Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

รัสเซียสกัดแผนลับทัน!! อ้าง ‘ยูเครน–อังกฤษ’ พยายามไฮแจ็ก เครื่องบินรบ MiG-31 พร้อมขีปนาวุธ ‘คินซาล’ หลังเสนอสินบน 3 ล้านดอลล์ ล่อนักบินรัสเซีย เครมลินเตือนอาจดึง NATO เข้าสู่สงครามโดยตรง

(12 พ.ย. 68) หน่วยความมั่นคงรัสเซีย (FSB) แถลงว่า ได้สกัดแผนลับของหน่วยข่าวกรองทหารยูเครน ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่อังกฤษ ในการพยายามยึดเครื่องบินขับไล่รุ่น MiG-31 ที่ติดตั้งขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงคินซาล (KinZhal) โดยมีการพยายามติดต่อชักชวนและติดสินบนนักบินรัสเซียด้วยเงินสูงถึง 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 109.5 ล้านบาท) เพื่อให้ขับเครื่องบินหลบหนีออกนอกประเทศ

ตามรายงานของ FSB เผย แผนดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ยึดเครื่องบินเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างสถานการณ์ยั่วยุ โดยวางแผนให้นำ MiG-31 บินไปยังพื้นที่ใกล้ฐานทัพของ NATO ที่เมืองคอนสแตนตา ประเทศโรมาเนีย ซึ่งอาจถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศของ NATO ยิงตก เพื่อโยนความผิดให้รัสเซียและขยายความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้น

ทางการรัสเซียมองว่าปฏิบัติการนี้เป็นความพยายาม “ยั่วยุทางทหาร” ที่อาจลากประเทศสมาชิก NATO เข้าร่วมสงครามโดยตรง ขณะที่สถานทูตรัสเซียในเนเธอร์แลนด์เรียกร้องให้ยุโรป “ตระหนักถึงภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาค” และกล่าวหายูเครนว่าดำเนินงานภายใต้คำสั่งของตะวันตก

ด้านนักวิเคราะห์ทางทหารของรัสเซียระบุว่า แผนดังกล่าวมีหลายเป้าหมาย ทั้งต้องการทำลายภาพลักษณ์ของรัสเซีย สร้างความเชื่อว่าทหารรัสเซียไม่จงรักภักดี และพยายามแสดงว่ายูเครนยังมีศักยภาพตอบโต้ แม้ในภาวะสงครามยืดเยื้อ อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานยืนยันข้อกล่าวหานี้จากฝ่ายใด และสื่อชาติตะวันตกส่วนใหญ่รายงานในเชิง “ข้ออ้างของรัสเซีย” ที่ยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

จากป.6 สู่ CEO!! ‘บัวแพง โฮ้หนู’ หญิงแกร่งสู้ชีวิต ผู้พิชิตเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่พิสูจน์ว่า "ชีวิตที่ติดลบ" ใช้เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จได้เช่นกัน

เมื่อข้อจำกัดกลายเป็นแรงผลักดัน และความล้มเหลวกลายเป็นบทเรียน

"คนที่เรียนน้อยคือคนโชคดี เพราะเขาต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต" คำพูดจากพ่อที่ฟังดูขัดแย้ง แต่กลับเป็นเข็มทิศนำทางชีวิตของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่เปลี่ยนจาก "เด็กจบป.6" ให้กลายเป็น "ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร" ของบริษัทระดับภูมิภาค ‘บัวแพง โฮ้หนู’ CEO บริษัท ไอ โกลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด

จุดเริ่มต้น: เมื่อชีวิตไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจากติดลบ

‘บัวแพง โฮ้หนู’ หรือที่คนใกล้ชิดเรียกว่า ‘พี่พิม’ เกิดในครอบครัวธรรมดาต่างจังหวัด ที่โอกาสทางการศึกษาเป็นของหายาก การจบเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

"สมัยนั้น เด็กผู้หญิงต่างจังหวัดที่ได้เรียนต่อมันน้อยมาก บางคนอาจมองว่านี่คือจุดจบ แต่สำหรับฉัน มันคือจุดเริ่มต้นที่ฉันต้องเรียนรู้จากชีวิตเอง"

หลังจบการศึกษา เธอเริ่มต้นเส้นทางอาชีพจากงานกรรมกรก่อสร้าง คนใช้ในบ้าน พนักงานโรงงาน ไปจนถึงการทำนา ทุกอาชีพที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่การหาเลี้ยงชีพ แต่เป็นห้องเรียนแห่งชีวิตที่สอนเธอถึงความเป็นจริงของสังคม

จุดเปลี่ยน: เมื่อคำถามนำทางชีวิต "ทำไมคนอื่นทำได้ ฉันจะทำไม่ได้เล่า?"

