Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

ลำปาง-มทบ.32 และหน่วยงานสังกัดกระทรวงกลาโหม เปิดบ้านต้อนรับหัวหน้าส่วนราชการ ในกิจกรรมประชุมสภากาแฟ ครั้งที่ 10/2568 

(12 พ.ย. 68) เวลา 07.00 น. มณฑลทหารบกที่ 32 พร้อมด้วยหน่วยทหารในสังกัดกระทรวงกลาโหมพื้นที่จังหวัดลำปาง ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมประชุมสภากาแฟ ครั้งที่ 10/2568 ประจำเดือนพฤศจิกายน ณ บริเวณพิพิธภัณฑ์บ้านป่องนัก ค่ายสุรศักดิ์มนตรี อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง

โดยมี นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธานเปิดการประชุมหารือข้อราชการอย่างไม่เป็นทางการ โอกาสนี้คณะผู้บริหาร หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก ท่ามกลางความงดงามของพิพิธภัณฑ์บ้านป่องนัก แหล่งท่องเที่ยวอันทรงคุณค่าของหน่วยทหาร และบรรยากาศที่เย็นสบาย สายหมอกบางๆหลังฝนโปรยปรายติดต่อกันหลายวันที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เกิดความประทับใจต่อผู้ร่วมกิจกรรมเป็นอย่างมาก     

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 มอบหมายให้ พันเอก สุกิจ ภิญโญ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32, พันเอก พิทยา ราชะพริ้ง รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดลำปาง พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา และผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดลำปาง คณะนายทหาร ร่วมให้การต้อนรับ ตลอดจนได้จัดแสดงนิทรรศการผลการดำเนินงาน ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหม ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับทราบถึงภารกิจและผลการปฏิบัติงานที่สำคัญ ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การบูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนและจังหวัดลำปางต่อไป

191 บุกทลายคลังยานรกกลางกรุง! ยึดยาบ้า 10 ล้านเม็ด มูลค่าครึ่งพันล้าน – ขยายผลเชื่อมขบวนการใหญ่ข้ามชาติ”

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่อาคารศึกษาฝึกอบรม กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) หรือ “191” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ., พ.ต.อ.วสันต์ ธวัชชัยวิรุตษ์ ผกก.สายตรวจ, พ.ต.ท.วสุเทพ ใจอินทร์ รอง ผกก.สายตรวจ และ พ.อ.วิรุฬห์ ชัยสุวิรัตน์ จากหน่วยข่าวกรองทางทหาร กองทัพบก แถลงผลการปฏิบัติการทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ ยึดยาบ้าได้มหาศาลกว่า 10 ล้านเม็ด

ตำรวจ 191 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ น.ส.เมรินทร์ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี น.ส.ศิริรัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันกับพวกที่ยังหลบหนี จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”

ของกลางที่ตรวจยึดได้ประกอบด้วย ยาบ้า 50 กระสอบ รวมกว่า 10 ล้านเม็ด รถยนต์ Toyota Vios สีขาว 1 คัน รถยนต์ Chevrolet Colorado สีขาว 1 คัน รถยนต์ Toyota Fortuner สีดำ 1 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน รวมมูลค่าของกลางกว่า 500 ล้านบาท

พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในผลสำเร็จของยุทธการปราบยาเสพติดเชิงรุกตามนโยบายรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย บก.สปพ. ได้ใช้เทคโนโลยีข่าวกรองติดตามพฤติกรรมผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิด ก่อนเข้าจู่โจมตรวจค้นและยึดของกลางได้ทั้งหมด เตรียมขยายผลต่อเนื่องไปยังต้นตอเครือข่าย ซึ่งคาดว่าเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาระดับประเทศเพื่อนบ้าน

“ยานรก 10 ล้านเม็ดนี้ ถ้าเล็ดรอดออกไปสู่ท้องถนน คือหายนะของสังคมไทย เราจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นเด็ดขาด” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

50 ปีความสัมพันธ์ที่ลึกกว่าการทูต เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จฯ ไม่ใช่เพียงแค่พิธีการเท่านั้น แต่คือกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือระยะยาว

เดือนพฤศจิกายน 2568 จะเป็นเดือนพิเศษของความสัมพันธ์ไทย-จีน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน ในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน (พ.ศ. 2518-2568)

แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ บทบาทของราชวงศ์ไทยในความสัมพันธ์กับจีนไม่ได้เป็นเพียง "สัญลักษณ์ทางการทูต" แต่คือ กลไกขับเคลื่อนความร่วมมือจริงจัง ในมิติวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และประชาชนต่อประชาชน (people-to-people) ที่สื่อมวลชนยังเล่าไม่มากนัก

1. เมืองรองบนเส้นทางสายไหม: ซีอาน-ลั่วหยาง-หลงเหมิน
การเสด็จเยือนจีนของราชวงศ์ไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ในฐานะเมืองท่าการทูต แต่มุ่งลงลึกสู่ "หัวใจอารยธรรม" ที่แท้จริง

ตัวอย่างสำคัญคือการเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อเดือนตุลาคม 2543 ที่ไม่ได้หยุดแค่ปักกิ่ง แต่ทรงเสด็จฯ ถึงซีอาน (เมืองหลวงเก่าของราชวงศ์ถัง) และลั่วหยาง (ถ้ำหลงเหมิน ศูนย์กลางพุทธศิลป์ยุคเว่ย-ถัง)

