Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

กรมปศุสัตว์ สนธิกำลังหน่วยเฉพาะกิจ ตรวจสอบร้านอาหารสัตว์ จ.อำนาจเจริญ จำหน่ายอาหารสัตว์เถื่อน​ผ่านทางออนไลน์​ สั่งอายัดของกลางกว่า 400 กระสอบ

(12 พ.ย. 68) นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้​มอบ​หมายให้​เจ้า​หน้าที่​ชุด​เฉพาะกิจ​ประกอบด้วย​ สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์เขต 3 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอำนาจเจริญ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอปทุมราชวงศา และด่านกักกันสัตว์ยโสธร บูรณาการร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช เข้าตรวจสอบร้านจำหน่ายอาหารสัตว์ในอำเภอปทุมราชวงศา​ จังหวัด​อำนาจเจริญ​ ตามที่​ได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านระบบ DLD 4.0 ว่า​ มีการ​จำหน่าย​อาหาร​สัตว์​เถื่อน​ผ่าน​แพลตฟอร์ม​ออนไลน์​ โดยจากการ​สืบสวน​เบื้องต้น​พบว่า​ ร้านอาหาร​สัตว์​แห่ง​นี้​จำหน่ายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียน

จากการตรวจสอบภายในสถานที่ พบอาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูปชนิดผงสำหรับเลี้ยงโค 2 ยี่ห้อ รวม 445 กระสอบ มูลค่ารวมประมาณ 135,140 บาท โดยไม่มีหลักฐานการขอขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดของกลางทั้งหมด พร้อมเก็บตัวอย่างอาหารสัตว์ 5 รายการ ส่งตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 56 (4) ซึ่งห้ามผู้ใดขายอาหารสัตว์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ มีโทษตามมาตรา 86 วรรคสอง จำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000-60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยของกลางทั้งหมดถูกยึดอายัดไว้ ณ สถานประกอบการ และจะดำเนินการทางกฎหมายจนกว่าคดีจะสิ้นสุด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ เพื่อคุ้มครองเกษตรกรและผู้บริโภคจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ตามนโยบายของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้สั่งการให้เข้มงวดการตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์​ ร้าน​จำหน่าย​อาหารสัตว์​ ตลอดจนการจำหน่ายสินค้าในระบบออนไลน์ เพื่อปกป้องเกษตรกรไม่ให้ได้รับความเสียหาย และสร้างความเชื่อมั่นในภาคการผลิตปศุสัตว์ของประเทศ

กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นการกระทำผิดเกี่ยวกับการผลิตหรือจำหน่ายอาหารสัตว์ไม่ได้มาตรฐาน สามารถแจ้งเบาะแสผ่าน Application “DLD 4.0” ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันสร้างระบบการเลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพ​ ปลอดภัย​ และ​ยั่งยืน​ต่อไป

ผบ.ตร. ย้ำ ตำรวจพร้อมสนับสนุนทหารป้องกันประเทศ พร้อมเสริมกองทัพรักษาอธิปไตยชายแดนไทย - กัมพูชา ดูแลพื้นที่ส่วนหลัง สร้างความมั่นใจให้ประชาชน

(12 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วานนี้ (11 พฤศจิกายน 2568) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้การต้อนรับ พล.ท.ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (วปอ.) พร้อมคณะผู้บริหาร อาจารย์ และนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร วปอ. รุ่นที่ 68 จำนวน 299 นาย ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  

ผบ.ตร.ได้กล่าวต้อนรับคณะฯ บรรยายสรุปภารกิจและผลการปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้ตอบข้อซักถามถึงภารกิจต่าง ๆ ของตำรวจในหลายประเด็น เกี่ยวกับเรื่องการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน โดย ผบ.ตร.กล่าวย้ำในตอนหนึ่งว่า ได้นำเรียนท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบกตลอดว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความพร้อมสนับสนุนภารกิจของทหาร ในการป้องกันประเทศ พร้อมย้ำว่าในส่วนการรักษาอธิปไตยชายแดนไทย – กัมพูชา นั้น มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ซึ่งรับผิดชอบด้านความมั่นคง เตรียมความพร้อมในทุกส่วนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหากได้รับการร้องขอจากกองทัพ และเน้นในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ส่วนหลัง เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับพี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การเข้าดูงานของคณะ วปอ.ครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และตอกย้ำความเป็นหนึ่งเดียวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพ และหน่วยงานความมั่นคง

