Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

72 ชั่วโมงเพื่อความจริง เปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ ทุ่นระเบิด PMN-2 ของเล่นทหารเขมร ดีลสันติภาพฉบับมีเงื่อนไข

เปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ ทุ่น PMN-2” เคลียร์โลก–เคลียร์ชายแดน บทความเชิงกระแส สำหรับสื่อไทย

5 มุม “จุดติดกระแส” ที่น่าหยิบขึ้นมาเล่น
1. “72 ชั่วโมงเพื่อความจริง” – กดดันรัฐเปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ทุ่นระเบิด PMN-2 แบบโปร่งใส (ที่มา–ชนิด–เวลาการฝัง) พร้อมเชิญผู้สังเกตการณ์กลางร่วมตรวจสอบ (UNMAS/ICRC/ISU ของอนุสัญญาออตตาวา)
2. “หยุดยิงที่มีรูรั่ว” – หลังเหตุ 10 พ.ย. ไทย “พักข้อตกลง/ความร่วมมือ” โฟกัสว่าช่องโหว่ไหนทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ และมาตรการคุ้มครองชาวบ้านชายแดนควรเป็นอย่างไรทันที
3. “ออตตาวาไม่ใช่กระดาษ” – อธิบายข้อผูกพันตามอนุสัญญา (ห้ามใช้/เก็บ/ผลิต/ถ่ายโอน + หน้าที่กู้เก็บ–ช่วยเหลือเหยื่อ) แล้วชี้ว่าเหตุครั้งนี้ท้าทายพันธกรณีอย่างไรทั้งสองฝ่าย
4. “ข้อมูลลวงชายแดน” – Fact-check คลิป/โพสต์ไวรัลเรื่องทุ่นระเบิด สอนประชาชนเช็กข่าวก่อนแชร์ ลดโหมโรงเกลียดชังข้ามพรมแดน
5. “ดีลสันติภาพฉบับมีเงื่อนไข” – เสนอเช็กลิสต์ตัวชี้วัดความจริงใจ (หยุดวางทุ่น–แผนกู้เก็บร่วม–คืนความปลอดภัยชุมชน) ก่อนจะปลดล็อกความร่วมมือทีละเฟส

บทความตัวอย่าง (เลือกมุมที่ 1)
ภาพรวมเหตุการณ์ (What happened?)
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 ทหารไทย 2 นายบาดเจ็บจากเหตุระเบิดบริเวณชายแดน จ.ศรีสะเกษ รัฐบาลไทยประกาศ “พัก/ระงับ” ความร่วมมือ/ข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชาทันที ให้เหตุผลว่าความเป็นปฏิปักษ์ยังไม่ลดลงและต้องการเห็นความจริงใจที่ชัดเจนก่อนเดินหน้าต่อ นี่คือจุดเปลี่ยนเชิงการเมืองความมั่นคงแบบวันต่อวันของไทย–กัมพูชาในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา

ประเด็นชี้ขาด (Why it matters?)
หัวใจของข้อพิพาทคือ มันเป็น “ทุ่นใหม่” หรือ “ทุ่นเก่า”? หากเป็น PMN-2 ที่เพิ่งวางใหม่จริง ย่อมกระทบต่ออนุสัญญาออตตาวาที่ห้ามการใช้/เก็บ/ผลิต/โอนทุ่นสังหารบุคคลโดยเด็ดขาด และจะกระทบเครดิตทางการทูตของฝ่ายที่ละเมิดอย่างหนัก ฝ่ายไทยอ้างหลักฐานภาพ–ชิ้นส่วน–สภาพทุ่นที่ “ใหม่” ขัดกับคำปฏิเสธของกัมพูชา ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้วางทุ่นใหม่และเหตุอาจเกิดจากทุ่นหลงเหลือยุคสงครามเก่า

ข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในสาธารณะ (What we know so far)
• ผู้เชี่ยวชาญและสื่อหลักหลายสำนักระบุว่า ทุ่นที่จุดชนวนความตึงเครียดคือ PMN-2 ซึ่งอยู่ในข่ายห้ามของอนุสัญญาออตตาวา ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคีสนธิสัญญานี้เหมือนกัน
• ฝ่ายความมั่นคงไทยชี้ว่าทุ่นที่เจอ “สภาพใหม่ มีมาร์กกิ้งชัดเจน ไม่ใช่คลังของไทย” และเตรียมนำเสนอหลักฐานต่อชั้นอนุสัญญาออตตาวา.
• ด้านกัมพูชาปฏิเสธการวางทุ่นใหม่ แต่ย้ำภาพลักษณ์ประเทศผู้กู้ทุ่นมายาวนาน และขอให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นกลาง

