Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

คณะนักเรียนผู้แทนประเทศไทย คว้า 1 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน การแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิกนานาชาติ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ครั้งที่ 22 ประเทศรัสเซีย

(3 ธ.ค. 68) การแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ครั้งที่ 22 ประจำปี 2568​ (IJSO 2025) ระหว่างวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน - วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ณ เมืองโซชิ สหพันธรัฐรัสเซีย โดยมีนักศึกษาจาก 24 ประเทศเข้าร่วม

สำหรับการแข่งขันประกอบด้วย 3 รอบ (แบบเลือกตอบ ทฤษฎี และปฏิบัติ) ในรอบเลือกตอบ ผู้เข้าแข่งขันต้องตอบคำถาม 30 ข้อ (ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ข้อละ 10 ข้อ) ในรอบทฤษฎี ผู้เข้าแข่งขันต้องสอบวัดความรู้ทั้งสามวิชา ส่วนในรอบปฏิบัติ (ทดลอง) ผู้เข้าแข่งขันต้องดำเนินโครงการวิจัยที่ต้องใช้ความรู้พื้นฐานทางฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา

โดยประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันจะส่งนักเรียนและครูผู้สอนสูงสุด 6 คน การแข่งขันนี้เป็นหนึ่งในการแข่งขัน วิทยาศาสตร์ ระดับนานาชาติที่สำคัญสำหรับเยาวชน ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและวิชาการ ค้นพบและบ่มเพาะเยาวชนผู้มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลก

ทั้งนี้ ผลงานของนักเรียนที่เป็นผู้แทนประเทศไทย ได้รับรางวัล 1 เหรียญทอง และ 5 เหรียญเงิน จากการแข่งขันในครั้งนี้ 


 

ภารกิจสู้วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ ของ ‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ รวมหน่วยงานรัฐ-จิตอาสา เป็นหนึ่งเดียว อยู่กับผู้ประสบอุทกภัยตลอดทั้งวันทั้งคืน

(3 ธ.ค. 68) “เสธ.หิ” ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษารองนายกฯ เล่าเบื้องหลังภารกิจสู้วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ หลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีเมื่อ 24 พ.ย. 2568 ให้ดูแลสถานการณ์น้ำท่วมสงขลา เพียงวันถัดมา 25 พ.ย. ก็รีบลงพื้นที่ทันที ขณะที่ “เสธ.หิ” เดินทางล่วงหน้าไปจัดเตรียมการประชุมทางไกลระหว่างหาดใหญ่กับทำเนียบรัฐบาล เพื่อประสานงานรับมือเหตุการณ์

เมื่อถึงหาดใหญ่กลับพบว่าหน่วยงานจังหวัดยังไม่ได้เตรียมระบบประชุมทางไกลไว้พร้อมที่สุด กลายเป็นฝ่ายทหาร โดยกองบิน 56 หาดใหญ่ ที่จัดห้องประชุมออนไลน์เชื่อมกับทำเนียบฯ ไว้เรียบร้อย มี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กห. เป็นประธาน เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส เดินทางมาถึงจึงตัดสินใจเข้าร่วมประชุมที่ บน.56 พร้อมนำข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ เข้าพูดคุยวางแผนร่วมกับฝ่ายทหารทันที

ข้อมูลก่อนประชุมสะท้อนปัญหาว่าแต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ ไม่มีเจ้าภาพสั่งการกลาง ร.อ.ธรรมนัส จึงขออนุญาตนายกรัฐมนตรีรับหน้าที่กำกับสั่งการเอง ก่อนออกคำสั่งจัดโครงสร้างบัญชาการใหม่ ใช้แนวทางรถไฟแบ่งหาดใหญ่ออกเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตก มอบ มทภ.4 เป็นผบ.เหตุการณ์ฝั่งตะวันออก ส่วนฝั่งตะวันตกรวมสนามบินหาดใหญ่ ร.อ.ธรรมนัส กำกับเอง โดยมีหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ เป็นลูกมือ พร้อมเร่งให้กองทัพภาค 4 หน่วยทหารพัฒนา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ช่วยประชาชนอย่างเร่งด่วน