คำถามง่ายๆ นี้เองที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของเธอ เมื่ออายุเกือบ 20 ปี พิมได้งานขายสินค้าในห้างสรรพสินค้า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็น "โลกใบอื่น" - โลกของคนที่มีชีวิตดีกว่า มีโอกาสมากกว่า

แทนที่จะท้อแท้หรือขี้อิจฉา เธอกลับเลือกที่จะ "เรียนรู้"

"ตอนนั้นเริ่มสังเกต สังเกตทุกอย่าง คนที่ประสบความสำเร็จเขาทำอะไร เขาพูดอย่างไร เขาคิดยังไง ฉันไม่มีโอกาสเรียนในห้องเรียน แต่ฉันมีโอกาสเรียนจากคนรอบตัว"

จากการสังเกตและความกล้าลองผิดลองถูก พิมเริ่มต้นธุรกิจค้าขายเล็กๆ โดยการซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ จากกาดหลวงเชียงใหม่ มาขายบนถนนคนเดิน เป้าหมายคือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

"ตอนแรกพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย แต่ก็ไม่ปล่อยให้มันเป็นข้ออ้าง จากนั้นเริ่มฝึกพูดทุกวัน ฟังเขาพูด ลองพูดตาม บางทีก็ผิดไวยากรณ์ แต่ไม่เป็นไร เพราะเขาเข้าใจ และที่สำคัญ เขาซื้อของ"

จากการขายรายชิ้น กลายเป็นรับออเดอร์หลายชิ้น จนในที่สุดพัฒนาเป็นธุรกิจส่งออกแบบคอนเทนเนอร์ ความสำเร็จนี้พาเธอไปใช้ชีวิตในยุโรปหลายปี ทำธุรกิจข้ามทวีป จนกระทั่งเศรษฐกิจยุโรปตกต่ำ

ล้มแล้วลุก: บทเรียนที่ไม่มีขายในตำรา

การกลับมาประเทศไทยของพิมไม่ใช่การกลับมาด้วยความรุ่งโรจน์ แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เธอประสบความล้มเหลวในธุรกิจหลายครั้ง สูญเสียเงินทองไปมากมาย แม้กระทั่งสุขภาพเธอเองก็พังทลาย จนต้องนั่งรถเข็นอยู่หลายเดือน จากการประสบอุบัติเหตุ แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้หรือย่อท้อต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

"ทุกคนมองว่าการล้มเหลวมันแย่ แต่สำหรับเรา มันคือของขวัญ เพราะมันสอนเราในสิ่งที่ความสำเร็จไม่เคยสอน มันสอนให้อดทน ให้เข้มแข็ง และที่สำคัญ มันสอนให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น"

สิ่งที่พิเศษที่สุดคือ เธอไม่เคยโทษใคร ไม่โทษสถานการณ์ ไม่โทษโชคชะตา

"ถ้าวันนั้นเราไม่ออกไปข้างนอก รถก็ไม่ชนเรา ใช่ไหม? พอคิดแบบนี้ เราก็ไม่โกรธคนขับรถคนนั้น เพราะมันเกิดจากการตัดสินใจของเราเอง เมื่อไม่โทษใคร ก็ไม่เจ็บปวด แล้วก็ก้าวต่อไปได้"

เปิดบริษัทใหม่: เมื่ออายุจะ 60 ยังเริ่มต้นใหม่ได้

ปัจจุบัน พิมเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บริษัท ไอ โกลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ธุรกิจนำเข้าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากมาเลเซีย ที่ได้การรับรองมาตรฐานฮาลาลระดับโลก และได้รับรางวัล Top 10 ASEAN Super Health Brand ภายในปีแรก

การเลือกทำธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

"ที่ผ่านมาเรามองหาธุรกิจที่สามารถแก้ปัญหาให้ผู้คน ที่มีการซื้อซ้ำ และเป็นประโยชน์จริงๆ ในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพและความงามมากขึ้น นี่คือเมกะเทรนด์ที่ไม่มีวันหมดไป"

