Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

‘วีนา’ ทำดีที่สุดแล้ว ครองรองอันดับ 1 Miss Universe 2025 สร้างประวัติศาสตร์ให้ไทยครั้งใหม่ ตอบคำถามลึกซึ้ง พลังความรัก ฉายภาพความหลากหลายของชาติไทย

(21 พ.ย. 68) "วีนา ปวีณา ซิงห์" ตัวแทนสาวไทย สร้างชื่ออีกครั้งที่เวที Miss Universe 2025 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยคว้าตำแหน่ง รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้สำเร็จ หลังทะลุเข้าถึง Top 3 ของการแข่งขันระดับโลกที่จัดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568

ตัวแทนสาวไทยทำผลงานโดดเด่นตั้งแต่รอบพรีลิมจนถึงรอบตอบคำถามสุดท้ายที่เน้นเรื่อง "พลังของความรักและการสร้างผลกระทบต่อสังคม" ซึ่งวีนาตอบได้อย่างลึกซึ้ง และสะท้อนบทบาทของผู้หญิงยุคใหม่ที่มั่นใจและมีเหตุผล

ภายใต้ภาพลักษณ์ที่สง่างามและการสื่อสารที่เป็นธรรมชาติ วีนากลายเป็นสัญลักษณ์ความหลากหลายของไทย ด้วยเชื้อสายไทย-อินเดียที่แสดงถึงความสมัยใหม่และเปิดกว้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่เวทีจักรวาลให้ความสำคัญ แม้เวทีจะมีดราม่าแต่ไทยในฐานะเจ้าภาพยังได้รับคำชมอย่างกว้างขวาง

วีนาคือสัญลักษณ์ของความพยายามไม่ยอมแพ้ หลังจากลงแข่งขันหลายครั้งในระดับชาติและยืนหยัดจนมาถึงจุดนี้ เธอพิสูจน์แล้วว่า ความตั้งใจและความฝันสามารถพาไปถึงเวทีระดับโลกได้อย่างแท้จริง รวมถึงเป็นเกียรติสูงสุดที่สะท้อนความสามารถของตัวแทนไทยในเวทีระดับโลก

ข้อสังเกตหลังวิกฤติโควิด ฝ่ายค้านเป็นตัวฉุดรั้ง GDPgrowth บนข้อพิสูจน์กองทัพที่เข้มแข็ง เป็นปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ

(21 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก คุณวนิชา LVanicha Liz ได้นำเสนอข้อมูลตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดหลังวิกฤติโควิด GDP Growth ของไทยจึงไม่สามารถกลับมาโตในระดับเฉลี่ยเท่าเดิม ในขณะที่เพื่อนบ้านอาเซียนที่สังกัดกลุ่ม GDP สูงด้วยกัน (ID, SG, VN, MY) ล้วนสามารถยกระดับโดยเฉลี่ยกลับขึ้นไปได้

จนกระทั่งได้สืบค้นพบบทความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแกร่งทางการทหารกับการพัฒนาความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจดังนี้
๑. บทความ Dollars and Dominance: How Military Strength Secures Financial Power (พ.ย. ๒๐๒๔) ระบุถึงผลการวิจัยว่า “ความแข็งแกร่งทางภูมิรัฐศาสตร์และเอกสิทธิ์ทางการเงินมีพลังเสริมซึ่งกันและกัน โดยมีผลต่อเนื่องตั้งแต่เรื่องอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงความมั่นคงของชาติ ... ความสำเร็จทางการทหารส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพทางการเงิน ... มีเพียงรัฐบาลที่มีกองทัพแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะรับประกันได้ว่าประเทศจะมีโอกาสชนะและรักษามูลค่าของสินทรัพย์ของประเทศไว้ได้” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๒ ในคอมเมนต์)

๒. บทความ The Role of a Strong National Defense (ต.ค. ๒๐๑๕) ระบุว่า” ผู้นำอเมริกันตระหนักมานานแล้วว่ากองทัพที่แข็งแกร่งสามารถสร้างผลตอบแทนทางการทูตและเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้เมื่อไม่ได้ใช้งานในยามสงคราม ขีดความสามารถทางการทหารของสหรัฐอเมริกาสนับสนุนให้ประเทศชาติก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ระดับโลกในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๓ ในคอมเมนต์)

๓. บทความ The Economic Benefits of a Strong US Military ... (ก.ย. ๒๐๒๕) แสดงเนื้อหาสำคัญและบทสรุปว่า “เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ของกองทัพที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะนึกถึงบทบาทสำคัญของกองทัพในการปกป้องชาวอเมริกันจากศัตรูต่างชาติ และการสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทั่วโลก แต่การปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกาทั้งในประเทศและต่างประเทศก็นำมาซึ่งข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่สำคัญต่อประเทศชาติเช่นกัน กล่าวอย่างมีความเข้าใจอย่างถูกต้องก็คือ กองทัพสหรัฐฯ มอบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงและเป็นรูปธรรมแก่ธุรกิจ แรงงาน และครัวเรือนของชาวอเมริกัน ... กองทัพที่แข็งแกร่งมากขึ้นจะส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาว และเสริมสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจ แรงงาน และครัวเรือน ผู้เสียภาษีใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อการป้องกันประเทศ แต่พวกเขาก็ได้รับผลตอบกลับอย่างสูงจากภาษีที่จ่ายไป” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๔ ในคอมเมนต์)

๔. เอกสาร Defence Industrial Strategy 2025: Making Defence an Engine for Growth (ก.ย. ๒๐๒๕) ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร ใช้ในการนำเสนอกลยุทธ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่อรัฐสภาเพื่อทำให้กลาโหมเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโต ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประชาชนทั่วสหราชอาณาจักรรู้สึกได้ถึงประโยชน์สูงสุดจากการเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม และสหราชอาณาจักรมีภาคส่วนการป้องกันประเทศที่ยกระดับขึ้นทางด้านความสามารถในการแข่งขัน การบูรณาการ นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว” และบทนำที่ว่า “เราทราบว่าเมื่อประเทศหนึ่งๆ ถูกคุกคาม กองทัพของประเทศดังกล่าวจะแข็งแกร่งได้ มากที่สุดเท่ากับอุตสาหกรรมที่ค้ำจุนอยู่เบื้องหลังกองทัพนั้นๆ” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๕ ในคอมเมนต์)