ทำไม “72 ชั่วโมง” สำคัญ (Why now?)
หน้าต่างเวลา 72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุคือช่วงทองของนิติวิทยาศาสตร์ระเบิด:
• เก็บสารตกค้าง (explosive residues) และลายนิ้วมือโลหะ/โพลิเมอร์ เพื่อระบุรุ่น–ล็อตการผลิต
• ตรวจการสึกกร่อน–คราบดิน–อายุการฝัง เทียบฐานข้อมูลตัวอย่างมาตรฐาน
• ผังพิกัด (geotag) และห่วงโซ่การครอบครอง (chain-of-custody) ที่ต้องครบตั้งแต่นาทีแรก เพื่อให้ผลสอบยืนได้ทั้งในทางการทูต–กฎหมายระหว่างประเทศ
• การเปิดผลสอบเบื้องต้นอย่างโปร่งใส พร้อมเชิญบุคคลที่สามร่วมยืนยัน จะล็อกกระแสไปที่ข้อเท็จจริง และสร้างแรงกดดันเชิงบวกให้กลับสู่ข้อตกลงที่เชื่อถือได้
4 สิ่งที่รัฐไทยควรทำ “เดี๋ยวนี้”
6. เผยแพร่รายงานนิติวิทยาศาสตร์ระเบิดฉบับย่อ (ภาพชิ้นส่วน/มาร์กกิ้ง/ผลแล็บที่ตรวจได้แล้ว) พร้อมไทม์ไลน์การเก็บหลักฐาน ตั้งแต่ที่เกิดเหตุถึงห้องแล็บ เพื่อยืนบนหลักฐาน ไม่ใช่คำพูด.
7. เชิญผู้สังเกตการณ์เป็นกลาง (เช่น UNMAS/ICRC/คณะเลขานุการอนุสัญญาออตตาวา) เข้าร่วมดูหลักฐานบางส่วนในประเทศ และอนุญาตการตรวจซ้ำเฉพาะจุดที่ไม่กระทบความมั่นคง.
8. ตั้ง “แผนฟื้นความปลอดภัยชายแดน 14 วัน” เพิ่มรอบลาดตระเวน–เก็บกู้ทุ่นในพื้นที่เสี่ยง ปรับช่องทางสัญจรชั่วคราว พร้อมชุดสื่อสารชุมชน (ภาษาไทย–ท้องถิ่น–กัมพูชา).
9. ส่งคำร้องอย่างเป็นทางการภายใต้อนุสัญญาออตตาวา หากหลักฐานชี้ชัดว่าเป็น “ทุ่นใหม่” เพื่อให้กลไกระหว่างประเทศกดดันภาคีที่ละเมิด และให้โรดแมปเคลียร์ทุ่นร่วมที่ตรวจสอบได้.
ประชาชน/สื่อควรทำอะไร
• เลี่ยงพื้นที่เสี่ยง–แจ้ง 191/หน่วย EOD หากพบวัตถุต้องสงสัย ห้ามแตะต้อง
• ตรวจสอบข่าวก่อนแชร์ โดยเฉพาะคลิป/แคปชันที่อ้างว่า “ฝ่ายไหนวางทุ่น” ซึ่งมักถูกตัดต่อหรือบิดเบือน
• เรียกร้อง “ข้อมูลมาก่อนดราม่า” ให้ทุกพรรคการเมือง–สื่อใหญ่ยึดข้อเท็จจริงจากเอกสาร–ผลตรวจ มากกว่าแค่ถ้อยแถลง

บทสรุป

ถ้าไทยชูธงความจริงเชิงหลักฐานภายใน 72 ชั่วโมง เราจะยึดพื้นที่ข่าวคืนจากโซเชียลที่เต็มไปด้วยอารมณ์ สร้างแรงกดดันที่ถูกทิศทางต่อทุกฝ่าย และพาประเทศกลับสู่โต๊ะความร่วมมือบนฐานความไว้วางใจใหม่ ไม่ใช่เพราะใครพูดเสียงดัง แต่เพราะหลักฐานพูดเอง เหตุ 10 พ.ย. ไม่ควรจบที่การพักข้อตกลงเท่านั้น แต่ต้องกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของความโปร่งใส เรื่องทุ่นระเบิดในไทย–อาเซียน

เวียตเจ็ท ผนึก OR ลงนามใช้ “น้ำมัน SAF” ในเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ ดันอุตสาหกรรมการบินไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ตั้งเป้าใช้น้ำมัน SAF ไม่น้อยกว่า 5% ภายในปี 73 พร้อมเพิ่ม 2 เส้นทาง “Green Route” ต้นปีหน้า

เมื่อวานนี้ (10 พ.ย. 68) บริษัท ไทย เวียตเจ็ท แอร์ จอยท์ สต๊อค หรือ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ (VZ) ร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินสีเขียว ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมการบินสู่เป้าหมาย “Net Zero” 

ตอกย้ำจุดยืนของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในการเป็นผู้นำสายการบินต้นทุนต่ำรายแรกในภูมิภาคที่นำร่องใช้น้ำมัน SAF ในเที่ยวบินพาณิชย์ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พร้อมต่อยอดพันธกิจหลักภายใต้กองทุนฟลายกรีน (Fly Green Fund) ของสายการบินฯ ในการเตรียมเปิดเส้นทาง Green Route เพิ่มเติมภายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ได้แก่ เส้นทาง ‘กรุงเทพฯ–คัมรานห์’ และต่อยอดการใช้น้ำมัน SAF สำหรับทุกเที่ยวบินในเส้นทาง ‘กรุงเทพฯ–ดานัง’ ต่อไป โดยพิธี MOU ดังกล่าวจัดขึ้น ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารบี ชั้น 17 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร เมื่อเร็ว ๆ นี้