แต่ที่สำคัญกว่านั้น เธอไม่ได้มองแค่ผลกำไร แต่มองถึงการสร้างโอกาสให้คนอื่น

"ไม่อยากเป็นคนรวยคนเดียว แต่อยากให้คนที่เคยเหมือนเรา คนที่เคยติดลบเหมือนกัน มีโอกาสเปลี่ยนชีวิต นั่นคือเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"

หลักคิดที่เปลี่ยนชีวิต: 5 บทเรียนจากผู้หญิงที่เปลี่ยนศูนย์ให้เป็นหลักล้าน

1. "คิดยังไง ได้อย่างงั้น"
นี่คือหลักคิดที่พิมถือเป็นคติประจำใจ เธอเชื่อว่าชีวิตของเราในวันนี้ เป็นผลมาจากความคิดและความเชื่อของเราในอดีต
"ถ้าเราเชื่อว่าทำไม่ได้เพราะเรียนน้อย ชีวิตก็คงหยุดแค่นั้น แต่เมื่อเชื่อว่าเราเรียนรู้ได้ทุกที่ ชีวิตจึงไม่มีขีดจำกัด"

2. ศูนย์ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด
"คนมองว่าฟอร์มซีโร่มันแย่ แต่เรากลับมองว่ามันดี เพราะอะไรก็ตามที่เติมลงไป มันจะมากกว่าศูนย์เสมอ มันก็แค่เราจะมองมันยังไงเท่านั้น"

3. อย่าโทษใคร เพราะมันทำให้เราหยุดเติบโต
เธอเรียนรู้ที่จะไม่โทษใครเมื่อเจอปัญหา เพราะการโทษทำให้เรามองไม่เห็นทางออก "เมื่อเราหยุดโทษ เราจะเห็นว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนมาจากการตัดสินใจของเราทั้งสิ้น และถ้ามันมาจากเรา เราก็เปลี่ยนมันได้"

4. เรียนรู้จากทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา
"เมื่อไม่มีโอกาสเรียนในมหาวิทยาลัย แต่เรามีโลกเป็นครู อ่านหนังสือทุกวัน อย่างน้อยวันละ 3-4 หน้า จากหลายเล่ม เข้าคอร์สของคนเก่ง สังเกตคนรอบตัว การศึกษาไม่ได้จบที่วุฒิบัตร แต่มันจบเมื่อเราหยุดเรียนรู้"

5. ทำเพื่อคนที่เรารัก จะมีพลังมากกว่าทำเพื่อตัวเอง
"ถ้าทำเพื่อตัวเองอย่างเดียว กินกล้วยสองลูกก็อิ่มแล้ว แต่ถ้าทำเพื่อครอบครัว เพื่อสังคม เราจะมีพลังสู้ไม่รู้จบ เพราะความรักคือเชื้อเพลิงที่ไม่มีวันหมด"

อนาคต: เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าความสำเร็จส่วนตัว
เมื่อถามถึงความฝันสูงสุดในชีวิต พิมตอบอย่างไม่ลังเล

"อยากเป็นหนึ่งในผู้ที่ทำให้ชีวิตคนจำนวนมากดีขึ้น คนเราอยู่คนเดียวก็อยู่แค่สิ้นใจ แต่ถ้าอยู่เพื่อผู้อื่น จะอยู่ชั่วฟ้าดิน ดังนั้น จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ดี"

สุดท้าย เธอฝากข้อความถึงคนที่รู้สึกว่าชีวิตติดลบ "ชีวิตไม่มีศูนย์หรอก ตราบใดที่เรายังหายใจอยู่ เรามีคุณค่า เรามีโอกาส ปัญหาไม่ใช่ที่เราเรียนน้อยหรือมาก ปัญหาคือเราเชื่อว่าเราไม่สามารถ อย่ากลัวที่จะเริ่มต้น อย่ากลัวที่จะล้มเหลว ทุกคนที่ประสบความสำเร็จ ล้วนผ่านความล้มเหลวมาก่อนหมด ความแตกต่างคือ พวกเขาไม่ยอมแพ้ จงเปลี่ยนศูนย์ให้เป็นศูนย์ข้างหลังตัวเลข ไม่ใช่ศูนย์ข้างหน้า คุณต้องเป็นซูเปอร์ซีโร่ที่มีศูนย์ต่อท้ายเยอะๆ นั่นแหละคือความสำเร็จ และจำไว้ว่า คิดยังไง ได้อย่างงั้น ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้ ชีวิตคุณก็จะพิสูจน์ให้คุณเห็น"

