Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

นายกญี่ปุ่น อยากมีกองทัพเต็มรูปแบบ ‘ว่าที่นายกฯ พิธา’ อยากให้กองทัพไทยเล็กลง ความต่างแห่งประวัติศาสตร์ ‘ญี่ปุ่นกลัวจีน’ ส่วนไทยมีบาดแผลกลัวทหารยึดอำนาจ

ภาพตัดกัน: นายกญี่ปุ่น “อยากให้มีกองทัพ” vs ว่าที่นายกฯ พิธา “ไม่อยากให้กองทัพแบบเดิม”

ถ้าดูผิวเผิน เหมือนโลกกลับด้าน
- ญี่ปุ่น: ประเทศที่มี “รัฐธรรมนูญสันติภาพ” ห้ามทำสงคราม และระบุว่า “จะไม่มีกองทัพ” ตามมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่วันนี้นายกฯ ฟูมิโอะ คิชิดะ กลับเดินหน้าเพิ่มงบกลาโหม และทำให้ “กองกำลังป้องกันตนเอง” (JSDF) มีสถานะใกล้เคียงกองทัพปกติมากขึ้น
- ไทย: ประเทศที่มีกองทัพขนาดใหญ่ มีประวัติรัฐประหารหลายครั้ง มีระบบเกณฑ์ทหาร และกองทัพมีบทบาทการเมืองสูง แต่กลับมี “ว่าที่นายกฯ” อย่าง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล ที่เสนอจะยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ปรับลดกำลังพล และปฏิรูปโครงสร้างกองทัพให้ออกจากการเมือง

บทความนี้จึงชวนมองให้ลึกกว่าภาพคู่ขัดแย้งแบบง่ายๆ ว่า
ทำไมนายกญี่ปุ่นเหมือนอยากให้ญี่ปุ่นมีกองทัพที่ชัดเจนขึ้น
ขณะที่ว่าที่นายกฯ พิธา กลับอยากให้กองทัพไทยเล็กลง โปร่งใสขึ้น และห่างจากการเมืองมากขึ้น

1. ญี่ปุ่น: จากประเทศแพ้สงคราม สู่การถกเถียงใหม่เรื่อง “กองทัพ”

หลังญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง รัฐธรรมนูญปี 1947 เขียน “มาตรา 9” ไว้ชัดว่า ญี่ปุ่นสละสิทธิในการทำสงคราม และจะไม่มีกองกำลังบก–เรือ–อากาศ หรือศักยภาพทางทหารใดๆ

บนกระดาษ ญี่ปุ่นคือประเทศที่ “ไม่มีสิทธิ์มีกองทัพ” แต่ในโลกความเป็นจริง ช่วงสงครามเย็นและสงครามเกาหลีทำให้สหรัฐต้องการให้ญี่ปุ่นช่วยแบกภาระด้านความมั่นคงในเอเชีย จึงค่อยๆ สร้าง “กองกำลังป้องกันตนเอง” (Japan Self-Defense Forces – JSDF) ขึ้นมาภายใต้การตีความว่า “ป้องกันตัวเองได้ แต่ห้ามเป็นกองทัพเชิงรุก”

หลายสิบปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นจึงอยู่ในสภาพ “มีทหารจริง แต่พูดไม่ได้ว่ามีกองทัพเต็มรูปแบบ”

แล้วทำไมยุคนี้นายกฯ ญี่ปุ่นถึงอยากให้ “มีกองทัพชัดๆ” มากขึ้น?

บริบทสำคัญคือ
- จีนแสดงแสนยานุภาพทางทะเลรอบๆ ญี่ปุ่น
- เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธข้ามหัวญี่ปุ่นเป็นช่วงๆ
- รัสเซียบุกยูเครน ทำให้ทั้งยุโรปและเอเชียตื่นตัวเรื่องความมั่นคง

รัฐบาลญี่ปุ่นจึงประกาศจะเพิ่มงบกลาโหมให้แตะระดับประมาณ 2% ของ GDP และพูดถึงการมีขีดความสามารถ “โจมตีโต้กลับ” หากถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธก่อน

ภาพของ “นายกญี่ปุ่น” จึงดูเหมือนผู้นำที่อยากให้ญี่ปุ่น “มีกองทัพจริงๆ” ไม่ใช่แค่ชื่อสวยๆ ว่า “กองกำลังป้องกันตนเอง” แต่ในสังคมญี่ปุ่นเองก็ยังมีอีกฝ่ายที่กังวลว่า การเดินหน้าทางทหารมากเกินไปอาจพาให้ประเทศย้อนกลับสู่เงาของจักรวรรดินิยมยุคเก่า

2. ไทย: จาก “กองทัพผู้ปกครอง” สู่คำถามว่ากองทัพควรใหญ่แค่ไหน

ในขณะที่ญี่ปุ่นมีบาดแผลจากการเป็น “ผู้รุกราน” ไทยกลับมีบาดแผลจาก “กองทัพของตัวเองเข้ามายึดอำนาจในประเทศ” หลายรอบ

ตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมา กองทัพไทยสลับบทบาทระหว่าง “ผู้ดูแลความมั่นคง” กับ “ผู้เล่นการเมืองตัวจริง” ผ่านรัฐประหารและการแทรกแซงทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ

พร้อมกันนั้น ไทยมีระบบ “เกณฑ์ทหาร” ที่ถูกวิจารณ์เรื่องความไม่เป็นธรรม การถูกเอาเปรียบ และการละเมิดศักดิ์ศรีของทหารเกณฑ์ ขณะที่กองทัพถือครองงบประมาณจำนวนมากเมื่อเทียบกับหลายภารกิจอื่นอย่างการศึกษาและสาธารณสุข

ในบริบทนี้ พรรคก้าวไกลและพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จึงเสนอแพ็กเกจ “ปฏิรูปกองทัพ” ที่ชัดเจน เช่น
- ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ
- ลดจำนวนกำลังพลที่ไม่จำเป็น
- ปฏิรูปโครงสร้างให้กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือนอย่างแท้จริง
- ปรับงบฯ กลาโหมให้มีความโปร่งใสและสะท้อนภัยคุกคามที่แท้จริง

ภาพของพิธาจึงกลายเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ “ไม่อยากให้ไทยมีกองทัพแบบเดิม” ไม่ใช่ “ไม่มีทหารเลย” แต่คือ “กองทัพเล็กลง มืออาชีพขึ้น และออกจากการเมืองให้มากที่สุด”

3. ทำไมญี่ปุ่นอยากมีกองทัพ แต่พิธาอยากลดบทบาทกองทัพ?