การเสด็จฯ ครั้งนี้วาง "หมุดหมายทางวัฒนธรรม" ที่เชื่อมสายใยพุทธศาสนาและอารยธรรมโบราณของทั้งสองประเทศ ซึ่งลึกซึ้งกว่าการประชุมทางการทูตเป็นร้อยเท่า

2. บันทึกการเดินทาง = ทุนทางวัฒนธรรมระยะยาว
งานเขียนของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เช่น หนังสือ *Treading the Dragon Land* (เหยียบแผ่นดินมังกร) และชุดแปล *Verses of Clear Jade* (บทกวีหยกใส) ทำหน้าที่เป็น "สื่อสารมวลชนเชิงวัฒนธรรม" ระยะยาว

งานเขียนเหล่านี้ไม่ใช่แค่บันทึกการเดินทาง แต่คือการสร้าง soft power ที่ทำให้คนไทยเข้าใจจีนในมิติที่ลึกกว่าข่าวการเมืองหรือเศรษฐกิจ และทำให้คนจีนเห็นไทยในฐานะประเทศที่เข้าใจและให้คุณค่ากับอารยธรรมของพวกเขา

3. เครือข่ายวิทยาศาสตร์ข้ามพรมแดน
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ระหว่างไทยกับจีน โดยเฉพาะใน ด้านยา ชีวการแพทย์ และห้องแล็บร่วม

ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือระหว่าง Chinese Academy of Sciences (CAS) กับ Chulabhorn Royal Academy ซึ่งเป็นเครือข่ายที่แลกเปลี่ยนนักวิจัย ข้อมูลวิจัย และพัฒนายาสมุนไพรร่วมกัน

นี่คือความร่วมมือที่ "เห็นผลจริง" ไม่ใช่แค่การลงนามบันทึกความเข้าใจที่ไม่มีการติดตาม

4. แผนที่-ข้อมูล-อวกาศ: ยุคใหม่ของความร่วมมือ
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์สิรินธร (SCGI - Sirindhorn Center for Geo-Informatics) เป็นโมเดลความร่วมมือไทย-จีนด้านข้อมูลเชิงพื้นที่ การเตือนภัย ภูมิอากาศ และการจัดการทรัพยากร

ระบบนี้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมจีน (เช่น Gaofen series) ร่วมกับดาวเทียมไทยและต่างประเทศ เพื่อติดตามน้ำท่วม ไฟป่า การเปลี่ยนแปลงสภาพป่า และวางแผนพัฒนาเมือง

ในยุคที่ข้อมูลคือพลัง ความร่วมมือแบบนี้คือ "ความมั่นคงแบบใหม่" ที่ไม่ได้พูดถึงกันบ่อยนัก

5. "กู่เจิงการทูต": เมื่อดนตรีเป็นภาษาสากล
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงมีพระวิสูตรในการบรรเลงกู่เจิง (เครื่องดนตรีจีนโบราณ) สร้าง soft power เชิงสุนทรียะ ที่เชื่อมโยงศิลปวัฒนธรรมจีน-ไทยในระดับที่ลึกซึ้ง

การบรรเลงกู่เจิงของพระองค์ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงพิธีการ แต่เป็นการสร้างวงจรแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดโครงการแลกเปลี่ยนนักดนตรี การแสดงศิลปะร่วม และการอนุรักษ์ดนตรีโบราณของทั้งสองประเทศ

6. พยานประวัติศาสตร์ฮ่องกง 1997
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงร่วมเหตุการณ์สำคัญในการส่งมอบฮ่องกงจากอังกฤษคืนสู่จีนในปี 1997 และทรงเรียบเรียงเป็นหนังสือ *A Return to Motherland of China* (พ.ศ. 2541)

หนังสือเล่มนี้เป็นมากกว่าบันทึกประวัติศาสตร์ มันคือ "การยืนยันความเข้าใจ" ของไทยต่อความรู้สึกของชาติจีนในเหตุการณ์สำคัญยุคหนึ่ง และเป็นการสร้างทุนความไว้วางใจระยะยาว

7. สะพานศรัทธา: พระทันตธาตุจากปักกิ่งสู่กรุงเทพฯ
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้คือ การอัญเชิญพระทันตธาตุจากวัดหลิงกวง ปักกิ่ง มาประดิษฐานชั่วคราว ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2568

เหตุการณ์นี้เชื่อมใจประชาชนสองประเทศในระดับศรัทธาและความเชื่อ ซึ่งลึกกว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจหรือการเมือง นี่คือ "การทูตเชิงจิตวิญญาณ" ที่สร้างความผูกพันที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

8. สิบสองปันนา (XTBG): ห้องทดลองธรรมชาติลุ่มโขง
สวนพฤกษศาสตร์เขตร้อนสิบสองปันนา (Xishuangbanna Tropical Botanical Garden - XTBG) ในมณฑลยูนนาน เป็นฐานความร่วมมือวิจัยด้านพฤกษศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และชาติพันธุ์ (ไทลื้อ/ได่) ระหว่างไทยกับจีน

พื้นที่นี้เป็นมากกว่าห้องแล็บ มันคือ "จุดเชื่อมเครือข่ายลุ่มโขง" ที่ไทยและจีนร่วมมือกับลาว พม่า เวียดนาม และกัมพูชา ในการจัดการทรัพยากรน้ำ ป่าไม้ และความหลากหลายทางชีวภาพ