นั่นคือแนวคิดที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์ชีวิต ‘บัวแพง โฮ้หนู’ ที่พิสูจน์แล้วว่า วุฒิการศึกษาแม้ว่าจะมีความสำคัญ แต่ก็ไม่ได้เป็นเครื่องกำหนดความสำเร็จของชีวิตคน แต่ความมุ่งมั่น ความอยากรู้ และความกล้าที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต ต่างหากที่สร้างความแตกต่าง เธอเปลี่ยนจาก "เด็กป.6" เป็น "CEO" ไม่ใช่ด้วยโชคชะตา แต่ด้วยการเลือกที่จะมองโลกในแง่ดี ไม่ยอมแพ้ และไม่หยุดเรียนรู้

ในยุคที่หลายคนบ่นว่าไม่มีโอกาส เธอสามารถพิสูจน์ว่า โอกาสอยู่ทุกที่ – ขอแค่เราเปิดใจรับและกล้าที่จะลงมือทำ

หมอเหรียญทอง เปิด รพ.มงกุฎวัฒนะ รับผู้ป่วย “สิทธิบัตรทอง” ที่ป่วยมะเร็งทุกราย สามารถมาแอดมิทได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว-ไม่เสียค่าใช้จ่าย

เมื่อวันที่ (11 พ.ย. 68) พล.ต.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ โพสต์แจ้งเปิดรับผู้ป่วย “สิทธิบัตรทอง” ที่ป่วยมะเร็งทุกรายให้สามารถมาแอดมิทได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัวจากคลินิกหรือโรงพยาบาลต้นสังกัด และไม่เสียค่าใช้จ่าย รพ.จะเป็นฝ่ายประสานส่งต่อไปยัง รพ.ตามสิทธิของ สปสช. หรือ รพ.ที่รักษาอยู่ในโอกาสต่อไป

ผอ.รพ.ระบุเพิ่มเติมว่า ได้ตั้ง “ปฏิบัติการสายฟ้าแลบ” ของศูนย์รังสีรักษาและมะเร็งวิทยา เพื่อเร่งกระบวนการรักษา ผู้ป่วยที่ติดต่อเข้ามาจะได้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายใน 7 วัน และหลังตรวจไม่เกิน 10 วัน จะเริ่มฉายรังสีรักษาทันที กรณีฉุกเฉิน เช่น ภาวะกดไขสันหลังหรือกดหลอดเลือด รพ.พร้อมรับย้ายเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) และจัดฉายรังสีเร่งด่วนภายใน 1 วัน

นอกจากนี้ เพื่อบรรเทาภาระผู้ป่วยฐานะยากจนจากพื้นที่ห่างไกล มูลนิธิโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะเพื่อผู้ป่วยโรคร้ายแรง จัดหอพักฟรี (ห้องพัดลม ห้องน้ำส่วนตัว) สนับสนุนการฉายรังสีรายวันต่อเนื่อง พร้อมบริการรถรับ–ส่งฟรีจากสถานีรถไฟหรือสถานีขนส่งมายังโรงพยาบาล ศูนย์รังสีรักษาฯ ให้บริการทุกวัน ไม่เว้นเสาร์–อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

อย่างไรก็ดี มาตรการนี้เริ่มเร่งด่วนกับผู้ป่วย “สิทธิบัตรทอง” ก่อน ส่วนผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมและสิทธิข้าราชการให้รอติดตามความคืบหน้า ผู้ป่วยสามารถติดต่อ “ศูนย์โรคมะเร็ง รพ.มงกุฎวัฒนะ” โทร. 02-574-5000 ต่อศูนย์โรคมะเร็ง หรือ LINE ID: @831emylb เพื่อประสานการเข้ารับบริการล่วงหน้า

‘กองทัพเรือ’ เข้ม!! มาตรการควบคุมชายแดนจันทบุรี–ตราด สกัดเครือข่ายผิดกฎหมายข้ามชาติ จับแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 108 ราย สะท้อนวิกฤตปัญหาปากท้องคนฝั่งกัมพูชา

กองทัพเรือเข้มงวดมาตรการควบคุมชายแดน จันทบุรี – ตราด จับกุมแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองกว่า 100 ราย