หลังสั่งการโครงสร้างกลางเรียบร้อย ร.อ.ธรรมนัส ลงพื้นที่ทันทีตั้งแต่ก่อนเที่ยงจนถึงเที่ยงคืน โดยตั้งศูนย์อำนวยการกรมชลประทานที่ รร.ซิกเนเจอร์ หาดใหญ่ ขณะตัวเขาเองลุยภาคสนามต่อเนื่องจนสามารถอพยพประชาชนในโซนสนามบินนอก ซึ่งรถเข้าไปถึงได้ยาก ออกมาได้ราว 550 คน นำส่งศูนย์พักพิง รร.หาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ และส่งผู้ป่วยต่อไปยัง รพ.สนามหน้าสนามบินหาดใหญ่ พร้อมประสานฝนหลวง–เฮลิคอปเตอร์–เครื่อง C-130 ลำเลียงอาหาร อุปกรณ์แพทย์ และสับเปลี่ยนบุคลากรให้โรงพยาบาลที่ถูกตัดขาด

อีกด้านหนึ่ง ศูนย์อำนวยการยังพยายามเจาะเข้าเขต 8 พื้นที่ชั้นในที่กระแสน้ำเชี่ยวจัดจนเข้าไม่ถึง โดยได้รับการสนับสนุนทีมเจ็ตสกีจากสมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย และทีมของ รมว.วัฒนธรรม ที่ลงพื้นที่ช่วยสำรวจเส้นทางและนำอาหารเข้าไป แม้หลายจุดยังเข้าไม่ได้เพราะน้ำแรงและมืดค่ำ แต่ก็ได้ข้อมูลสำคัญไปวางแผนวันต่อไป ภารกิจของ ร.อ.ธรรมนัส ในวันนั้นจบลงด้วยมื้ออาหารแรกเวลาประมาณ 01.00 น. ก่อนเตรียมประชุมต่อเช้าวันที่ 26 พ.ย. ซึ่ง “เสธ.หิ” ทิ้งท้ายว่าจะเล่าตอนต่อไป โดยเฉพาะประเด็นดราม่าหน่วยซีลที่ถูกวิจารณ์ในโซเชียลอย่างหนัก

ผู้สื่อข่าวชื่อดัง ถูก ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ แจ้งความดำเนินคดี “หมิ่นประมาท” ย้ำงานข่าวยืนบนข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ

(3 ธ.ค. 68) นางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊กว่าเมื่อฉันถูกผู้ว่าฯ แบงก์ชาติแจ้งความดำเนินคดี “หมิ่นประมาท”

สามทศวรรษในวิชาชีพสื่อมวลชนสอนดิฉันว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่อำนาจรัฐ

แต่คือ ‘ความกลัว’ ที่ทำให้สื่อไม่กล้าพูดความจริง

วันนี้ ดิฉันเผชิญคดีหมิ่นประมาทจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดิฉันเคารพสิทธิของทุกคนที่จะดำเนินคดี หากเห็นว่าตนเสียหาย เพราะกฎหมายคือกลไกพิสูจน์ความจริงในสังคมประชาธิปไตย

และดิฉันก็พร้อมเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยความเชื่อมั่น เชื่อมั่นว่า งานข่าวต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริง เชื่อมั่นว่าการนำเสนอเพื่อประโยชน์สาธารณะคือหัวใจของสื่อ เชื่อมั่นว่าการคุ้มครองแหล่งข่าวคือเส้นแดงที่สื่ออาชีพไม่มีวันข้าม และเชื่อมั่นว่าความสุจริตจะยืนยงกว่าความหวาดกลัวทุกชนิด

บทความทุกชิ้นที่ดิฉันเขียน ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง มีแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เขียนทุกบรรทัดด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยหลักคิดที่ยึดมั่นเสมอมาว่า

‘สื่อมีหน้าที่ตรวจสอบอำนาจ ไม่ใช่เป็นบริวารของอำนาจ’

คดีนี้จะไม่ทำให้ดิฉันถอย ตรงกันข้าม มันย้ำให้จำว่า อิสระของสื่อคือหนึ่งในเสาหลักของสังคมประชาธิปไตย และตราบใดที่ดิฉันยังอยู่ในวิชาชีพนี้ จะทำหน้าที่สื่อมวลชนด้วยศักดิ์ศรีมและไม่ปล่อยให้ความจริงถูกกลบด้วยความกลัว จากอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น