ทั้งนี้ จะเห็นได้ชัดว่า การเสด็จฯ ของราชวงศ์ไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การถ่ายรูปร่วมกับผู้นำจีน แต่สร้างเป็น สถาบันความร่วมมือที่ยั่งยืน เช่น SCGI, Joint Labs ระหว่าง CAS กับ Chulabhorn Royal Academy, โครงการแปลวรรณกรรมร่วม นี่คือความร่วมมือที่ "มองเห็นได้ สัมผัสได้" ในชีวิตจริง

การเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในเดือนพฤศจิกายน 2568 จึงไม่ได้เป็นเพียงการฉลองครบรอบ 50 ปี แต่คือ "การเปิดตัวระยะใหม่" ที่จะทำให้ข้อริเริ่มด้านวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนเยาวชน ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว "ติดเครื่อง" เร็วขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว 50 ปีของความสัมพันธ์ไทย-จีนสอนเราว่า บทบาทของราชวงศ์ไทยไม่ได้เป็นเพียงการตกแต่งทางการทูต แต่คือ "เครื่องมือเชิงกลยุทธ์" ที่สร้างความร่วมมือในมิติที่รัฐบาลทำได้ยากหรือทำไม่ได้ และนับแต่อดีตได้พิสูจน์ชัดแล้วว่า ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดไม่ได้วัดจากจำนวนข้อตกลงที่ลงนาม แต่วัดจาก "คุณภาพของความเข้าใจและความไว้วางใจ" ที่สร้างขึ้นมาร่วมกัน และนั่นคือสิ่งที่ราชวงศ์ไทยทำให้ประเทศไทยอย่างที่ไม่มีใครทำแทนได้

'ชัช เตาปูน' ย้ำจุดยืน "ทำเพื่อชาติ-ไม่หวังยิ่งใหญ่" พร้อมจับมือ 'พีระพันธุ์' ขับเคลื่อน รทสช. ลั่นขอสู้ต่อเพื่ออนาคตลูกหลาน ต้านคนขายชาติเอาประโยชน์ส่วนตน

‘ชัช เตาปูน’ ครบรอบ 82 ปี ย้ำจุดยืน "รักชาติ-ตรงไปตรงมา - ไม่หวังยิ่งใหญ่" ยก "พีระพันธุ์" ดีเอ็นเอคล้ายกัน พร้อมจับมือเดินหน้าขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่ออนาคตลูกหลานไทย

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 บรรยากาศที่บ้านพักย่านบางซื่อเป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 82 ปี ของนายชัชวาลล์ คงอุดม (ชัช เตาปูน) เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมีบุคคลหลากหลายวงการและมวลชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมอวยพรอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรีฐวิภาค หัวหน้าพรรค และสมาชิกพรรค อาทิ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรค นายสามารถ มะลูลีม รองหัวหน้าพรรค นายโกวิทย์ ธารณา รองหัวหน้าพรรค นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรค ร.ต.อ.หญิงอัยรดา บำรุงรักษ์ รองเลขาธิการพรรค นาวาอากาศตรี ดร.ปุญณัฐส์ นำพา รองเลขาธิการพรรค นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรค นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรค

นอกจากนี้ยังมี นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พลตำรวจโทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายจารึก ศรีอ่อน อดีต สส.จันทบุรี พรรคพลังท้องถิ่นไท ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม อดีตหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท พ.ต.อ.ศรายุทธ มั่งเรือน ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.น.2 นายประนอม โพธิ์คำ อดีต สส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคพลังท้องถิ่นไท นายธนวัฒน์ งามผิว ผู้บริหารบริษัท PROMMES SHIPPIRO SERVICE และนายยศวริศ ชูกล่อม (เจ๋ง ดอกจิก) เป็นต้น

จากนั้นในเวลา 10.45 น. มีการประกอบพิธีทางสงฆ์ โดยพระสงฆ์จากวัดพุทธพรหมยาน จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 5 รูป นำสวดมนต์ประกอบด้วย บทสวดนโมการอัฏฐกคาถา (นะโม 8 บท) และบทสวดนมัสการพระอรหันต์ 8 ทิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทสวดนมัสการพระอรหันต์ 8 ทิศ ได้มีการสวดด้วยทำนองสรภัญญะ ซึ่งทั้งสองบทครอบคลุมเรื่องความสิริมงคลและปกป้องคุ้มครอง

นายชัชวาลล์ได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่ยังคงไม่ลืมกัน โดยระบุว่าทุกปีจะมีผู้คนเดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก ทั้งที่มาจากทางใต้ ทางเหนือ และทางอีสาน ทำให้ตนรู้สึกดีใจที่มีความผูกพันและได้รับความรู้สึกที่ดีจากทุกคนเสมือนเป็นกัลยาณมิตรที่เหนียวแน่นมาโดยตลอด ความผูกพันนี้เกิดขึ้นจากการที่ตนเองทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคยทำสิ่งที่ไม่ดี และพร้อมทำทุกอย่างที่สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้