(12 พ.ย.68) พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดย หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ชค.ทพ.นย.2) ภายใต้การควบคุมของ นาวาเอก วีระเชษฐ์ ขยันทำ ได้บูรณาการร่วมกับ สถานีตำรวจภูธรสะตอน ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และ ตำรวจสันติบาล จังหวัดจันทบุรี ได้ดำเนินการจับกุมผู้นำพาแรงงานต่างด้าวและแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาจำนวน 108 คน บริเวณบ้านสวนส้ม ตำบลสะตอน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี

ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า กลุ่มแรงงานทั้งหมดมีความประสงค์จะเดินทางเข้ามาทำงานในพื้นที่ส่วนหลังของประเทศ เช่น จังหวัดจันทบุรี ระยอง ชลบุรี และกรุงเทพมหานคร โดยจ่ายค่าเดินทางให้กับผู้นำพาตั้งแต่ 5,500–7,000 บาทต่อคน จากการสอบปากคำเพิ่มเติมทราบว่า แรงงานจำนวนมากได้อพยพกลับประเทศกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ภายหลังเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้หลายพื้นที่ฝั่งกัมพูชามีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ขาดแคลนรายได้และโอกาสในการทำงาน แรงงานบางส่วนจึงพยายาม ลักลอบกลับเข้ามายังประเทศไทยเพื่อหางานทำ แม้จะทราบถึงความเสี่ยงและการเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย

การจับกุมในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการเข้มงวดมาตรการควบคุมและปิดช่องทางเข้าออกตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ของกองทัพเรือ เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายแรงงานผิดกฎหมาย การลักลอบข้ามแดน และการย้ายฐานปฏิบัติการของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะเครือข่าย Cyber Scam ซึ่งกองทัพเรือได้ให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

วู้ดดี้ขอโทษปม “นมวัวไทย” ย้ำหลักฐานต้องมาก่อนดราม่า “ไม่ตั้งใจด้อยค่า” ย้ำแค่ชวนคุยสุขภาพ เตรียมเทปใหม่อิงข้อมูลจริง

(12 พ.ย. 68) พิธีกรชื่อดัง วู้ดดี้–วุฒิธร มิลินทจินดา ได้อัดคลิปขอโทษสาธารณะ หลังรายการ Woody Avengers ออกอากาศตอนที่ว่าด้วย "อาหารที่คิดว่าดี อาจกำลังทำร้ายร่างกาย" ซึ่งมีถ้อยคำพาดพิง "นมไทย" กระทั่งเกิดกระแสถกเถียงรุนแรงในสังคม วู้ดดี้ยอมรับว่าสื่อสารไม่รอบด้าน จึงระงับคลิปดังกล่าวชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง โดยย้ำว่า "ไม่มีเจตนาด้อยค่านมไทย" แต่ตั้งใจชวนคนตั้งคำถามเรื่องโภชนาการด้วยข้อมูลที่เชื่อถือได้มากขึ้น

วู้ดดี้แจ้งว่าจะจัดทำตอนพิเศษเชิญแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ และตัวแทนอุตสาหกรรมนมไทย มาร่วมพูดคุย "แบบตรงไปตรงมา" เพื่อเคลียร์ประเด็น เช่น เกณฑ์เรียก "น้ำนมโคแท้ 100%" ความแตกต่างระหว่างนมสดและนมคืนรูป ใครควรระวังการดื่มนม และภาพรวมคุณภาพนมไทยเทียบต่างประเทศ รวมถึงเจ้าตัว "น้อมรับคำวิจารณ์เป็นบทเรียน" และขอบคุณทุกเสียงสะท้อนจากเกษตรกร ปศุสัตว์ และนักวิชาการ

ก่อนหน้านี้ คลิปตัวอย่างรายการถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประโยคที่ว่า "นมในไทยส่วนมากไม่ใช่นมแท้ เป็นนมผงผสม… บางกล่องอาจไม่เคยแตะวัวจริงเลย" จนบรรดานักวิชาการและสื่อหลายแห่งออกมาชี้แจงว่าสินค้านมในไทยจำนวนมากเป็น "น้ำนมโคสดแท้ 100%" มีการระบุชัดเจนบนฉลาก ขณะที่นมคืนรูปหรือผลิตภัณฑ์นมปรุงแต่งก็ต้องติดฉลากตามกฎหมาย ล่าสุดรายการต้องถอดคลิปออกเนื่องจากเกิดความเข้าใจผิด