ขอบคุณทนายเชาว์ มีขวด ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและช่วยว่าความคดีนี้



 

ค้างค่านมโรงเรียน ทำเอกชนเดือดร้อนหนัก ขาดสภาพคล่อง จี้ ‘ดร.นฤมล’ รีบแก้ปัญหา_TEST

(3 ธ.ค. 68) นายเฉลียว คงตุก หรือ “นายหัวแมน” หรือที่รู้จักกันในนาม “นายหัวไทร” โพสต์เฟซบุ๊กว่า รายงานข่าวจากผู้ประกอบการโรงงานผลิตนมโรงเรียนเปิดเผยว่า จนถึงขณะสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานการศึกษาเอกชน (สช.) ยังไม่จ่ายเงินเพื่อชำระค่านมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างยิ่ง

“การที่ สพฐ. และ สช.ไม่จ่ายค่านมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการ ทำให้ผู้ประกอบการเดือดร้อนอย่างหนัก ขาดสภาพคล่อง และบางรายที่กู้เงินมาก็ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยอีกต่างหาก”

ผู้ประกอบการโรงนมโรงเรียนรายหนึ่ง กล่าววิงวอนไปยังนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล และ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึึกษาธิการสั่งการ เร่งรัดให้หน่วยงานรับผิดชอบจ่ายเงินค่านมโรงเรียนเป็นการด่วน

“ค้างค่านมโรงเรียน” สำหรับโรงเรียนเอกชน (สังกัด สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน — สช. และโรงเรียนรัฐสังกัด สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน — สพฐ.) มีข้อกำหนดตามระเบียบของ โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน (school-milk) ค่อนข้างชัดเจน แต่ “ยอดค้าง” ที่เป็นตัวเลขแน่นอนอาจขึ้นกับแต่ละโรงเรียน/จังหวัด

ทั้งนี้โรงเรียน ไม่ว่าของรัฐ (สพฐ.) หรือเอกชน (สช.) ที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับงบอุดหนุนเพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับนมตามสิทธิ 260 วันต่อปีการศึกษา (200 วันเรียน + 60 วันช่วงปิดภาค) ตามเกณฑ์ของโครงการ

งบประมาณเพื่อจ่ายค่านมจะถูก “โอน” ไปยังบัญชีเงินอุดหนุนของโรงเรียน โดยโรงเรียนต้องเปิดบัญชีเฉพาะ และเมื่อได้รับโอนแล้ว ภายใน 5 วันทำการ โรงเรียนต้องออก “ใบสำคัญรับเงินในนามโรงเรียน” และเก็บเป็นหลักฐานการรับงบอุดหนุนไว้

โรงเรียนจึงใช้เงินนั้นซื้อ “ผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน”และแจกจ่ายให้เด็กตามจำนวนนักเรียนที่มีสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ

การที่มีข่าว “โรงเรียนเอกชน/รัฐ ค้างค่านม” มักมาจากปัญหาการเบิกจ่ายงบ, การโอนงบที่ล่าช้า, หรือความยุ่งยากด้านเอกสาร มากกว่าปัญหาเชิงมาตรฐานของโครงการเอง

สาเหตุอาจรวมถึง:
-งบอุดหนุนยังไม่ถูกโอนเข้าบัญชีโรงเรียน ทำให้โรงเรียนไม่สามารถซื้อและแจกจ่ายนมได้ตามกำหนด
-โรงเรียน อาจไม่ยื่นเอกสารตามแบบฟอร์ม (เช่น แบบ นม.1 / นม.2 / นม.5) หรือยื่นล่าช้า ทำให้เงิน “ค้าง” จนกว่าจะดำเนินการครบถ้วนตามระเบียบ

เพราะฉะนั้น “ค้างค่านมโรงเรียน” ต่าง ๆ มักเป็นประเด็นเฉพาะโรง ไม่ได้มีฐานข้อมูลกลางที่รวบรวมว่า “ค้างรวมกี่บาททั่วประเทศ”