จะเห็นได้ว่าประเทศเจริญแล้ว มีความตระหนักในความสำคัญของความแข็งแกร่งทางการทหารต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ในกรณีของเอกสาร Defence Industrial Strategy 2025 ผู้เสนอเป็น ส.ส. พรรคแรงงาน หมายความว่าในประเทศเจริญฝ่ายการเมืองเองก็ตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งของกองทัพ
สำหรับประเทศไทย นับตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมา มีการไล่กดดันตัดลดงบกองทัพโดยพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (พท กก ปชน) โดยมีคลิปคนของพรรคการเมืองออกมาหัวเราะร่าโฆษณาอย่างภูมิอกภูมิใจว่าได้ตัดงบกองทัพไปเท่านั้นเท่านี้หมื่นล้าน สรุปแล้วเป็นความไร้ประสบการณ์ที่ทำความเสียหายให้ประเทศชาติประชาชนหรือไม่ เราจะมาดูตัวชี้วัดที่น่าจะเป็นหลักฐานสำคัญ ดังต่อไปนี้:

จาก Global Firepower Military Power Ranking ยุค คสช. มีทหารเข้าบริหาร ตัวชี้วัด Military Power Ranking ดีอย่างต่อเนื่อง (ปี ๒๐๑๕-๒๐๑๗ อันดับ ๒๐ ติดกัน ๓ ปี) และ GDP Growth (% of GDP) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปี ๒๐๑๕-๑๘ ๓.๑ ๓.๔ ๔.๒ ๔.๒) มีข้อสังเกตว่าปี ๒๐๑๘-๑๙ Military Power Ranking หลุดอันดับ Top ๒๕ แต่ GDP Growth ปี ๒๐๑๘ ยังไม่ตก ค่อยไปตกปี ๒๐๑๙ ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่าปัจจัยสำคัญของ GDP Growth เป็นผลพวงจากความแข็งแกร่งทางการทหาร โดยมีระยะทิ้งช่วง ๑ ปี (อ้างอิงภาพประกอบ/ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๑ และ ๖ในคอมเมนต์)

อีกข้อสังเกตที่สำคัญเมื่อดูกราฟ GDP Growth จะพบว่า ในปีที่การบริหารของ คสช. เชื่อมต่อกับยุคที่เป็นระบบเลือกตั้ง GDP Growth ตกต่ำทั้งหัวทั้งท้าย (๒๐๑๔ ๑.๐, ๒๐๑๙ ๒.๑) ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องแสดงว่าตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาระบบเลือกตั้ง ไม่อาจให้ผลในการพัฒนาเศรษฐกิจที่น่าพึงพอใจ
หลังยุค คสช. ประเทศเข้าสู่การบริหารตามระบบเลือกตั้ง ฝ่ายค้านเข้ามีบทบาทอำนาจหน้าที่ และเข้ากดดันตัดลดงบกองทัพ (% of GDP) ลงจนใกล้จุดต่ำสุดที่เกิดในยุคทักษิณ Military Power Ranking ก็ตกต่ำลง (ปี ๒๐๒๐ อันดับ ๒๓, ๒๐๒๑-๒๒ หลุด Top ๒๕, ๒๐๒๓ ๒๔, ๒๐๒๔-๒๕ ๒๕) และ GDP Growth ไม่สามารถกลับไปสูงเท่ายุค คสช. (เฉลี่ย ๒ กว่าๆ โดยตลอด)

ซึ่งน่าจะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า #ฝ่ายค้านเป็นตัวฉุดรั้งGDPgrowth จากการดำเนินการอันเป็นผลลดความแข็งแกร่งของกองทัพ

ซึ่งโพสต์นี้ได้แสดงข้อยืนยันจาก ตปท. รวมทั้งข้อพิสูจน์ของไทยที่ตรงกันว่า #กองทัพที่เข้มแข็งเป็นปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการลดความแข็งแกร่งของกองทัพมีผลบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เรากำลังมีหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ระบบเลือกตั้งจะพาประเทศดำดิ่งลงอย่างเลวร้ายหากไม่แก้ไขอะไรเลย

FSB สกัดแผนยูเครน เตรียมลอบสังหาร นายทหารระดับสูงรัสเซีย ด้วยการผสมสารพิษมฤตยูร้ายแรง ใส่ในสุราจากสหราชอาณาจักร แลกค่าตอบแทน 5,000 ดอลลาร์

(21 พ.ย. 68) หน่วยความมั่นคงรัสเซีย (FSB) แถลงว่า ได้จับกุมชายชาวสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสค์(DPR) รายหนึ่ง ฐานมีส่วนพัวพันแผนลอบสังหารนายทหารระดับสูงของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย โดยอ้างว่าแผนดังกล่าวได้รับคำสั่งและการสนับสนุนจากหน่วยข่าวกรองทหารยูเครน พร้อมระบุว่าเป็น “ปฏิบัติการก่อการร้ายด้วยสารเคมี” ที่ถูกสกัดไว้ได้ก่อนลงมือจริง

ตามคำแถลงของ FSB ผู้ต้องสงสัยถูกกล่าวหาว่าจะส่ง “ของขวัญ” เป็นเบียร์ผลิตในสหราชอาณาจักรให้เหยื่อ แต่ภายในขวดถูกผสมสารพิษรุนแรง 2 ชนิด คือ โคลชิซีน และสาร tert-butyl bicyclophosphate ซึ่งเจ้าหน้าที่รัสเซียอ้างว่าเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับสารประสาท VX ที่ถูกห้ามตามอนุสัญญาอาวุธเคมีปี 1993 และหากดื่มเข้าไปจะทำให้เสียชีวิตอย่างทรมานภายในเวลาประมาณ 20 นาที

FSB ระบุเพิ่มเติมว่า หลังถูกจับกุม ผู้ต้องสงสัยให้การรับสารภาพว่าได้รับการติดต่อจากฝ่ายยูเครน และถูกเสนอค่าตอบแทนราว 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 162,000 บาท) หากปฏิบัติการลอบสังหารสำเร็จ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่รัสเซียอยู่ระหว่างขยายผลว่ามีผู้ร่วมขบวนการหรือเครือข่ายสนับสนุนในพื้นที่อื่นหรือไม่

หน่วยงานความมั่นคงรัสเซียยังเชื่อมโยงปฏิบัติการครั้งนี้กับกรณีที่เกิดขึ้นก่อนหน้าในเดือนสิงหาคม 2025 ซึ่ง FSB อ้างว่าจับกุมผู้ถือสองสัญชาติรัสเซีย–ยูเครน ที่ถูกกล่าวหาวางแผนลอบวางระเบิดรถยนต์ในแถบมอสโก