หากเทียบกันทีละมิติ จะเห็นว่า ทั้งสองประเทศมีประสบการณ์และโจทย์คนละแบบ

3.1 บาดแผลทางประวัติศาสตร์คนละชนิด
- ญี่ปุ่นมีบาดแผลจากการเป็นผู้รุกรานในสงครามโลก จึงเขียนมาตรา 9 เพื่อ “มัดมือ” ตัวเองไม่ให้เดินซ้ำรอย แต่เมื่อภัยคุกคามใหม่เพิ่มขึ้น สังคมญี่ปุ่นบางส่วนจึงตั้งคำถามว่า “สันติภาพที่ไม่มีเกราะป้องกัน อาจไม่ใช่สันติภาพที่ปลอดภัยจริงๆ”
- ไทยมีบาดแผลจากรัฐประหาร การสลายการชุมนุม และบทบาทกองทัพในทางการเมือง คนรุ่นใหม่จำนวนมากจึงมองว่า “กองทัพที่ใหญ่เกินไป กลายเป็นความเสี่ยงต่อประชาธิปไตย มากกว่าจะเป็นเกราะให้ประเทศ”

3.2 โครงสร้างพันธมิตรและแรงกดดันจากภายนอก
- ญี่ปุ่นอยู่ใต้ร่มความมั่นคงของสหรัฐผ่านสนธิสัญญาด้านความมั่นคง สหรัฐก็อยากให้ญี่ปุ่นช่วยแบกภาระด้านความมั่นคงมากขึ้น จึงกดดันให้ญี่ปุ่นเพิ่มบทบาททางทหารของตน
- ไทยไม่มีสนธิสัญญาความมั่นคงแบบเดียวกับญี่ปุ่น แรงกดดันที่คนไทยรู้สึกหนักส่วนใหญ่จึงมาจาก “การเมืองภายใน” ไม่ใช่ภัยคุกคามจากภายนอก

3.3 คำว่า “ความมั่นคง” หมายถึงคนละเรื่อง
- ในญี่ปุ่น “ความมั่นคง” หมายถึงจีน เกาหลีเหนือ รัสเซีย เส้นทางเดินเรือ และภัยสงครามยุคใหม่ ฝ่ายที่อยากมีกองทัพเข้มแข็งจึงเชื่อว่า ถ้าไม่มีศักยภาพป้องกันตัวเองจริงๆ อธิปไตยอาจสั่นคลอน
- ในไทย “ความมั่นคง” มักถูกใช้เพื่อปราบปรามคู่แข่งทางการเมือง และปิดปากคนเห็นต่าง ฝ่ายที่อยากปฏิรูปกองทัพจึงเน้นว่า ถ้ากองทัพไม่กลับเข้ากรมกอง ประชาธิปไตยจะไม่มั่นคงสักที

4. “ไม่อยากมีกองทัพ” จริงไหม หรือแค่ “อยากให้กองทัพเปลี่ยนบทบาท”

เมื่อมองให้ลึกลงไป จะเห็นว่า ทั้งสองกรณีไม่ได้สุดโต่งแบบ “เอา–ไม่เอากองทัพ”

ญี่ปุ่นไม่ได้เริ่มจากการไม่มีทหารเลย แต่มี JSDF อยู่แล้ว เพียงแต่รัฐบาลอยากให้สิ่งที่มีอยู่ “แข็งแรงขึ้น ชัดเจนขึ้น และถูกยอมรับในเชิงการเมืองมากขึ้น”

ขณะที่พิธาไม่ได้เสนอให้ไทย “ไร้กองทัพ” แต่เสนอให้ไทย “ไร้กองทัพที่ครอบงำการเมือง” โดยมองว่ากองทัพควรเป็นอาชีพสมัครใจ ทันสมัย โปร่งใส อยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน และใช้งบประมาณเท่าที่จำเป็นต่อภัยคุกคามจริง

5. บทเรียนสำหรับสังคมไทย: เราอยากได้ “กองทัพแบบไหน”
เมื่อวางภาพ “นายกญี่ปุ่น” ข้าง “ว่าที่นายกฯ พิธา” จะเห็นคำถามร่วมกันข้อหนึ่งคือ
“เราจะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยกับกองทัพอย่างไร”

สำหรับไทย บทเรียนที่น่าคิดต่อคือ
1) กองทัพไม่จำเป็นต้องใหญ่เสมอไป แต่ต้องตอบโจทย์ภัยคุกคามจริงๆ หากเราตอบได้ชัดว่า ภัยหลักของไทยวันนี้คืออะไร งบประมาณและขนาดกองทัพก็จะชัดตาม
2) กองทัพที่แข็งแรงที่สุด คือกองทัพที่ประชาชนไว้ใจได้ ซึ่งต้องมาพร้อมความโปร่งใส ไม่เล่นการเมือง และไม่ใช้อำนาจเกินขอบเขต
3) ความมั่นคงของชาติไม่ใช่แค่เรื่องปืน–รถถัง แต่รวมถึงเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข และความรู้สึกยุติธรรมของประชาชนด้วย

สรุปแล้ว ระหว่าง “อยากมีกองทัพเข้มแข็งขึ้น” ของญี่ปุ่น กับ “อยากให้กองทัพเปลี่ยนบทบาท” ของพิธา ไม่ได้ขัดแย้งกันในเชิงตรรกะ แต่สะท้อนประวัติศาสตร์ ปัญหา และโจทย์ของแต่ละสังคมที่แตกต่างกัน

คำถามสำคัญสำหรับไทยจึงอาจไม่ใช่แค่ว่า “จะเอากองทัพหรือไม่เอา” แต่คือเราจะมีกองทัพแบบไหน ที่ทำให้คนรู้สึกปลอดภัยทั้งจากศัตรูภายนอก และจากอำนาจที่เกินขอบเขตภายในประเทศไปพร้อมกันได้อย่างไร

‘อภิสิทธิ์’ ยื่น ปปง. ตรวจเส้นทางเงินแก๊งสแกมเมอร์ เรียกร้องปราบปรามธุรกิจสีเทา เผยมีชื่อรัฐมนตรีชุดปัจจุบันเอี่ยว 2 คน โยงขายหุ้นบางจาก-ธนาคาร BIC

‘อภิสิทธิ์’ ยื่นหนังสือพร้อมข้อมูลส่ง ปปง. ตรวจสอบเส้นทางเงินสแกมเมอร์ ย้ำต้องเริ่มจากเรื่อง บริษัททุน 330 บาท ซื้อหุ้นกิจการหลักร้อยล้าน โยงกรณีขายหุ้นบางจาก ขยายผลคนไทยเกี่ยวข้องรายชื่อสหรัฐฯคว่ำบาตร คาดมีไม่ต่ำกว่า 10 คน เผยระดับรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน  2 คน มีเอี่ยวด้วย

(20 พ.ย. 68) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคได้เดินทางมายื่นหนังสือเอกสารหลักฐานที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อให้ดำเนินการกับกลุ่มสแกมเมอร์และทุนเทาที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในประเทศไทย โดยมีนายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการปปง. เป็นผู้รับหนังสือ
.
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าทางพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งปราบปรามธุรกิจสีเทาและเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่ถูกสหรัฐอเมริกาขึ้นบัญชีดำ เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ อธิปไตย และเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีการยื่นหลักฐานธุรกรรมต้องสงสัยให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสาเหตุที่เรื่องนี้เป็นเรื่องด่วนเพราะว่าสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในขั้นตอนการออกกฎหมายระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมเหล่านี้ และถ้าหากกฎหมายนี้ผ่าน สหรัฐฯ อาจเข้ามาดำเนินการกับอะไรได้อีกหลายอย่างในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือนหลังจากนี้

โดยหลายประเทศดำเนินการยึดทรัพย์เครือข่ายเหล่านี้แล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งที่ถูกจับตา

อีกทั้งข้อเสนอของรัฐบาลจีนที่จะส่งเจ้าหน้าที่มากำกับดูแลการปราบปรามสแกมเมอร์บริเวณชายแดนไทย-จีน และการดำเนินการของสหรัฐฯ อาจทำให้ภาพลักษณ์ของไทยเสียหายอย่างหนัก กลายเป็นประเทศที่อำนวยความสะดวกแก่อาชญากรรมโลก และกระทบต่ออธิปไตยไทยได้