นายชัชวาลล์ได้กล่าวถึงนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยเปิดเผยว่า ทราบว่านายพีระพันธุ์รู้สึกประทับใจในตน เนื่องจากเป็นคนที่มีความมั่นคงและตรงไปตรงมา นายชัชวาลล์ยืนยันว่าในฐานะผู้ชาย เมื่อพูดแล้วก็ต้องทำ หากทำไม่ได้ก็จะไม่พูด ทำให้ผู้คนที่คบหาไม่ต้องระแวงและสามารถไว้วางใจได้ พร้อมทั้งชี้ว่านายพีระพันธุ์เป็นคนที่มีความรู้สึกรักชาติ รักประชาชน และทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งทำให้ตนและนายพีระพันธุ์มีความรู้สึกและดีเอ็นเอที่คล้ายกัน นายชัชวาลล์ยืนยันว่าตนต้องทำงานร่วมกับนายพีระพันธุ์เพื่อขับเคลื่อนพรรคต่อไป เพราะเห็นว่านายพีระพันธุ์เป็นคนที่ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนตนเองก็ทำเพื่อส่วนรวมมาตลอดตั้งแต่ช่วงอายุ 20 กว่าปีแล้ว ดังนั้นเมื่อมาเจอคนที่มีแนวคิดเหมือนกันเช่นนี้จึงต้องร่วมมือกัน

เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่ยังคงทำงานการเมืองในวัยนี้ นายชัชวาลล์ย้ำถึงจุดยืนที่หนักแน่นว่า ตนทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาหลายปีแล้วและไม่เคยคิดจะหยุดทำ การที่ตนเข้ามาทำงานการเมืองเป็นเพราะความห่วงใยประเทศชาติ ตนมองว่าปัจจุบันผู้คนมีความเห็นแก่ตัวกันมาก ไม่รักประเทศชาติ และมุ่งหวังแต่จะเข้ามากอบโกย ในขณะที่คนไทยเองก็ยังทะเลาะกัน ตนต้องการเข้ามาเพื่อทำให้เกิดความถูกต้อง และจะร่วมมือกับคนที่มีความรู้สึกเดียวกัน โดยเน้นย้ำว่า ตนไม่ได้เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อความยิ่งใหญ่ เพราะการอยู่เฉย ๆ ก็ไม่มีใครมายุ่งเกี่ยวกับตนอยู่แล้วและยังมีพรรคพวกมากมาย แต่ตนไม่อาจปล่อยให้ประเทศชาติล่มสลายหรือให้คนรุ่นหลังอยู่กันอย่างลำบากได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยให้คนที่เห็นแก่ตัวเอาประโยชน์ส่วนตน ไม่ละอายที่จะขายชาติ ขายแผ่นดิน เพื่อนำเงินออกนอกประเทศ

นายชัชวาลล์ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างรากฐานให้กับคนรุ่นหลัง โดยจะต้องสอนให้เด็กรุ่นหลังรู้จักประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรม และประเพณีไทย เนื่องจากปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงมีมาก และแม้แต่เรื่องศาสนาพุทธก็ยังเสื่อมลง โดยยกตัวอย่างความประพฤติของเด็กไทยบางส่วนที่ไม่เหมาะสม เช่น การนั่งกระดิกเท้า ไม่ฟังครูบาอาจารย์ หรือเล่นแต่โทรศัพท์มือถือ ดังนั้นจำเป็นต้องนำความเป็นไทยกลับมา และสอนควบคู่ไปกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อให้พวกเขามีความกตัญญูและรู้คุณธรรม นายชัชวาลล์กล่าวว่าประเทศชาติที่ไม่มีคุณธรรมจะอยู่ไม่ได้ จะมีแต่การเอาเปรียบกัน ดังนั้นการทำงานเพื่อชาติจึงเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้

สำหรับประชาชนที่ต้องการอวยพรเนื่องในวันเกิด แต่ไม่มีโอกาสเดินทางมาถึงบ้านพักย่านบางซื่อในวันนี้ นายชัชวาลล์กล่าวว่าสามารถอวยพรผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook หรือช่องทางอื่น ๆ ได้ทั้งหมด และแสดงความปลื้มปริ่มและภูมิใจที่คนไทยที่มีความรู้สึกรักชาติเหมือนกันเข้ามาร่วมอวยพรให้กำลังใจ พร้อมยืนยันว่าตราบใดที่ยังมีโอกาส ตนก็จะพยายามทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่

รัสเซียตั้ง “กองกำลังระบบไร้คนขับ” เป็นทางการ ยูเครนแขวะ แค่ลอกแนวทางความสำเร็จ อ้างทัพโดรนเคียฟยังนำหน้าหลายขุม ในด้านเทคโนโลยี และกำลังพล-ยุทโธปกรณ์

(13 พ.ย. 68) รัสเซียประกาศตั้ง “กองกำลังระบบไร้คนขับ” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยสื่อของรัฐรายงานว่ามีการจัดตั้งกองพันปฏิบัติการและหน่วยต่าง ๆ ขึ้นแล้ว เพื่อควบคุมการใช้โดรนและระบบไร้คนขับในสนามรบแบบรวมศูนย์ ภายใต้แผนการเดียวและทำงานประสานกับหน่วยรบอื่น ๆ

ด้าน ยูเครนชี้ว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นการ “ลอกแนวทางที่ประสบความสำเร็จของเรา” เพราะกองทัพยูเครนได้ตั้งเหล่าทัพด้านระบบไร้คนขับแยกเฉพาะไปก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2024 เจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของยูเครน อันดรีย์ โควาเลนโก (Andrii Kovalenko) กล่าวว่าหน่วยโดรนของยูเครนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง แต่รัสเซียกำลังพยายามคัดลอกและเร่งผลิตในเชิงปริมาณ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ต้องจับตา