ช่วงเวลาที่ปกติต้องจ่าย / โอนเงินอุดหนุน

สำหรับโรงเรียนเอกชนที่ได้รับการอุดหนุนจาก สช.:
-การขอรับงบอุดหนุนปีละ 2 ครั้ง — โดยขอครั้งที่ 1 ภายใน 10 กรกฎาคม และครั้งที่ 2 ภายใน 10 กุมภาพันธ์ของแต่ละปีการศึกษา
-หลังจากหน่วยงานโอนงบมาให้โรงเรียน โรงเรียนต้องออกใบสำคัญรับเงินภายใน 5 วัน

นำเรียนไปยัง ดร.นฤมล ช่วยตอบคำถามผู้ประกอบการโรงนมด้วยว่า ทำไมเบิกจ่ายล่าช้า และเมื่อไหร่จะได้ เพราะยิ่งนานวันเข้าผู้ประกอบการก็ยิ่งเดือดร้อน ขาดสภาพคล่อง ผู้ประกอบการก็ต้องใช้เงินสดหมุนเวียน เพื่อซื้อน้ำนมดิบเช่นเดียวกัน

#THESTATESTIMES
#NewsFeed
#นายหัวไทร
#ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน
#นมโรงเรียน
#นฤมลภิญโญสินวัฒน์
#กระทรวงศึกษาธิการ

“บิ๊กคลีนนิ่ง” เมืองหาดใหญ่ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พร้อมให้คำมั่น “จะเร่งคืนความปกติให้เมืองหาดใหญ่โดยเร็วที่สุด

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 68 พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.ส่วนหน้า) ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์การฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ ภายหลังสถานการณ์น้ำเริ่มคลี่คลาย

ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร ที่กำลังเร่งระดมสรรพกำลังปฏิบัติหน้าที่ทำความสะอาดเมือง (Big Cleaning) เพื่อชะล้างดินโคลน และขยะที่ตกค้าง พร้อมทั้งได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญ และกล่าวให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานทุกนายที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ในการช่วยเหลือประชาชน โดยได้ลงพื้นที่สำรวจจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจและพื้นที่สาธารณะ 4 จุดหลัก ดังนี้ โซน 1 โรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อดูแลความสะอาดบริเวณสถานพยาบาลให้พร้อมรองรับผู้ป่วย โซน 3 ตลาดกิมหยงซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญใจกลางเมือง บริเวณรอบ ถนนเพชรเกษมเส้นทางคมนาคมหลัก และตลาดสดแหล่งปากท้องของพี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังได้เดินเท้าพบปะพูดคุยกับประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่ เพื่อสอบถามสารทุกข์สุกดิบ และรับฟังปัญหาความเดือดร้อนอย่างใกล้ชิด โดยได้กล่าวเน้นย้ำ และให้คำมั่นสัญญาว่า “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.ส่วนหน้า) และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะไม่ทอดทิ้งพี่น้องประชาชน และจะเร่งดำเนินการฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ให้กลับมาสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด”


 

ภารกิจใหญ่ “ศักดิ์ศรีทัพลูกยางไทย” สมาคมฯ เคาะ 20 สาวตบ ก่อนตัดตัวเหลือ 14 คน ลุยมหกรรม “ซีเกมส์ 2025”

(3 ธ.ค. 68) สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยประกาศรายชื่อนักตบลูกยางสาวทีมชาติไทย จำนวน 20 คนชุดแรกสำหรับแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือ "ป้องกันเหรียญทอง" ในสนามบ้านตัวเอง

ทีมภายใต้การคุมทัพของ "โค้ชอ๊อต" เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร จะเก็บตัวฝึกซ้อมเข้มข้นที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา กกท. พร้อมตรวจความพร้อมร่างกายและแท็กติก ก่อนตัดตัวเหลือ 14 คนที่คาดว่าจะประกาศในวันที่ 7 ธันวาคม 2568

รายชื่อ 20 คนประกอบด้วยแกนหลักซึ่งผ่านประสบการณ์ระดับโลก เช่น 'ชัชชุอร โมกศรี', 'อัจฉราพร คงยศ' และ 'พิมพิชยา ก๊กรัมย์' รวมทั้งดาวรุ่งไฟแรงที่ผ่านสนามแข่งนานาชาติในปีนี้ จุดมุ่งหมายคือสร้างสมดุลระหว่างประสบการณ์กับความสด พร้อมรับมือโปรแกรมแข่งขันที่เข้มข้น