นายพิชิต เจียรกิตติมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ พร้อมด้วย นายไพศาล อุดมกุลวณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจเอนเนอร์ยี่โซลูชัน OR ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) สำหรับความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นการสานต่อความสำเร็จจากปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสององค์กรได้ร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง SAF และดำเนินการทดลองเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในเส้นทาง “กรุงเทพฯ–ดานัง” เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2567 ณ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ โดยมี OR เป็นผู้ส่งน้ำมัน SAF สำหรับใช้ในเที่ยวบินดังกล่าว นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนการบินสีเขียว หรือ Fly Green ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ยังคงสานต่อความตั้งใจในพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อขานรับนโยบายด้านความยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรมการบินอย่างเป็นรูปธรรม โดยเดินหน้าแผนการขยายเส้นทาง Green Route ภายใต้โครงการ Fly Green อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ซึ่งสายการบินฯ ยังคงมีนโยบายใช้น้ำมัน SAF เป็นส่วนผสมของเชื้อเพลิงในเที่ยวบินพาณิชย์ ล่าสุดได้ขยายการใช้น้ำมัน SAF ในเส้นทาง ‘กรุงเทพฯ–ฟูโกว๊ก’ โดยใช้น้ำมัน SAF สัดส่วน 1% ผสมกับเชื้อเพลิง Jet A-1 สัดส่วน 99% ทั้งนี้ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ยังมีแผนขยายเส้นทางที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืนเพิ่มเติมภายในไตรมาส 1 ปี 2569 ในส้นทางใหม่ ‘กรุงเทพฯ–คัมรานห์’ ซึ่งจะเริ่มให้บริการในเดือนมกราคม เพื่อสนับสนุนนโยบายลดการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรมการบินโลก ตามแนวปฏิบัติของโครงการชดเชยและการลดคาร์บอนสำหรับการบินระหว่างประเทศ หรือ CORSIA (Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation)”

“ความร่วมมือกับ OR ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการบิน ผ่านการใช้และพัฒนาพลังงานสะอาดสำหรับอากาศยานอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกในอนาคต ซึ่งนอกจากการจัดหาน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ให้แก่เวียตเจ็ทไทยแลนด์เพื่อใช้ในเที่ยวบินพาณิชย์แล้ว ทั้งสององค์กรยังอยู่ระหว่างการหารือแนวทางขยายความร่วมมือในมิติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดสำหรับอุตสาหกรรมการบินในระยะยาว โดยเวียตเจ็ทไทยแลนด์มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่อง และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมัน SAF ให้ได้ไม่น้อยกว่า 5% ของเชื้อเพลิงทั้งหมดภายในปี 2573 เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการบินสีเขียวตามแนวทาง Net Zero ของภาคอุตสาหกรรมการบินโลก” 

นายไพศาล อุดมกุลวณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจเอนเนอร์ยี่โซลูชัน OR เปิดเผยว่า OR มีความภูมิใจที่ได้เป็นพันธมิตรหลักในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ให้กับเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการบินไทยในการมุ่งสู่อนาคตที่สะอาดและยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้ OR จะเป็นผู้ให้บริการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ SAF เพื่อให้เวียตเจ็ท ไทยแลนด์ ใช้เป็นเชื้อเพลิงทางการบินสำหรับเที่ยวบินพาณิชย์อย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต โดยล่าสุดได้ยกระดับการใช้ SAF สู่เที่ยวบินประจำระหว่าง สุวรรณภูมิ – ฟูโกว๊ก 

ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเวียตเจ็ท ไทยแลนด์ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการนำ SAF มาใช้ในเที่ยวบินพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การลงนาม MOU ในเดือนพฤษภาคม 2567 และริเริ่มเที่ยวบินปฐมฤกษ์ระหว่างประเทศ ระหว่างกรุงเทพฯ – ดานัง เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นสายการบินอันดับต้นๆ ในประเทศไทยที่ให้ความสำคัญและดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ OR จะยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมพลังงานและบริการด้านเอนเนอร์ยี่โซลูชัน เพื่อสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และร่วมสร้างระบบนิเวศด้านพลังงานยั่งยืนของประเทศไทยให้เกิดขึ้นจริง พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

สำหรับ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 6 ปี ภายใต้กองทุกฟลายกรีน (Fly Green Fund) ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสร้างสังคมสีเขียวผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งในระดับองค์กรและชุมชน โดยการผ่านความร่วมมือจากผู้โดยสาร พนักงานของสายการบินฯ และพันธมิตรในทุกภาคส่วน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเวียตเจ็ทไทยแลนด์และกองทุนฟลายกรีนได้ที่ www.vietjetair.com 

รู้จัก “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้ยกระดับแรงงานไทยให้เข้มแข็ง ท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และการรุกคืบของเทคโนโลยีในทุกอุตสาหกรรม การพัฒนา “ทักษะ” คือทางออกที่จะทำให้แรงงานไทยยังเป็นที่ต้องการและไม่ถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ และนี่ก็คือภารกิจอันสำคัญของ “กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน” (กพร.) หน่วยงานที่ทำหน้าที่พัฒนาแรงงานให้เดินคู่มาตรฐานสากล ตั้งแต่วางแผนยุทธศาสตร์ จัดทำมาตรฐานฝีมือ ทดสอบ-รับรองความรู้ความสามารถ ไปจนถึงบริหารกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้สถานประกอบการและแรงงานไทยพร้อมแข่งขันในตลาดโลก

และผู้ที่ขับเคลื่อนภารกิจอันสำคัญนี้ให้เป็นจริงในปี 2568 คือ “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน คนปัจจุบัน นั่นเอง