ยูเครนถือเป็นผู้บุกเบิกการใช้โดรนในสงคราม นำอากาศยานไร้คนขับ และยานภาคพื้นดินไร้คนขับมาใช้ทั้งในภารกิจลาดตระเวนและโจมตีจริง และตั้งเป้าผลิตโดรนให้ได้ถึง 1 ล้านลำภายในปีนี้ นี่ยังไม่รวมโดรนอีกหลายพันลำที่ได้รับจากชาติตะวันตก เพื่อถล่มจุดอ่อนและลดความได้เปรียบด้านจำนวนกำลังพลและยุทโธปกรณ์

ทั้งนี้ รัสเซียเองก็ใช้โดรนอย่างกว้างขวาง ทั้งในแนวหน้าและโจมตีเมือง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โควาเลนโกย้ำว่ายูเครนยังนำหน้ารัสเซียในด้านการพัฒนาโดรน แต่ก็เตือนว่า ศึกเทคโนโลยีไร้คนขับกำลังทวีความรุนแรง และยังเห็นได้ชัดว่า กองทัพยุโรปในนาโต (NATO) ยังตามหลังอยู่มากในสนามรบยุคโดรนนี้

ดอร์น่า ต่อสัญญาไทย!! จัดศึกโมโตจีพี (MotoGP) บุรีรัมย์เจ้าภาพยาวถึงปี 2031 ซีอีโอชูไทยเป็นกุญแจสู่ตลาดเอเชีย ยืนหนึ่งอีเวนต์ระดับโลก หนึ่งในเรซที่น่าจดจำ

(13 พ.ย. 68) ดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก หรือ โมโตจีพี (MotoGP) ประกาศต่อสัญญาจัดศึก “ไทย จีพี” (ThaiGP) กับการกีฬาแห่งประเทศไทยออกไปอีก 5 ปี ส่งผลให้ไทยยังได้เป็นเจ้าภาพต่อเนื่องที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ยาวไปจนถึงปี 2031 ตอกย้ำภาพลักษณ์ไทยในฐานะจุดหมายสำคัญของมอเตอร์สปอร์ตโลก

ดีลครั้งนี้ถือเป็นการสานต่อความสำเร็จของไทยจีพี ที่เริ่มจัดครั้งแรกเมื่อปี 2018 และได้รับเสียงชมจากทั้งนักแข่ง ทีมงาน และแฟน ๆ ทั่วโลกมาโดยตลอด ขณะที่เว็บไซต์ทางการของโมโตจีพีระบุว่า สนามบุรีรัมย์สร้างสถิติผู้ชมในสนามเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แกรนด์สแตนด์แน่นขนัดทุกปี กลายเป็นหนึ่งในเรซสุดไฮไลต์ของปฏิทินการแข่งขัน

คาร์เมโล เปสเปเลตา (Carmelo Ezpeleta) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของโมโตจีพี เปิดใจว่า ตั้งแต่ยกขบวนมาจัดที่บุรีรัมย์ ไทยจีพีเติบโตอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นอีเวนต์สำคัญในปฏิทิน ทั้งบรรยากาศในสนามที่เต็มไปด้วยแฟน ๆ การแข่งขันสุดมันส์ และกิจกรรมความบันเทิงรอบสนามที่ช่วยให้สุดสัปดาห์ของการแข่งขันสมบูรณ์แบบสำหรับผู้ชม

เขาย้ำว่า ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือกุญแจสำคัญต่อการเติบโตของโมโตจีพี เพราะมีกลุ่มแฟนจำนวนมากและยังมีศักยภาพให้ขยายตัวได้อีก ดอร์น่ามีความยินดีที่จะเดินหน้าร่วมงานกับการกีฬาแห่งประเทศไทย และพันธมิตรทุกฝ่าย เพื่อทำให้ไทยจีพียังคงเป็นหนึ่งในเรซที่น่าจดจำที่สุดของโลกต่อไป

‘ทนายไพศาล’ สมัครสมาชิกประชาธิปัตย์ แย้มขอลงชิง สส. จังหวัดระยอง หลังโดนใจแคมเปญใหม่ของพรรค "ปชป. สส. ที่ดีคุณก็เป็นได้"

เมื่อวานนี้ (12 พ.ย. 68) นายจูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เผยแพร่คลิป นายไพศาล เรืองฤทธิ์ ทนายความชื่อดัง มาสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายจูรี ทักทายทนายไพศาล ด้วยความตื่นเต้น บอกว่า ไม่คาดฝันว่าทนายไพศาล จะมาร่วมงานที่พรรคประชาธิปัตย์

ขณะที่ ทนายไพศาล ตอบว่า “ผมมาหาท่านรอง พอดีผมฟังแคมเปญ ปชป. สส. ที่ดีคุณก็เป็นได้ ผมก็เลยมาท่านรอง ต้อนรับผมไหม ผมหัวใจสีฟ้า ผมดูท่านมาตลอดแล้วก็นั่งคิดทุกคืนที่บ้าน มาสมัครสมาชิกปชป.ด้วยตัวเอง ด้วยแคมเปญนี้เลย” ด้าน นายจูรี กล่าวว่า “ต้อนรับอย่างยิ่งยวดอยู่แล้ว อยากให้มาช่วย มาเป็นกำลังหลักของพรรค เป็นความหวังของคนทุกรุ่นทุกวัยของยุคนี้ ที่เขาเบื่อการเมือง”

