Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

‘ปูติน’ ประกาศกร้าว!! รัสเซียต้องมี AI เป็นของตัวเอง ไม่ขอพึ่งเทคโนโลยีต่างชาติ ชี้เอไอมีผลต่อข้อมูลและความคิดคน เตรียมตั้งศูนย์กลางคุมพัฒนาทั่วประเทศ

(20 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียย้ำว่า ประเทศไม่สามารถ “ฝากอนาคตไว้กับเอไอของต่างชาติได้” เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอธิปไตยของชาติ ทั้งด้านความมั่นคง เทคโนโลยี และค่านิยมของสังคม เขากล่าวในงานประชุมด้านปัญญาประดิษฐ์ “AI Journey” ที่กรุงมอสโกว่า รัสเซียต้องระวังไม่ให้เกิดการพึ่งพาระบบที่ถูกควบคุมโดยประเทศอื่นในระดับที่เป็นปัญหา

ปูตินระบุว่า รัสเซียต้องมีเทคโนโลยีเอไอเชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) เป็นของตัวเอง ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานจนถึงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ “โมเดลภาษาระดับชาติ” ทั้งแบบขนาดใหญ่ที่ใช้ทั่วไป และแบบเฉพาะทางในอุตสาหกรรม เขาย้ำว่า โมเดลเหล่านี้ต้องถูกออกแบบ ฝึกสอน และทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญชาวรัสเซียทั้งหมด เพื่อให้ประเทศควบคุมทิศทางและมาตรฐานได้เอง

เขาชี้ว่า ตอนนี้ไม่ใช่แค่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่แข่งกันเรื่องเอไออีกต่อไป แต่ “ทั้งประเทศทั้งรัฐ” ต่างก็เร่งพัฒนาโมเดลเอไอของตัวเอง เพราะเอไอกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายข้อมูล มีผลต่อทัศนคติและมุมมองของผู้คน และอาจกำหนดทิศทางความคิดของทั้งประเทศได้ หากไปพึ่งพาระบบต่างชาติ ก็อาจเสี่ยงให้คนอื่นมามีอิทธิพลกับข้อมูลในประเทศ

นอกจากนี้ ปูตินยังเสนอให้ตั้ง “ศูนย์บัญชาการกลางด้านเอไอ” เพื่อทำหน้าที่วางแผนและประสานงานการพัฒนาอุตสาหกรรมเอไอของรัสเซีย พร้อมกล่าวชมผลิตภัณฑ์จากสแบร์แบงก์ (Sberbank) และยานเดกซ์ (Yandex) ว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก เขาทสรุปว่า เทคโนโลยีเอไอเชิงสร้างสรรค์คือยุทธศาสตร์สำคัญของอนาคต และรัสเซียต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่องบนเส้นทางนี้ โดยไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องพึ่งพาเอไอต่างชาติในเรื่องที่มีความสำคัญต่อประเทศ

เมื่อคนไทยเริ่มไม่สนที่มา ‘เงินเทา’ ยอมรับคอร์รัปชัน ‘โกงได้ ขอให้แจกบ้าง’ สะท้อนวิกฤตศรัทธาระบบการเมืองไทย ไม่สนหลักการขอเพียงผลประโยชน์ตรงหน้า

โกงได้ ขอให้แจกบ้าง ไม่สนเงินสีเทา

น่าวิตกกับคำว่า “โกงได้ ขอให้แจกบ้าง ไม่สนเงินสีเทา” เป็นประโยคที่ได้ยินบ่อยขึ้นในการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ ชวนให้วิเคราะห์ได้ลึกมาก เพราะมันสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของประชาธิปไตยไทยหลายมิติ

1) การยอมรับ “คอร์รัปชันเชิงวัฒนธรรม”
ประโยคนี้สะท้อนว่า คนจำนวนหนึ่งเริ่มมองว่า การโกงเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องการให้สะอาดหมดจด แค่ “อย่าลืมแบ่งผลประโยชน์ให้ประชาชนบ้าง”

นี่คือชุดความคิดที่ทำให้คอร์รัปชันในไทย “ไม่ถูกต่อต้านจริงจัง” เพราะประชาชนบางกลุ่มรู้สึกว่าถูกระบบหลอกมาตลอดจนรู้สึกว่าโกงก็ได้ ขอแค่ไม่เสียเปรียบ ขอให้แบ่งปันกันมาบ้าง

2) ประชาชนไม่เชื่อมั่นว่ารัฐจะดูแลอย่างเป็นธรรม ภาษานี้คือสัญญาณว่า “รัฐไม่เคยทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างพอเพียง ทำให้เรายอมทุกอย่างเพื่อเงินทันที”

ประชาชนที่รู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้งมัก “ไม่สนหลักการใหญ่ของประชาธิปไตย” เพราะต้องเอาตัวรอดก่อน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเทอม ค่าผ่อนรถ ใช้หนี้

3) เงินคือเครื่องมือทางการเมืองที่ทรงพลังที่สุด อันสะท้อนสภาพที่ว่า เงินสามารถซื้อคะแนน เงินซื้อความเชื่อถือเงินซื้อความชอบธรรมได้