สำหรับประวัติของ “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” เป็นข้าราชการสายแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้าน “นโยบายสาธารณะ” และ “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” โดยพื้นฐานการศึกษาครอบคลุมทั้งรัฐศาสตร์และการบริหารการพัฒนา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต (บริหารรัฐกิจ) จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่อยอดความรู้ระดับปริญญาโท พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) จาก สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งทำให้มีมุมมองรอบด้าน ทั้งในเชิงโครงสร้างนโยบายและการพัฒนาคนในระบบเศรษฐกิจ-สังคม

ในเส้นทางราชการ เริ่มต้นจากการทำงานในหน่วยงานระดับพื้นที่ของกระทรวงแรงงาน ก่อนเติบโตสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงที่หลากหลาย สะท้อนประสบการณ์ที่รอบด้านในระบบแรงงานไทย โดยเคยดำรงตำแหน่ง ผู้บริหารงานจัดหางานจังหวัดนครสวรรค์ ต่อมาดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการจัดหางาน ภายหลังได้รับแต่งตั้งเป็น รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และก้าวขึ้นเป็น ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน และ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

ตลอดเส้นทางกว่า 30 ปีในระบบราชการ นายเดชาได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งด้าน “การพัฒนาฝีมือ” “การคุ้มครองแรงงาน” และ “การจัดหางาน” ครบทุกมิติ จึงเข้าใจห่วงโซ่แรงงานไทยอย่างลึกซึ้ง สามารถออกแบบนโยบายและขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานให้เท่าทันเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดแรงงานในศตวรรษที่ 21

ในปี 2568 ภายใต้การนำของ เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ ในฐานะอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หนึ่งในผลงานชูเด่นคือการเปิดหลักสูตรฝึกอบรมด้าน “ยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม” เพื่อเตรียมแรงงานรองรับอุตสาหกรรมใหม่ในเขต EEC ที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยตั้งเป้าฝึกให้ได้ 3,000 คน และจนถึงเวลารายงานได้ดำเนินการแล้วครบ 3,001 คน สะท้อนถึงการยกระดับขีดความสามารถของกรมฯ ให้ก้าวทันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเปิดโอกาสให้แรงงานไทยมีทักษะที่ตลาดต้องการจริง

อีกผลงานที่ไม่อาจมองข้ามคือโครงการฝึกอบรมด้าน “Soft Power” ที่มุ่งยกระดับทักษะแรงงานและขยายแนวคิดการพัฒนาแรงงานจาก ‘ช่างฝีมือ’ สู่ ‘แรงงานสร้างสรรค์’ ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานวัฒนธรรม” ภายใต้เป้าหมายฝึกกว่า 70,000 คนทั่วประเทศในปีนี้ หลักสูตรครอบคลุมตั้งแต่ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน การสร้างสื่อมัลติมีเดีย นวดแผนไทย สปา บาริสต้า ฯลฯ ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ที่ว่า “แรงงานไทยต้องมีทั้งฝีมือและ Soft Skills ที่สร้างมูลค่า”

นอกจากนี้กรมฯ ภายใต้การนำของอธิบดีเดชายังได้รับรางวัล “Best Performance Award” จาก สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ในฐานะองค์กรที่มีผลงานโดดเด่นด้านความมั่นคงไซเบอร์ ซึ่งถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่า ภายใต้การนำของ “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ไม่เพียงพัฒนาแรงงาน แต่ยังยกระดับระบบองค์กรให้พร้อมรับความเสี่ยงทางดิจิทัล เป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมพร้อมต่อยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคง

คณะผู้แทนรัฐสภาไทยรำลึกบิดา “ลูกเสือโลก” – ผู้ว่าฯ “เนียรี” ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น สะท้อนสายสัมพันธ์มิตรภาพไทย–เคนยา

เมื่อวันที่ (10 พ.ย. 68) คณะผู้แทนรัฐสภาไทยนำโดย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะกรรมการบริหารชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย และหัวหน้าคณะผู้แทนฯ พร้อมด้วย นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส., นายนิคม มากรุ่งแจ้ง ส.ว., นายอาณัฐชัย รัตตกุล ที่ปรึกษาชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย และ น.ส.สตีจิตร ไตรพิบูลย์สุข รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมการบริหารสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมทัศนศึกษา ณ เมืองเนียรี สาธารณรัฐเคนยา

คณะผู้แทนฯ ได้เยี่ยมชม Paxtu ที่พำนักสุดท้ายของ Lord Baden Powell ผู้ก่อตั้งลูกเสือโลก ก่อนร่วมขบวนวางดอกไม้หน้าอนุสรณ์สถานและหลุมศพ เพื่อแสดงความคารวะและรำลึกถึงคุณูปการสำคัญที่มีต่อขบวนการลูกเสือทั่วโลก ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมเชื่อมสายสัมพันธ์ลูกเสือรัฐสภาประเทศต่าง ๆ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี คณะผู้แทนรัฐสภาไทยได้เดินทางไปยังศาลาว่าการจังหวัดเนียรี โดยมี Mr. Mutahi Kahiga ผู้ว่าราชการจังหวัดเนียรี ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมร่วมถ่ายภาพกับผู้แทนจากหลายประเทศ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือด้านกิจการลูกเสือในระดับนานาชาติ

กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไทยกับสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก พร้อมยกระดับบทบาทของไทยในเวทีลูกเสือสากลอย่างเด่นชัด