กระแสขอโทษของวู้ดดี้เกิดขึ้นควบคู่กับคำถามในโซเชียลเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลด้านโภชนาการและข้อสงสัยเรื่องสปอนเซอร์ ฝ่ายที่ถูกอ้างถึงได้เผยว่า "ให้ข้อมูลไม่ครบ" และยืนยันว่าไม่มีสปอนเซอร์จ้างเชียร์รายการ

ภาพรวม ฝ่ายรายการแสดงความรับผิดชอบโดยการแก้ไขข้อมูลและเปิดเวทีผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่นักวิชาการเรียกร้องใช้หลักฐานและข้อกฎหมายบนฉลากเป็นฐานสื่อสาร เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกกับผลิตภัณฑ์นมไทยเกินจริง กำลังรอติดตามตอนพิเศษที่จะให้ข้อมูลเชิงวิชาการแบบครบถ้วนในเร็ว ๆ นี้

‘มาลี’ แสดงความเสียใจ!! กลาโหมกัมพูชาขอโทษเหตุ ทหารไทยเหยียบกับระเบิด PMN-2 ปฏิเสธข้อกล่าวหาวางระเบิดใหม่ ย้ำปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาเคร่งครัด

เมื่อวันที่ (11 พ.ย. 68) กระทรวงกลาโหมกัมพูชาเผยแพร่แถลงการณ์ผ่าน พลโท มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ระบุว่า เสียใจต่อเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาจากสื่อและเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่ว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิด “ใหม่” บริเวณจังหวัดพระวิหาร โดยย้ำว่าเหตุเกิดในพื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดเก่าจากความขัดแย้งในอดีต

กัมพูชายืนยันปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ใช้หรือติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ใด ๆ พร้อมชี้ว่าแม้จะเร่งเก็บกู้มาหลายทศวรรษ ทุ่นระเบิดที่ยังไม่ระเบิดยังเป็นภัยคงค้างตลอดแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงไทย จึงขอให้ฝ่ายไทยหลีกเลี่ยงการลาดตระเวนในพื้นที่ที่รับรู้ร่วมกันว่าเป็นเขตปนเปื้อน เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายและความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า หลังเหตุการณ์ดังกล่าว กำลังทหารด่านหน้าไทย–กัมพูชาได้สื่อสารกัน ไม่มีสัญญาณปะทะ ขณะเดียวกัน กองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชาติดตามใกล้ชิดเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ

ทั้งนี้ กลาโหมกัมพูชาย้ำความมุ่งมั่นทำงานกับไทยเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพชายแดน โดยเฉพาะการคุ้มครองพลเรือน ตามปฏิญญาร่วมกัมพูชา–ไทยที่ลงนามเมื่อ 26 ต.ค. 2568 พร้อมยินดีประสานความร่วมมือด้านเก็บกู้ทุ่นระเบิดและมาตรการลดความเสี่ยงในพื้นที่เสี่ยงตลอดแนวพรมแดนร่วมกัน

“กรมการท่องเที่ยว” อัปเดต โครงการห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว เปิดให้บริการแล้ว 12 แห่ง พร้อมปรับปรุงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในปี 69

(12.พ.ย.68) นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “การเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ นอกจากการวางแผนเส้นทางแล้ว สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ การแวะพักและใช้ “ห้องน้ำที่ดี มีมาตรฐาน” โดยเฉพาะห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งต้องคำนึงถึงความสะอาดและความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยวในทุกเส้นทาง

กรมการท่องเที่ยว จึงได้ดำเนินโครงการปรับปรุงห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงห้องน้ำให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้มีห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยวที่ปรับปรุงแล้วเสร็จ พร้อมให้บริการนักท่องเที่ยว จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวน้ำตกนางครวญ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู เนินกูดดอย อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำพอง (ลานนับดาว) จุดชมวิวหินช้างสี วัดธาตุ พระอารามหลวง พระธาตุขามแก่น วัดพระบาทภูพานคำ จังหวัดขอนแก่น วัดภูมินทร์ วัดศรีพันต้น จังหวัดน่าน วัดราชบูรณะ จังหวัดพิษณุโลก ปราสาทหินพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา และวัดเขาช่องพราน จังหวัดราชบุรี และอยู่ระหว่างดำเนินการในพื้นที่อื่นๆ ให้ครบทั่วประเทศภายในปี 2569”

อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวย้ำถึง ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจและเป็นจุดเริ่มต้นของ “ประสบการณ์ที่ดี” ในทุกการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ

'ปราชญ์ สามสี' ชี้เหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดกลางแผ่นดินไทย! ตั้งคำถาม “สันติภาพยังไงให้คนไทยขาขาด” — ชี้จุดเกิดเหตุห้วยตามาเรียลึกในเขตไทย เท่ากับกัมพูชารุกราน

(12 พ.ย. 68) เพจ ปราชญ์ สามสี ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาด บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย  เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า สันติภาพยังไงให้คนไทยขาขาด....ห้วยตามาเรียอยู่แผ่นดินไทย ลึกเข้ามาจากเส้นเขตแดนมาก แบบนี้เท่ากับกัมพูชา รุกราน ประเทศไทยแล้ว

อมตะ พลิกเกม!! สู่ ‘ฮับดิจิทัลอาเซียน’ จับมือ Day One ทุ่ม 1.5 พันล้านเหรียญ ขยายดาต้าเซ็นเตอร์ 1 กิกะวัตต์ พร้อมเดินหน้าพลังงานสะอาดเต็มสูบ

(12 พ.ย. 68) อมตะ เดินหน้าสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ประกาศความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับ Day One Data Centers ผู้นำศูนย์ข้อมูลจากสิงคโปร์ ทุ่มเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสเกลใหญ่ในนิคมฯ อมตะซิตี้ ชลบุรี โดยตั้งเป้ากำลังไฟฟ้ารวมทะลุ 1 กิกะวัตต์ รองรับดีมานด์จาก Cloud และ AI ในอนาคต หนุนไทยสู่ “ฮับดิจิทัลอาเซียน” ย้ำความยั่งยืนด้วยการจับมือ อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ (AMBRE) ใช้โซลาร์ลอยน้ำ 42.5 MWp ป้อนพลังงานสะอาดสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีที่เติบโตควบคู่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ AMATA ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Day One Data Center ซึ่งมีหน่วยงานรัฐร่วมเป็นสักขีพยาน ประกอบด้วยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมถึงบริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด นับเป็นอีกก้าวสำคัญของอมตะที่ทำให้แนวคิด ‘All Win’ และวิสัยทัศน์สู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะ

“ความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อยืนยันบทบาทของอมตะในฐานะผู้นำการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะของไทย นับเป็นการขับเคลื่อนที่สำคัญในการสนับสนุน เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ที่สามารถเพิ่มเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานทางด้านดิจิทัลของไทยให้เข้มแข็งมากขึ้น และยังก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของคนไทยเข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างรวดเร็ว ที่สามารถรองรับอนาคตเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายวิกรม กล่าว

ทั้งนี้ บริษัท Day One Data Center ได้มีการจองพื้นที่ เพิ่มขึ้นใน Chonburi Tech Park (CTP1) อีก 41.3 ไร่ ส่งผลให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 300 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2569 และมีความประสงค์ต้องการขยายการลงทุน Chonburi Tech Park (CTP2) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี อีกแห่งหนึ่ง จะส่งผลให้ Day One จะมีมูลค่าการลงทุน กว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีความต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเกินกว่า 1 กิกะวัตต์ (GW)

ด้านนางสาวเจมี่ คูห์ (Jamie Khoo) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Day One กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นตลาดกลุ่มเป้าหมายในเชิงกลยุทธ์การเติบโตระดับภูมิภาคของเรา เรากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับบริการดิจิทัล คลาวด์ (Cloud) และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI แห่งอนาคต การขยายศูนย์ดาต้าที่ชลบุรีคือก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค และช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายแพลตฟอร์ม 1 กิกะวัตต์ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะทำให้แคมปัสดาต้าของ Day One เป็นหนึ่งในฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในอาเซียน” 

นอกจากนี้ Day One ได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ (AMBRE) สนับสนุนการเติบโตควบคู่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดหาพลังงานหมุนเวียนให้กับศูนย์ดาต้าภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private User PPA) จากโครงการ โซลาร์ลอยน้ำ ขนาด 42.5 เมกะวัตต์พีก (MWp) ไฟฟ้าแรงดัน 22 กิโลโวลต์ คาดเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2570 ซึ่งจะเชื่อมต่อผ่านระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนของศูนย์ดาต้าในระยะยาว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนภัย แผนประทุษกรรมใหม่แก๊งสแกมเมอร์ AI หลอก AI เปลี่ยนเหยื่อเป็นผู้ร้าย