ประชาชนบางส่วนยังมองว่า “เงินจากนักการเมือง” เป็นรายได้ที่จับต้องได้มากกว่านโยบายระยะยาว

4) ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอจนประชาชนไม่รู้สึกผูกพัน เมื่อพรรคอ่อนแอ ศรัทธาต่ออุดมการณ์การเมืองลดลง ชอบคนมากกว่าพรรค ชอบเงินมากกว่านโยบาย ไม่สนอุดมการณ์เพราะไม่เคยเห็นผลจริง

5) ความยากจนเชิงโครงสร้างผลักประชาชนให้ “ขายเสียงเชิงจำยอม” นี่ไม่ใช่ “ความโลภ” แต่คือ ความสิ้นหวังทางเศรษฐกิจ คนจำนวนหนึ่งมองว่า
“นักการเมืองโกงอยู่แล้ว งั้นขอให้เราได้ประโยชน์อย่างน้อยตอนเลือกตั้ง”
เป็นวงจรที่ทำลายประชาธิปไตยจากฐานราก

6) ความคาดหวังต่อผู้นำต่ำมาก ประโยคนี้สะท้อนว่า ประชาชน ไม่คาดหวังความโปร่งใสหรือประสิทธิภาพ แต่คาดหวังแค่ ช่วยเหลือเฉพาะหน้า มีเงินลงพื้นที่ ทำให้ชุมชนไม่เงียบเหงา การเมืองไทยจึงวนอยู่กับ populism และเงินสะพัดทุกครั้งที่เลือกตั้ง

สรุป ประโยค “โกงได้ ขอให้แจกบ้าง เงินสีเทาก็ได้” คือดัชนีวัดว่า
ประชาธิปไตยไทยกำลังอยู่ในภาวะที่ “ประชาชนไม่เชื่อว่าระบบจะให้ความเป็นธรรมกับพวกเขาได้”

มันเป็นการเมืองที่พังมาจากความเหลื่อมล้ำ พรรคการเมืองอ่อนแอ การศึกษาเรื่องสิทธิประชาชนที่ไม่ถูกสร้าง และความไม่ไว้วางใจรัฐสะสม

แม้นว่า เสียงส่วนหนึ่งประชาชนยอมรับการโกง การซื้อเสียง โดยไม่สนที่มาของเงิน นี่คือกระบวนการบั่นทอน กัดเซาะทำลายประชาธิปไตยอย่างแท้จริง 

อุทยานฯ แก่งกระจาน ชวนสัมผัส 3 ปรากฏการณ์ “กระโถนพระราม” บานสะพรั่งกลางผืนป่า “เสือดำ” อวดโฉมบนเส้นทางพะเนินทุ่ง ลุ้นชม “แสงสีเขียวลึกลับ” เหนือทะเลหมอก

นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาสุดพิเศษที่นักท่องเที่ยวและผู้รักธรรมชาติจะได้สัมผัสความงดงามของ “กระโถนพระราม” พืชดอกหายากในสกุลกระโถนฤๅษี ที่กำลังผลิบานตระการตาในพื้นที่ป่าแก่งกระจาน ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 14 บริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติบ้านกร่าง-วานิลา ต่อเนื่องไปจนถึงกิโลเมตรที่ 22 บนเส้นทางสู่เขาพะเนินทุ่ง

นายมงคล ระบุว่า กระโถนพระราม เป็นพืชถิ่นเดียว (Endemic Species) ที่พบเฉพาะทางภาคตะวันตกของประเทศไทย จัดเป็นพืชเบียนที่อาศัยบนเถาวัลย์น้ำในระดับความสูง 200 ถึง 750 เมตรจากระดับน้ำทะเล ดอกมีขนาดเล็กประมาณ 8-10 เซนติเมตร แต่งดงามด้วยสีเลือดหมูหรือแดงอมชมพูสดใส มี 10 กลีบที่ตั้งตรงเกือบเป็นมุมฉาก ประดับด้วยลวดลายสีขาวหนาแน่นบริเวณโคนกลีบ และมีกระบังเป็นวงกลมอยู่ตรงกลาง ภายในท่อกลีบยังมีสันนูนสีเหลืองสวยงามถึง 20 สัน ทำให้ดูโดดเด่นสะดุดตา

“จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและนักนิยมไพรให้ ไม่พลาดโอกาสเดินทางมา ชื่นชมความงามของกระโถนพระรามในช่วงนี้ แต่ขอความร่วมมือระวังการเหยียบย่ำอย่างเคร่งครัด เนื่องจากยังมีดอกตูมขึ้นอยู่บริเวณพื้นดินเป็นจำนวนมาก การอนุรักษ์จะช่วยให้ธรรมชาติงดงามนี้คงอยู่ให้ทุกคนได้ชื่นชมต่อไป” นายมงคล ระบุ