บิ๊กปู รับลูก สร.1 สั่งเข้มคุมต่างชาติทะลักแม่สอดลงระบบ ตม. สกัดกลับเข้าไทยซ้ำ

จากกรณี ที่ทางรัฐบาลเมียนมาร์ ได้เข้าปราบปรามและทำลาย แหล่ง สแกมเมอร์ ในเขตพื้นที่ เมียวดี โดยเฉพาะการเข้าทำลายอาคาร KK Paek ซึ่งเป็นแหล่งสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ เป็นผลให้ มีคนต่างชาติที่ทำงานในพื้นที่ดังกล่าว ต่างหนีตาย ข้ามแม่น้ำเมย ผ่านช่องทางธรรมชาติเข้าไทยจำนวนมาก โดยมีกำลังทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองในพื้นที่เข้าสกัดจับกุม เพื่อตรวจสอบ คัดกรอง และส่งกลับประเทศ

(11 พ.ย.68 ) พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯโฆษก สตม.เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ ( 10 พ.ย.2568) พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ พล.ต.ต.ปิยะอนันต์ โตสกุลวงศ์ รอง ผบช.สตม.นำคณะบินเข้า พื้นที่ อ.แม่สอด จว.ตาก เพื่อร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ที่เข้าพื้นที่แม่สอด เพื่อติดตามสถานการณ์การควบคุมส่งกลับของต่างชาติดังกล่าว 

โดยพบว่า มีคนต่างชาติที่ลักลอบหนีเข้าเมือง ตั้งแต่ 22 ต.ค.2568 ประมาณ 1,440 คน ส่วนใหญ่เป็นชาติอินเดียถึง 465 คน รองลงมาเป็นชาติแอฟริกา 270 คน ฟิลิปปินส์ 220 คน จีน 187 คน ตามลำดับ โดยทุกราย จะมีการควบคุมตัวเพื่อเตรียมผลักดันกลับประเทศ ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 

ทั้งนี้ ทุกรายจะต้องมีการคัดกรองสัมภาษณ์ตามกระบวนการ NRM หรือ National Referral Mechanism  กลไกการส่งต่อระดับชาติ ซึ่งเป็นระบบในการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานตามมาตรฐานสากล

นอกจากนั้น พล.ต.ท.ภาณุมาศ ฯ ได้สั่งให้ ตม.จว.ตาก ดำเนินการเก็บข้อมูลอัตลักษณ์ Biometric คนต่างชาติทุกรายลงในระบบ สตม. เพื่อป้องกันคนต่างชาติเหล่านี้ เปลี่ยนแปลงตัวตนในเอกสารเดินทาง แล้วกลับเข้าประเทศไทยอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นการแฝงตนเข้าไทย เพื่อหาโอกาสเดินทางกลับไปตกเป็นเหยื่อของกลุ่มสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านซ้ำรอยอีก 

โดยสั่งการให้ ตม.สนามบิน ทุกแห่งเพิ่มความเข้มในการสกัด ตรวจสอบ คนต่างชาติที่มีประวัติการถูกนำตัวส่งกลับจากแหล่งสแกมเมอร์ในเมียนมาร์ ให้ปฏิเสธการเข้าเมืองทุกราย เนื่องจากมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจะเกี่ยวข้องกับการร่วมกระทำผิด โดยเฉพาะ กลุ่มชาติเอเซียใต้  แอฟริกาตะวันออก รวมถึงการช่วยเตือนคนต่างชาติที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคนที่เดินทางมาคนเดียว แต่ไม่มีแผนการท่องเที่ยวที่ชัดเจน ไม่มีการซื้อตั๋วเดินทางกลับ และโรงแรมที่พัก จะถูกสัมภาษณ์แจ้งเตือนว่าอาจตกเป็นเหยื่อของกลุ่มสแกมเมอร์ที่หลอกให้มาทำงานผิดกฎหมาย ซึ่งตั้งแต่ต้นปี ทาง ตม.สนามบิน มีการแจ้งเตือนไปแล้วกว่า 3,384 ราย

ทอ.จีน ฉลอง 76 ปี!! โชว์ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีการรบ เผยโฉมโดรนสุดล้ำ GJ‑11 ร่วมทีมกับ J-20 ชี้อนาคตกองทัพผสานคนกับ AI เต็มรูปแบบ ยกระดับการฝึกนักบินสู่สนามรบอัจฉริยะ

(12 พ.ย. 68) กองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน (PLAAF) เฉลิมฉลองครบรอบ 76 ปี ด้วยการเผยแพร่ไมโครฟิล์มชื่อ “Dreaming Far” บนโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นภาพในเรื่องเล่าการเติบโตของกองทัพอากาศจากยุคเริ่มต้น สู่กำลังรบสมัยใหม่ที่เน้นเทคโนโลยีอัจฉริยะและข้อมูลนำรบ จุดที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือภาพโดรนรุ่นใหม่ GJ‑11 รหัส “Xuanlong-08” บินร่วมกับเครื่องบินรบ J-16 และ J-20 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่จีนเผยให้เห็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักบินและโดรนอย่างสมจริง