ซีเกมส์ 2025 คือเวทีสำคัญที่ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจะเผชิญความกดดันสูงสุดจากการเป็นเจ้าภาพ และการพัฒนาทีมคู่แข่งในภูมิภาค แฟนกีฬาไทยจึงหวังว่า "ไทยต้องเก็บเหรียญทองให้ได้" เพราะเป็นทั้งศักดิ์ศรีและอนาคตของวงการวอลเลย์บอลไทย

โดยภาพรวม ทีมดังกล่าวถือเป็นตัวเต็งลุ้นแชมป์ในบ้าน หากการเตรียมพร้อมลงตัวและสภาพร่างกายของผู้เล่นหลักดีเพียงพอ ความสำเร็จที่รออยู่จึงไม่ไกลเกินเอื้อม

เข้า กก.4 ปมฉ้อโกง กู้ยืมเงินประชาชน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว"_TEST

(3 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. เข้าจับกุม 'นานา ไรบีนา' ที่บ้านพักย่านพระโขนง หลังถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 400 ล้านบาท จากการชักชวนเพื่อนในวงการลงทุนและปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงผิดปกติ

ก่อนถูกจับ 'นานา' ยอมรับผ่านคลิปและไลฟ์สดว่า "ใช่ค่ะ… ดารา น. หนูคือนานาเอง" ชี้แจงว่าเงินที่ได้มานำไปหมุนธุรกิจและโปรเจ็กต์ต่าง ๆ แต่สุดท้ายบริหารไม่ไหว ดอกเบี้ยทบต้นจนเป็นงูกินหาง พร้อมร่ำไห้ขอโทษเพื่อน ๆ และผู้เสียหายในวงการ ยืนยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว" และไม่ได้คิดหนีไปไหน

ตำรวจได้นำตัว 'นานา' มาสอบปากคำที่ บก.ปอศ. และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาไม่ได้หยุดที่ฉ้อโกงธรรมดา แต่ยังมีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่มีโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท โดยคดีนี้ยอมความไม่ได้

ก่อนหน้านี้ 'นานา' ประกาศขายบ้านหรูราคา 69 ล้านบาท เพื่อหาเงินมาชำระหนี้และแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ด้านสังคมตั้งคำถามถึงความไว้ใจในวงการคนดัง หลังการลุกลามเป็นประเด็นพูดถึงในวงกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินมาตรการอายัดทรัพย์สินเพื่อนำเงินชดเชยผู้เสียหายในอนาคต

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1496273/

ขยับสถานะสู่สมาชิก BRICS เต็มตัว พร้อมชวนอินเดียร่วมเจ้าภาพต้านสแกมฯ ถกความมั่นคงเอเชียแปซิฟิก สถานการณ์เมียนมา และชายแดนไทย-กัมพูชา

(3 ธ.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศไทยเผยว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับนายซุปรามณยัม ไชชานการ์ รมว.ต่างประเทศอินเดีย โดยไทยได้ขอการสนับสนุนจากอินเดียให้ช่วยผลักดันความต้องการของไทย ในการยกระดับจาก “รัฐภาคีหุ้นส่วน” ขึ้นเป็น “สมาชิกเต็มรูปแบบ” ของกลุ่ม BRICS โดยเฉพาะในช่วงที่อินเดียจะทำหน้าที่ประธาน BRICS ในปี 2026

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือประเด็นนโยบายต่างประเทศท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะมิจฉาชีพออนไลน์ และการช่วยเหลือเหยื่อชาวอินเดียที่ได้รับผลกระทบบนแผ่นดินไทย ไทยได้เชิญอินเดียเข้าร่วมการประชุมนานาชาติ “Global Partnerships to Combat Online Scams” ที่กรุงเทพฯ วันที่ 17–18 ธันวาคม 2025 พร้อมแสดงความสนใจจะเป็นเจ้าภาพร่วมในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา และสถานการณ์ในเมียนมาที่ส่งผลต่อเสถียรภาพชายแดนและความมั่นคงมนุษย์ของภูมิภาค ซึ่งทั้งไทยและอินเดียต่างมองว่าจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือด้านการทูตและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมควบคู่กันไป