นายมงคล กล่าวเพิ่มเติมว่า ความพิเศษไม่ได้มีเพียงดอกไม้หายากเท่านั้น เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถบันทึกภาพ “เสือดำ” ได้ ขณะกำลังเดินทางขึ้นสู่เขาพะเนินทุ่ง การพบเห็นเสือดาวหรือเสือดำถือเป็นโอกาสอันดีของนักท่องเที่ยว เนื่องจากสัตว์เหล่านี้โดยปกติจะไม่ทำอันตรายต่อมนุษย์ และโดยปกติหากพบเห็นคนก็จะเดินเลี่ยงไปเอง จึงขอเน้นย้ำให้นักท่องเที่ยวที่โชคดีได้พบเห็น ห้ามลงจากรถเด็ดขาด ไม่บีบแตรหรือส่งเสียงดัง และรอให้สัตว์เดินเลี่ยงเข้าป่าไปเอง ซึ่งจะทำให้ทั้งคนและสัตว์ป่าปลอดภัย

“นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างความน่าอัศจรรย์ คือปรากฏการณ์ “แสงสีเขียวลึกลับ” ที่ปรากฏเหนือท้องฟ้าเขาพะเนินทุ่ง เมื่อคืนวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ลำแสงสีเขียวนี้ส่องสว่างท่ามกลางทะเลหมอก สร้างทัศนียภาพอันน่าทึ่งและยากจะลืมเลือน” นายมงคล ระบุ

นายมงคล กล่าวว่า การเดินทางขึ้นไปพะเนินทุ่งในเวลานี้จะได้สัมผัสอากาศยามเช้าที่บริสุทธิ์ ชมสัตว์ป่านานาชนิดในแหล่งอาศัยตามธรรมชาติ ท่ามกลางป่าไม้มรดกโลกที่มีคุณค่าทางชีววิทยาระดับสากล ซึ่งการได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของไทย สะท้อนถึงความสำคัญและความหลากหลายทางชีวภาพที่โดดเด่นอย่างแท้จริง

“นี่คือโอกาสทองแห่งการท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด ที่ซึ่งธรรมชาติแก่งกระจานมอบความงามในทุกมิติให้ได้ชม ตั้งแต่ดอกไม้หายาก สัตว์ป่าที่น่าทึ่ง ไปจนถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติอันพิศวง ทั้งหมดรอคอยให้ผู้รักธรรมชาติมาสัมผัสด้วยตัวเองบนเขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มรดกโลกแห่งนี้” นายมงคล กล่าว

เปิดเหตุผลชาติตะวันตก? ยืนหยัดเคียงข้างปกป้อง ‘เซเลนสกี’ ทั้งที่คดีคอร์รัปชันยูเครนส่อบานปลาย เป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่อซื้อเวลา หรือเพราะกลัวโดนหางเลข

(23 พ.ย. 68) เซอร์เกย์ สตันเควิช (Sergey Stankevich) นักวิเคราะห์การเมืองรัสเซียให้สัมภาษณ์สื่อรัสเซีย ระบุว่า เหตุที่ผู้นำชาติตะวันตกยังพยายาม “ล้างภาพ” ให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ท่ามกลางข่าวอื้อฉาวคอร์รัปชันในยูเครน เป็นเหมือน “ทางเลือกสุดท้าย” เพื่อซื้อเวลาและปกป้องตัวเอง ทั้งที่รู้ดีว่า การออกมาปกป้องเช่นนี้จะทำให้ถูกวิจารณ์ทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เขาชี้ว่า แนวเล่าเรื่องที่ว่า “คนรอบตัวโกงกันหมด แต่ผู้นำไม่รู้ไม่เกี่ยว” เป็นเพียงฉากบาง ๆ ที่พอจะใช้บังสายตาได้ชั่วคราว แต่ไม่แข็งแรงพอในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อหลายฝ่ายมองว่า เซเลนสกียากจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อปัญหาคอร์รัปชันในประเทศได้ทั้งหมด ด้านสหรัฐเอง สตันเควิชก็มองว่าได้ตัดสินใจในใจแล้วว่า “เตรียมหาผู้นำคนใหม่” และจะเดินหน้าตามแนวทางนี้ต่อไป

ปมที่ยังไม่ชัดเจนคือท่าทีของยุโรป ซึ่งต้องเป็นฝ่ายควักเงินภาษีประชาชนจำนวนมากมาช่วยพยุงรัฐบาลเซเลนสกี ทั้งด้านงบประมาณและเป้าหมายทางทหาร นักวิเคราะห์เตือนว่า การส่งเงินภาษีชาวยุโรปไปให้ระบอบที่ถูกมองว่ามีคอร์รัปชันสูง อาจทำให้ผู้นำยุโรปเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบตามกฎหมายภายในของตนเอง

สตันเควิชสรุปว่า ตอนนี้นักการเมืองยุโรปกำลังเผชิญทางเลือกที่ลำบาก หากอ้างว่า “ไม่รู้” ว่าเงินถูกส่งไปให้รัฐบาลที่มีภาพลักษณ์ฉาว ก็ดูไร้ความสามารถ แต่ถ้ารู้แล้วแต่ยังส่งเงินต่อ ก็อาจถูกมองว่ามีส่วนร่วมในโครงการที่เสี่ยงผิดกฎหมาย ทำให้การตัดสินใจเรื่องความช่วยเหลือยูเครนในอนาคตเต็มไปด้วยแรงกดดันทั้งการเมืองและกฎหมาย

สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กำกับน้ำมัน-ก๊าซ ตั้งแต่คลังถึงปั๊มอย่างมีมาตรฐาน เชื่อมประสบการณ์ ขับเคลื่อนสู่ยุค Energy Transition ดูแลพลังงานให้มั่นคง โปร่งใส ไม่ทิ้งประชาชน

กรมธุรกิจพลังงาน (Department of Energy Business: DOEB) เป็นหน่วยงานสำคัญภายใต้กระทรวงพลังงาน ทำหน้าที่กำกับดูแล “ธุรกิจพลังงานปลายน้ำ” ของประเทศ ตั้งแต่การอนุญาต ควบคุม ดูแลการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง การขนส่ง การเก็บสำรอง และการกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำมัน-ก๊าซ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง และพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยของสาธารณะ

ในยุคที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญทั้งความผันผวนของราคาพลังงานโลก การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า การได้ “นายสราวุธ แก้วตาทิพย์” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน จึงนับเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยให้การกำกับดูแลธุรกิจพลังงานของไทยเดินหน้าอย่างมั่นคง ทันสมัย และยังคงยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง

สำหรับประวัติ นายสราวุธเป็น “วิศวกรเคมีเต็มตัว” จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเคมีจาก California Polytechnic State University (Cal Poly) สหรัฐอเมริกา ก่อนเดินหน้าต่อในสายเดียวกันจนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก University of Southern California (USC) สหรัฐอเมริกา พื้นฐานด้านวิศวกรรมที่แข็งแรง ผสมกับมุมมองเชิงวิจัยและการคิดอย่างเป็นระบบจากการเรียนระดับบัณฑิตศึกษา ทำให้เขาไม่เพียงเข้าใจ “ตัวเลขและเทคนิค” ของพลังงาน แต่ยังมองเห็นภาพใหญ่ของระบบพลังงานทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นทางทรัพยากรไปจนถึงปลายทางผู้ใช้พลังงานในชีวิตประจำวันของประชาชน 

นอกจากนี้ยังผ่านการอบรมหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารและเวทีวิชาการด้านพลังงานและนโยบายสาธารณะหลายรูปแบบ ทั้งในและต่างประเทศ ยิ่งช่วยขยายมุมมองจากวิศวกรภาคเทคนิค สู่บทบาท “นักนโยบายด้านพลังงาน” อย่างเต็มตัว 

เส้นทางราชการของนายสราวุธเติบโตมากับ “สายพลังงาน” อย่างต่อเนื่อง เขาเริ่มต้นจากงานด้านนโยบายและวิเคราะห์แผนพลังงาน ก่อนก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน ทั้งในตำแหน่งรองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ รองปลัดกระทรวงพลังงาน และได้รับความไว้วางใจจากคณะรัฐมนตรีให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (Department of Mineral Fuels: DMF) ดูแลอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศ ซึ่งเป็น “ต้นน้ำพลังงาน” ที่มีผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและรายได้เข้ารัฐของประเทศ ในช่วงที่นั่งเก้าอี้อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เขามีบทบาททั้งในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม การเจรจาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสัมปทานและการรื้อถอนแท่นผลิต ตลอดจนการผลักดันแนวทางเทคโนโลยีลดก๊าซเรือนกระจก เช่น Carbon Capture and Storage (CCS) ในอุตสาหกรรมพลังงาน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรฟอสซิลสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ควบคู่กับบทบาทในส่วนราชการ นายสราวุธยังเคยทำงานในมิติการกำกับดูแลกิจการรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานที่สำคัญของประเทศ โดยทำหน้าที่กรรมการและกรรมการบริหารความเสี่ยงในบริษัทระดับชาติ อาทิ ปตท. (PTT), บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) ก่อนจะไปรับตำแหน่งกรรมการอิสระในบริษัท Global Power Synergy (GPSC) ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขามองเห็นทั้ง “มุมของผู้กำกับดูแล” และ “มุมของผู้ประกอบการ” อย่างรอบด้าน เข้าใจกลไกตลาด ความเสี่ยง และแรงกดดันที่ธุรกิจพลังงานต้องเผชิญในโลกที่แข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงเร็ว หลอมรวมให้บทบาทในภาคราชการของเขามีน้ำหนักทั้งด้านนโยบาย เศรษฐกิจ และธรรมาภิบาลไปพร้อมกัน

เมื่อก้าวเข้าสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ภารกิจของนายสราวุธยิ่งใกล้ชิดกับ “ชีวิตประจำวันของคนไทย” มากขึ้น เพราะกรมธุรกิจพลังงานคือหน่วยงานที่ดูแลตัวเลขการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ภาษาง่าย ๆ คือดูตั้งแต่สถานีบริการน้ำมันที่เราเติมทุกวัน ไปจนถึงคลังน้ำมัน การขนส่ง และการเก็บสำรองน้ำมันของประเทศ ภายใต้สถานการณ์ราคาพลังงานโลกผันผวน เขาเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญต่อสาธารณะ ทั้งภาพรวมการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินที่เริ่มชะลอลงจากการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า การเพิ่มขึ้นของการใช้น้ำมันอากาศยานตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ตลอดจนตัวเลขการใช้น้ำมันดีเซลและ LPG ที่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจจริงของประเทศ เขายังย้ำถึงการบริหารสต๊อกน้ำมันสำรองในระดับที่เพียงพอประมาณ 60 วัน เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า “พลังงานของประเทศยังอยู่ในเส้นทางที่ควบคุมได้”