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวต่อไปว่า ธุรกิจสีเทาไม่เพียงทำลายเศรษฐกิจ แต่ยังครอบงำการลงทุนและอาจส่งผลถึงการเมือง ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้ธุรกิจสีเทาเข้ามาครอบงำการเมือง และหากมีการครอบงำ ต้องเร่งแก้ไขให้ชัดเจน ด้วยเหตุนี้ทางพรรคจึงได้ตรวจสอบธุรกรรมของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ซึ่งมีรายชื่ออยู่ในกฎหมายของสหรัฐฯ

จนพบความผิดปกติในการทำธุรกิจ อาทิ บริษัทที่จดทะเบียนด้วยทุนเพียง 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ (330 บาท) สามารถเข้าซื้อกิจการมูลค่าสูงกว่าเป็นร้อยเท่าหรือล้านเท่า โดยบริษัทเหล่านี้เชื่อมโยงกับบุคคลที่สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำ และยังไปเกี่ยวข้องกับบริษัทพลังงานหลักของประเทศไทย ซึ่งตกเป็นข่าวซุบซิบว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชาเมื่อไม่นานมานี้ และพรรคยังพบความผิดปกติอื่น ๆ ได้แก่ การซื้อขายหลักทรัพย์ในราคาเกินจริง และการจัดโครงสร้างบริษัทเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดการทำกิจการของบริษัทต่างชาติ

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อไปว่าดังนั้นทางพรรคจึงเรียกร้องไปยังปปง.ให้ใช้ความผิดปกติของธุรกรรมเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นในการขยายผลการตรวจสอบเชื่อมโยงไปยังรายชื่อบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และเพิ่มชื่อผู้กระทำผิดเพื่อนำไปสู่การระงับการทำธุรกรรม และการอายัดทรัพย์สิน รวมไปถึงประสานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสถาบันการเงินอื่นๆเพื่อดำเนินการตรวจสอบ และระบุตัวเจ้าของเงินและผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง รวมไปถึงประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

โดยเป้าหมายหลักของการมายื่นหนังสือในวันนี้คือต้องการปราบปรามกระบวนการอาชญากรรมเหล่านี้ให้เป็นจริง ไม่ได้เจาะจงที่บุคคลหรือนักการเมือง แต่หากพบการเกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังได้เรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลเพื่อให้สนับสนุนการทำงานของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย และการเมืองต้องไม่เข้าไปแทรกแซงหน่วยงานที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย โดยเสนอนายกรัฐมนตรีว่าไม่ควรแต่งตั้งบุคคลที่เชื่อมโยงกับผู้ที่ถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการสแกมเมอร์ซึ่งอยู่ในรายชื่อร่างกฎหมายของสหรัฐฯ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประเทศไทย 

"หลักฐานที่นำมาในวันนี้คือเส้นทางการเงิน ที่ได้เปรียบเทียบจากรายชื่อแบล็กลิสต์ของสหรัฐอเมริกา กระทั่งพบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ โดยพบว่ามีปลายทางของเส้นทางการเงินมาที่บริษัทพลังงานและบุคคลสำคัญของไทย เบื้องต้นต้องการให้ ปปง. นำหลักฐานไปใช้เริ่มต้นกระบวนการซึ่งปรากฏพยานหลักฐาน เพื่อเชื่อมโยงไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องสำหรับยับยั้งและยุติการยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินเพื่อนำไปใช้กระทำความผิดต่ออีก สำหรับรายชื่อที่ตัวเองมีข้อมูลอยู่มีทั้งอดีตรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลที่แล้ว และรัฐมนตรี 2 คนในชุดรัฐบาลปัจจุบัน ส่วนเส้นทางการเงินจะขยายไปเชื่อมโยงกับบุคคลอื่นๆเพิ่มเติมหรือไม่ก็ให้เป็นหน้าที่ของการสืบสวนสอบสวนเพราะไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องดำเนินคดีกับบุคคลใดเป็นพิเศษ การจะเอาผิดขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน แต่ก็คาดว่าผู้เกี่ยวข้องน่าจะมีมากกว่า 10 คน" นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีของนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ นักธุรกิจแอฟริกาใต้ ผู้ซึ่งอยู่ในรายชื่อคว่ำบาตร และปรากฏภาพถ่ายอยู่กับนายทักษิณ ชินวัตร ทางพรรคประชาธิปัตย์จะเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าเข้าใจว่าพรรคประชาชน เอารูปนี้เข้าไป เท่าที่เห็นก็มีการเสนอรูปนี้อยู่ แต่รู้ว่าถ้าอะไรจะมีการปิดตาคนหนึ่ง แต่ไม่ได้ปิดตาอีกคน ซึ่งเราก็สงสัย แต่ก็อย่างที่บอกว่าการที่จะบอกว่าใครเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้อง เราไม่สามารถจะใช้แค่ภาพถ่ายได้ เราต้องใช้ธุรกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ปรากฏชัดเจน

เมื่อถามต่อว่าเอกสารที่มายื่น ปปง.ในวันนี้มีเกี่ยวข้องกับดีลสำนักงานประกันสังคมในการขายหุ้นบางจาก รวมถึงกรณีที่บางจากได้ขายหุ้นให้กับบริษัทจากต่างชาติหรือไม่

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่ามีทั้งหมดรวมไปถึงกรณีธนาคาร BIC  จากหลายสัญชาติ กรณีการขายหุ้นบางจาก ก็เป็นสิ่งที่เรายื่นให้ ปปง.ดำเนินการตรวจสอบด้วย

พม. ผนึกกำลังเครือข่าย เตรียมจัดงานวันคนพิการสากล 2568 เดินหน้าเร่งแก้เกณฑ์ประเมินความพิการ พร้อมผลักดันเบี้ยคนพิการเป็น 1,000 บาท ช่วยลดความเหลื่อมล้ำมอบเป็นของขวัญปีใหม่

(20 พ.ย. 68) นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานแถลงข่าว การจัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมและเอื้อต่อคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนาทางสังคมอย่างยั่งยืน” พร้อมร่วมกิจกรรม Executive Talk โดยกล่าวถึงการจัดงานวันคนพิการสากล 3 ธันวาคม 2568 โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) นางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ คณะผู้บริหารกระทรวง พม. ผู้นำและผู้แทนเครือข่ายองค์กรด้านคนพิการ คนพิการ ครอบครัวคนพิการ และอาสาสมัคร เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ ชั้น 2 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายอัครา กล่าวว่า ด้วยองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคนพิการสากล และเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกร่วมกันจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในรูปแบบต่างๆ เพื่อร่วมกันยกระดับความตระหนักรู้และส่งเสริมสิทธิคนพิการในทุกภูมิภาคของโลก ซึ่งประเทศไทยในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ได้ให้ความสำคัญในการจัดงานวันคนพิการสากลมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดประเด็นหลัก คือ “การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมและเอื้อต่อคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนาทางสังคมอย่างยั่งยืน” (Fostering disability inclusive societies for advancing social progress) 

ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย องค์การคนพิการแต่ละประเภท และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้กำหนดจัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมอ่านคำปราศรัย เนื่องในวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนกว่า 2,000 คน ประกอบด้วย ภาคีเครือข่ายองค์กรด้านคนพิการ ผู้ปฏิบัติงานด้านคนพิการ คนพิการ ครอบครัวคนพิการ อาสาสมัคร และบุคคลทั่วไป

นายอัครา กล่าวต่อไปว่า สำหรับงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 นั้น มีรูปแบบงานและกิจกรรมที่สอดคล้องกับประเด็นหลัก (Theme) ขององค์การสหประชาชาติ และคำนึงถึงการเข้าถึงงานและรองรับคนพิการทุกประเภทอย่างทั่วถึง.โดยมีกิจกรรมสำคัญที่น่าสนใจ อาทิ 1) พิธีมอบรับโล่ประกาศเกียรติคุณ เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่คนพิการ และหน่วยงาน องค์กรที่มีการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ประจำปี 2568  2) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ(MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมระบบขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ เพื่อขยายโอกาสในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้สำหรับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวง พม. กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 3) การอ่านสารวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 โดย UN Resident Coordinator และนายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และ4) กิจกรรม Kick off เปิดตัว “ภารกิจเร่งสร้างคุณภาพชีวิตคนพิการ” อีกทั้ง มีการจัดนิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ

นายอัครา กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับการจัดงานวันคนพิการ ประจำปี 2568 ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ นั้น มีการดำเนินการตามกรอบแนวทางการจัดงานที่มีความสอดคล้องกับประเด็นหลัก (Theme) ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดจัดงานในช่วงเดือนธันวาคม 2568 – มกราคม 2569 ในลักษณะบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงานในระดับพื้นที่และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และศูนย์บริการคนพิการจังหวัด 76 จังหวัด ร่วมกับจังหวัดบูรณาการจัดงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่ให้ความสำคัญ พร้อมให้โอกาสกลุ่มคนพิการในการแสดงศักยภาพ โดยมุ่งเน้นความเท่าเทียมกัน และการ Upskill และ Reskill ด้านทักษะส่งเสริมอาชีพของคนพิการ อีกทั้งภาคีเครือข่ายองค์กรด้านคนพิการมีส่วนร่วมในการจัดบูธแสดงผลงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ อาทิ กายอุปกรณ์ และเทคโนโลยี Support การดำรงชีวิตคนพิการ 

“สำหรับนโยบาย Quick Win ของรัฐบาลนั้น กระทรวง พม. ได้ขับเคลื่อนงานสอดรับกับนโยบายดังกล่าว โดยเฉพาะการดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมกัน และในเร็วๆ นี้ กระทรวง พม. จะมีผลงานชิ้นสำคัญที่เกี่ยวกับนโยบายหลักของกระทรวง พม. ในการดูแลกลุ่มคนพิการ คือ การปรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประเมินความพิการ ซึ่งตนเชื่อว่ายังมีกลุ่มคนพิการที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการของรัฐ อาทิ ตาบอดข้างเดียว ที่ถูกประเมินทางการแพทย์ไม่ให้ได้รับบัตรประจำตัวคนพิการ โดยปัญหานี้ จะถูกนำมาแก้ไข โดยให้แก้ไขหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประเมินความพิการ ไม่ใช่ยึดเกณฑ์ประเมินทางการแพทย์อย่างเดียว แต่ให้พิจารณามิติทางสังคมด้วย เพื่อจะให้การเข้าถึงสิทธิสวัสดิการภาครัฐโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว อยู่ระหว่างการเสนอร่างประกาศกระทรวง พม. ฉบับใหม่ ซึ่งปลัดกระทรวง พม.ได้นำเสนอตนแล้ว คาดว่าจะลงนามภายในสัปดาห์หน้า และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่”

นอกจากนี้ เรื่องการปรับเบี้ยความพิการ จาก 800 บาท เป็น 1,000 บาทถ้วนหน้า ขณะนี้ได้เสนอเข้าสู่วาระการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อของบกลาง จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 สำหรับกลุ่มคนพิการที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ได้รับเบี้ยความพิการเพิ่มเป็น 1,000 บาท จาก 800 บาท  และจะพยายามผลักดันให้ได้รับเบี้ยความพิการ 1,000 บาทถ้วนหน้าทุกปี

‘ประเสริฐ’ เตือน "บางพรรค" หยุดพฤติกรรมตกปลาในบ่อเพื่อน ลั่น! แม้การโยกย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีผลประโยชน์ตอบแทน ไม่ใช่วิถีประชาธิปไตย มั่นใจยื่นซักฟอกใช้เสียง "สส.เพื่อไทย" ได้

(20 พ.ย. 68) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ว่า อยู่ระหว่างการตัดสินใจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคครั้งสุดท้ายอีกครั้ง

ถามย้ำว่า พรรค พท.จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ใช่หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้เรากำลังเตรียมการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 อยู่ เรากำลังเตรียมข้อมูลที่ใช้ในการอภิปราย มีการประชุมและตั้งคณะทำงานแล้ว อยู่ระหว่างรวบรวมประเด็น อย่างไรก็ตาม การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจใช้เฉพาะเสียง สส.พรรค พท.ได้ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ใช้เสียง 1 ใน 5 ไม่ต้องใช้เสียงของพรรคประชาชน (ปชน.) หรือไม่ต้องยื่นโดยผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งขณะนี้พรรค พท.มี สส.140 คน และยังไม่ทราบท่าทีพรรค ปชน.ว่าจะร่วมยื่นญัตติด้วยหรือไม่

เมื่อถามว่า กรณีที่มีบางพรรคการเมืองพยายามที่ดึง สส.ของพรรค พท.ไปนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ตนได้รับคำบอกกล่าวจาก สส.และสมาชิกพรรค พท.หลายคนว่ามีความอึดอัดใจที่มีพรรคการเมืองที่เป็นพรรครัฐบาลในปัจจุบัน ได้โทรศัพท์มาชวน สส.ของพรรค พท.ตลอดเวลาแม้จะปฏิเสธไปแล้ว ก็ยังโทรมาชวนไม่หยุด ตนคิดว่าพฤติกรรมแบบนี้คือพฤติกรรมตกปลาในบ่อเพื่อน

"อยากส่งสัญญาณบอกไปยังพรรคที่มาเชิญชวนว่าอยากให้เลิกพฤติกรรมเหล่านี้ แม้ว่าการโยกย้ายพรรคจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่การโยกย้ายในลักษณะที่มีผลประโยชน์ตอบแทน ผมมองว่าไม่ใช่วิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ" นายประเสริฐ กล่าว

AI จะมาฆ่าชนชั้นกลาง จริงหรือ? อดีตผู้บริหาร Google X ไขคำตอบ...พร้อมมองอนาคต 2 ปีข้างหน้า เปรียบเป็น “ช่วงเวลานรก” ของมนุษยชาติ เมื่อเอไอเริ่มเข้ามาแทนที่พนักงานกินเงินเดือน