สำหรับกลุ่ม BRICS จัดตั้งขึ้นในปี 2006 เดิมมีสมาชิกหลัก 5 ประเทศ คือ รัสเซีย บราซิล อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ปัจจุบันขยายรวมอียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินโดนีเซีย ขณะที่ไทย เบลารุส โบลิเวีย คาซัคสถาน คิวบา มาเลเซีย ยูกันดา และอุซเบกิสถาน เพิ่งได้รับสถานะ “รัฐภาคีหุ้นส่วน BRICS” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2025 และกำลังก้าวต่อไปสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบในอนาคต


ที่มา : Sputnik
 

เข้า กก.4 ปมฉ้อโกง กู้ยืมเงินประชาชน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว"_TEST_TEST

(3 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. เข้าจับกุม 'นานา ไรบีนา' ที่บ้านพักย่านพระโขนง หลังถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 400 ล้านบาท จากการชักชวนเพื่อนในวงการลงทุนและปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงผิดปกติ

ก่อนถูกจับ 'นานา' ยอมรับผ่านคลิปและไลฟ์สดว่า "ใช่ค่ะ… ดารา น. หนูคือนานาเอง" ชี้แจงว่าเงินที่ได้มานำไปหมุนธุรกิจและโปรเจ็กต์ต่าง ๆ แต่สุดท้ายบริหารไม่ไหว ดอกเบี้ยทบต้นจนเป็นงูกินหาง พร้อมร่ำไห้ขอโทษเพื่อน ๆ และผู้เสียหายในวงการ ยืนยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว" และไม่ได้คิดหนีไปไหน

ตำรวจได้นำตัว 'นานา' มาสอบปากคำที่ บก.ปอศ. และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาไม่ได้หยุดที่ฉ้อโกงธรรมดา แต่ยังมีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่มีโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท โดยคดีนี้ยอมความไม่ได้

ก่อนหน้านี้ 'นานา' ประกาศขายบ้านหรูราคา 69 ล้านบาท เพื่อหาเงินมาชำระหนี้และแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ด้านสังคมตั้งคำถามถึงความไว้ใจในวงการคนดัง หลังการลุกลามเป็นประเด็นพูดถึงในวงกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินมาตรการอายัดทรัพย์สินเพื่อนำเงินชดเชยผู้เสียหายในอนาคต

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1496273/

“วันคนพิการสากล ประจำปี 2568” เชิดชูเกียรติคนพิการต้นแบบ - หนุน 2 MOU ขยายโอกาสคนพิการสร้างอาชีพ พร้อมใช้นวัตกรรมภูมิสารสนเทศ

(3 ธ.ค. 68) นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมและเอื้อต่อคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนาทางสังคมอย่างยั่งยืน โดยมี นางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวรายงาน พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณยกย่องเชิดชูเกียรติแก่คนพิการต้นแบบ ประจำปี 2568 และสื่อมวลชนสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมคนพิการ ประจำปี 2568 อีกทั้งเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ 2 ฉบับ ได้แก่ 1) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมระบบขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ เพื่อขยายโอกาสในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้สำหรับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวง พม. กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ 2) บันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU ) ว่าด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อการส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้วยนวัตกรรมภูมิสารสนเทศ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวง พม. กับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) , คณะผู้บริหารกระทรวง พม. , สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย , องค์การคนพิการแต่ละประเภท , ภาคีเครือข่ายคนพิการ , คนพิการ , ผู้ดูแลคนพิการ , ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นายอัครา กล่าวว่า ด้วยองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคนพิการสากล และประเทศไทยในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ได้ให้ความสำคัญในการจัดงานวันคนพิการสากลมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับปี 2568 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดประเด็นหลัก คือ “การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมและเอื้อต่อคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนาทางสังคมอย่างยั่งยืน” (Fostering disability inclusive societies for advancing social progress) วันนี้ (3 ธ.ค. 68) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย องค์การคนพิการแต่ละประเภท และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน จัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ภายใต้ประเด็นหลักขององค์การสหประชาชาติ และคำนึงถึงการเข้าถึงและรองรับคนพิการทุกประเภทอย่างทั่วถึง โดยมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ 1) นิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 2) พิธีรับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่คนพิการ และหน่วยงาน องค์กรที่มีการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ประจำปี 2568 จำนวนกว่า 500 รางวัล 3) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมระบบขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ เพื่อขยายโอกาสในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้สำหรับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 4) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อการส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้วยนวัตกรรมภูมิสารสนเทศ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) 5) การอ่านสารวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 โดย ผู้แทนจาก United Nations (UN) และนายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย 6) การเปิดตัวกิจกรรม Kick off "ภารกิจเร่งสร้างคุณภาพชีวิตคนพิการ" และ 7) นิทรรศการนำเสนอผลงานวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรมด้านคนพิการ และผลงานที่เป็นผลสำเร็จจากการพัฒนาศักยภาพของคนพิการ  

