‘อ.อักษรศรี’ ถอดรหัส ‘สี จิ้นผิง’ กับบทบาทผู้สร้างระเบียบโลกใหม่ ยืนหยัดต่อกรชาติตะวันตก “ยิ่งโดนทุบยิ่งแกร่ง” ด้วยยุทธศาสตร์ 4 มิติ - ควบคุมแร่หายาก

คำพูดของนโปเลียนที่ว่า "ปล่อยให้จีนหลับใหลต่อไป เพราะเมื่อจีนตื่นขึ้นมาโลกจะสั่นสะเทือน" ดูเหมือนจะเป็นจริงในยุคของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้ที่ไม่เพียงปลุกยักษ์ใหญ่ให้ตื่น แต่ยังทำให้จีนก้าวออกมาเปลี่ยนกติกาของโลกอย่างแท้จริง

รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของจีนในการผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจโลก เอาไว้อย่างน่าสนใจ

จากการเก็บตัวสู่การผงาด: 3 ยุคของผู้นำจีน

การเข้าใจยุทธศาสตร์ของสี จิ้นผิงต้องย้อนดูวิวัฒนาการผู้นำจีนในอดีต ยุคเหมาเจ๋อตุงคือยุคของการโดดเดี่ยวตัวเอง จีนแทบไม่คบค้ากับโลกตะวันตก จนมาถึงยุคเติ้งเสี่ยวผิงที่เปลี่ยนเกมด้วยนโยบาย "ปฏิรูปและเปิดประเทศ" ภายใต้แนวคิด "ใครรวยได้รวยก่อน" และหลักการ "เก็บตัวเงียบๆ พัฒนาตัวเองให้แข็งแรงก่อน"

แต่ยุคของสี จิ้นผิงต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาคือ "Game Changer" ตัวจริง ผู้ที่เลิกเล่นตามกติกาของตะวันตกและเริ่มเขียนกติกาของตัวเอง ภายใต้วิสัยทัศน์ "การฟื้นฟูชาติครั้งยิ่งใหญ่" หรือ "Make China Great Again" ฉบับจีน

กลยุทธ์ "ยิ่งทุบยิ่งแกร่ง"

สิ่งที่น่าสนใจคือแนวคิด "ยิ่งโดนทุบจีนยิ่งแกร่ง" เมื่อสหรัฐและพันธมิตรกีดกันจีนด้านเทคโนโลยีชิปเซมิคอนดักเตอร์ แทนที่จีนจะอ่อนแอลง กลับกลายเป็นแรงผลักดันมหาศาล ทำให้รัฐบาลจีนมีเหตุผลชอบธรรมในการทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการสร้างความสามัคคีและเร่งเครื่องนวัตกรรมภายในประเทศ

ยุทธศาสตร์ 4 มิติที่เชื่อมโยงกัน

ความแตกต่างสำคัญของสี จิ้นผิงคือการมองยุทธศาสตร์แบบองค์รวม ไม่แยกส่วน โดยเชื่อมโยง 4 มิติเป็นระบบเดียว ได้แก่ เศรษฐกิจ การต่างประเทศ เทคโนโลยี และความมั่นคง การเคลื่อนไหวในมิติหนึ่งมักส่งผลต่อมิติอื่นๆ เสมอ

โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) เป็นตัวอย่างชัดเจน จากเส้นทางสายไหมบนบกและทะเลขยายสู่ Digital Silk Road, Polar Silk Road และ Global Governance Initiative ที่พยายามสร้างระเบียบโลกใหม่ในสไตล์จีน ขณะเดียวกันก็สร้างพันธมิตรกับประเทศ Global South ผ่านกลไก BRICS เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับขั้วตะวันตก

5 เส้นแดงที่ห้ามล้ำ

สี จิ้นผิงมีเส้นแดงที่ชัดเจน 5 ประเด็น ซึ่งไม่ใช่แค่นโยบายต่างประเทศ แต่เป็นเสาหลักที่ค้ำจุนความชอบธรรมในการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้แก่ ไต้หวัน ฮ่องกง ทะเลจีนใต้ ซินเจียง และทิเบต

ไต้หวัน เป็นประเด็นร้อนแรงที่สุด เหตุการณ์ที่น่าสนใจคือการซ้อมรบรอบเกาะไต้หวันเมื่อตุลาคม 2024 ที่หน่วยยามฝั่งจีนโพสต์เส้นทางลาดตระเวนเป็นรูปหัวใจพร้อมข้อความ "สวัสดีที่รัก" มันเป็นสงครามจิตวิทยาที่ชาญฉลาด สำหรับโลกคือการแสดงพลังทางทหาร แต่สำหรับประชาชนจีนคือสัญลักษณ์การโอบกอดพี่น้องที่พลัดพราก