(24 พ.ย. 68) โม กอว์ดัต (Mo Gawdat) อดีตประธานฝ่ายธุรกิจของ Google X ออกมาเตือนแรงว่า การมาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังจะพลิกโลกการทำงานครั้งใหญ่ อาชีพจำนวนมากอาจหายไป คนตกงานพุ่ง และสังคมปั่นป่วน โดยเฉพาะ “ชนชั้นกลาง” ที่เขามองว่าอาจหายไปจากระบบเศรษฐกิจ เหลือเพียงคนรวยสุด 0.1% และ “ชาวนา” หรือคนส่วนใหญ่ที่แทบไม่มีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ กอว์ดัตระบุว่า “นรกของสังคมมนุษย์” จะเริ่มนับตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป เมื่อเอไอเริ่มเข้ามาแทนที่มนุษย์เงินเดือนอย่างรวดเร็ว ทั้งงานโปรแกรมเมอร์ ซีอีโอ ไปจนถึงนักจัดพอดแคสต์เองก็ไม่รอด โมเล่าว่า สตาร์ตอัปเอไอด้านความสัมพันธ์ของเขาที่ชื่อ Emma.love ใช้ทีมเพียง 3 คน แต่ถ้าเป็นยุคก่อนต้องใช้คนราว 350 คน สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ในยุคเอไอต้องการ “แรงงานมนุษย์” น้อยกว่าที่เคยเป็น

เขาระบุอีกว่า “อีก 15 ปีจากนี้จะเป็นช่วงเวลานรก ก่อนที่เราจะไปถึงสวรรค์” เพราะคนจำนวนมากยังไม่พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องการสูญเสียอาชีพ รายได้ และ “ความหมายของชีวิต” เขาคาดว่าจะเห็นปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น ความเหงาหนักขึ้น และความแตกแยกในสังคมลึกขึ้นกว่าเดิม เมื่อคนรู้สึกว่าไม่มีที่ยืนและไม่มีบันไดให้ปีนขึ้นไปอีกต่อไป

“หากคุณไม่อยู่ในกลุ่มคนบนสุดเพียง 0.1% ของสังคม ก็เสี่ยงจะถูกผลักไปอยู่ด้านล่างโดยปริยาย เพราะเอไอระดับสูง (AGI) จะเก่งกว่ามนุษย์แทบทุกอย่าง แม้แต่บริหารบริษัทในตำแหน่งซีอีโอ สิ่งที่หลายคนไม่คิด คือเอไอไม่ได้มาแย่งงานแค่แรงงานระดับล่าง แต่มันจะขึ้นมาแทนที่พวกเขาเองด้วย” โม กอว์ดัต กล่าว

คำเตือนนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลในวงการเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนหน้านี้ ดร.เจฟฟรีย์ ฮินตัน (Geoffrey Hinton) “บิดาแห่งเอไอ” ก็ออกมาเตือนว่า เอไออาจพัฒนาภาษาภายในของตัวเองขึ้นมาใช้คุยกัน จนมนุษย์ไม่สามารถเข้าใจหรือรู้ได้เลยว่าเครื่องจักรกำลังคิดอะไรอยู่ เขายอมรับว่าเอไอทุกวันนี้แสดงให้เห็นแล้วว่ามันสามารถ “คิดเรื่องน่าสะพรึงกลัวได้” และในอนาคตมนุษย์อาจตามไม่ทันรูปแบบการคิดของมัน

ด้านงานวิจัยและสถาบันการเงินหลายแห่งก็เริ่มชี้ว่าความเสี่ยงนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ย้อนกลับไปปี 2023 โกลด์แมน แซคส์ บริษัทให้บริการทางการเงินข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน เคยเตือนว่าเอไออาจทำให้คนตกงานสะสมถึง 300 ล้านตำแหน่งทั่วโลก และผู้เชี่ยวชาญบางรายคาดว่าในไม่กี่ปีข้างหน้า งานสำนักงานระดับเริ่มต้นอาจหายไปครึ่งหนึ่ง ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่าเอไอจะไม่ได้ฆ่าทุกอาชีพในทันที แต่จะ “รื้อ–จัดใหม่” โครงสร้างงาน แยกระหว่างงานที่เอไอทำแทนได้ทั้งหมด กับงานที่ยังต้องใช้มนุษย์เป็นตัวหลัก

ท่ามกลางคำเตือนที่ฟังดูมืดมน ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานจำนวนหนึ่งเสนอว่า สิ่งสำคัญตอนนี้คือ การออกแบบนโยบายและโมเดลธุรกิจให้เอไอมาช่วย “เสริม” คนทำงาน ไม่ใช่ใช้แทนทั้งหมด เช่น ให้เอไอทำงานเอกสารซ้ำ ๆ แล้วมนุษย์ไปโฟกัสงานสร้างสรรค์ งานคิดเชิงกลยุทธ์ และงานที่ต้องใช้ความเข้าใจมนุษย์สูง พร้อมผลักดันการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ อย่างจริงจัง หากทำได้ เอไออาจไม่ใช่จุดจบของชนชั้นกลาง แต่กลายเป็นโอกาสสร้าง “งานแบบใหม่” ที่มีรายได้และศักดิ์ศรีไม่แพ้เดิม

แบมแบมลุยคอนเสิร์ต!! 22–23 พ.ย. นี้เจอกัน ชวนแฟนไทยกลับ “บ้าน” ในคอนเสิร์ต “HOMETOWN in Bangkok” มีแขกรับเชิญและเพลงจาก EP HOMETOWN

(21 พ.ย. 68) แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล หรือ BamBam จากวง GOT7 เตรียมจัดคอนเสิร์ตใหญ่ในประเทศไทย ในชื่อ "2025 BamBam HOMETOWN Concert in Bangkok" ที่ธันเดอร์โดม สเตเดียม เมืองทองธานี ในวันที่ 22 และ 23 พฤศจิกายน 2568 เวลา 20.00 น. ทั้งสองรอบ โดยคอนเสิร์ตนี้เป็นการแสดงเดี่ยวเต็มรูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อแฟนเพลงไทยโดยเฉพาะ

ผู้จัด iMe Thailand ยืนยันว่าคอนเสิร์ตรอบวันที่ 22 พฤศจิกายนได้สถานะ "Sold Out!" แล้ว ส่วนรอบวันที่ 23 พ.ย. ยังเปิดให้แฟนๆ ได้เลือกซื้อบัตร โดยราคาบัตรเริ่มต้นที่ 3,900 ถึง 5,900 บาท พร้อมสิทธิพิเศษอย่างโปสเตอร์และบัตรแข็งที่ระลึก

คอนเสิร์ตนี้จะพาแฟน ๆ สัมผัสกับเพลงจากอัลบั้มภาษาไทยชุดแรกของแบมแบม "HOMETOWN" ซึ่งเป็นอีพีที่ประกอบด้วย 5 เพลงทั้งหมดในภาษาไทย เช่น Dancing By Myself (feat. Timethai), More Than Friend (feat. Jeff Satur), Greenlight (feat. Ink Waruntorn), WONDERING และ Angel In Disguise ผลงานโปรดิวซ์โดย Pharrell Williams

นอกจากนี้ แบมแบมยังจะนำเพลงโซโลฮิตเก่าและเมดเลย์เพลงของ GOT7 มารวมไว้ในโชว์เพื่อเล่าเรื่องราวเส้นทางจากเด็กไทยสู่นักร้อง K-Pop ที่หวนกลับมาร้องเพลงภาษาไทยอย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งมีแขกรับเชิญพิเศษ ได้แก่ Timethai, Ink Waruntorn และ Jeff Satur ที่เคยร่วมงานในอัลบั้มนี้