‘ทูตรัศม์’ กังขา ทำไม ‘อนุทิน’ ชอบพูดเข้าทางกัมพูชา หลังท้าทายมาตรการภาษีสหรัฐฯ โดดเดี่ยวตัวเองออกจากมหาอำนาจ ผลักกัมพูชาให้ใกล้ชิดสหรัฐฯ

นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ (นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) กล่าวถึงคำพูดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่อันตราย หลังก่อนหน้านี้ ออกมาระบุไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชาว่า

ในวันนี้ (12 พ.ย.) นายอนุทิน ยังออกมาพูดจาท้าทายสหรัฐอเมริกา ซึ่งผู้ที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากคำพูดนี้คือ “กัมพูชา” เพราะคำพูดนี้ นอกจากจะเป็นการโดดเดี่ยวประเทศไทย ออกจากพันธมิตรที่เป็นมหาอำนาจของโลกแล้ว ในทางกลับกัน ยังเท่ากับเป็นผลักดันให้กัมพูชาใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากขึ้นด้วยโดยปริยายด้วย

นายรัศม์ ยังระบุว่า ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากเรื่องความมั่นคงแล้ว เรื่องปากท้องประชาชน ก็อาจถูกกระทบจากมาตรการตอบโต้ทางภาษี จากคำพูดท้าทายโดยไม่จำเป็นจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ตระหนัก และพร้อมรับผิดชอบหรือไม่

“แน่นอนว่าไทยจำเป็นต้องรักษาอธิปไตย ปกป้องชีวิตคนไทย และต้องเพิ่มมาตรการทางทหารที่เข้มแข็งเพื่อการนี้ และการตอบโต้กัมพูชาก็ดำเนินการไป แต่การไปท้าทายพันธมิตรอย่างสหรัฐฯนั้น พูดไปเพื่ออะไร ไทยจะได้มากกว่าเสียหรือ?” นายรัศม์ กล่าว

นายรัศม์ ยังเห็นว่า ทั้งคำพูดก่อนหน้า และล่าสุดของนายกรัฐมนตรี ที่ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากคำพูดดังกล่าวคือ “กัมพูชา” จึงเป็นที่น่ากังขาว่า นายกรัฐมนตรีไทย มีเจตนาใดแน่

รัฐสภาไทยร่วมประชุมลูกเสือรัฐสภาโลกที่เคนยา” เสริมพลังเครือข่ายเยาวชน-ผู้นำรุ่นใหม่ เชื่อมสัมพันธ์นานาชาติ 

เมื่อวานนี้ (11 พ.ย.68) ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะกรรมการบริหารชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐสภาไทย พร้อมด้วยนายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, นายนิคม มากรุ่งแจ้ง สมาชิกวุฒิสภา, นายอาณัฐชัย รัตตกุล ที่ปรึกษาชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย และนางสาวสตีจิตร ไตรพิบูลย์สุข รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์กรรมการบริหารสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่สหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก (World Scout Parliamentary Union : WSPU) ครั้งที่ 11 ซึ่งจัดขึ้นที่ Safari Park Hotel

ในช่วงเช้าคณะผู้แทนร่วมกิจกรรม “ซาฟารีสานสัมพันธ์” ที่เจ้าภาพจัดขึ้น เพื่อสร้างความคุ้นเคยระหว่างผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ก่อนเข้าสู่พิธีเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ โดยมี Hon. Prof. Wilberforce Oundo สมาชิกรัฐสภาและประธานคณะกรรมการจัดการประชุม กล่าวต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลก และ Hon. Boss Gladys Jepkosgei รองประธานสภาผู้แทนราษฎรเคนยา เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกล่าวสุนทรพจน์แสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือระหว่างรัฐสภาและองค์กรลูกเสือทั่วโลก