สำนักงานตำรวจแห่งชาติรุกปราบพนันออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ทุกรูปแบบ ไม่ถึง 2 เดือน จับพนันออนไลน์กว่า 950 คดี ปิดกั้น URL ผิดกฎหมายกว่า 75,000 URL

ตามนโยบาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรอง ผอ.ศปอส.ตร. และประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ร่วมขับเคลื่อนการทำงาน เพื่อยกระดับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน รูปแบบหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

(21 พ.ย. 68) เวลา 10.30 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร. และประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วย พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1, พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3, พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผู้กำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3, นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการและโฆษกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)  และ ดร.ดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ ร่วมแถลงผลการดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ของ ศปอส.ตร. และคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ณ ห้องสารสิน ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ กล่าวว่า ห้วงวันที่ 1 ตุลาคม - 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา มีผลการปฏิบัติในการปิดกั้น URL ที่ผิดกฎหมายผ่านระบบ AFC ดังนี้ ยอดรวม URL ที่มีการรายงานทั้งหมด 75,250 URL แบ่งเป็น Page Facebook 26,674 URL, URL ผิดกฎหมายอื่น ๆ 19,994 URL, Website 19,334 URL, Line 6,424 URL, Tiktok 2,824 URL โดยหน่วยที่มีผลการรายงานสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.), กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 9 ตามลำดับ ส่วนคดีพนันออนไลน์ จับกุมได้ 956 คดี ผู้ต้องหา 1,003 ราย 

ในส่วนของการดำเนินการของ ศปอส.ตร. และวอร์รูม IAC ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม - 19 พฤศจิกายน 2568 มีเคสที่รับเข้ามา 1,000 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 635.9 ล้านบาท สามารถอายัดเงินได้ทัน 475 เคส มูลค่ากว่า 202.5 ล้านบาท ซึ่งมีคดีที่น่าสนใจที่นำมาแถลงในวันนี้ จำนวน 2 คดี 

คดีที่ 1 ตำรวจภูธรภาค 1 ทลายเครือข่ายพนัน SBOBET.LIVE และ UFACLUB1 ยึดเงินสด 30 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 12.00 น. กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1), รอง ผบช.ภ.1 และ พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 นำกำลังเข้าปฏิบัติการสืบสวนและตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อจับกุมกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์จัดให้มีการเล่นการพนันเอาทรัพย์สินผ่านเว็บไซต์ SBOBET.LIVE และ UFACLUB1 ซึ่งมีความเชื่อมโยงกัน ตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ถนนกาญจนาภิเษก และหมู่บ้านในพื้นที่เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร รวม 2 จุด จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดธัญบุรี จำนวน 3 ราย และจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำความผิดซึ่งหน้าเพิ่มเติมอีก 7 ราย รวมผู้ต้องหาทั้งหมด 10 ราย ในข้อหา “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน และร่วมกันฟอกเงิน” ตรวจยึดของกลาง บัตร ATM (บัญชีม้า) กว่า 100 ใบ, โทรศัพท์มือถือ 22 เครื่อง และเงินสดรวม 30,324,600 บาท นอกจากนี้ ได้ทำการอายัดทรัพย์สินตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท 

คดีที่ 2 บช.สอท. เปิดยุทธการ "ปิดดอยทลายรังเว็บพนันภาคเหนือ" 'Heng168' จังหวัดเชียงใหม่
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) โดย กองกำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 และ กองกำกับการ 2 บก.สอท.3 สนธิกำลังร่วมกับ บก.สอท.4 เปิดปฏิบัติการเข้าปิดล้อมตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ Heng168 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ 5 จุด ตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 9 ราย ตรวจยึดของกลาง อาทิ รถยนต์หรู,  โทรศัพท์มือถือ 17 เครื่อง, สมุดบัญชีธนาคารรวม 28 เล่ม, บัตร ATM 10 ใบ, เสื้อผ้า/ของใช้แบรนด์เนม และเงินสด 50,000 บาท อายัดทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ บ้านและที่ดินในพื้นที่อำเภอสันทราย มูลค่าประมาณ 6 ล้านบาท และบ้านพัก Pool Villa พร้อมที่ดินในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ มูลค่าประมาณ 25 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดและอายัดได้ทั้งหมดกว่า 40 ล้านบาท

นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการและโฆษก ปปง. ได้กล่าวถึงผลการปฏิบัติงานของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปปง.ตร.) ว่า ตามโครงการสืบสวนสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของ ศปปง.ตร. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน ปปง.นั้น ศปปง.ตร. ส่งเรื่องให้สำนักงาน ปปง. ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ปีงบประมาณ 2567 ได้มูลค่าทรัพย์สิน 772,887,755 บาท และในปีงบประมาณ 2568 ได้มูลค่าทรัพย์สิน 2,411,217,828 บาท โดยมีสถิติคดีความผิดมูลฐาน และคดีอาญาฟอกเงิน สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ยาเสพติด การพนันทางอิเล็กทรอนิกส์ และฉ้อโกงประชาชน 

ด้าน ดร.ดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ ฝากเตือนภัยประชาชนถึงการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะรูปแบบการชักชวนให้เข้าร่วมเล่นการพนันและการถูกหลอกให้ลงทุนผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งมักมีการโฆษณาเกินจริง และขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการใช้สื่อสังคมออนไลน์และไม่หลงเชื่อในการเปิดบัญชีธนาคาร (บัญชีม้า) เพื่อกระทำความผิด โดยแนะนำ “ไม่ลงทุนแปลก ๆ, ไม่คุยกับคนแปลก ๆ, ไม่โอนเงินบัญชีคนแปลก ๆ, ไม่เชื่อเรื่องแปลก ๆ, ไม่รับสายแปลก ๆ, ไม่กดลิงก์แปลก ๆ, ไม่แอดไลน์แปลก ๆ”

ทั้งนี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ ได้เน้นย้ำว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด โดยเฉพาะการพนันออนไลน์ซึ่งเป็นต้นเหตุของการฟอกเงินและความเสียหายทางเศรษฐกิจในวงกว้าง พร้อมทั้งกำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งรัดการสืบสวนสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายฟอกเงินเพื่อยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดอย่างเด็ดขาด

โต๊ะเล็กพร้อมลุยซีเกมส์ ฟุตซอลไทยเรียก 22 แข้ง เก็บตัว ตั้งเป้าต้องคว้า “เหรียญทอง” แม้เจอศึกหนักต้องวัดกับ… อินโดนีเซีย-เวียดนาม

(22 พ.ย. 68) สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยประกาศรายชื่อ 22 นักฟุตซอลทีมชาติไทยชุดลุยซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ณ ประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือคว้าเหรียญทองในบ้านให้ได้