(11 พ.ย. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการติดตามจับกุมแกะรอยแผนประทุษกรรมของขบวนการสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบกลวิธีใหม่ขบวนการสแกมเมอร์ล่อลวงเหยื่อ ใช้เทคโนโลยี AI หลอก AI เปลี่ยนเหยื่อให้ตกเป็นผู้ร้าย โดยทำให้เหยื่อกลายเป็นบัญชีม้าทางผ่านเงินที่ได้จากการหลอกลวง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล พบกลวิธี AI หลอก AI จากปฏิบัติการเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำกำลังเข้าทลายรังวอร์รูมของหน่วยการเงินของแก๊งสแกมเมอร์ ที่หนีจากประเทศเพื่อนบ้าน เพิ่งย้ายมาเช่าห้องในกรุงเทพมหานครด้วยยุทธวิธีบุกจับอย่างฉับพลัน ทำให้สามารถจับกุมชาวจีน 4 ราย พร้อมคอมพิวเตอร์ 4 เครื่อง และโทรศัพท์ 60 เครื่อง ตรวจข้อมูลคอมพิวเตอร์ พบการใช้ AI หลอก AI ซึ่งทันทีที่ทราบว่าแก๊งมิจฉาชีพนำกลวิธีใหม่มาหลอกลวงผู้อื่น แม้จะเป็นการหลอกลวงเหยื่อในต่างประเทศ แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติห่วงใย ย้ำว่าตำรวจต้องออกมาเตือนภัย สร้างวัคซีนให้ประชาชนอย่างเร่งด่วน เพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อจากกลวิธีนี้

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขั้นตอนการหลอกลวง AI หลอก AI มีดังนี้
1. คนร้ายหาเหยื่อผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน Telegram หรือในแพลตฟอร์โซเชียลมีเดียอื่น ๆ 
2. คนร้ายชักชวน ออกอุบายให้เหยื่อส่งภาพถ่ายใบหน้าตรง และข้อมูลส่วนตัว แลกกับเงิน 100-150 หยวน หรือ 460 - 700 บาท
3. คนร้ายนำภาพของเหยื่อ ใช้ AI เจนเนอเรทให้เป็นภาพเคลื่อนไหว หันซ้าย หันขวา กระพริบตา และอ้าปาก
4. คนร้ายนำคลิปวิดีโอที่ได้จากการเจนเนอเรทโดย AI ไปสมัครบัญชีธนาคารทางออนไลน์ โดยนำไปหลอกกับระบบ AI การ KYC หรือการยืนยันตัวตนลูกค้าของธนาคารหรือแอปพลิเคชันเงินดิจิทัล 
5. เมื่อจะทำการรับโอนเงินหรือโอนเงินออก คนร้ายใช้วิธีตั้งกล้องโทรศัพท์ที่เปิดแอปพลิเคชันการ KYC ของธนาคาร แล้วหันกล้องไปที่คอมพิวเตอร์ซึ่งกำลังเปิดคลิปวิดีโอภาพเคลื่อนไหวใบหน้าผู้เสียหาย ทำให้สามารถผ่านระบบยืนยันตัวตนของธนาคารได้

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า กลวิธีนี้ทำให้แก๊งสแกมเมอร์สามารถโยกเงินได้โดยที่ไม่ต้องให้เหล่าบัญชีม้าไปรอสแกนใบหน้า และกลวิธีนี้จะทำให้เหยื่อตกเป็นผู้ต้องหาได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น หากมีโทรศัพท์ ไลน์ แชต ติดต่อมาอ้างว่าตัวท่านมีคดีเกี่ยวพันสิ่งผิดกฎหมาย ชักชวนหารายได้เสริม หรือชวนลงทุน แล้วพยายามขอข้อมูลส่วนตัว ขอภาพถ่ายหน้าตรง ต้องระวัง ขออย่าส่งให้เด็ดขาด เพราะอาจเป็นกลวิธีที่หลอกลวงโดยนำ AI มาสร้างภาพ แล้วนำไปใช้เปิดบัญชี เป็นทางผ่านเงินของแก๊งสแกมเมอร์ได้

อย่างไรก็ตาม หากมีข้อสงสัยต้องการสอบถาม หรือแจ้งความ โทร.1441 หรือแจ้งความออนไลน์ที่ www.thaipoliceonline.go.th  เท่านั้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top