กฎเกณฑ์สำหรับแฟนคลับที่เข้าร่วมคอนเสิร์ตระบุว่าผู้ที่สูงเกิน 100 ซม. ต้องซื้อตั๋ว โดยไม่แนะนำให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีเข้าส่วนโซนยืน รวมถึงห้ามใช้อุปกรณ์ที่รบกวนการชม เช่น กล้องโปร ไม้เซลฟี่ และแนะนำให้ไปถึงหน้างานล่วงหน้าอย่างน้อย 1–2 ชั่วโมงเพื่อการเข้าแถวและสแกนบัตร

ทั้งนี้ คอนเสิร์ต "2025 BamBam HOMETOWN Concert in Bangkok" ไม่ใช่แค่การแสดงคอนเสิร์ตเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกทางวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ของศิลปินไทยในวงการ K-Pop ที่ใช้เพลงและโชว์เล่าเรื่องราวประเทศไทยไปสู่สายตาระดับโลกอย่างแท้จริง

พรรคการเมืองทรราช กับภารกิจด้อยค่าทหาร เดินเกมชั่วควบไปกับการแก้กฎหมาย ด้วยแผนร้ายหวังการล้มล้างสถาบัน

พรรคการเมืองที่ถูกสังคมไทยตีตราอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า “ล้มล้างสถาบัน” แม้จะถูกยุบพรรคถึงสองครั้ง ก็ยังไม่หยุดเดินเกมทำลายสถาบันกษัตริย์ ขนาดมีหน้าที่เป็นฝ่ายค้านถึงสองสมัย นอกจากไม่คิดทำหน้าที่ตรวจสอบความผิดปกติของรัฐบาล ให้สมกับเงินเดือนที่ได้รับจากภาษีของประชาชน ยัง “ผสมโรงชั่ว” ทั้งกับรัฐบาล “คลิปขายชาติ” และรัฐบาล “หนูถีบจักรบนเขากระโดง” ต่างเอนเอียงไม่ลืมหูลืมตาหวังมีที่ยืนในอนาคต เพื่อจะใช้อำนาจเดินเกมล้มล้างสถาบันผ่านวิธีแก้ไขกฎหมาย 

มีแผนร้าย แผนสูง ก็เพื่อสนอง “ความวิปลาสในจิตใจตนเอง” ไม่ใช่เพื่อการอยู่ดีมีสุขของประชาชนคนไทยแม้แต่น้อย  

ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาก็ซ่อนเจตนาจะล้มสถาบันกษัตริย์ ยืนหนึ่งในภารกิจเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นเป้าแรก ยอมเป็น “เด็กเช็ดรองเท้าให้อเมริกา” ก็เพื่อให้มีกลุ่มทุนคอยหนุนกิจกรรมทำลายชาติของตนเองผ่านงานอีเวนต์ชั่ว ๆ สารพัด ทั้งหลอกใช้เด็กให้เป็นเหยื่อของความคิดโสมม รวมถึง “ผู้ใหญ่สามกีบ” ที่อยากมีที่ยืนทางสังคมไปติดคุก และหนีคดีไปต่างประเทศก็ไม่น้อย 

ในวันที่ทหารไทยแสดงความกล้าหาญ เอาเลือดเอาเนื้อป้องกันแผ่นดินชาติ จนบาดเจ็บ ล้มตาย แต่พรรคการเมืองเลว ๆ พรรคนี้ก็ยังด่า ยังด้อยค่าทหารไม่เลิกรา ไม่เคยแม้แต่จะแสดงความชื่นชม ให้กำลังใจ ทั้ง ๆ ที่ทหารเหล่านี้อุทิศกายใจเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติของตัวเองแท้ ๆ 

แต่ละวัน เดินหน้าดิสเครดิตทหาร เพื่อให้ประชาชนที่โง่เขลาเบาปัญญาคล้อยตาม ปั่นหัวคนที่ขาดสติให้หลงเชื่อ ให้ชิงชังทหารไทย มองทหารเป็นศัตรู เป็นภัยเงียบ จะปล่อยให้ทหารเป็นที่รักของคนไทยไม่ได้ เพราะจะผิดแผน ผิดเจตนารมณ์เลว ๆ ที่ตั้งเอาไว้ ถ้าทหารเป็นที่รักใคร่ของประชาชนคนไทย สถาบันกษัตริย์ก็จะยิ่งแข็งแรง เป็นปึกแผ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ “พรรคการเมืองทรราช” พรรคนี้ไม่อยากเห็น เพราะจะยิ่งทำให้การโค่นล้มการปกครองเป็นไปด้วยความยากลำบาก  

ประเทศไทยเดินมาถึงจุดที่มีคนไทยกลุ่มหนึ่ง รับจ้างต่างชาติเพื่อล้มล้างสถาบันกษัตริย์ของตนเองแล้ว คำกล่าวนี้ไม่เกินจริง ที่น่าเศร้าคือเคยมีคนไทยมากถึง 14 ล่านกว่า ๆ สนับสนุน 

ก็ไม่ทราบว่าถึงวันนี้ ใน 14 ล้าน ยังเลือกที่จะโฉดชั่วไปกับพรรคการเมืองนี้กี่คน? 

ก.อุตฯ มอบหมายให้จัดมหกรรม ‘ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน’ ประเดิม จ.ร้อยเอ็ด เสิร์ฟหนักบริการ “3 เติม” เสริมแกร่งธุรกิจครบวงจร สู่การเติบโตยั่งยืน

(21 พ.ย. 68) กระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมาย SME D Bank ขับเคลื่อนนโยบาย “ฝ่า ฟัน ดึง ดัน” เสริมแกร่งเอสเอ็มอีในส่วนภูมิภาค จัดใหญ่มหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” ประเดิม จ.ร้อยเอ็ด พาผู้ประกอบการเข้าถึงบริการ “3 เติม” ได้แก่ เติมทุนดอกเบี้ยพิเศษ 3%ต่อปี เติมความรู้ Upskill Reskill ยกระดับธุรกิจ และเติมโอกาสแก้ไขหนี้ยั่งยืน ช่วยก้าวผ่านวิกฤต เดินหน้าต่อ สู่การเติบโตยั่งยืน 

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในการเป็นประธานเปิดมหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” จ.ร้อยเอ็ด ว่า ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านที่เอสเอ็มอีต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของเศรษฐกิจ สงครามการค้า หรือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมรูปแบบใหม่ ล้วนส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจเอสเอ็มอี กระทรวงอุตสาหกรรมจึงมีนโยบาย “ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน” ให้ทุกหน่วยงานภายใต้กำกับนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย  

ทั้งนี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างทั่วถึงในส่วนภูมิภาค ได้มอบนโยบายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ในกำกับของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีบทบาทสำคัญต่อการช่วยเหลือและสนับสนุนเอสเอ็มอีไทย ผนึกกำลังกับหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ และภาคเอกชน จัดมหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” กระจายในพื้นที่ต่างๆ โดยนำร่องที่ จ.ร้อยเอ็ด ช่วยให้เอสเอ็มอีในพื้นที่เข้าถึงบริการด้านการเงิน การพัฒนา และแก้ไขหนี้ยั่งยืน ได้อย่างรวดเร็ว สะดวกสบาย และสามารถฝ่าฟันวิกฤตความท้าทายต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที    