นับตั้งแต่การเยือนจีนของประธานาธิบดีนิกสันปี 1972 สถานะของไต้หวันในเวทีโลกลดลงเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีเพียง 11+1 ประเทศที่ยังรับรอง และต้องใช้ชื่อ "Chinese Taipei" ในองค์กรระหว่างประเทศ

อาวุธลับ: แร่หายาก

หมัดเด็ดของจีนคือการควบคุมห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก (Rare Earth) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุปกรณ์ไฮเทคทุกชนิด จีนควบคุม 50% ของแหล่งสำรองโลก, 92% ของการแปรรูป และ 98% ของการผลิตแม่เหล็กถาวร แม้ประเทศอื่นจะเปิดเหมืองได้ ก็ยังต้องส่งแร่มาให้จีนแปรรูปอยู่ดี

สำหรับไทย การกระโจนเข้าสู่ห่วงโซ่นี้อาจ "ได้ไม่คุ้มเสีย" เพราะกระบวนการทำเหมืองและถลุงแร่สร้างมลพิษร้ายแรงและกากกัมมันตรังสี ขณะที่เราไม่มีความเชี่ยวชาญในการแปรรูป การแลกพื้นที่สีเขียวกับโรงงานที่อาจสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในห่วงโซ่ที่จีนกุมอำนาจอยู่แล้ว จึงเป็นคำถามที่ต้องคิดให้รอบคอบ

จีน-ไทย-กัมพูชา: ความสัมพันธ์ที่แตกต่าง

การเลือกใช้คำของสี จิ้นผิง สะท้อนมุมมองที่แตกต่าง กับไทยใช้คำว่า "จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน" เน้นความเป็นมิตรและประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่กับกัมพูชาใช้คำว่า "จงรักภักดีเหมือนหุ้มเกราะ" (Ironclad) สะท้อนบทบาทพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่กัมพูชามักเป็นกระบอกเสียงให้จีนในอาเซียน

อย่างไรก็ตาม จีนยืนยันว่าไม่สนับสนุนให้กัมพูชาต่อสู้กับไทย และสนับสนุนให้อาเซียนเป็นกลไกแก้ปัญหา แสดงว่าจีนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของอาเซียนเป็นภาพใหญ่

การทูตนางพญาหงส์: ทางออกสำหรับไทย

ดร.อักษรศรี เสนอแนวทาง "การทูตนางพญาหงส์" สำหรับไทย ซึ่งต่างจากการทูตพิราบขาวที่อ่อนข้อเกินไป และการทูตเหยี่ยวที่แข็งกร้าวจนสร้างศัตรู 

การทูตนางพญาหงส์เปรียบเสมือนหงส์ที่สวยสง่า ลอยตัวนุ่มนวล แต่หวงแหนอาณาเขตและพร้อมสู้เพื่อปกป้องลูก คือการแสดงออกอย่างเป็นมิตร แต่ทำงานหนักเบื้องหลัง สร้างอำนาจต่อรองด้วยข้อมูลและความร่วมมือ ไม่ใช่เผชิญหน้าอย่างเดียว

ยกตัวอย่างกรณีแม่น้ำโขง แทนที่จะยอมรับการสร้างเขื่อนเงียบ ๆ หรือประณามอย่างแข็งกร้าว ควรกล่าวชื่นชมความร่วมมือ ขณะเดียวกันก็รวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ สร้างแนวร่วมกับประเทศลุ่มน้ำโขง แล้วนำเสนอข้อมูลบนโต๊ะเจรจาอย่างมีชั้นเชิง

Generation Xi: ตัวแปรแห่งอนาคต

คำถามสำคัญคือ เมื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตในยุคจีนรุ่งเรืองที่สุด ไม่เคยเห็นความยากจน ไม่เคยรู้สึกต้องเก็บตัว แต่เต็มไปด้วยความรักชาติและภาคภูมิใจ เมื่อพวกเขาก้าวขึ้นมามีอำนาจ จะสานต่อเกมยาวของจีนอย่างไร? นิยามคำว่า "ชัยชนะ" และ "การฟื้นฟูชาติ" จะยังเหมือนเดิมหรือจะเปลี่ยนไป?

นี่คือคำถามที่จะกำหนดอนาคตของระเบียบโลกในทศวรรษข้างหน้า และเป็นประเด็นที่ทุกประเทศ รวมทั้งไทย ต้องเฝ้าติดตามและเตรียมพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิด

เพราะฉะนั้น สี จิ้นผิง จึงไม่ใช่แค่ผู้นำจีน แต่เป็นผู้เปลี่ยนเกมการเมืองโลก ด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาว ยุทธศาสตร์แบบองค์รวม และความเด็ดขาดในเส้นแดงสำคัญ สำหรับไทย การหาจุดสมดุลระหว่างความเป็นมิตรกับความเด็ดเดี่ยว ผ่าน "การทูตนางพญาหงส์" คือทางออกที่ชาญฉลาดในการอยู่รอดและเจริญท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