การแข่งขันฟุตซอลชายในซีเกมส์ครั้งนี้ มี 5 ชาติลงสนามแข่งขันแบบพบกันหมด เพื่อชิงแชมป์และเหรียญทองที่สนามยิมเนเซียม อบจ.นนทบุรี ซึ่งถือเป็นฐานหลักของทีมชาติไทย โปรแกรมแข่งแรกทีมช้างศึกต้องเจอมาเลเซียและเมียนมา ก่อนเผชิญหน้าศึกหนักกับเวียดนามและอินโดนีเซียในสองนัดสุดท้าย "อย่างน้อยต้องแชมป์" คือเป้าหมายที่ทั้งทีมสตาฟโค้ชและแฟนบอลตั้งไว้

โดยกุนซือชาวสเปน 'มิเกล โรดริโก้' ย้ำถึงสไตล์เล่นที่เน้นเร็ว มีเพรสซิ่งดุดัน ต้องการนักเตะที่ "วิ่งไหว–คิดเร็ว–เล่นบอลฉลาด" รายชื่อ 22 คนผสมผสานแกนหลักชุดเดิม ดาวเด่นไทยลีก และดาวรุ่งจากสโมสรสายปั้น ทั้งหมดจะเก็บตัวก่อนคัดเลือกเหลือ 14 คน แห่งออกสตาร์ตสนามจริง

คู่แข่งที่น่ากังวลที่สุดคืออินโดนีเซียและเวียดนาม อินโดนีเซียลงทุนพัฒนาฟุตซอลอย่างจริงจังในช่วงหลังและดึงผู้เล่นคุณภาพสูงเข้าทีม ส่วนเวียดนามสะสมประสบการณ์ในเวทีระดับเอเชียและโลก จึงทำให้ทั้งสองทีมเป็นเหมือน "นัดชิงเหรียญทอง" ที่แท้จริง

การเล่นในบ้านที่นนทบุรีนำมาซึ่งแรงเชียร์และความคาดหวังอย่างสูง "เกิดอะไรขึ้นกับโต๊ะเล็กช้างศึก" จะเป็นคำถามทันทีหากผลงานผิดหวัง ทีมงานต้องบริหารสภาพจิตใจและร่างกายของผู้เล่นให้พร้อมที่สุด ซีเกมส์ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เวทีชิงเหรียญทองเท่านั้น แต่มันคือเวทีพิสูจน์ว่าฟุตซอลไทยยังคงเป็นเบอร์หนึ่งในอาเซียน พร้อมกับเป็นสนามสำคัญในการก้าวสู่เป้าหมายระดับเอเชียและโลกในยุคมิเกล

ไทยไม่เคยตกเป็นอาณานิคมตะวันตก เพื่อนบ้านหาว่าสยามขายดินแดนแลกอิสรภาพ เจ้าประเทศราชต่างหากที่เชิญฝรั่งเป็นนาย แต่ถูกบิดเบือนให้กลายเป็นผู้ร้ายของเรื่อง

(21 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก Kornkit Disthan หรือ กรกิจ ดิษฐาน โพสต์ข้อความ ประชาชนของเพื่อนบ้านบางประเทศจำพวกหนึ่ง ได้รับการสั่งสอนมาแบบไหน ถึงเสียดสีไทยว่า "ที่ไทยไม่เคยเป็นอาณานิคมตะวันตกเพราะขายแผ่นดินของตัวเอง/เพื่อนบ้านแลกกับอิสรภาพ"

ผมเคยได้ยิน "วาทะเวรกรรม" แบบนี้ครั้งในสื่อของรัฐบาลทหารอังวะเมื่อหลายปีก่อน ต่อมาได้ยินมาจากพวกเวียด ต่อมาได้ยินจากกัมปูเจีย ต่อมาได้ยินจากพวกมาลัยรัฐ 

พวกนี้ก็รู้ว่าไทยในตอนก่อนเป็นรัฐชาติสมัยใหม่นั้นมีสภาพเป็น "จักรวรรดิ" ประกอบด้วยดินแดนของเพื่อนบ้านที่เป็นอาณาจักรอิสระมาก่อน แต่เพราะตีกันเองภายในบางกลุ่มจึงเรียกไทยไปช่วย พอไทยไปช่วยก็เอาดินแดนพวกนั้นมาเป็นประเทศราชเสียเลย เพราะบางประเทศนั้นไม่ได้เรียกแต่ไทยยังไปเรียกอังวะมายุ่งบ้าง เรียกเวียดมาวุ่นวายบ้าง เมื่อพวกกระหายดินแดนเหล่านี้มาจ่อคอหอยแล้วจะให้ไทยนั่งตบยุงเฉยๆ เรอะ?

ด้วยความที่อาณาจักรพวกนี้เป็นเอกราชมาก่อนจึงไม่มีทางอยู่ใต้อำนาจไทยไปตลอด ดังนั้นเมื่อสบโอกาสที่ฝรั่งเข้ามา เจ้าแผ่นดินของพวกนี้จึงอ้อนฝรั่งเป็นนายใหม่แทนไทย เช่น เจ้ากัมปูเจียที่เชิญฝรั่งเศสมาเป็นนายตัวเองโดยที่เขาไม่ได้ใช้กำลังยึดครองเพราะไม่อยากจะเป็นข้าสยามอีกต่อไป ส่วนเจ้าหลวงพระบางเองก็ขอฝรั่งเข้ามาปกป้องเพราะเห็นว่าไทยพึ่งพาไม่ได้ในช่วงกบฏฮ่อเป็นต้น ยังมีเจ้าท้องถิ่นอีกจำนวนหนึ่งที่ทำแบบเดียวกัน

สรุปก็คือ ไทยไม่ได้เฉือนแผ่นดินตัวองแลกเอกราช แต่เจ้าประเทศราชของไทยเอาแผ่นดินตัวเองไปถวายพานให้ฝรั่งเองต่างหาก แล้วฝรั่งก็บีบให้ไทยสละสิทธิเหนือประเทศราชเหล่านั้น

ทั้งหมดนี้อยากเป็นลูกน้องฝรั่ง เพราะไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของ "จักรวรรดิสยาม" อีกต่อไป ดังนั้นสยามไม่ได้ขายใคร แต่พวกนี้ขายตัวเองเพื่อเป็นรัฐอารักขาหรืออาณานิคมฝรั่งก็ยังดี