อีกหนึ่งภาพชัดของผลงานในยุคที่นายสราวุธนั่งเก้าอี้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน คือการผลักดันให้กรมเดินหน้าเข้าสู่ “ยุคดิจิทัลและ Energy Transition” อย่างจริงจัง ผ่านโครงการ “ติดปีกธุรกิจพลังงานไทย” ที่เขาเป็นประธานเปิดตัวเมื่อกลางปี 2568 โครงการนี้มีเป้าหมายเสริมความรู้และความเข้าใจให้ผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานและสำนักงานพลังงานจังหวัดใน 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งเรื่องกฎหมายที่ปรับปรุงใหม่ การใช้ระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) แทนเอกสารกระดาษ และการเตรียมพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและดิจิทัลอย่างยั่งยืน เขาเน้นย้ำเสมอว่าการกำกับดูแลที่ “โปร่งใส เข้าใจง่าย ใช้เทคโนโลยีช่วย” จะทำให้ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนเชื่อมั่นในระบบมากขึ้น และช่วยให้ประเทศเดินหน้าสู่เป้าหมายพลังงานสะอาดได้อย่างไม่สะดุด

นอกจากงานในกระทรวงและโครงการขนาดใหญ่แล้ว นายสราวุธยังให้ความสำคัญกับ “การแบ่งปันองค์ความรู้” สู่สังคมอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น การเป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ “Thailand’s Energy Policy” ให้กับหลักสูตรผู้บริหารระดับกลาง i-Leader ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งสะท้อนบทบาทของเขาในฐานะทั้ง “นักปฏิบัติ” ที่ลงมือทำจริง และ “นักสื่อสาร” ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านพลังงานให้คนรุ่นใหม่และผู้บริหารรุ่นกลางได้เข้าใจ พร้อมเตรียมตัวรับมือโลกพลังงานยุคใหม่ไปด้วยกัน 

เมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่า “นายสราวุธ แก้วตาทิพย์” คือผู้นำด้านพลังงานที่ผสมผสานความรู้วิศวกรรมระดับนานาชาติ ประสบการณ์ลึกในสายงานพลังงานทั้งต้นน้ำ-ปลายน้ำ และมุมมองเชิงนโยบาย-เศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน เขาไม่ได้ขับเคลื่อนกรมธุรกิจพลังงานเพียงในฐานะ “ผู้รักษากฎหมาย” แต่ยังทำหน้าที่เป็น “ผู้ออกแบบสนามแข่งขัน” ให้ธุรกิจพลังงานดำเนินไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส ปลอดภัย และสอดรับกับทิศทาง Energy Transition ของโลก 

ภายใต้การนำของเขา กรมธุรกิจพลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยประคองความมั่นคงพลังงานของประเทศ เปิดทางสู่พลังงานอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า “ระบบพลังงานไทยยังอยู่ในมือของผู้นำที่รู้จริง มองไกล และน่าไว้วางใจบนฐานของผลงานที่จับต้องได้”

รู้จัก 7 เอกลักษณ์ประจำชาติไทย สะท้อนความเป็นไทยให้โลกจำ

ชวนมารู้จักเอกลักษณ์ประจำชาติของเรากันอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลประกาศอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 กับ 6 เอกลักษณ์ประจำชาติ “ช้างไทย – ราชพฤกษ์ – ศาลาไทย – ปลากัด – พญานาค – การไหว้”  และล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศให้ แมวไทย 5 สายพันธุ์แท้ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยงเป็นที่เรียบร้อย

กัมพูชาถอนตัว!! สหพันธ์กีฬาบิลเลียดกัมพูชาไม่ส่งนักกีฬา เหตุผลหลักความปลอดภัยและศักดิ์ศรีชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดชายแดน ไม่ขอเสี่ยงแข่งแดนสยาม

(20 พ.ย. 68) สหพันธ์กีฬาบิลเลียดกัมพูชา (CBSF) ประกาศถอนตัวไม่ส่งนักกีฬาบิลเลียดเข้าร่วมแข่งขันซีเกมส์ 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยของนักกีฬาและศักดิ์ศรีในฐานะคนกัมพูชา ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาในปี 2025

CBSF ชี้แจงว่าช่วงเวลาที่เกิดเหตุปะทะบ่อยครั้งตามแนวชายแดน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ จึงไม่มั่นใจว่าความปลอดภัยของนักกีฬาจะได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอ แม้ว่าการแข่งขันจะจัดในเมืองใหญ่ที่ห่างจากแนวปะทะก็ตาม รวมถึงไม่ต้องการส่งสัญญาณว่าไม่ให้เกียรติผู้สูญเสียในชาติผ่านการส่งนักกีฬาไปแข่งในประเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทโดยตรง

แถลงการณ์ยังระบุชัดว่าขอให้ทีมชาติไม่ร่วมการแข่งขันอื่น ๆ ในไทยชั่วคราว และนักกีฬาที่ร่วมเล่นในนามส่วนตัวจะไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสหพันธ์ รวมถึงจะไม่รับผิดชอบผลใด ๆ ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันฝั่งไทยเคยพิจารณาข้อเสนอห้ามกัมพูชาร่วมซีเกมส์ เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยนักกีฬา แต่สุดท้ายต้องจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมจากกัมพูชาลงเหลือไม่เกิน 200 คน

การถอนตัวของกัมพูชาทำให้เวทีซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพขาด “ขาประจำ” ที่ถือเป็นตัวเต็งเหรียญในกีฬาบิลเลียด ส่งผลต่อการแข่งขันและอันดับเหรียญรวม ตอกย้ำว่าเกมกีฬากลายเป็นสะท้อนความตึงเครียดทางการเมืองและสังคมในภูมิภาคอย่างชัดเจน

แม้ CBSF จะไม่ปิดประตูถาวร แต่ขอให้สถานการณ์ชายแดนคลี่คลายและมีความมั่นใจด้านความปลอดภัยก่อนจะพิจารณากลับเข้าร่วมอีกครั้ง ฝ่ายไทยในฐานะเจ้าภาพจึงต้องเร่งสื่อสารรับประกันความปลอดภัยเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของซีเกมส์และภาพลักษณ์ประเทศในอนาคต

ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง คนที่ 19 ผู้อยู่เบื้องหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายระลอก ขับเคลื่อนปฏิรูปภาษี-การคลังให้ยั่งยืน ใช้ดิจิทัล-Big Data แก้โจทย์เศรษฐกิจไทย

กระทรวงการคลังเป็น “มันสมองการคลังของประเทศ” ทำหน้าที่วางและขับเคลื่อนนโยบายการคลัง การจัดเก็บรายได้ การบริหารหนี้สาธารณะ รวมถึงกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว 

หัวใจสำคัญของการทำงานเหล่านี้คือ “ปลัดกระทรวงการคลัง” ข้าราชการประจำสูงสุดที่ทำหน้าที่บูรณาการนโยบายและผลักดันให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเดินไปในทิศทางเดียวกัน ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ซับซ้อน และท้าทายมากขึ้น การที่ประเทศไทยได้ “นายลวรณ แสงสนิท” มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังคนที่ 19 จึงถือเป็นจังหวะสำคัญ ที่จะช่วยพาระบบการคลังไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีทิศทางและมีวินัยมากขึ้น 

นายลวรณ แสงสนิท หรือ “บั๊ด” เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2510 เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของพลเอกวิโรจน์ แสงสนิท อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และคุณหญิงลักขณา แสงสนิท เติบโตในครอบครัวข้าราชการที่ให้ความสำคัญกับระเบียบวินัยและการทำงานเพื่อส่วนรวม 

ด้านการศึกษา เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตรบัณฑิต จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต่อยอดความรู้ด้านนโยบายเศรษฐกิจด้วยปริญญาโท M.S. in Economic Policy and Planning จาก Northeastern University สหรัฐอเมริกา ทำให้มีทั้งพื้นฐานเศรษฐศาสตร์มหภาคและมุมมองเชิงนโยบายในระดับสากลตั้งแต่เริ่มต้นรับราชการ 

เส้นทางราชการของนายลวรณ เริ่มและเติบโตจาก “สายเศรษฐกิจการคลัง” โดยตรง เขาไต่เต้าในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มาตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการสำนักนโยบายระบบการเงินและสถาบันการเงิน จากนั้นเป็นรองผู้อำนวยการ สศค. ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน และผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในปี 2561 ช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะในระหว่างวิกฤตโควิด-19 สศค. ภายใต้การนำของเขาเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญในการออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาประชาชนหลายโครงการ อาทิ “ชิมช้อปใช้” “คนละครึ่ง” และ “เราไม่ทิ้งกัน” ซึ่งช่วยประคับประคองกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก บทบาทในช่วงนี้ทำให้นายลวรณได้ทำงานใกล้ชิดกับนโยบายเศรษฐกิจมหภาค การวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ และการออกแบบมาตรการทางการคลังเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวนหลายระลอก

จาก “มันสมองด้านนโยบาย” นายลวรณก้าวสู่บทบาท “แม่ทัพภาคสนาม” ใน 2 กรมสำคัญของกระทรวงการคลัง คือ อธิบดีกรมสรรพสามิต (2563-2565) และอธิบดีกรมสรรพากร (2565-2566)

ที่กรมสรรพสามิต เขามีบทบาทผลักดันโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใหม่ เช่น การเตรียมความพร้อมด้านภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งเชื่อมโยงกับนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรม EV ของประเทศ 

ส่วนที่กรมสรรพากร นายลวรณให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบภาษีเข้าสู่ดิจิทัล ทั้งการออกประกาศเกี่ยวกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ และการปรับปรุงกฎระเบียบด้านภาษีให้ทันกับพฤติกรรมเศรษฐกิจยุคออนไลน์ ช่วยลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ประกอบการและพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐไปพร้อมกัน 