มีรายงานว่า นายไพศาล ได้ยื่นขอเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ระยอง สำหรับการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้

ไปรษณีย์จีนทำลายสถิติ เทศกาลช้อปปิ้ง ‘ดับเบิล 11.11’ ยอดส่งพัสดุเกือบ 14,000 ล้านชิ้น!! สูงกว่าช่วงปกติมากถึง 1.18 เท่า ตอกย้ำพลังจับจ่ายตลาดผู้บริโภคจีน

(13 พ.ย. 68) สำนักงานไปรษณีย์แห่งชาติจีน (State Post Bureau) เปิดเผยว่า ตั้งแต่จีนเข้าสู่ช่วงพีคของเทศกาลช้อปปิ้ง “ดับเบิล 11.11” ปี 2025 และตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. เป็นต้นมา บริษัทไปรษณีย์รวมถึงขนส่งพัสดุทั่วประเทศได้จัดการพัสดุไปแล้วกว่า 13,940 ล้านชิ้น ทำลายสถิติใหม่ด้านปริมาณการขนส่ง

ในช่วงวันที่ 21 ต.ค. จนถึง 11 พ.ย. ที่ผ่านมา ปริมาณพัสดุเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ราว 634 ล้านชิ้น สูงกว่าช่วงปกติถึง 1.18 เท่า โดยมีวันพีกที่ปริมาณพัสดุพุ่งแตะ 777 ล้านชิ้นในวันเดียว สร้างสถิติประวัติการณ์ใหม่ของอุตสาหกรรมขนส่งพัสดุในจีน

สำหรับปี 2025 นี้ อุตสาหกรรมไปรษณีย์และขนส่งของจีนเตรียมรับมือเทศกาล “ดับเบิล 11” อย่างเต็มที่ ทั้งเพิ่มกำลังคน ขยายเครือข่ายคลังสินค้า และอัปเกรดระบบคัดแยกอัตโนมัติ เพื่อลดปัญหาพัสดุตกค้างและทำให้ระบบเดินได้ลื่นไหลขึ้น ส่งผลให้ศักยภาพและประสิทธิภาพในการให้บริการสูงขึ้นอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ เทศกาลช้อปปิ้ง “ดับเบิล 11” ซึ่งเริ่มจัดครั้งแรกในปี 2009 ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนในจีน หนึ่งในตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของโลก ยอดพัสดุที่ทะลุเพดานในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังจับจ่ายที่ยังแข็งแกร่งของผู้บริโภคจีน และความเติบโตต่อเนื่องของอีคอมเมิร์ซในประเทศ

“เชียงราย”ตม.เชียงรายรวบจีนเทาจากKK PARK เมียวดีก่อนข้ามไปลาวเพื่อการกวาดล้าง”

เมื่อวานนี้ (12พ.ย. 68) ที่บริเวณริมถนน เลี่ยงเมืองเชียงรายตะวันตก ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย  โดยการอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. , พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. , พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5 , พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5  มอบหมายให้ พ.ต.อ.สุรศักดิ์ เทียนทอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย , พ.ต.ท.ตุลย์วรรษ ณรงค์ศักดิ์,พ.ต.ท.วิชัย ปันนา,สว.ตม.จว.เชียงราย ทำการสืบสวน คนต่างด้าวที่กระทำความผิดภายในราชอาณาจักร โดยได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการลักลอบขนคนต่างด้าวโดยมีการใช้รถยนต์เก๋งสีขาวทะเบียนกรุงเทพฯ จนกระทั่งเวลาประมาณ 17.30 น. ได้พบรถเก๋งยี่ห้อ ฮอนด้า สีขาว ทะเบียนกรุงเทพฯ โดยมี นายชยุตพงศ์  (นามสมมุติ)อายุ 33 ปี (ทราบชื่อภายหลัง) เป็นผู้ขับขี่ โดยเป็นรถยนต์ตรงตามที่สายลับแจ้งไว้ ชุดจับกุมจึงได้ให้สัญญาณให้จอดเพื่อตรวจสอบ จากการสอบถามแจ้งว่า 

ตนได้รับการว่าจ้างให้รับกลุ่มคนจีนจำนวน 2 คน เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ปลายทางจังหวัดเชียงราย โดยได้รับค่าจ้างจำนวน 5,000 บาท ตรวจสอบผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยบริเวณเบาะด้านหลัง ลักษณะคล้ายคนต่างด้าวไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ จึงได้เรียกให้แสดงเอกสารประจำตัวปรากฏว่าไม่มีเอกสารหนังสือเดินทาง (PASSPORT) หรือเอกสารแทนหนังสือเดินทางแต่อย่างใด  จึงได้ควบคุมตัวไว้เพื่อตรวจสอบ ทราบชื่อ MR.JANG (จาง) อายุ 40 ปี สัญชาติจีน และMR.YI (ทราบชื่อผ่านล่ามแปล) เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.เชียงราย จึงได้ตรวจสอบข้อมูลในระบบสารสนเทศสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ไม่พบข้อมูลการเดินทางเข้าราชอาณาจักรแต่อย่างใด

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้ควบคุมตัวบุคคลทั้งสองดังกล่าวมายังที่ทำการตม.จว.เชียงราย (ส่วนแยก) เพื่อทำการบันทึกจับกุม จากเหตุและพฤติการณ์ข้างต้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ร่วมกันแจ้งข้อกล่าวหาและฐานความผิดว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ส่วนตัวนายชยุตพงศ์ (นามสมมุติ)