แต่เพราะความกระดากใจหรือความริษยาอะไรก็ตาม พอพวกนี้ได้เอกราชก็พยายามซ่อนความอัปยศที่เคยขายตัวให้ฝรั่งเอาไว้ โดยการโบ้ยความผิดว่า "เพราะไทยนั่นแหละเราถึงตกเป็นเมืองขึ้นเขา" และ "เพราะไทยไม่มีศักดิ์ศรีจึงแลกทุกอย่างเพื่อรักษาเป็นเอกราช"

และคงสอนแนวคิดความนี้ในระบบการศึกษาด้วย เพื่อนบ้านบางพวกจึงเห็นผิดเป็นชอบ ไม่ได้ตระหนักเลยว่าที่พวกตนมีเอกราชทุกวันนี้ได้ก็เพราะสยามให้ที่คุ้มหัวพวกนักต่อสู้เพื่อนเอกราชมากมาย ทั้งจากอังวะ อันนัม กัมปูเจีย ล้านช้าง ฯลฯ ดังนั้น ขบวนการเอกราชบางประเทศก็เริ่มต้นที่บางกอกนี่เอง

นอกจากจะไม่สำนึกข้าวแดงแกงร้อนแล้ว ยังกล่าวหาไทยว่า "สมคบกับญี่ปุ่นเปิดทางให้พวกนั้นรุกรานเรา"

แหม อยากเอาตำราประวัติศาสตร์ฟาดกระบาลเบาๆ

ไอ้อังวะที่บังอาจพูดเช่นนี้หารู้ไม่ว่า ขบวนการเอกราชพม่านั้นรักญี่ปุ่นปานจะกลืนกิน และต้อนรับญี่ปุ่นมาช่วยขับไล่พวกบริเตนใหญ่เจ้าอาณานิคม 

ประเทศไทยเสียอีกที่เป็นชาติเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สู้กับญี่ปุ่นในสมรภูมิจากภาคกลางจรดภาคใต้ 

พวกบริเตนใหญ่ที่รับปากว่าจะช่วยไทยขับไล่ญี่ปุ่น พอญี่ปุ่นมาก็หายหัวหมด ทั้งยังแพ้ญี่ปุ่นหมดท่าเพราะความประมาทเลินเล่อ 

พวกรัฐมาลัยที่กล่าวหาไทยทรยศเอเชียด้วยการปล่อยให้ญี่ปุ่นเข้ามาที่คาบสมุทร พวกเอ็งโปรดทราบว่าบิดาอังกฤษของพวกเอ็งนั้นทำสัญญาบีบคั้นกับไทย ห้ามไทยตั้งกองพันตั้งแต่บางสะพานลงมาจนจรดชายแดนรัฐมลายู มันอ้างว่าจะอารักขาไทยเองแต่ความจริงก็คือหมายจะห้ามไทยขุดคอคอดกระและรักษาเขตอิทธิพลของตนไว้ในปักษ์ใต้ 

ผลก็คือ พอญี่ปุ่นจะบุก บิดาของพวกรัฐมาลัยก็โอ้อวดว่าจะมาช่วยไทย เพราะรู้ว่าไทยสู้ไม่ไหวหรอกมีทหารแค่นั้น แม้พวกนั้นจะโม้แล้วไม่ทำตามที่คุยไว้ แต่ทหารและประชาชนไทยก็ยังสู้ญี่ปุ่นจนเลือดนองทะเลไปทั่วปักษ์ใต้

มนุษย์ปากเสียพวกนี้บอกว่าไทยสมคบกับญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ โปรดทราบเถอะว่าคนไทยไม่ได้สมคบญี่ปุ่น แต่รัฐบาลพิบูลสงครามต่างหากที่ทำ คนไทยนั้นสู้ญี่ปุ่นอยู่ชาติเดียว ส่วนพม่านั้นแทบจะจูบปากกันอยู่แล้ว พวกอินโดนีเซียก็ต้อนรับญี่ปุ่นในฐานะผู้ปลดปล่อยจากดัตช์ แม้พวกมลายูบางกลุ่มก็สมคบกับญี่ปุ่นจะได้ช่วยปลดแอกจากฝรั่ง (แต่มีน้อยมาก จนเข้าใจว่าพวกมาลัยรัฐชอบอยู่ใต้ฝรั่งมากกว่าเอเชียด้วยกัน) 

ส่วนพวกอินโดจีน คือ ลาว เขมร และเวียด ไม่ได้รับโอกาสนั้นจากญี่ปุ่น (สนับสนุนเอกราช) เพราะญี่ปุ่นเกรงใจพวกรัฐบาลวิชีฝรั่งเศสที่เป็นอักษะด้วยกันจึงไม่ได้ผลักดันให้ทั้ง 3 ดินแดนนี้เป็นเอกราช กระนั้นพวกเวียดก็เคยหวังว่าญี่ปุ่นจะเข้ามาปลดแอกตนและหวังจะให้ญี่ปุ่นช่วยสู้เพื่อเอกราช จนกระทั่งช่วงท้ายสงครามจึงตระหนักว่าหวังผิดไปแล้วค่อยต่อสู้กับญี่ปุ่นด้วยฝรั่งเศสด้วยในช่วงสุญญากาศระหว่างการยุติสงคราม

สรุปก็คือ เกือบทั้งหมดนี้ไม่ว่าระดับหนึ่งล้วนแต่เป็นพวกสมคบกับญี่ปุ่นทั้งสิ้น แม้แต่ไทยจะเข้าร่วมกับญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ แต่ไทยก็ยังสู้กับการรุกรานของญี่ปุ่น ไม่เหมือนพวกเพื่อนบ้านที่เห็นพวกญี่ปุ่นเป็นพระมาโปรด

แต่แล้วพวกเพื่อนบ้านกลับโทษไทยว่าทำให้ญี่ปุ่นเข้ามารุกราน นี่เป็นเพราะประเทศพวกนี้แม้จะได้รับเอกราชแล้ว (โดยญี่ปุ่นช่วยไว้ด้วยซ้ำ) แต่เพราะรังเกียจที่ญี่ปุ่นแพ้และยังปลดแอกตัวเองจากวาทกรรมประวัติศาสตร์ของตะวันตก (ผู้ชนะ) ไม่ได้ จึงอำพรางความเกี่ยวข้องของตนกับญี่ปุ่น จากนั้นก็ชี้นิ้วมาที่ไทยว่าเป็น "แกะดำ" ที่ทำให้ทั้งภูมิภาค "ฉิบหายกันหมด เพราะเอ็งมันยอมญี่ปุ่นอยู่ประเทศเดียว" (ซะที่ไหน) 