อีกหนึ่งคลิปจากช่องทหารของ CCTV ยังได้ย้อนรอยประวัติศาสตร์ PLAAF ตั้งแต่ยุคเครื่องบิน J-5 รุ่นแรก จนถึงเครื่องรุ่นใหม่อย่าง J-20 และ J-35 รวมถึงเครื่องขนส่งขนาดใหญ่ Y-20B สะท้อนให้เห็นพัฒนาการจากกองทัพขนาดเล็กที่เริ่มต้นด้วยเครื่องบินเพียง 17 ลำในปี ค.ศ.1949 จนกลายเป็นกองทัพอากาศชั้นนำของโลก นักบินรายหนึ่งกล่าวในคลิปว่า “เรามีเครื่องบินที่ดีที่สุด มือหนึ่งถือปืน อีกมือหนึ่งถือกิ่งมะกอก” สื่อถึงความพร้อมทั้งในสงครามและสันติภาพ

สี จิ้นผิงผู้นำจีนกำหนดทิศทางใหม่ให้กองทัพในอีก 5 ปีข้างหน้า มุ่งสู่ “กองทัพอัจฉริยะ” ด้วยการพัฒนาการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะ AI ที่ถูกนำมาช่วยฝึกนักบินให้มีทักษะใกล้เคียงสถานการณ์จริง นักบินมากประสบการณ์อย่าง “หม่า เซียว” เผยว่า ระบบ AI ที่ใช้ซ้อมรบ “ดุดันและไม่พลาดเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะมันเรียนรู้จุดแข็งของนักบินทุกคนในหน่วย จนกลายเป็นคู่ซ้อมที่เก่งรอบด้าน”

ทั้งนี้ การฝึกแบบใหม่ช่วยยกระดับขีดความสามารถนักบินให้พร้อมต่อการรบจริงมากขึ้น ผู้บังคับการหน่วยย้ำว่า “เราต้องศึกษาไม่เพียงแค่สงครามในวันนี้ แต่รวมถึงสงครามของอนาคต” สะท้อนภาพชัดเจนว่ากองทัพอากาศจีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งกำลังคน สู่ยุคของ “กองทัพอัจฉริยะ” ที่เทคโนโลยีและ AI จะเป็นหัวใจสำคัญของสนามรบในศตวรรษหน้า

นักเรียนนายเรืออากาศไทยสร้างชื่อบนเวทีนานาชาติ ร่วมงาน “PLAAF International Cadets Week ครั้งที่ 6” ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

นาวาอากาศเอก อธิราช ศิริทรัพย์ ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ได้นำนักเรียนนายเรืออากาศ รชต  เพียรเสมอ (เฟีย) และนักเรียนนายเรืออากาศ ศรวีร์  จิรวีระ (มอส) นักเรียนนายเรืออากาศชั้นปีที่ 5 ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้แทนนักเรียนนายเรืออากาศ เข้าร่วมงาน PLAAF International Cadets Week ครั้งที่ 6 ณ เมืองซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่าง 2 - 8 พฤศจิกายน 2568 ที่จัดโดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ภายใต้วัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มพูนทักษะทางทหาร และ ทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม ให้แก่ผู้เข้าร่วมทั้งจากจีนและประเทศอื่น ๆ ผ่านกิจกรรมเรียนรู้ ฝึกอบรม แลกเปลี่ยนทางวิชาการ และกิจกรรมวัฒนธรรม รวมทั้งเพื่อเป็นการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างประเทศ และความร่วมมือระหว่างกองทัพอากาศ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน และกองทัพอากาศต่างประเทศ

ในครั้งนี้ นักเรียนนายเรืออากาศ รชต  เพียรเสมอ และนักเรียนนายเรืออากาศ ศรวีร์  จิรวีระ ได้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมทักษะและความรู้ ในกิจกรรมที่เรียกว่า Model United Nations คือ กิจกรรมที่จำลองให้นักเรียนนายเรืออากาศเป็นตัวแทนแต่ละประเทศที่กำหนดให้ และให้กล่าว speech ในการประกาศจุดยืนและแก้ปัญหาในหัวข้อที่ได้รับมา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ปูพื้นฐานในด้านความรู้ ภาษา และโดยเฉพาะการทูตได้เป็นอย่างดี ซึ่งทั้งสองคนทำออกมาได้ดีและได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจีนเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งได้ร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม (cultural exchange) ด้วยการแต่งกายชุดไทย โดยนักเรียนนายเรืออากาศ ศรวีร์ฯ ได้บรรเลงเปียโนในบทเพลงจันทร์ และ ออเจ้าเอย ปิดท้ายด้วยการบรรเลงเพลง “jumping machine” ของ LBI ที่กำลังได้รับความนิยม สร้างความประทับใจให้ผู้ชมและทำให้ได้รับเสียงปรบมือจากผู้ร่วมงานเป็นจำนวนมาก 

สิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมงาน PLAAF International Cadets Week ครั้งที่ 6 นี้ คือได้รับความรู้เกี่ยวกับระบบการศึกษาของโรงเรียนทหารในแต่ละประเทศ การแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นการฝึกทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการ สร้างการเรียนรู้มารยาทสังคมพื้นฐานในระดับสากล อีกทั้งยังสามารถนำประสบการณ์ต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในการเรียน ถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับให้แก่นักเรียนนายเรืออากาศในรุ่นต่อ ๆ ไป และใช้ในการปฏิบัติงานในอนาคตได้อีกด้วย

กองประชาสัมพันธ์ 
สำนักกิจการพลเรือนและประชาสัมพันธ์ 
กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ 

11 พฤศจิกายน 2568 

 

วิบากกรรม 'ชนนพัฒฐ์' สะเทือนภาพลักษณ์นักการเมืองรุ่นใหม่ หลังถูกปปง.ยึด-อายัดทรัพย์ 159 ล้าน ปมถูกกล่าวหาพัวพันพนันออนไลน์ วัดใจ 'ธรรมนัส' ให้ไปต่อหรือพอแค่นี้