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวเสริมว่า จากที่ธนาคารได้เปิดบริการ “ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs” เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 68 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม ในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีรูปแบบ One Stop Service ณ ทุกสาขาของธนาคาร รวม 96 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดการสนับสนุนเอสเอ็มอีในส่วนภูมิภาคได้อย่างกว้างขวาง SME D Bank จึงได้จัดมหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” ในรูปแบบออนไซต์ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพให้เอสเอ็มอีเดินหน้าธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งมีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษไว้รองรับ กำหนดจัดทั้งหมด 4 ครั้ง ใน 4 จังหวัด ช่วงเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม 2568 นี้ โดย จ.ร้อยเอ็ด นับเป็นแห่งแรกของมหกรรมดังกล่าว   

ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรม พาเข้าถึงบริการสำคัญ “3 เติม” ได้แก่ ด้านที่ 1 “เติมทุน” สนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท ใช้ได้ทั้งเพื่อเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ปรับปรุง หรือยกระดับกิจการ สามารถยื่นกู้ในงานได้ทันที ด้านที่ 2 “เติมความรู้” Upskill Reskill อบรมยกระดับธุรกิจจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ด้วยเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจ โดยเฉพาะด้านตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการปักตะกร้าจำหน่ายสินค้า การผลิตคอนเทนต์ให้น่าสนใจ การตัดต่อคลิปวิดีโอ รวมถึง เทคนิคไลฟ์ขายสินค้า เป็นต้น อีกทั้ง ยกระดับธุรกิจผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) เครื่องมือดิจิทัลครบวงจรที่ให้บริการแบบ Total Solution ใช้งานง่าย ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง และ ด้านที่ 3 “เติมโอกาส” ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบาง ผ่านมาตรการ “3 ลด ปลดหนี้” ได้แก่ 1. ลดผ่อน ปรับวงเงินการผ่อนชำระ ตามความสามารถของกิจการ 2. ลดเงินต้น ปรับโครงสร้าง เพิ่มความยืดหยุ่น นําเงินค่างวดแบ่งตัดลดเงินต้น และ 3. ลดดอกเบี้ยค้างชำระ เมื่อชำระตามเงื่อนไขของธนาคารหรือปิดบัญชี ช่วยฟื้นฟูกิจการกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง

นอกจากนั้น ยังมีการมอบป้ายสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการในท้องถิ่น ที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก SME D Bank อีกทั้ง การออกบูธให้คำปรึกษาและเพิ่มศักยภาพธุรกิจจาก SME D Bank และหน่วยงานพันธมิตร เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) , อุตสาหกรรมจังหวัด , พาณิชย์จังหวัด และบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ให้บริการตรวจข้อมูลเครดิต ฟรี เป็นต้น อีกทั้ง การร่วมออกบูธจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าจากเอสเอ็มอีในพื้นที่ เช่น บริษัท ทรัพย์แสนบุญ จำกัด ผลิตและจําหน่ายแปรรูปสมุนไพร สกัดจากเปปเปอร์มิ้นต์ , BB PILLOW ผู้ผลิตและจําหน่ายชุดเครื่องนอน , เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอารยะฟาร์ม จําหน่ายข้าวอินทรีย์ , KULA BEEF สเต็กไทยวากิว , วาวี่ ฟู้ดส์ ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มผสมวุ้นข้าวหอมมะลิ และเครื่องดื่มผสมน้ำข้าวหอมมะลิสกัด เพื่อสุขภาพ เป็นต้น โดยมีผู้ประกอบการ และประชาชน ในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด และใกล้เคียง เข้าร่วมจำนวนมาก   

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการรับการสนับสนุนด้านการเงินและการพัฒนาจาก SME D Bank สามารถแจ้งความประสงค์ได้ ณ สาขาทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank และเว็บไซต์ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

‘ดร.เอ้’ ชูบทเรียน!! ‘เจนนี่ฟีเวอร์’ รัฐอย่าลงมาแข่ง TikTok–Shopee หันสร้าง Live-to-World หนุนแม่ค้าไทย ปั้นเครดิตดิจิทัลให้เข้าถึงทุน ดันเศรษฐกิจ Digital Trust สู่ตลาดโลก

(21 พ.ย. 68) ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 68 ถึงประเด็นจาก "เจนนี่ฟีเวอร์" ถึง "ธุรกิจออนไลน์" ที่รัฐต้องสนับสนุน "คนไทยขายได้ทั่วโลก"

ปรากฏการณ์ "เจนนี่ ได้ (ขาย) หมดถ้าสดชื่น" คือ “แม่ค้าคนไทยเก่งมาก” ผมเห็นการขายเก่ง ขายสนุกมาก ทำให้ต้องติดตามเป็นชั่วโมง ได้เข้าใจแพลตฟอร์ม และ ยอมรับว่า "สร้างรายได้มากจริง" จากออนไลน์

แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกแม่ค้าอีกจำนวนไม่น้อย ที่มี "ของดี-แต่ขายไม่เก่ง" อยากมาพึ่งพาระบบเจนนี่ เพราะยังไม่เข้าใจ Algorithm หรือ "ระบบหลังบ้าน" ของแพลตฟอร์ม

"เจนนี่ฟีเวอร์" จึงสะท้อนจุดแข็งและช่องว่างของ "เศรษฐกิจดิจิทัล" ของประเทศไทย ได้อย่างชัดเจน

คนไทย ยังขาดอยู่ 3 เรื่องสำคัญคือ
1. คนไทยยังขาดช่องทางการขายใน "ตลาดสากล" ที่ใหญ่ขึ้น เพราะกำลังซื้อในประเทศมีจำกัด ลองคิดดูหาก เจนนี่ขายเป็นภาษาอังกฤษ หรือได้ AI แปลภาษา ถึงตลาดโลก จะทำยอดขายได้แค่ไหน ผมมั่นใจทะลุพันล้านแน่ เพราะขายสนุกมาก

2. คนไทยยังมีความเข้าใจ "ระบบหลังบ้าน" และ "การบริหารคอนเทนต์ออนไลน์" น้อยมาก และยังไม่ทั่วถึง ทำให้ขายไม่ได้ หรือ ขายไม่ดี ทั้งที่มีสินค้าที่แข่งขันได้

3. รัฐยังไม่มี ระบบวัด "เครดิตดิจิทัล" ของผู้ค้า (Digital Credit) โดยเฉพาะในกลุ่ม SME, เกษตรกร, พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และแรงงานอิสระ — กลุ่มที่มัก “ไม่มีข้อมูลเครดิตในระบบธนาคาร” แต่ปัจจุบันสามารถ “สร้างความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ” ผ่านข้อมูลดิจิทัลได้ ระบบนี้จะช่วยให้รัฐรู้ว่าควรสนับสนุนใคร และสนับสนุนอย่างไร

หลายคน หลายกลุ่มหวังดี เสนอให้รัฐสร้าง "แพลตฟอร์มแห่งชาติ" เป็นของตัวเอง แข่งกับ TikTok Lazada หรือ Shopee ...