ช่วงบ่าย คณะผู้แทนไทยเดินทางเข้าเยี่ยมชมรัฐสภาเคนยา รับฟังการประชุมภายในสภา และร่วมงานเลี้ยงค็อกเทลซึ่งจัดขึ้นโดยรัฐสภาเคนยา เพื่อเป็นเกียรติแก่คณะผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ

นอกจากนี้ นางสาวสตีจิตร ไตรพิบูลย์สุข รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะกรรมการบริหารสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหารประจำปี 2568 โดยที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นสำคัญหลายเรื่อง อาทิ รายงานผลการดำเนินงานของสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลกในรอบปีที่ผ่านมา การรับรองระเบียบวาระและกำหนดการประชุมสมัชชาใหญ่ WSPU ครั้งที่ 11 การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ แทนกรรมการเดิมที่จะครบวาระภายหลังการประชุมครั้งนี้ ซึ่งรวมถึงนางสาวสตีจิตรที่ครบวาระในโอกาสเดียวกัน การพิจารณาตำแหน่งประธานและรองประธานสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก ลำดับที่ 1-3 และการพิจารณาประเทศเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งต่อไป ซึ่งที่ประชุมยังอยู่ระหว่างการหารือ

การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของรัฐสภาไทยในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐสภาทั่วโลกผ่านกิจกรรมลูกเสือ เพื่อปลูกฝังภาวะผู้นำ ความรับผิดชอบ และจิตอาสาในหมู่เยาวชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมในระดับสากล

(สุรินทร์) ผบ.มทบ.25 เป็นประธานพิธีมอบเงินพระราชทานค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมให้กับสมาชิกศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ จังหวัดสุรินทร์

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25/ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคงในเขตพื้นที่ มณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วย คุณสายธาร กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธานในพิธีมอบเงินพระราชทานค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมให้กับสมาชิกศูนย์ฯ ณ ห้องรับรอง กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ ตามที่ เจ้าหน้าที่ชุดประสานงานศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาพระราชดำริ และความมั่นคงเขตพื้นที่มณฑลทหารบกที่ 25 และเจ้าหน้าที่ชุดประสานงานศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ จังหวัดสุรินทร์ รวบรวมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของสมาชิกนำส่งจำหน่ายยัง กองศิลปาชีพฯ เมื่อ 26 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 9 บัญชี 

มีสมาชิกส่งผลิตภัตภัณฑ์ จำนวน 126 คน ผ้าไหม จำนวน 401 ชิ้น(ตรวจรับ 395 ชิ้น นำส่งคืน 6 ชิ้นเรียบร้อยแล้วนั้น เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 กระทำพิธีจ่ายเงินค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมให้กับสมาชิกบัญชี 2,3,5 และบัญชี 9 เสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,474,840 บาท (หนึ่งล้านสี่แสนเจ็ดหมื่นสี่พันแปดร้อยสี่สิบบาทถ้วน) ในการนี้ กองศิลปาชีพฯ ได้ประเมินราคา บัญชี 1,4,6,7 และบัญชี 8 เสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมโอนเงินค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหม เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 2,256,502.50 บาท (สองล้านสองแสนห้าหมื่นหกพันห้าร้อยสองบาทห้าสิบสตางค์) มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ผู้มอบเงินพระราชทานค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมให้กับสมาชิก และเก็บรวบรวมเอกสาร หลักฐานการจ่ายเงินให้เรียบร้อย นำส่งคืน กองศิลปาชีพฯต่อไป โดยมี ผู้บังคับบัญชา, คณะสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25, จิตอาสาพระราชทาน และ สมาชิกศูนย์ฯ ร่วมกิจกรรมฯ โดยมี ผู้บังคับหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวรายงาน

เชียงใหม่- ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงการณ์จับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญจำนวน 4 คดี

ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี รวมของกลางยาบ้าทั้งหมด จำนวน 13,468,000 เม็ด 

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00 น.ตามนโยบายรัฐบาล สั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตต์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร, พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.,พล.ต.ท. สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร., พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. และ พล.ท.วรเทพ บุญญะ มทภ.3 ได้รับบัญชาและข้อสั่งการนำไปสู่การปฏิบัติ

ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย, พล.ต.ต.สุทธิพงษ์ เป๊กทอง, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ รอง ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.จิตร์พิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.ส.ภ.5, พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่,
พล.ต.ต.พงษ์เดช คำใจสู้ ผบก.ภ.จว.แพร่ และ พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง ฝ่ายทหาร นบ.ยส.35 โดย พล.ท.วรเทพ บุญญะ มทภ.3 ฝ่ายปกครอง โดย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผวจ.เชียงราย นายทศพล เผื่อนอุดม ผวจ.เชียงใหม่ นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผวจ.แพร่ นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผวจ.ลำปาง สำนักงาน ปปส.ภาค 5 โดย พ.ต.ท.นริช สอนดิษฐ ผอ.ปปส.ภาค 5

แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี รวมผู้ต้องหา 10 คน ของกลางยาบ้ารวม จำนวน 13,468,000 เม็ด สภ.สบปราบ จว.ลำปาง บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 2 คน พร้อมยาบ้า จำนวน 200,000 เม็ด สภ.ห้วยไร่ จว.แพร่ บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมยาบ้า จำนวน 698,000 เม็ด กก.สส.ภ.จว.เชียงราย บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกมผู้ต้องหา 5 คน พร้อมยาบ้า จำนวน 10,000,000 เม็ดกก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่ บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกมผู้ต้องหา 2 คน พร้อมยาบ้า จำนวน 2,570,000 เม็ด

คดีที่ 1
สภ.สบปราบ จว.ลำปาง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
9 พ.ย.68 เวลาประมาณ 19.00 น. สถานที่จับกุม ด่านตรวจยาเสพติดสบปราบ ถนนพหลโยธิน กม.654-655 หมู่15 ต.สบปราบ อ.สบปราบ จว.ลำปาง

คดีที่ 2
สภ.ห้วยไร่ จว.แพร่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 พ.ย.68 เวลาประมาณ 04.30 น. สถานที่จับกุม ด่านตรวจยาเสพติดห้วยไร่ ม.2 ต.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จว.แพร่

คดีที่ 3
กก.สส.ภ.จว.เชียงราย, บก.สส.ภ.5, ศอ.ปส.ภ.5, สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 พ.ย.68 เวลาประมาณ 13.35 น. สถานที่จับกุม โกดังเลขที่ 393/76 ม.3 ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย

คดีที่ 4
กก.สส.ภ.จว.ชียงใหม่, ตำรวจทางหลวง, สภ.สารภี จว.เชียงใหม่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 พ.ย.68 เวลาประมาณ 16.35 น. สถานที่จับกุม บริเวณริมถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง หน้าหมวดทางหลวงเชียงใหม่ ต.ไชยสถาน อ.สารภี จวเชียงใหม่ ต่อเนื่อง บริเวณริมถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง หน้าวัดมิ่งมงคลสันทราย ต.ท่าศาลา อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่

สรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจภูธรภาค 5 ห้วง ตั้งแต่ 1 ต.ค.68 ถึง 11 พ.ย.68 จับกุมคดียาเสพติด จำนวน 2,919 คดี คดียาเสพติดรายสำคัญ 40 คดี 

ตรวจยึดของกลางยาเสพติด ยาบ้า 49 ล้านเม็ดเศษ ไอซ์ 1,100 กิโลกรัมเศษ เฮโรอีน 67 กิโลกรัมเศษ เคตามีน 169  กิโลกรัมเศษ ฝิ่น 2 กิโลกรัมเศษ ตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติด มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 23 ล้านบาทเศษ

สตม.รับลูก สร.1 สั่ง 4 มาตรการสกัดฟรีวีซ่ารัน แฝงธุรกิจเทา

ตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพชร ผบ.ตร.ที่ประกาศสงครามกับอาชญากรรมไซเบอร์ 

ล่าสุด พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯ โฆษก สตม.เปิดเผยว่า  วันนี้ ( 12 พ.ย.2568 ) เวลา 08.30 น. พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม.ได้เรียกประชุม รอง ผบช.สตม. และ ผบก.ในสังกัด สตม.ทุกนาย เป็นการด่วน