คดีพนันออนไลน์ เกมชี้ชะตาอนาคต ‘ชนนพัฒฐ์-กล้าธรรม’ วัดใจ ‘ธรรมนัส’

น่าสนใจยิ่งต่อวิบากกรรมของ “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. กฤต” หลังถูก สำนักงาน ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยึด-อายัดทรัพย์ 159 ล้านบาท ตามคดีพนันออนไลน์

ภูมิหลังและฐานะทางการเมือง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา เขต 4 จากพรรคพรรคกล้าธรรม เขาแจ้งเกิดทางการเมืองในนามพรรคพลังประชารัฐ จากการเขียนไปเบียด ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี ที่เป็น สส.เขตนี้อยู่ด้วยวิธีการใด ไม่อาจทราบได้ ซึ่งถือว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ในภาคใต้ที่ถูกจับตาอย่างมาก

ถูกจับตามอง เพราะชื่อเสียงของเราโด่งดังในทางลบกับข้อครหาพัวพันพนันออนไลน์ไม่แก๊งเด็กรุ่นใหม่ในแวดวงการเมืองด้วย ซึ่งเป็นรุ่นทายาทของนักการเมืองหลายคน

นอกจากนี้ยังมีบทบาททางธุรกิจหลายด้าน ทั้งอสังหาริมทรัพย์ โรงงานผลิตเสื้อกีฬา อุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงธุรกิจเรือท่องเที่ยว เขาเป็นคนนครศรีฯ บ้านเกิดอยู่ ต.ท่าเสม็ด อ.ชะอวดเขาจึงเป็นประธานสโมสรฟุตบอลนครศรี ยูไนเต็ดด้วย 

ด้วยบทบาททั้งการเมืองและธุรกิจ ทำให้เขามีภาพลักษณ์ทั้ง “นักการเมืองไฟแรง” และถูกตั้งข้อสงสัยในแง่ความโปร่งใส ซึ่งกลายมาเป็นจุดที่ถูกกระบวนการกฎหมายและสื่อจับตามองเป็นพิเศษมาตลอด เขาเคยถูกรวบคาสนามบินดอนเมืองมาแล้ว คดียังไม่จบยังอยู่ในมือของตำรวจ ซึ่งผกก.สภ.หาดใหญ่เตรียมสั่งคดีไม่เกิน 15 พฤศจิกายนนี้ 

คดีของ สส.กฤต ในชั้นพนักงานสอบสวน ตำรวจชุดจับกุมสองนายกลับคำให้การ และสำนวนอ่อน และด้วยกลยุทธ์ทำให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง และมีอัยการสองคนถูกย้าย และถูกตั้งกรรมการสอบด้วย

เมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้อง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เห็นแย้ง สำนวนจึงถูกส่งไปยังอัยการสูงสุด กำลังรอว่าอัยการสูงสุดจะสั่งคดีว่าอย่างไร หลังสั่งให้ตำรวจสอบเพิ่มอีก 8 ประเด็น

กล่าวสำหรับข้อกล่าวหาและกระบวนการสอบสวน ของ ปปง.เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 คณะกรรมการธุรกรรมของปปง. มีมติ ยึด-อายัดทรัพย์สินของชนนพัฒฐ์และพวกรวม 69 รายการ มูลค่าประมาณ 159 ล้านบาท เนื่องจากพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายพนันออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ เช่น “gini88.com”, “gimi44.com”, “ts911goal.com” และอื่นๆ

รายละเอียดทรัพย์สินที่ถูกอายัด ได้แก่ เงินสด รถยนต์ ที่ดิน เงินและหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และเงินฝากธนาคารหลายบัญชี

คดีของเขาถูกตั้งข้อหาในหลายมิติ เช่น ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์, ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยการพนัน, โอน-จำหน่าย / ซ่อนเร้นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด

ผลสอบของตำรวจ พบว่า พนักงานสอบสวนบางส่วนของคดีดังกล่าวมีความบกพร่อง เช่น เอกสารและการสอบพยานคลาดเคลื่อน ข้อมูลไม่ครบถ้วน

บทบาทของ ปปง. และการยึดอายัดทรัพย์ ปปง.ระบุว่า ตามมติ ครม. เมื่อ 21 ต.ค. 2568 เรื่อง “การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” เป็นวาระแห่งชาติ ทำให้มีการขยายผลเรื่องพนันออนไลน์และฟอกเงินอย่างจริงจัง การยึดอายัดนั้นเป็นมาตรการ ชั่วคราวไม่เกิน 90 วัน เพื่อให้ได้เวลาตรวจสอบทรัพย์สินว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามมาตรา 3(9) ของ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 (ปปง.) หรือไม่

ผู้ถูกยึดหรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นอุทธรณ์ขอเพิกถอนคำสั่งได้ภายใน 30 วัน พร้อมหลักฐานว่า “ทรัพย์สินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด”

ผลกระทบทางการเมืองและภาพลักษณ์สำหรับชนนพัฒฐ์แล้ว คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “ถูกสอบ” แต่เป็น การทดสอบความโปร่งใสของนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เคยถือว่าเป็นพื้นที่อิทธิพลทางการเมืองสูง ภาพลักษณ์ที่เขาสร้างไว้ว่าเป็น “นักธุรกิจการเมืองรุ่นใหม่” ถูกท้าทายอย่างหนักเมื่อข่าวยึด-อายัดทรัพย์เผยแพร่อย่างกว้างขวาง