สำหรับสื่อมวลชนสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมคนพิการ ประจำปี 2568 ที่ได้รับประกาศเกียรติคุณยกย่องเชิดชู ได้แก่ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย , ไทยรัฐ กรุ๊ป , สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD , สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT , สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก , สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT HD , สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย , อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34 , บ้านเมืองออนไลน์ และ THAILAND PLUS

นายอัครา กล่าวว่า สำหรับงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 นั้น กระทรวง พม. มุ่งขับเคลื่อนการดำเนินงานดูแล “คนพิการ” ให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ เข้าถึงสิทธิสวัสดิการตามที่กฎหมายกำหนด และมีโอกาสในการสร้างรายได้ที่มากขึ้น ด้วยความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนภารกิจ “เร่งสร้างคุณภาพชีวิตคนพิการ” ซึ่งมีความท้าทายสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ใน 3 ประเด็น ดังนี้ 1)  บูรณาการขับเคลื่อนมาตรการและแนวทางการลดรายจ่าย การสร้างรายได้ โดยการส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาอาชีพคนพิการ 2) ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐและสถานประกอบการ เพื่อเปิดโอกาสให้คนพิการได้ทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และ 3) พลิกโฉม One Stop Service : จุดเดียวจบครบถึงเบี้ย ด้วยการพัฒนาระบบการให้บริการคนพิการแบบเบ็ดเสร็จ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อการพัฒนา 3 ระบบสำคัญ คือ การประเมินและรับรองความพิการ , การออกบัตรประจำตัวคนพิการ และการยื่นคำขอรับสวัสดิการเบี้ยความพิการ เพื่อให้คนพิการสามารถรับบริการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพและความถูกต้องของข้อมูลคนพิการเพื่อการใช้งานร่วมกัน นอกจากนี้ ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศนั้น มีการจัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ภายใต้ประเด็นหลักขององค์การสหประชาชาติเช่นเดียวกัน ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 - มกราคม 2569 โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (สนง.พมจ.) และศูนย์บริการคนพิการจังหวัด 76 จังหวัด บูรณาการความร่วมมือในการจัดงานฯ กับจังหวัด และหน่วยงานในระดับพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 

นายอัครา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีคนพิการทั่วประเทศ จำนวน 3,880,608 คน ซึ่งกระทรวง พม. มีความมุ่งมั่นขับเคลื่อนในเรื่องของสิทธิคนพิการ เพื่อส่งเสริมให้คนพิการและครอบครัวคนพิการสามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างทั่วถึง โดยการปรับหลักเกณฑ์การประเมินความพิการ ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้หลักเกณฑ์ทางกายภาพส่งผลให้คนพิการส่วนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงหลักเกณฑ์และไม่สามารถทำบัตรประจำตัวคนพิการ ทำให้ไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการจากภาครัฐ ทั้งนี้ สิ่งที่ตนมุ่งมั่นและตั้งใจจะขับเคลื่อนงานเพื่อให้คนพิการและครอบครัวคนพิการได้เข้าถึงสิทธิมากที่สุด คือการปรับหลักเกณฑ์การประเมินความพิการ จากทางกายภาพเป็นทางสังคม เพื่อส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงสิทธิได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังจะปรับเบี้ยความพิการให้เป็น 1,000 บาทถ้วนหน้า เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนพิการ อย่างไรก็ตาม กระทรวง พม. พร้อมเคียงข้างคนพิการ และพัฒนาศักยภาพของคนพิการ ส่งเสริมให้มีอาชีพ เพื่อสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับครอบครัวคนพิการ เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อสร้างความเสมอภาคให้กับทุกคน และเป็นการส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงสิทธิได้มากที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top