กระทำผิดฐาน “ช่วยเหลือหรือซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม” 
พร้อมทั้งแจ้งสิทธิให้ทราบ

ผู้ถูกจับรับทราบข้อกล่าวหาและสิทธิ์เข้าใจดีแล้ว ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงควบคุมตัวพร้อมยานพาหนะ ที่ใช้ในการกระทำความผิด  นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านดู่ จังหวัดเชียงราย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป จากนั้น เจ้าหน้าที่งานสืบสวนปราบปราม ตม.จว.เชียงราย ได้ร่วมกันนำตัวบุคคลดังกล่าวมาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ไทย-กัมพูชา: เกมสื่อสารที่ไทยแพ้ราบคาบ เมื่อ "ความไว" กลายเป็นอาวุธทางการทูต อีกฝ่ายชิงสร้างสถานการณ์แล้วฟ้องก่อน ส่วนไทยยังตื่นช้าเกิน - ตามเกมไม่ทัน

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมากลายเป็นบทเรียนราคาแพงของการทูตสมัยใหม่ ที่ "ความเร็วในการสื่อสาร" และ "การครอบงำกระแสข่าว" สำคัญกว่าความจริงหรือเหตุผล ไทยกำลังเผชิญกับฝีมือการเล่นเกมการทูตของกัมพูชาที่ชำนาญกว่า โดยเฉพาะการใช้ "ความไว" เป็นเครื่องมือสร้างสถานการณ์ แล้วรีบ "ฟ้องชาวโลก" ทำให้ไทยตกเป็นฝ่ายรับมือและอธิบาย ซึ่งในโลกของการสื่อสารมวลชนสมัยใหม่ ผู้อธิบายมักจะแพ้ผู้กล่าวหาเสมอ

กลยุทธ์ "สร้างสถานการณ์แล้วฟ้องก่อน"

ช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่า กัมพูชาเชี่ยวชาญในการ "สร้างความไว" ในประเด็นที่ดูเล็กน้อย แล้วขยายให้กลายเป็นวาระชาติ รูปแบบที่เห็นได้ชัด ได้แก่:

กรณีคำพูดของนักการเมืองไทย - เมื่อมีนักการเมืองหรือบุคคลสาธารณะไทยพูดถึงกัมพูชาในลักษณะที่อาจตีความได้หลายทาง กัมพูชาจะรีบ "จับประเด็น" ทันที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ อาณาเขต หรือแม้แต่วัฒนธรรม

การขยายผลอย่างเป็นระบบ - ไม่ใช่แค่รัฐบาลกัมพูชาที่ออกมาประณาม แต่จะมีการระดมทั้ง "สื่อรัฐ" "กลุ่มสนับสนุนรัฐบาล" และ "อินฟลูเอนเซอร์" พร้อมกันในรูปแบบที่ดูเป็นธรรมชาติ—แต่จริงๆ แล้วมีการประสานงานอย่างแน่นหนา

การใช้ Social Media อย่างมีประสิทธิภาพ - กัมพูชาเข้าใจดีว่าในยุคดิจิทัล "ความรู้สึก" สำคัญกว่า "ข้อเท็จจริง" พวกเขาจึงสร้างคอนเทนต์อารมณ์ (emotional content) ที่กระตุ้นความรู้สึกรักชาติของคนกัมพูชา และสร้างภาพว่าไทยเป็นฝ่าย "รังแก" หรือ "ดูถูก"

ขณะเดียวกัน สิ่งที่กัมพูชาทำได้ดีมากคือ การ "ฟ้องชาวโลก" ก่อนที่ไทยจะได้อธิบาย ทุกครั้งที่มีประเด็นขัดแย้ง กัมพูชาจะรีบ:
- แถลงข่าวต่อสื่อต่างประเทศทันที โดยเฉพาะสื่อตะวันตกและสื่อระดับภูมิภาค
- ส่งบันทึกประท้วงอย่างเป็นทางการไปยังกระทรวงการต่างประเทศไทยและเผยแพร่ต่อสาธารณะในเวลาเดียวกัน
- ระดมพูดถึงในเวที ASEAN, UN และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ
- ใช้เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศต่างๆ เป็น "ทูตประชาสัมพันธ์" ออกสื่อท้องถิ่นอธิบายจุดยืนของกัมพูชา

ผลคือ เมื่อไทยออกมาอธิบาย "กระแสแรก" ถูกครอบงำโดยกัมพูชาไปแล้ว และการอธิบายของไทยกลายเป็นเพียง "การแก้ต่าง" ซึ่งในสายตาสาธารณะมักดูอ่อนแอกว่า

3. เล่นบทบาท "ชาติเล็กที่ถูกรังแก"

นอกจากนี้ กัมพูชา ยังเล่นบท "ประเทศเล็กที่กำลังถูกเพื่อนบ้านใหญ่กดขี่" ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่สื่อสารสนับสนุน ที่โลกชอบ ซึ่งพวกเขาเล่นบทบาทนี้อย่างชำนาญ โดย
- เน้นย้ำประวัติศาสตร์ที่กัมพูชาเคยสูญเสียดินแดนให้ไทย (ตามที่พวกเขาอ้าง)
- เล่าเรื่องความเจ็บปวดจากยุคเขมรแดงและการฟื้นฟูประเทศ เชื่อมโยงกับความรู้สึกว่าไทย "ไม่เห็นใจ"
- ใช้ภาษาที่แสดงถึงความเป็นเหยื่อ เช่น "bullying" "disrespect" "insult" ซึ่งเป็นคำที่สื่อสารสากลให้ความสำคัญ