เมื่อก้าวขึ้นเป็นปลัดกระทรวงการคลังตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา นายลวรณได้รับมอบหมายภารกิจใหญ่หลายด้าน ทั้งการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ภาษีต่อจีดีพีจากระดับราว 12–13% ให้ขยับขึ้นสู่ 18% อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อเสริมความยั่งยืนทางการคลัง และลดการพึ่งพาการกู้เงินเกินจำเป็น 

เขาผลักดันให้กระทรวงการคลังใช้ศักยภาพของ “Data Lake” และข้อมูลขนาดใหญ่ในการทำ Digital Transformation ทางการคลัง คิดค้น “อารีย์ สกอร์” ระบบประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตโดยใช้ข้อมูลและ AI เพื่อช่วยให้คนตัวเล็กและผู้มีรายได้นอกระบบสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น เป็นอีกเครื่องมือในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินเพื่อจัดการหนี้เสีย (NPL) ของระบบธนาคาร ผ่านการผลักดันให้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพถูกโอนออกไปบริหารในบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพื่อคืนสภาพคล่องให้ระบบการเงินและช่วยให้ภาคเอกชนกลับมาลงทุนและจ้างงานต่อ 

นอกจากนี้ เขายังทำหน้าที่ประธานกรรมการธนาคารกรุงไทย ประธานกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และบริษัท พีทีที จำกัด (มหาชน) ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและดูแลเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ 

อีกด้านหนึ่ง เขายังเป็นผู้นำในการสื่อสารบทบาทของกระทรวงการคลังต่อสาธารณะ เช่น การเตรียมจัดงานครบรอบ 150 ปี กระทรวงการคลังในแนวคิด “MOF Journey: 150 Years of Thai Fiscal Development” สะท้อนบทบาททางการคลังตลอดประวัติศาสตร์ไทยไปจนถึงอนาคต 

เมื่อมองย้อนจากเส้นทางการศึกษาที่แน่นทั้งทฤษฎีเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ ประสบการณ์ทำงานในทุกมิติของกระทรวงการคลัง ตั้งแต่คิดนโยบาย วางยุทธศาสตร์ ตรวจราชการ ไปจนถึงบริหารกรมจัดเก็บรายได้หลักของประเทศ และบทบาทล่าสุดในฐานะปลัดกระทรวงการคลังและประธานบอร์ดหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญ จะเห็นภาพ “นายลวรณ แสงสนิท” ในฐานะข้าราชการมืออาชีพที่เข้าใจทั้งตัวเลขมหภาคและความเดือดร้อนของประชาชนจริง ๆ 

เขาไม่เพียงมองโจทย์การคลังในกรอบวินัยและความยั่งยืน แต่ยังพยายามออกแบบมาตรการที่ช่วยให้คนตัวเล็กเข้าถึงโอกาสในระบบการเงินมากขึ้น เดินหน้าปฏิรูปภาษีและงบประมาณบนฐานข้อมูลและเหตุผล ไม่ใช่เพียง populism ระยะสั้น ผลงานและบทบาทเหล่านี้ทำให้นายลวรณเป็น “ผู้นำด้านการคลัง” ที่ได้รับความเชื่อมั่นทั้งจากแวดวงเศรษฐกิจ ข้าราชการ และประชาชนในฐานะผู้ดูแลการเงินการคลังของประเทศให้เดินหน้าอย่างมั่นคง โปร่งใส และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

‘รัสเซีย’ ผุดไอเดียทัวร์นาเมนต์ รายการลูกหนังระดับทีมชาติ ขนานกับศึก ‘ฟุตบอลโลก 2026’ หวังดึงชาติแกร่งที่ชวดตั๋วร่วมวง

(23 พ.ย. 68) สื่อกีฬาต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียกำลังวางแผนจัดทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับทีมชาติ สำหรับประเทศที่ไม่ผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2026 โดยตั้งใจให้แข่งในช่วงเวลาเดียวกับฟุตบอลโลกที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เป็นเจ้าภาพ ขณะที่รัสเซียยังโดนฟีฟ่าและยูฟ่าแบนจากทุกรายการนับตั้งแต่ปี 2022

ช่วงที่โดนแบน ทีมชาติรัสเซียภายใต้การคุมทีมของ วาเลรี่ คาร์ปิน (Valery Karpin) ทำได้แค่ลงเล่นเกมอุ่นเครื่อง แต่ก็เคยพาทีมทำสถิติไม่แพ้ใครยาว 23 นัดติด ก่อนจะเพิ่งมาพ่ายคาบ้านต่อชิลี 0-2 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ในประเทศเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้มองหาวิธีใหม่ ๆ ในการกลับสู่เวทีนานาชาติ

รายงานหลังจบรอบแบ่งกลุ่มคัดเลือกโซนยุโรประบุว่า รัสเซียกำลังพิจารณาจัดทัวร์นาเมนต์ใหม่ในช่วงซัมเมอร์ปี 2026 แข่งขนานไปกับศึกฟุตบอลโลก 2026 โดยมีเป้าหมายหนึ่งคือทำให้ทีมชาติยังได้ลงเล่นกับคู่แข่งที่มีระดับใกล้เคียงกัน และไม่หายไปจากสายตาแฟนบอลทั่วโลก

