได้มีเงินทุนไปหมุนเวียนในการประกอบอาชีพก่อน

นายใบน้อย กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้เตรียมมาตรการเพื่อช่วยเหลือและดูแลพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายธนกร วังบุญคงชนะ) เนื่องจากในปีนี้ชาวไร่อ้อยมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ประกอบกับนโยบายการไม่เผาอ้อยของภาครัฐมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นตาม “มาตรการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยและลดปัญหาฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ฤดูการผลิตปี 2568/2569” ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากบอร์ด กอน. เรียบร้อยแล้ว ได้แก่ กำหนดให้โรงงานน้ำตาลรับอ้อยเผาเข้าหีบได้ไม่เกิน 20% ต่อวัน และให้โรงงานหยุดรับอ้อยเข้าหีบตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2569 และรับเฉพาะอ้อยสดเข้าหีบตั้งแต่เริ่มต้นหีบอ้อยจนถึงวันเด็ก (วันที่ 10 มกราคม 2569) 

นอกจากนี้ ในฤดูการผลิตปี 2568/69 สอน. ได้วางแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลที่ทำดี ประกอบด้วย โครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต ฤดูการผลิต 2568/2569 โดยสนับสนุนให้แก่ชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดสะอาด 100% โครงการสนับสนุนเครื่องสาง-ตัด-กวาด-อัด-สับคลุก เพื่อการตัดอ้อยสดและโมเดลธุรกิจใหม่-คนละครึ่ง Farmer Plus โดยให้โรงงานรวมกลุ่มชาวไร่อ้อยมากกว่า 4,515 กลุ่ม ตามเงื่อนไขโดยมีจำนวนเกษตรกรชาวไร่อ้อยรวมกลุ่มกว่า 60,000 ราย และภาครัฐสนับสนุนจัดหาอุปกรณ์ “เครื่องสางใบอ้อย ตัดอ้อยพ่วงข้าง เครื่องกวาดใบอ้อย เครื่องอัดใบ และผานสับคลุกใบอ้อย” ในอัตราครึ่งหนึ่งของราคาซื้อตามนโยบายคนละครึ่งของรัฐบาล มาตรการจูงใจเพื่อแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยและฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งเป็นมาตรการเดิมที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้สนับสนุนจูงใจให้ชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสด 100% อยู่แล้ว การลดหย่อนภาษีให้แก่โรงงานน้ำตาลที่รับอ้อยเผาตามเกณฑ์ที่กำหนด และขอลดหย่อนภาษีให้แก่ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่รับซื้อใบและยอดอ้อยเป็นเชื้อเพลิง โครงการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พิจารณาสนับสนุนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการนำเข้ารถตัดอ้อยแบบปลอดอากร เพื่อให้โรงงานน้ำตาลและเกษตรกรชาวไร่อ้อยสามารถนำเข้ารถตัดอ้อยใหม่ขนาดใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาใช้งาน

“สอน. ยังคงเดินหน้าส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล ภายใต้แนวคิด ทำดี ต้องได้ดี และมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับชุมชน และหวังว่ามาตรการหรือแนวทางต่าง ๆ ที่ได้วางไว้ จะสามารถสร้างแรงจูงใจให้ชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลร่วมมือร่วมใจกันทำสถิติอ้อยเผาได้ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา (ต่ำกว่า 14%) ” นายใบน้อย กล่าวปิดท้าย

ไฟไหม้คร่าชีวิตนับร้อยสะเทือนฮ่องกง สั่งตั้ง คกก.อิสระตรวจทุกจุด ลั่นรัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือ สร้างบ้านใหม่ และเยียวยาผู้เสียชีวิต

(3 ธ.ค. 68)  ซินหัว 2 ธ.ค. จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของจีน เผยว่ารัฐบาลฮ่องกงจะจัดตั้งคณะกรรมการอิสระที่มีผู้พิพากษาเป็นประธาน เพื่อดำเนินการสืบสวนเหตุการณ์ไฟไหม้อาคารพักอาศัยที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้โดยละเอียด และรับรองว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ

ลีกล่าวว่าเหตุการณ์ไฟไหม้อาคารพักอาศัยคร่าชีวิตผู้คนไป 151 ราย บาดเจ็บอีก 79 ราย และกำลังติดตามกรณีผู้ที่ยังสูญหายอีกราว 30 ราย โดยหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจสามหน่วยที่จัดตั้งก่อนหน้านี้กำลังสืบสวนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่ปล่อยให้ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบคนใดลอยนวล

ลีย้ำว่ารัฐบาลฮ่องกงกำลังดำเนินหลายมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ อาทิ การเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว การจัดให้ประชาชนราว 2,500 คนเข้าพักในที่พักชั่วคราวและโรงแรม

ลีชี้ว่าการปฏิรูปเชิงระบบเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวในหลายส่วน พร้อมทั้งระบุว่าจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบเหตุไฟไหม้ และรัฐบาลฮ่องกงจะจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดและการสนับสนุนอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการสืบสวน และคณะกรรมการจะส่งคำแนะนำและรายงานให้กับเขา

ลีย้ำว่าจะไม่ยุติปฏิบัติการกู้ภัยและจะไม่ทอดทิ้งครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ รัฐบาลฮ่องกงจะให้ความช่วยเหลือครอบครัวเหล่านี้ในการสร้างบ้านใหม่ และทยอยฟื้นฟูการดำเนินงานตามปกติของสังคม

ทั้งนี้ ลีกล่าวว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ (LegCo) ที่กำหนดไว้ในวันที่ 7 ธ.ค. นี้จะดำเนินการต่อไปตามแผนที่วางไว้

มหาวิทยาลัยท็อปแดนมังกร เปิดหลักสูตร ปัญญาประดิษฐ์ทำงานร่วมกับร่างกายจริง เร่งป้อนคนเก่งสู่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ AI จับมือ Huawei–BYD–UBTech รองรับเด็กจบใหม่

(2 ธ.ค. 68) จีนเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรีด้าน “Embodied Intelligence” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานร่วมกับร่างกายจริงในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติด้านหุ่นยนต์และ AI และหนุนเป้าหมายของปักกิ่งที่อยากขึ้นนำสหรัฐฯ ในสนามเทคโนโลยีอนาคต

กระทรวงศึกษาธิการจีนเผยว่า มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง มหาวิทยาลัยเซียงไฮ้ เจียงตง (Shanghai Jiao Tong University) และ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) อยู่ในกลุ่ม 7 สถาบันแรกที่ยื่นขอเปิดสาขาใหม่ด้าน Embodied Intelligence ตามกรอบ “จัดการพิเศษให้กับสาขาขาดแคลนเร่งด่วน” ซึ่งรัฐบาลกำหนดให้เป็นหนึ่งในหัวใจของยุทธศาสตร์เทคโนโลยีระยะยาว 

มหาวิทยาลัยเซียงไฮ้ เจียงตง ระบุว่า หลักสูตร AI และวิศวกรรมแบบเดิมยังไม่เชื่อมโยงข้ามสาขามากพอ จึงต้องออกแบบหลักสูตรใหม่ที่ผสมทั้ง AI วิศวกรรมกลไก ระบบควบคุม และการออกแบบหุ่นยนต์ โดยมี ศาสตราจารย์หลู่ เซ่ออู่ (Cewu Lu) ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ชื่อดัง เป็นหัวหน้าภาค

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ยังจับมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่เป็น “ว่าที่นายจ้าง” ของบัณฑิตกลุ่มนี้ เช่น มหาวิทยาลัยซีอาน เจียวทง (Xi’an Jiaotong University) คาดว่าจากบัณฑิต 30 คน จะมีราว 5 คนได้งานกับ Huawei ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม, BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และ UBTech Robotics บริษัทหุ่นยนต์ชื่อดัง รวมแล้ว 7 สถาบันจะรับนักศึกษารุ่นแรกประมาณ 330 คน โดย สถาบันเทคโนโลยีปักกิ่ง (Beijing Institute of Technology) รับมากสุดที่ 120 คน

ด้านตลาดงานก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน รายงานของบริษัทจัดหางาน Liepin ระบุว่า จำนวนตำแหน่งงานใหม่สาย Embodied Intelligence ในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นถึง 73% สูงกว่าตลาดงานสาย AI โดยรวมที่โต 55% เท่านั้น ขณะที่เงินเดือนเฉลี่ยของตำแหน่งงานด้าน Embodied Intelligence อยู่ที่ราว 333,400 หยวนต่อปี (ราว 1.5 ล้านบาท) สูงกว่างานสาย AI ทั่วไปที่เฉลี่ย 290,900 หยวนต่อปีอย่างชัดเจน