โดยได้ชี้แจงนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพชร ผบ.ตร.ที่มอบหมายให้ สตม.เพิ่มความเข้มในการสกัดกั้นการเดินทางของคนต่างชาติที่อาจแฝงตัวเข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยวเข้าออกราชอาณาจักรไทย เพื่อทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะ อาชญากรรมไซเบอร์ ทั้งในรูปแบบกลุ่มแก๊งขบวนการ ผู้สนับสนุน กลุ่มฟอกเงินรวมทั้งกลุ่มที่อาจเสี่ยงตกเป็นเหยื่อที่ถูกลวงมา 

โดย สตม. ได้วาง 4 มาตรการสำคัญ  ดังนี้ 

1. ยกระดับ และเพิ่มความเข้มในการตรวจคัดกรองบุคคลที่มีการใช้ ฟรีวีซ่า เข้า-ออก ( in out ) บ่อยครั้งในลักษณะ visa run โดยไม่ได้กลับประเทศภูมิลำเนา ผิดวิสัยนักท่องเที่ยวทั่วไป  เพื่อสกัดกั้นบุคคลที่แฝงมาในรูปแบบนักท่องเที่ยว โดยพบว่า คนต่างชาติกลุ่มนี้ ใช้สิทธิยกเว้นวีซ่า เพื่อเข้าไทยได้รวมสูงสุดครั้งละ 90 วัน เข้าออกได้หลายครั้งในรอบปี จึงเป็นโอกาสที่คนต่างชาติบางกลุ่มอาศัยโอกาสแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยเพื่อทำธุรกรรมต่างๆแทนที่จะขอวีซ่ามาให้ถูกประเภทตามเจตนา ทำให้ มีจุดอ่อนในการควบคุมพฤติกรรมในระบบ ดังนั้น ด่าน ตม.ทุกด่าน ทั้งสนามบิน และชายแดน จะใช้มาตรการเข้มคุมการเข้าออกของคนต่างชาติ หากรายใดใช้สิทธิวีซ่ารันซ้ำเกินกว่า 2 รอบ โดยไม่มีเหตุผลที่ชี้แจงได้  ตม. จะพิจารณาปฏิเสธการเข้าเมือง เพื่อให้ไปยื่นขอวีซ่าให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงต่อไป 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมา สตม. มีการปฏิเสธการเข้าเมืองของบุคคลต่างด้าวกลุ่มที่มีพฤติการณ์ดังกล่าว ทางสนามบิน
ไปแล้วประมาณ 2,900 ราย 

2. กำชับการสกัดคนต่างชาติที่เคยมีประวัติในระบบบัญชีเฝ้าดูในเขตพื้นที่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นแหล่งสแกมเมอร์ เช่น ที่แม่สอด จว.ตาก โดยตั้งสมมุติฐานว่า คนต่างชาติกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเข้าร่วมกระทำผิด หรือตกเป็นเหยื่อ ซึ่ง สตม.เห็นว่า ไม่มีเหตุผลใดที่คนกลุ่มนี้จะต้องเดินทางกลับเข้าไทยอีก นอกจากนั้น คนต่างชาติที่ถูกผลักดันส่งกลับจากไทยในพื้นที่ชายแดนแม่สอด-เมียวดี ซึ่งถูกลงระบบไว้แล้ว หากพบว่า มีการเดินทางเข้าไทยอีก ก็จะถูกปฏิเสธการเข้าเมือง โดยไม่มีข้อยกเว้นเช่นเดียวกัน

3. กำชับ ทุก ตม.จว. ที่รับผิดชอบพื้นที่ชั้นใน  ให้เพิ่มความเข้มในการอนุญาตให้ขออยู่ต่อเป็นการชั่วคราว สำหรับกลุ่มคนต่างด้าวที่มีพฤติการณ์ เข้า - ออก ในลักษณะ Visa run แล้วมายื่นขออยู่ต่อโดยหากพบคนต่างด้าวที่มีข้อมูล หรือ พฤติการณ์ดังกล่าว จะไม่อนุญาตให้ต่อวีซ่า  หรือ เพิกถอนวีซ่าภายหลังการอนุญาต แล้วผลักดันส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร

4. ให้ ตม.ทุก บก.ระดมกวาดล้างคนต่างชาติ ที่อยู่เกินกำหนด overstay โดยให้เกิดผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม และจะสรุปผลการปฏิบัติแก่สาธารณชนต่อไป

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.เชิงรณฯ ได้ชี้แจงว่า มาตรการดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อความรวดเร็วในการตรวจหนังสือเดินทางสำหรับคนต่างชาติไปบ้าง โดยเฉพาะสนามบินในช่วงที่มีเที่ยวบินหนาแน่น แต่ยืนยันว่า ใช้เวลาในการตรวจคัดกรองต่อรายอย่างช้าไม่เกิน 45 วินาทีต่อคน โดยเวลารอคิวเข้ารับการตรวจไม่เกิน 40 นาที ซึ่งทาง ตม.สนามบิน จะระดมกำลังเข้าประจำช่องตรวจเต็มทุกช่อง ส่วนคนไทย สามารถเข้าช่องทางตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติได้เลย ใช้เวลาไม่เกิน 20 วินาที โดยยืนยันว่า ไม่ส่งกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับเป็นการคัดสรรนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีคุณภาพในการสร้างรายได้ให้กับประเทศด้วยความมั่นใจมากขึ้น

อ่างทอง- “นายกฯ หนู” ห่วงผู้ประสบภัย รับปากจะดูแลและช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย 

(12 พ.ย. 68) เวลา 13.10 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ  ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดอ่างทองและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก โดยได้แจกถุงยังชีพให้ประชาชนจำนวน 1,500 ชุด และมอบเกียรติบัตรให้แก่อาสาสมัครที่ช่วยเหลือในการป้องกันและแก้ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดอ่างทองมาเป็นอย่างดีด้วย

ระหว่างการลงพื้นที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวให้กำลังใจกับผู้ประสบอุทกภัยว่า ขอขอบคุณประชาชนด้วยหัวใจที่ได้เสียสละพื้นที่ให้เป็นที่รับน้ำ สัญญาว่าจะดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด และรับฟังเสียงสะท้อนของประชาชน ยืนยันว่าจะพยายามหาทางระบายน้ำให้มากที่สุด และจะนำงบประมาณมาดูแล ผู้ที่เสียสละพื้นที่ทางการเกษตรเป็นรายเดือน จนกว่าสถานการณ์จะบรรเทาลง“ขอใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีจะหาเงินมาทดแทนโอกาสของชาวไร่ชาวนาที่เสียสละพื้นที่ไร่นาให้เป็นพื้นที่รับน้ำ จะนำงบประมาณมาดูแลรายเดือนจนกว่าน้ำจะหมดไป”

ด้านนายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ได้รายงานภาพสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดอ่างทองตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2568 มีพื้นที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดจำนวน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองอ่างทองอำเภอวิเศษชัยชาญ อำเภอป่าโมก และอำเภอไชโย ได้ประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/เขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว 45 ฉบับ ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ 31 ตำบล 147 หมู่บ้าน 14 ชุมชน 3,024 ครัวเรือน  ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน 11,572 ราย จังหวัดอ่างทองได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 แล้วจำนวนทั้งสิ้น 2,845 ครัวเรือน วงเงิน 25,605,000 บาท และด้านการเกษตร 71 รายวงเงิน 505,000 บาท รวมทั้งสิ้น 26,110,000 บาท ขณะที่ปัจจุบัน เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำในอัตรา 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

สภากาชาดไทย และภาคีเครือข่าย จัดแถลงข่าว"หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569"

(12 พ.ย. 68) สภากาชาดไทย โดยสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทยร่วมกับภาคีเครือข่าย แถลงข่าวการจัดกิจกรรม “หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569” ณ จังหวัดชัยภูมิ มอบผ้าห่ม บรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยหนาว เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระวรกายทรงงานเพื่อความผาสุกของประชาชนชาวไทย และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนส่งเสริมสุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้ยากไร้และด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดารที่ประสบภาวะอากาศหนาวเย็นให้ดียิ่งขึ้นโดยยึดหลักมนุษยธรรมตามหลักการกาชาด