พวกนี้ เพราะต้องการปลุกอารมณ์ชาตินิยมด้วยการสร้าง "เรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่ของบรรพชน" จึงยังพยายามปกปิดความอุบาทว์ของอดีตที่ผู้นำของขายแผ่นดินให้ฝรั่งกันเอง บางคนนั้นสมคบกับเจ้าอาณานิคมกดขี่ประชาชนตัวเองด้วยซ้ำ แต่เพื่อไม่ให้ประชาชนรู้ความชั่วช้าของตนเอง จึงชี้มาที่ไทยว่า "เพราะเอ็งนั้นแหละยึดเราเป็นเมืองขึ้นแล้วขายเราเพื่อแลกอิสรภาพตัวเอง"

ไอ้การโทษคนอื่นมันง่าย แต่การยอมรับความจริงมันยาก ดังนั้นการที่บางประเทศนั้นแม้จะก้าวหน้าทางวัตถุ แต่ก็ยังไม่เจริญทางสติปัญญา ก็เพราะขาดการมองเชิงวิพากษ์มาที่ตัวเอง 

บางประเทศนั้นวัตถุก็ไม่เจริญ สติปัญญาก็ไม่มี ดังนั้นจึงถูกสนตะพายได้ง่าย เมื่อเจ้านายเฆี่ยนตี มันก็พุ่งขวิดมาที่เราเท่านั้น

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ลุยปราบละเมิด-ปกป้องแบรนด์ไทยในต่างแดน พร้อมผลักดันไอเดียสร้างสรรค์ สู่ “ทุนทางเศรษฐกิจ” หนุนธุรกิจ-สินค้าชุมชนท้องถิ่นไทยเติบโต

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหน่วยงานสำคัญภายใต้กระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่ “คุ้มครอง-ส่งเสริม-ต่อยอด” ทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ทั้งสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงการปราบปรามการละเมิด และการผลักดันให้ผลงานสร้างสรรค์ของคนไทยถูกนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างคุ้มค่า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืน 

การที่กรมฯ ได้ “นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตามพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญ เพราะเธอเป็นข้าราชการสายเศรษฐกิจที่มีทั้งประสบการณ์การเจรจาการค้าและงานทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง ทำให้ได้รับความไว้วางใจว่าจะช่วยขับเคลื่อนภารกิจของกรมฯ ให้เดินหน้าอย่างเข้มแข็งบนเวทีทั้งในและต่างประเทศ

เส้นทางของเธอเริ่มต้นจากสายเศรษฐศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศ โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี Bachelor of Commerce and Administration สาขา Accounting และ Economics จาก Victoria University of Wellington ประเทศนิวซีแลนด์ จากนั้นศึกษาต่อด้าน Economic Development and International Trade ที่ University of Reading สหราชอาณาจักร ก่อนจบการศึกษาระดับปริญญาโท Master of Business Administration (MBA) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้มีทั้งฐานความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ การพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และมุมมองการบริหารจัดการสมัยใหม่ควบคู่กัน

ในด้านการทำงานราชการ เธอเริ่มต้นอาชีพเมื่อปี 2533 ในตำแหน่งนักเศรษฐกรและนักเจรจาการค้าที่กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ (ปัจจุบันคือกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ) ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมเจรจาการค้าของไทยในเวทีองค์การการค้าโลก (WTO) และการเจรจาทวิภาคีหลายชุด ช่วงปี 2546-2550 เธอได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง Minister Counselor ประจำคณะผู้แทนถาวรไทย ณ WTO ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ผลักดันผลประโยชน์ทางการค้าของไทยในเวทีพหุภาคีอย่างใกล้ชิด ประสบการณ์ในช่วงนี้ทำให้เธอเข้าใจลึกทั้งกติกาการค้าโลกและผลกระทบที่มีต่อผู้ประกอบการไทยในโลกจริง

ปี 2550 เธอย้ายเข้ามาร่วมงานกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ในตำแหน่งหัวหน้าหน่วย FTA/WTO ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการกองส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา ดูแลงานส่งเสริมการสร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงงานความร่วมมือระหว่างประเทศกับ WIPO, WTO และการเจรจาประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาในกรอบ FTA ต่าง ๆ 

เดือนกุมภาพันธ์ 2558 เธอได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งปรับปรุงประสิทธิภาพการคุ้มครองและการจดทะเบียนสิทธิ และผลักดันให้ภาคธุรกิจนำผลงาน IP ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์มากขึ้น ช่วงเดียวกัน เธอยังได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท./NRSA) ระหว่างเดือนตุลาคม 2558-กรกฎาคม 2560 ทำงานด้านข้อเสนอการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อพาประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ก่อนจะขยับขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในปี 2561 เพื่อสานต่อภารกิจด้านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่สำคัญของไทย

ต่อมา ภายหลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2566 มีการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงพาณิชย์ นางอรมนได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดูแลงานด้านโครงสร้างธุรกิจ การส่งเสริมธรรมาภิบาล และการใช้ข้อมูลธุรกิจสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ประสบการณ์ทั้งในบทบาทนักเจรจาการค้า ผู้บริหารกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำให้เธอ “เห็นภาพครบ” ตั้งแต่ระดับนโยบายการเปิดตลาดการค้าโลก โครงสร้างธุรกิจในประเทศ ไปจนถึงการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจ เมื่อได้รับโปรดเกล้าฯ ให้กลับมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เธอจึงเปรียบเปรยว่าการกลับมาครั้งนี้ “เหมือนได้กลับบ้านหลังเดิม” แต่เป็นบ้านที่ต้องรับมือกับโจทย์ใหม่ ๆ ในยุคดิจิทัล เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

หลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เธอประกาศเดินหน้านโยบาย “ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อธุรกิจ” ภายใต้กรอบ IP 4 All และ IP for Business โดยให้ความสำคัญกับการทำให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็น “ทุนทางเศรษฐกิจ” ที่ใช้ได้จริง โดยเฉพาะการผลักดันโครงการ “IP Financing” ซึ่งมุ่งประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาและนำมาใช้เป็นทุนหรือหลักประกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ผ่านความร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. และภาคการเงิน ในขณะเดียวกัน เธอสานต่อความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่กรมฯ ทำร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และศุลกากร โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลเพื่อเข้าถึงทั้งแหล่งผลิต แหล่งเก็บ และแหล่งจำหน่ายสินค้าละเมิด ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะของเจ้าหน้าที่ปราบปรามอย่างต่อเนื่อง