ฝ่ายคู่แข่งและสื่อใช้กรณีนี้เป็น “สัญญาณ” ของการเมืองภาคใต้ที่มีเครือข่ายธุรกิจ–พนันออนไลน์–เงินทุนที่ซับซ้อน ซึ่งอาจเป็น “รอยแผล” ในระบบการเมือง

ไม่ควรลืมว่า การเข้ามาแจ้งเกิดของชนนพัฒฐ์ เป็นการเข้ามาเบียดแทรกเจ้าถิ่นเดิม เจ้าถิ่นจึงจ้องจะเอาคืน เมื่อจังหวะมาถึงเขาจึงถูกถล่มแบบไม่ยั้งมือ

ชนนพัฒฐ์เองก็เคยเปิดเกมแรงท้าชนนายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง แบบไม่มีใครยอมใคร ยิ่งมีข่าวนายกฯชายจะมากล้าธรรม ชนนพัฒฐ์เองก็ออกแรงกีดกันหนัก ข้ามไปถึงเขต 6 ที่ภรรยานายกฯชายเป็น สส.อยู่ด้วย 

กระบวนการสอบสวนที่ได้รับการวิจารณ์ว่า “บกพร่อง” ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้เกิดข้อสงสัยว่าการบังคับใช้กฎหมายมีความ “เสมอภาค” หรือไม่ หรือมีอะไรมาบังตาพนักงานสอบสวน จึงทำให้สำนวนบกพร่อง หรือถึงขั้นจับกุมเองกลับคำให้การเอง

5. สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและจุดที่ต้องจับตา

การยึด-อายัดทรัพย์ของปปง. เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ลุย“เครือข่าย”เว็บพนันออนไลน์ยังต้องถูกขยายผลถึงโครงข่ายทั้งหมด  

ในทางการเมือง ผลของคดีนี้อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรคกล้าธรรม และโอกาสทางการเมือง ของชนนพัฒฐ์เองที่หวังผลสูงถึงตำแหน่งรัฐมนตรี

‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ ร่วมงาน รมช.กลาโหม แต่งตั้งเป็นคณะทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ ชูการสื่อสารพิทักษ์ชาติ ย้ำภูมิใจปกป้องอธิปไตยของชาติ

(12 พ.ย. 68) กรรมการช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่งตั้ง ร้อยเอก สมบัติ บัญชาเมฆ หรือบัวขาว บัญชาเมฆ ร่วมเป็นคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อเสริมสร้างการสื่อสารภารกิจของกระทรวงกลาโหมในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ณ กรุงเทพมหานคร

บัวขาวกล่าวผ่านโพสต์ว่า “ภูมิใจครับที่ได้รับหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติอีกรูปแบบหนึ่ง” สะท้อนจุดยืนในการใช้บทบาทประชาสัมพันธ์เป็นความต่อเนื่องของการปกป้องผลประโยชน์ชาติ แม้ไม่ใช่หน้าที่ปฏิบัติการโดยตรง

บัวขาวซึ่งมียศร้อยเอกในกองทัพบก มีประวัติการรับราชการและปรากฏในกิจกรรมสนับสนุนทหารชายแดนและการสื่อสารเรื่องอธิปไตยต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง การใช้บุคลากรสาธารณะในตำแหน่งนี้เหมาะสมกับนโยบายหน่วยงานความมั่นคงที่ต้องการขยายการสื่อสารให้ครอบคลุมและเข้าถึงประชาชนมากขึ้น

การแต่งตั้งบัวขาวสะท้อนบทบาทใหม่ของการปกป้องชาติผ่านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ทั้งยังเป็นการเพิ่มศักยภาพการแจ้งข่าวสารภารกิจด้านความมั่นคงให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจมากขึ้น

สาวลาวลายมือสวย เขียนภาษาไทยงามคม เนี้ยบทุกเส้น โซเชียลชม—อ่านง่าย—เป็นระเบียบ มอบคะแนนให้เกือบเต็ม 10 ถามเคล็ดลับ ฝึกยังไงให้สวยเป๊ะ?

โพสต์จากเพจ ตุ๊กตาสาวลาว - Toukta Lao เผยภาพตนเองเขียนตัวหนังสือภาษาไทย ลายมือสวยเป็นระเบียบ ตัวอักษรเอียงเท่ากัน ระยะห่างสม่ำเสมอ และเส้นหมึกคมชัด แม้แคปชันจะระบุว่าเขียนด้วยความรีบ จนกลายเป็นไวรัลในเวลาไม่นาน หลังเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 68 ยอดไลก์แล้วกว่า 1,200 ไลก์ 

ใต้โพสต์ ชาวเน็ตทั้งไทย–ลาวแห่ชื่นชมลายมือของสาวนิสิตลาวว่า “อ่านง่าย สบายตา” หลายคนขอเคล็ดลับการฝึก ตั้งแต่การจับปากกา การกำหนดเส้นบรรทัด ไปจนถึงการซ้อมเขียนตัวอักษรซ้ำๆ บางคอมเมนต์เล่าว่าเห็นแล้วอยากกลับมา “คัดลายมือ” อีกครั้ง เพราะช่วยทั้งสมาธิและความเรียบร้อยของงานเขียน 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top