สำหรับ Embodied Intelligence ถือเป็นแขนงหนึ่งของ AI ที่เน้นให้ “สมองกล” ทำงานร่วมกับร่างกายจริงและเรียนรู้จากการโต้ตอบกับโลกจริง โดยกระแสหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์และสตาร์ตอัปหุ่นยนต์ในจีนกำลังมาแรง แต่ก็เจอปัญหาขาดแคลนบุคลากรคุณภาพสูง หลายบริษัท เช่น Deep Robotics เคยยอมรับว่าการขาดคนเก่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ทำให้การสร้าง “ท่อส่งคน” ผ่านหลักสูตรใหม่ในมหาวิทยาลัยจีนกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนของทั้งภาครัฐและสถาบันการศึกษา

ประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้ผลักดัน Soft Power ไทยเป็นระบบ บูรณาการงานอนุรักษ์-ต่อยอด-เศรษฐกิจวัฒนธรรม ยกระดับ “วัฒนธรรมไทย” สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ

สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม อาจเป็นชื่อที่คนทั่วไป “คุ้นตาในหนังสือราชการ” แต่มีความสงสัยว่าทำหน้าที่อะไร แล้วมีผลอะไรต่อชีวิตประจำวันของคนไทย แท้จริงแล้วสำนักงานฯ แห่งนี้คือ “ศูนย์บัญชาการ” ที่แปลงวิสัยทัศน์ของกระทรวงวัฒนธรรมให้กลายเป็นนโยบาย ยุทธศาสตร์ และงานจริงในพื้นที่ เป็นหน่วยงานกลางที่ขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมของประเทศ กำกับดูแลหน่วยงานระดับกรมในสังกัด รวมถึงนิเทศ ติดตาม และบังคับบัญชาสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้การอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมเดินไปในทิศทางเดียวกันทั้งประเทศ

เมื่อมองลึกลงไป สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมยังเป็น “กลไกเบื้องหลัง” ของหลายภารกิจที่คนไทยคุ้นเคย ทั้งการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์วัฒนธรรมชาติ การผลักดันเศรษฐกิจวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การสนับสนุนงานภาพยนตร์และสื่อร่วมสมัยของไทยในระดับนานาชาติ การประสานเครือข่ายวัฒนธรรมกับจังหวัดและองค์กรต่างประเทศ ตลอดจนการบริหารงบประมาณและทรัพยากรบุคคลของกระทรวงฯ บนฐานงบประมาณหลายพันล้านบาทต่อปี

ภายใต้โครงสร้างที่ซับซ้อนเช่นนี้ บทบาทของ “ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม” ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นผู้กำหนดทิศทาง เชื่อมโยงทุกหน่วยให้ทำงานสอดประสานกัน

การได้ “นายประสพ เรียงเงิน” ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ตั้งแต่ปลายปี 2567 ตามพระบรมราชโองการที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถือเป็นการดัน “ลูกหม้อวัฒนธรรม” ที่เติบโตจากภายในกระทรวง มาทำหน้าที่นำทัพในจังหวะที่ประเทศกำลังให้ความสำคัญกับ Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างจริงจัง เขาได้รับการสนับสนุนจากรัฐมนตรีวัฒนธรรมและคณะรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลด้านความเข้าใจหน้างาน ความสามารถในการบริหารจัดการ และประสบการณ์ต่อเนื่องในตำแหน่งสำคัญแทบทุกระดับของกระทรวงวัฒนธรรมตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

>>ประวัติการศึกษา
-ปริญญาตรี สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (พ.ศ. 2534)
-ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น (พ.ศ. 2540)

เส้นทางการทำงานในกระทรวงวัฒนธรรม (โดยสรุป)
-พ.ศ. 2540 - 2554 ข้าราชการกรมส่งเสริมวัฒนธรรม
-18 พ.ค. 2555 - 25 มี.ค. 2556 ผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม
-26 มี.ค. 2556 - 4 พ.ย. 2561 ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงวัฒนธรรม
-5 พ.ย. 2561 - 17 ม.ค. 2563 ผู้ช่วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
-18 ม.ค. 2563 - 30 ก.ย. 2563 ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม
-1 ต.ค. 2563 - 22 ก.พ. 2565 รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
-23 ก.พ. 2565 - 30 ก.ย. 2565 หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม
-1 ต.ค. 2565 - 3 มิ.ย. 2567 ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.)
-4 มิ.ย. 2567 - 28 ธ.ค. 2567 อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.)
-28 ธ.ค. 2567 เป็นต้นมา ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม) และดำรงตำแหน่งกรรมการ/ผู้บริหารในคณะกรรมการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD)