อีกด้านหนึ่ง กรมฯ ภายใต้การนำของนางอรมนยังเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกบนเวทีระหว่างประเทศ ทั้งการสานต่อและต่อยอดโครงการ “Trademark Monitor” ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อเฝ้าระวังการจดทะเบียนยี่ห้อไทยในต่างประเทศล่วงหน้า ช่วยเตือนและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยยื่นคัดค้านได้ทันเวลา ปกป้องแบรนด์ไทยจากการถูก “จดตัดหน้า” โดยต่างชาติ พร้อมวางทิศทางขยายความร่วมมือไปยังตลาดสำคัญอย่างจีนและอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เธอยังให้ความสำคัญกับ “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” (GI) ในฐานะเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจฐานราก โดยชี้ว่าผลิตภัณฑ์ GI ไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร เป็นหลักฐานสำคัญว่าคุณภาพและอัตลักษณ์ท้องถิ่นของไทยสามารถแข่งขันในตลาดนานาชาติได้อย่างภาคภูมิ และสามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

จากเส้นทางการทำงานกว่า 3 ทศวรรษ ทั้งในฐานะนักเจรจาการค้า ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา และผู้บริหารระดับสูงหลายกรม “นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม” จึงเป็นภาพสะท้อนของ “ข้าราชการมืออาชีพ” ที่ผสานมุมมองเชิงกติกาการค้าโลกเข้ากับการออกแบบนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีวิสัยทัศน์ เธอไม่ได้มองทรัพย์สินทางปัญญาเพียงในมิติของกฎหมายและการบังคับใช้ แต่ยกระดับให้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ช่วยให้ธุรกิจไทยและสินค้าชุมชนท้องถิ่นเติบโตได้จริง ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของผลงาน และการสร้างสภาพแวดล้อมการค้า-การลงทุนที่เป็นธรรม เมื่อประกอบกับความมุ่งมั่นที่จะสานต่อนโยบายเดิมให้ไม่สะดุด ต่อยอดแนวคิดใหม่ ๆ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และเปิดพื้นที่ความร่วมมือกับทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ทำให้เธอเป็นผู้นำกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนสามารถไว้วางใจได้ว่า “เสียงของนักคิด-นักสร้างสรรค์ไทย” จะได้รับการปกป้อง และถูกแปลงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพ

ทีมนักวิชาการ มธ.วิจัยพัฒนาผ้าไทยชุมชน “ตำบลก้อ แม่ปิง ลำพูน” สืบสานพระราชปณิธานฯ พระพันปีหลวง ต่อยอดลวดลาย-การตัดเย็บ-เทคนิคใหม่ให้สินค้าชุมชน สร้างรายได้-ความยั่งยืน ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ผศ. ดร.วุฒิไกร ศิริผล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จากปี 2567 พบว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมากกว่า 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และยังสร้างการจ้างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมแฟชั่น และวงการผ้าไทยเติบโต ที่ยังเป็นที่ต้องการของตลาด

สำหรับการเติบโตของวงการผ้าไทย ถือเป็นมรดกจากพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ทั้งการสร้างบรรยากาศที่ดีต่อผ้าไทย การใช้งานผ้าไทย ทรงเป็นแบบอย่างในการใช้ผ้าไทย และที่สำคัญสร้างให้เป็นอาชีพที่มั่นคงให้กับคนไทย

ผศ. ดร.วุฒิไกร กล่าวว่า เพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธานตามแนวทางพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประกอบกับโอกาสทางเศรษฐกิจ และความต้องการในการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทีมวิจัยคณะศิลปกรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จึงได้ร่วมกันดำเนินโครงการวิจัยการพัฒนาแนวคิดการออกแบบแบบองค์รวม เพื่อการพัฒนาสินค้าหัตถกรรมชุมชน กรณีศึกษาสิ่งทอของ ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน ชุมชนแห่งเดียวในอุทยานแห่งชาติแม่ปิง เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมอาชีพของคนในชุมชน

สำหรับโครงการวิจัยนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมของ ผศ. ดร.วุฒิไกร และ ดร. นลินี เนติธรรมากร หัวหน้าสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของชุมชนมีมูลค่าสูงขึ้น และใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติอย่างเหมาะสม เพื่อลดโอกาสในการเกิดไฟป่า อันจะนำไปสู่ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 รวมถึงในแง่ของวิชาการก็จะเป็นการพัฒนากรอบแนวคิด (Framework) ในการทำงานด้านการออกแบบร่วมกับชุมชน เพื่อให้ในอนาคตสามารถถูกนำไปใช้ต่อยอด และสร้างประโยชน์ในวงกว้างเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ชุมชน ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีความพิเศษคือกระบวนการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถทำได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำภายในชุมชนเอง ทั้งการปลูกฝ้าย การทำให้เป็นเส้นใย การทอ การตัดเย็บ ไปจนถึงการจำหน่าย ด้วยกระบวนการผลิตนี้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุน และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ส่วนหนึ่ง ทีมวิจัยจึงเข้าไปให้ความรู้และพัฒนาทักษะคนในชุมชน เช่น การอบรมในการทำลวดลายผ้า การตัดเย็บ เทคนิคการทำแบบใหม่ ฯลฯ และอีกส่วนคือการออกแบบผลิตภัณฑ์ของชุมชน ได้แก่ การย้อมสีโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ อาทิ เปลือกต้นประดู่ เปลือกต้นเพกา ฯลฯ จากนั้นนำไปแปรรูปเป็นผ้าทอ ก่อนพัฒนาเป็นเครื่องแต่งกาย เพื่อให้ชุมชนมีรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ นอกจากนี้ ยังมีการมอบอุปกรณ์อย่างจักรเย็บผ้า และอุปกรณ์ย้อมผ้าให้ด้วย

ผศ. ดร.วุฒิไกร กล่าวว่า ผลจากการดำเนินการดังกล่าวได้ทำให้คนในชุมชน ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีทักษะในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เพิ่มขึ้น ภายใต้การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ในเป้าหมายที่ 11 เมืองและชุมชนยั่งยืน เป้าหมายที่ 12 การผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ และเป้าหมายที่ 15 การปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน

“ที่ผ่านมาก็มีการนำผลงานเครื่องแต่งกายจากงานวิจัยชิ้นนี้ไปจัดแสดงในหลายๆ แห่งแล้ว เช่น Bangkok Design Week งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ และช่วงปลายปีนี้ก็จะมีไปจัดแสดงที่งาน Chiangmai Design Week ส่วนปัจจุบันมีการจัดแสดงอยู่ที่ธรรมศาสตร์” ผศ. ดร.วุฒิไกร ระบุ