365Scores สื่อฟุตบอลต่างประเทศรายงานเพิ่มเติมว่า เป้าหมายเชิงการเมืองของรัสเซีย คือสร้างกระแสและเรียกความสนใจต่อสถานการณ์ของตัวเอง หวังให้ฟีฟ่ากลับมาทบทวนโทษแบน แนวคิดนี้แม้ยังไม่เป็นทางการ แต่ก็กลายเป็นประเด็นถกเถียงในวงการฟุตบอลอย่างรวดเร็ว

ตามข้อมูลเบื้องต้น จำนวนทีมที่เข้าร่วมอาจอยู่ราว 8–12 ชาติ โดยจะใช้สนามแข่ง 4 แห่งในรัสเซีย ที่เคยเป็นสังเวียนฟุตบอลโลก 2018 กลับมาเปิดไฟใช้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประโยชน์ พร้อมดึงแฟนบอลกลับเข้าสนาม

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าหากจัดจริง จะมีชาติใดตอบรับบ้าง ตอนนี้ชื่อที่ถูกพูดถึงมีทั้ง เซอร์เบีย, กรีซ, ชิลี, เวเนซูเอลา, ไนจีเรีย, แคเมอรูน, จีน รวมไปถึง ทีมชาติไทย ซึ่งล้วนเป็นทีมที่พลาดตั๋วฟุตบอลโลก แต่ยังมีฐานแฟนบอลเหนียวแน่น

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า สำหรับรัสเซีย ทัวร์นาเมนต์นี้มีความหมายเกินกว่าผลการแข่งขันในสนาม เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่ายังสามารถจัดทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติได้เอง แม้ถูกตัดออกจากระบบของฟีฟ่า และยังเปิดพื้นที่ให้ชาติอื่นที่ชวดฟุตบอลโลกได้มีเวทีให้พิสูจน์ฝีเท้า

แต่อีกด้านหนึ่ง แผนนี้ก็เผชิญอุปสรรคไม่น้อย ทั้งเรื่องความชอบธรรม เพราะไม่ได้อยู่ใต้การรับรองของฟีฟ่า ปัญหาการเรียกนักเตะที่ติดสโมสร รวมถึงความอ่อนไหวทางการเมือง ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน แฟนบอลและสปอนเซอร์ทั่วโลกก็ทุ่มความสนใจไปที่ฟุตบอลโลกหลักเป็นหลัก ทำให้ตอนนี้ทัวร์นาเมนต์ของรัสเซียยังเป็นเพียง “ไอเดียที่ทั่วโลกจับตา” มากกว่าจะเป็นการแข่งขันที่ได้ข้อสรุปแน่นอนแล้ว

เทศกาลดนตรีของคนทั้งเจเนอเรชัน พร้อมระเบิดความมันวันเดียว 21 ก.พ. 69 ยกกองทัพศิลปินบุกราชมังคลาฯ เทศกาลที่สายคอนต้องขีดเส้นใต้ในปฏิทิน

(22 พ.ย. 68) วงการคอนเสิร์ตไทยเตรียมพร้อมรับการจัดงาน "G27 Fest" ที่ราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 งานนี้ถูกวางคอนเซ็ปต์เป็น "เทศกาลดนตรีของคนทั้งเจเนอเรชัน" ที่จะรวมเสียงเพลง แสง สี และพลังจากแฟนเพลงทุกวัยในคืนเดียว

ไลน์อัปศิลปินรวบรวมศิลปินสายป๊อป ร็อก ฮิปฮอป อินดี้ เสน่ห์ของงานคือการออกแบบให้เป็น "เฟสติวัลวันเดียวจบ" ให้โชว์ทั้งหมดไหลลื่นต่อเนื่องเหมือนหนังคอนเสิร์ตเรื่องใหญ่เรื่องเดียว

ราชมังคลากีฬาสถานถือเป็นเวทีหลักของงาน ด้วยความจุหลายหมื่นที่นั่งและการออกแบบโปรดักชัน แสง สี เสียงขั้นเทพ รวมทั้งเวทีที่รองรับการแสดงหลากหลายรูปแบบ เช่น โชว์เต็มวง โชว์คอลลาบ และไฮไลต์ที่ศิลปินหลายเจเนอเรชันขึ้นเวทีร่วมกัน

เตรียมกดบัตร 11 มกราคม 2569  แฟนๆ เชื่อว่างานนี้บัตรจะขายดีรวดเร็วเหมือนงานแสดงใหญ่ระดับสเตเดียมหลายงานที่ผ่านมาในไทย

สำหรับใครที่จะไปงานนี้ควรเตรียมตัวทั้งเรื่องคิววันลาและการนัดเพื่อนให้พร้อม เพราะ "G27 Fest" อาจกลายเป็นคอนเสิร์ตระดับ "ครั้งหนึ่งในชีวิต" ที่แฟนเพลงห้ามพลาดในประเทศไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top