แต่เกมของ E-Commerce ไม่ได้อยู่ที่การสร้างระบบ แต่คือเกมของ “ทุน /ความเร็ว / และการขยายให้เร็วพอ”
เราจะเห็นได้ว่า Shopee และ TikTok ใช้เวลาหลายปี ขาดทุนหลายพันล้าน-หมื่นล้าน กว่าจะยึดตลาดได้

มันคือเกมของการ “เผาเงิน" เพื่อยึดพฤติกรรมผู้บริโภค และ ต้องมี "ฐานทุน" และ "ฐานคนเบื้องหลัง" ขนาดมหาศาลรองรับ

ดังนั้น รัฐไม่ควรลงมาแข่งในสนามนี้ เพราะ
1. "ช้าเกินไป" ในเชิง "เทคนิคและเวลา" ที่เอกชนได้ทุ่มนำหน้าทั้งโปรแกรมเมอร์จำนวนมหาศาล และเทคโนโลยี

2. "ต้นทุนสูงเกิน" กว่าจะบริหารให้มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านระบบ การตลาด และบริการลูกค้า ทั้งรัฐไม่ควรแข่งกับเอกชนเอง

3. และสุดท้าย มันคือการ “แย่งตลาดเดิม” แทนที่จะ “สร้างตลาดใหม่” ที่ใหญ่กว่า

รัฐต้องมากำกับดูแลแพลตฟอร์ม และคนใน Ecosystem เช่น ขนส่งก็ต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่ลดต้นทุน จนคลังแตก (คลังแตกในวงการ e-commerce คือ สินค้าขนส่งเยอะ แต่ขนส่งลดต้นทุน ทำให้พนักงานลาออก จนส่งพัสดุไม่ทัน พัสดุเสียหาย แม่ค้าขาดทุน)

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐ “สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem)” ที่ทำให้พ่อค้าแม่ค้าไทยเติบโตได้อย่างเท่าเทียมในตลาดระดับโลก

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐควรทำหน้าที่เป็น “ผู้ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” และ “ผู้สร้างกติกาที่แฟร์กับทุกฝ่าย”

รัฐจึงไม่ใช่ผู้เล่นในสนาม แต่เป็นคน “สร้างสนามที่ดีกว่าเดิม”

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐทำ คือ สิ่งที่ภาคเอกชนไม่ทำ แต่ประเทศต้องมี เช่น
ระบบ "Live-to-World Platform" ไลฟ์สู่ตลาดโลก — เพื่อพาแม่ค้าไทยขายของได้ทั่วโลก โดยใช้ฐานข้อมูลจาก "กรมการค้าต่างประเทศ" ร่วมกับ "ทูตพาณิชย์" ทั่วโลก วิเคราะห์ตลาดให้แม่นยำ ผนวกกับเทคโนโลยี "AI แปลภาษาแบบเรียลไทม์" ให้แม่ค้าพูดไทยแต่ขายได้ทุกประเทศ

เชื่อมระบบกับ "กรมศุลกากร" และ "โลจิสติกส์ระหว่างประเทศ" ที่พร้อมส่งออกสินค้าไทย ตั้งแต่ผ้าไทย เครื่องสำอาง สมุนไพร อาหารไทย สินค้าการเกษตรไทย ไปจนถึงแพ็กเกจท่องเที่ยว ขายไปทั่วโลกได้จริง ๆ

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้เกิดระบบวัด "เครดิตดิจิทัล"Digital Credit Score สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์
นี่คือนวัตกรรมเชิงนโยบายที่จะ “ปลดล็อกทุนมนุษย์” ของแม่ค้าไทย

เราสามารถใช้ข้อมูลจริง เช่น อัตราการส่งของตรงเวลา รีวิวเชิงบวก การคืนเงิน และการปฏิบัติตามกฎหมายผู้บริโภค เพื่อคำนวณ “เครดิตทางเศรษฐกิจดิจิทัล” ที่สะท้อนความน่าเชื่อถือของผู้ขาย

ร้านที่มีผลงานดีจะเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ลูกค้าก็มั่นใจที่จะซื้อ รัฐและธนาคารก็มีข้อมูลชัดในการสนับสนุนและบริหารความเสี่ยง

สุดท้ายจะเกิดเป็น "เศรษฐกิจแห่งความไว้ใจทางดิจิตอล" หรือ "Digital Trust Economy" ที่ยุติธรรม โปร่งใส และแข่งขันได้จริง ได้ประโยชน์ทั้ง "ผู้ซื้อ และ ผู้ขาย"

ดังนั้น รัฐไม่ต้องสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ไม่ต้องมี “แพลตฟอร์มขายของของรัฐ” ไม่ต้องแข่งกับเอกชน แต่จะต้องสร้าง “ระบบความเชื่อมั่น” ให้ผู้ประกอบการไทยเดินได้ "เร็วและไกลกว่าเดิม"

เพราะในยุคที่โลกแข่งขันกันด้วย “ความเร็วและความเชื่อมั่น” ความไว้ใจทางดิจิตอล "Digital Trust" คือทุนที่มีค่ามากที่สุดของศตวรรษนี้

"พรรคไทยก้าวใหม่" เร่งผลักดันให้เกิด “ระบบข้อมูลกลาง + กติกากลาง + สนามแข่งขันที่ยุติธรรม”
เพื่อให้ผู้ค้าไทยสามารถ “ขายไปทุกที่ทั่วโลก”
โดยมีรัฐเป็น "ผู้หนุนหลังข้อมูล" ไม่ใช่ "ผู้ขายสินค้าเอง"

ไทยลุยซีเกมส์ 33!! เจ้าภาพตั้งเป้าทองสูงสุด 241 เหรียญจาก 50 สมาคมกีฬา 8 สมาคมกีฬาหลักประกาศชัด เป้าหมายต้อง ‘เหรียญทอง’ เท่านั้น

(23 พ.ย. 68) ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 โดยจัดขึ้นใน 3 พื้นที่หลัก คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา พร้อมตั้งเป้าคว้าเหรียญทองสูงสุด 241 เหรียญทองจาก 50 สมาคมกีฬาในประเทศ

ผ่านเวทีแถลงข่าว "มีต เดอะ เพรส ซีเกมส์ 2025" ถึง 9 ครั้ง ก่อนรวมเป้าเหรียญทองทั้งสิ้น 241 เหรียญทอง ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของทัพนักกีฬาไทยที่จะครองเจ้าซีเกมส์บนแผ่นดินของตนเอง แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายงบประมาณล่าช้า แต่ยืนยันความพร้อมสนามแข่ง ระบบการจัดการ และการถ่ายทอดสดเต็มที่

8 สมาคมกีฬาหลักที่ประกาศเป้าอย่างชัดเจน ได้แก่ ฟุตบอลและฟุตซอลที่ตั้งเป้าคว้า 4 เหรียญทอง เรือพาย 18 เหรียญทอง คริกเกตทีมหญิง 2 เหรียญทอง ยิงธนู 3 เหรียญทอง และรักบี้ทีมหญิงที่มั่นใจว่าจะคว้าทองแน่นอน "เป้า 241 เหรียญทองนี้ไม่เพียงสะท้อนความมั่นใจ แต่ยังเพิ่มแรงกดดันต่อทัพไทยให้ทำผลการแข่งขันออกมาดีที่สุด" กล่าวในงานแถลงข่าว

ซีเกมส์ครั้งนี้ถือเป็นเวทีทดสอบศักยภาพและความพร้อมของกีฬาไทยทั้งระบบ ตั้งแต่การบริหารและพัฒนานักกีฬา ไปจนถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศผ่านกีฬา รวมทั้งเป็นบทพิสูจน์ความสามารถในฐานะเจ้าภาพที่ต้องตอบโจทย์ทุกด้านอย่างครบถ้วน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top