อนึ่ง ปัจจุบันผลงานเครื่องแต่งกายจากการวิจัยดังกล่าว ถูกจัดแสดงรวมกับอีกกว่า 40 ผลงานจากหลากหลายคณะสายสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ในงานนิทรรศการหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน (SDGs) Phase 2 ในธีม “เมืองและชุมชนยั่งยืน” ที่จัดขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568-ก.พ. 2569 ณ SDG Lab อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ทุกวันอังคาร และวันพฤหัสบดี ตั้งแต่ 10.00-16.00 น. โดยผู้ที่สนใจสามารถจองเพื่อเข้าชมนิทรรศการได้ที่ https://forms.gle/n9a4z3HYqzskLeLh8

สำหรับงานนิทรรศการครั้งนี้ เป็นการจัดแสดงผลงานเพื่อถ่ายทอดแนวคิดความยั่งยืน ผ่านมุมมองของมนุษย์ สังคม และวัฒนธรรม โดยแบ่งเป็น 5 โซนสำคัญ ได้แก่ 

1. โซนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งด้าน Mitigation และ Adaptation 
2. โซนเกี่ยวกับเมืองและชุมชนยั่งยืน 
3. โซนด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและนวัตกรรมเพื่อการผลิตที่ยั่งยืน 
4. โซนด้านความยั่งยืนด้านเกษตร อาหาร และสุขภาพ 
5. โซนความหลากหลาย ความเป็นธรรม ความครอบคลุม ประเด็นด้านมนุษยศาสตร์ศิลปวัฒนธรรม ชาติพันธุ์

ลองคำนวณเล่นๆ เงินเดือน–ทีมงาน สส. เดือนละ 2 แสนกว่า ปีนึงรัฐจ่ายให้ 500 คน เกิน 1,455 ล้าน บำนาญ สส. สูงสุดแตะเกือบ 8 หมื่น แต่ข้าราชการทำงาน 33 ปี ได้แค่ 15,000 บ.

(21 พ.ย. 68) นายเฉลียว คงตุก หรือ “นายหัวแมน” หรือที่รู้จักกันในนาม “นายหัวไทร” โพสต์เฟซบุ๊กว่า ว่างๆ ลองคำนวณดูว่า เราจ่ายเงินเดือนให้ สส.ปีละเท่าไหร่ รวมถึงบำนาญ สส.ด้วย
นักการเมืองสส.ได้ร่วมกันออกกฎหมายให้สิทธิ์ สส. (ตัวเอง)ให้ได้รับเงินบำนาญ ตามระยะเวลาการเป็น สส. ดังนี้

- เป็น สส. ๒ ปีรับบำนาญ ๒๒,๗๑๒ บาท
- เป็น สส ๓ ปีรับบำนาญ ๓๔,๐๖๘ บาท
- เป็น สส. ๗ ปี รับบำนาญ ๔๕,๔๒๔ บาท
- เป็น สส, ๑๑ ปี รับบำนาญ ๕๘,๒๘๐ บาท
- เป็น สส ๑๕ ปี รับบำนาญ. ๖๘,๑๓๖ บาท
- เป็น สส. ๒๐ ปี รับบำนาญ ๗๙,๔๙๒ บาท
"ข้อมูลเงินบำนาญข้าราชการ"
ผมรับราชการนาน ๓๓ ปี มีสิทธิ์ได้รับบำนาญ ๑๕,๐๐๐ บาท "มันยุติธรรม กันดีอยู่หรือ...."
#เงินเดือนสส.

รัฐต้องจ่าย เงินเดือน ส.ส.ต่อ 1 คน ตกเดือนละ = 242,560 บาท
เงินเดือน ส.ส. 71,230
+เงินเพิ่ม 42,330
รวม = 113,560
(ยังไม่รวมเบี้ยประชุมอีกวันละ 1,500 บาท +ข้าวฟรีมื้อละ 1000 บาท)
สส.1 คน ยังรับคนของตัวเองมาทำงานได้อีก 8 คน ดังนี้
- ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว 1 คน เงินเดือน 24,000 บาท
- ผู้ชำนาญการประจำตัว 2 คน เงินเดือน 15,000 x 2 = 30,000
- ผู้ช่วยดำเนินงานอีก 5 คน 15,000 x 5 = 75,000 บาท

สรุป สส. 1 คน + ผู้ติดตาม = 242,560 บาท ต่อเดือน
#ต่อปี ต้องจ่ายให้ สส. 1 คน คือ 2,910,720 บาท
ถ้า สส.ทั้งหมด 500 คน ตกเดือนละ
= 121,280,000 บาท
ปีละ หนึ่งพันสี่ร้อยห้าสิบห้าล้าน..บาท
= 1,455,360,000 บาท
ในแต่ละปี รัฐบาลต้องจ่ายเงินเดือนให้ สส. และผู้ติดตาม สส.จำนวนมาก..??

สนง.เกษตรฉะเชิงเทรา จัดอบรมพัฒนาการผลิต “มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า” พร้อมถ่ายทอดความรู้มาตรฐาน GAP การแปรรูปและจัดการเศษวัสดุ ยกระดับคุณภาพ-รายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

(21 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา สำนักงานเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา นางวิภา จิระวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดโครงการกิจกรรมถ่ายทอดความรู้การพัฒนาการผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพตามระบบมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice)

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อสร้างเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นกิจกรรมหลักในการพัฒนาศักยภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอมบางคล้า

การอบรมครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายคือ วิสาหกิจชุมชนมะพร้าวน้ำหอมจังหวัดฉะเชิงเทรา และเกษตรกรในพื้นที่อำเภอบางคล้า จำนวน 20 ราย โดยได้รับความรู้ในเรื่องการจัดการสวนมะพร้าวเพื่อพัฒนาการผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพ

วิทยากรผู้บรรยายให้ความรู้ประกอบด้วย อาจารย์ ดร.พงษ์เพชร พงษ์ศิวาภัย อาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่บรรยายในเรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร และ นายวัชรินทร์ จำนงธรรม นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรปราจีนบุรี

กิจกรรมดังกล่าวได้รับงบประมาณสนับสนุนจากแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้กระบวนการผลิตสินค้าเกษตรมีคุณภาพและได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด เป้าหมายสำคัญคือการให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าเกษตรตามระบบการจัดการคุณภาพ GAP เพิ่มมากขึ้น และมีการขอใช้ ตราสัญลักษณ์ GI (Geographical Indication) เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มพูนความรู้ในการ แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และการ จัดการกับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ในด้านการพัฒนาคุณภาพการผลิตที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย ทั้งต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอด สร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top