หลังจากได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายประสพ เรียงเงิน ได้ประกาศกรอบนโยบายการทำงาน “3+1” ของตนเองทันที สอดรับกับนโยบาย “4-3-2-1” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยเน้น 3 ด้านหลัก คือ

(1) การใช้ศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายวัฒนธรรมทั่วประเทศให้เข้มแข็ง สามารถต่อยอดรากเหง้าวัฒนธรรมไปสู่มูลค่าเศรษฐกิจและเกียรติภูมิในเวทีโลก 

(2) การปรับบทบาทกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็น “กระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ” ผ่านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมอย่างจริงจัง ตั้งแต่ฐานรากถึงระดับนานาชาติ 

(3) การขับเคลื่อน Soft Power ไทยในอย่างน้อย 11 สาขาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ด้วยพลังของเครือข่ายศิลปิน ผู้ประกอบการ และพันธมิตรทั้งในและนอกกระทรวงฯ 

ส่วน “อีก 1 เรื่องสำคัญ” คือ การพัฒนาสมรรถนะองค์กรและการบริหารจัดการเครือข่ายให้เข้มแข็ง โดยตั้งเป้าประเมินการทำงานทุก 3 เดือน เพื่อให้สังคมเห็นผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง

บนภารกิจระดับประเทศ เขายังต้องกำกับดูแลการบูรณาการจัดงานเฉลิมพระเกียรติในโอกาสสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนงานระดับนานาชาติ เช่น มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Phuket 2025 ที่กระทรวงวัฒนธรรมและสำนักงานปลัดฯ ทำหน้าที่ประสานทุกภาคส่วนให้การจัดงานศิลปะร่วมสมัยของไทยสะท้อนศักยภาพวัฒนธรรมไทยสู่สายตาโลกอย่างงดงาม เป็นระเบียบ และสมพระเกียรติ

เมื่อพิจารณาจากเส้นทางชีวิตราชการ นายประสพ เรียงเงิน จึงไม่ใช่เพียง “ข้าราชการอาวุโส” แต่คือผู้นำที่เติบโตมาจากทุกระดับในกระทรวงวัฒนธรรม ผ่านงานเชิงนโยบาย งานวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ งานตรวจราชการในพื้นที่ และงานขับเคลื่อนโครงการศิลปะร่วมสมัยและวัฒนธรรมเชิงเศรษฐกิจ เขาถูกมองว่าเป็นผู้บริหารที่ “เข้าใจทั้งระบบและหน้างาน” สามารถประสานผลประโยชน์ของภาครัฐ ชุมชน ศิลปิน และผู้ประกอบการเข้าด้วยกัน ภายใต้กรอบกฎหมายและคุณธรรมราชการที่เคร่งครัด จึงได้รับความไว้วางใจจากทั้งฝ่ายการเมือง ผู้บริหารในกระทรวง และเครือข่ายวัฒนธรรมในจังหวัดต่าง ๆ ว่าจะนำพากระทรวงวัฒนธรรมก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคใหม่

การได้ “นายประสพ เรียงเงิน” มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรมในวันนี้ จึงเปรียบเสมือนได้ผู้นำที่รู้ทั้ง “รากเหง้า” และ “โอกาสใหม่” ของวัฒนธรรมไทย เขามีประสบการณ์เต็มมือจากการทำงานด้านวัฒนธรรมมาตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงระดับนโยบาย เข้าใจว่าอนุรักษ์วัฒนธรรมอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องต่อยอดให้เป็นพลังเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และสร้างภาพลักษณ์ประเทศ พร้อมกันนั้นยังยืนยันความมุ่งมั่นในการทำให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็น “กระทรวงกึ่งเศรษฐกิจ” ที่คนทั้งประเทศจับตามอง ด้วยระบบบริหารจัดการโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หากเดินตามกรอบนโยบายที่วางไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ก็มีความหวังว่าภายใต้การนำของเขา สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมจะสามารถประสานพลังทุกภาคส่วน ให้วัฒนธรรมไทยกลายเป็นพลังสร้างสังคมที่ดี และสร้างอนาคตเศรษฐกิจชาติได้อย่างมั่นคงในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top