ไทยแพ้เกมการสื่อสารอย่างไร

ปัญหาใหญ่ที่สุดของไทยคือ "ตื่นช้า" ทุกครั้งที่มีประเด็น ไทยมักใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือแม้กระทั่งหลายวันกว่าจะออกมาชี้แจง ในขณะที่กัมพูชาออกมา "ฟ้อง" ภายในชั่วโมงแรก

สาเหตุมาจาก:
- ระบบราชการที่ซับซ้อน - ต้องผ่านขั้นตอนหลายชั้น กระทรวงการต่างประเทศต้องประสานกับหน่วยงานอื่น ต้องได้รับการอนุมัติจากระดับสูงก่อนแถลงข่าว
- ความระมัดระวังมากเกินไป - กลัวพูดผิดหรือเสียมารยาท จึงใช้เวลานานในการเตรียมคำแถลง ซึ่งเมื่อออกมาก็ "สายเกินแก้"
- ขาดทีมรับมือวิกฤตที่พร้อม - ไม่มีทีม "war room" ที่ monitor สถานการณ์ตลอดเวลาและสามารถตอบโต้ทันที

อีกทั้ง เมื่อไทยออกมาชี้แจง มักใช้ภาษาที่ "นุ่มนวลและเป็นทางการ" มากจนดูอ่อนแอ เช่น "เสียใจที่มีความเข้าใจผิด" "ขอชี้แจงว่า..." "ไม่ได้มีเจตนา..."

ในขณะที่กัมพูชาใช้ภาษาที่ "หนักแน่นและชัดเจน" เช่น "unacceptable" "violation" "demand apology" ซึ่งฟังแล้วมีน้ำหนักและแสดงจุดยืนที่ชัดเจน

ผลคือ ในสายตานานาชาติ กัมพูชาดูเหมือน "มีหลักการและยืนหยัด" ขณะที่ไทยดูเหมือน "ไม่แน่ใจและอ่อนข้อ"

และดูเหมือนว่า ที่ผ่านมา ไทยเล่นแต่ฝ่ายรับ ไม่มีการสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความได้เปรียบ
- ไม่มีการทำคอนเทนต์ภาษาอังกฤษอธิบายจุดยืนของไทยให้นานาชาติเข้าใจ
- ไม่มีการใช้ influencers หรือ opinion leaders ระดับภูมิภาคมาช่วยสื่อสาร
- ไม่มีการสร้าง counter-narrative ที่แข็งแกร่ง เช่น การชี้ให้เห็นว่ากัมพูชาเองก็มีประเด็นที่ละเมิดไทยเช่นกัน

ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องเรียนรู้อย่างเร่งด่วน ด้วยการสร้างระบบตอบโต้เร็ว "ศูนย์สั่งการในช่วงวิกฤต" ที่พร้อมตอบสนองทันที ภายใน 1-2 ชั่วโมง ไม่ใช่ 1-2 วัน ต้องมี:
- ทีมติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
- อำนาจในการอนุมัติคำแถลงอย่างรวดเร็ว
- โฆษกที่สามารถพูดได้หลายภาษา พร้อมออกสื่อทันที

ใช้ภาษาที่เข้มแข็งและชัดเจน เลิกภาษา "ขอโทษ-อธิบาย" เปลี่ยนเป็น "ยืนยัน-เรียกร้อง" เมื่อไทยถูกต้อง ต้องพูดให้ชัดว่า "ไทยไม่ได้ทำผิด" ไม่ใช่ "ไทยเสียใจที่มีความเข้าใจผิด"

ที่สำคัญ รัฐบาล นักการเมือง สื่อ และประชาชน ต้อง "พูดเสียงเดียวกัน" ในประเด็นที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ชาติ ไม่ใช่ว่าไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ต้องรู้จักเลือกเวลาและสถานที่

แน่นอนว่า ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของดินแดนหรือประวัติศาสตร์ แต่เป็น "สงครามการสื่อสาร" ที่ชัยชนะขึ้นอยู่กับว่าใครควบคุมกระแสข่าวและความคิดเห็นของสาธารณะได้

และต้องยอมรับว่า กัมพูชาเข้าใจเกมนี้ดีกว่าไทย พวกเขาใช้ "ความไว" เป็นอาวุธ สร้างสถานการณ์เอง แล้ววิ่งไปฟ้องชาวโลกก่อน ทำให้ไทยตกเป็นฝ่ายรับและอธิบาย

ไทยแพ้ไม่ใช่เพราะทำผิด แต่แพ้เพราะ "ตื่นช้า พูดนุ่ม และไม่มีกลยุทธ์" ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องเรียนรู้ว่า ในโลกของการทูตสมัยใหม่ ผู้ที่ "พูดก่อน พูดเร็ว และพูดดัง" มักจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร

และที่สำคัญ ไทยต้องหยุดเล่นแต่ฝ่ายรับ เริ่มเล่นเชิงรุก สร้างกระแส กำหนดวาระ และครอบงำการสนทนา มิฉะนั้น ไทยจะแพ้เกมนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าความถูกต้องจะอยู่ฝ่ายเราก็ตาม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top