พลโท นายแพทย์อำนาจ บาลี ผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย ประธานจัดกิจกรรมกล่าวว่า “สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลที่มีบทบาทสำคัญในด้านการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ แก่ผู้ประสบภัยพิบัติ โดยไม่เลือกชาติ ศาสนา หรือลัทธิทางการเมือง มีสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในด้านการบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ โดยกิจกรรมหนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569

จัดขึ้นจากความร่วมมือของสำนักงานบรรเทาทุกข์ฯ สภากาชาดไทย และจังหวัดชัยภูมิ ร่วมกับ กองทัพอากาศ สมาคมช่างภาพผู้สื่อข่าวโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รายการวิทยุกรีนเวฟ FM 106.5 MHz การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มูลนิธิอิออน ประเทศไทย บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) บริษัท กลุ่ม เซ็นทรัล จำกัด กลุ่มอาสากาชาดไทยเชื้อสายอินเดีย บริษัท มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท มาเรีย พิซเซอเรีย แอนด์ เรสเตอรองต์ จำกัด บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด(มหาชน) MDRT Thailand มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย บริษัท ดาว ประเทศไทย กองประกวด Mrs. Thailand World  บริษัท ไอซ์เอจ จำกัด โดย คุณกิจติพร นันท์ตานนท์ มหาวิทยาลัยสยาม สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 มูลนิธิสมาพันธ์  ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย และมูลนิธิภูมิพลัง บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) ช่อง ONE31 บริษัท เจริญทรัพย์ โดย คุณสมบัติ สิบแปดเส้นทอง บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) คุณวิเชียร เอมประเสริฐสุข มูลนิธิกรุงศรี สมาคมนิยมไทย 

สำนักงานจัดหารายได้ สำนักสารนิเทศและสื่อสารองค์กร และสำนักงานยุวกาชาด และอาสาสมัครกาชาด โดยชมรมกุลบุตร-กุลธิดากาชาด จัดกิจกรรมหนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569 ในพื้นที่อำเภอเทพสถิต อำเภอภูเขียว และอำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ระหว่างวันที่ 25-27 พฤศจิกายน 2568 ประกอบด้วย  

1.กิจกรรมมอบ เครื่องกันหนาวแก่ผู้ประสบภัยหนาว จำนวน 3,500 ชุด เครื่องกันหนาวสำหรับเด็ก 1,500 ชุด 
2.มอบอุปกรณ์กีฬา เครื่องทำน้ำเย็น ยา เวชภัณฑ์สำหรับห้องพยาบาลโรงเรียนในชนบท 
3.ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป และโรคทางทันตกรรม 
4.พร้อมให้ความรู้ด้านสุขศึกษาโดยไม่คิดมูลค่าใดๆ ทั้งสิ้น 

นอกจากนี้ยังเยี่ยมบ้านผู้ด้อยโอกาส/ผู้พิการเพื่อมอบ เครื่องกันหนาวและตรวจสุขภาพแก่ผู้สูงอายุและผู้พิการ จำนวน 30 ครอบครัว นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ กล่าวถึงรายละเอียดของกิจกรรมว่า “กิจกรรม หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ ได้จัดขึ้นที่จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 70 ปีแห่งเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนพุทธศักราช 2498 ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบ พระราชกรณียกิจ ณ จังหวัดชัยภูมิ ในครั้งนั้น ทั้งสองพระองค์ได้ประทับแรม ณ พระตำหนักเขียว ภายในจวนผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ และเสด็จพระราชดำเนินไปประทับหน้ามุขศาลากลางจังหวัด โดยมีพสกนิกรชาวชัยภูมิร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ อย่างเนืองแน่น แสดงความจงรักภักดีและชื่นชมในพระบารมีอย่างล้นหลาม ทั้งสองพระองค์ได้ทรงมีพระปฏิสันถารกับราษฎรอย่างใกล้ชิด ไม่ถือพระองค์ สร้างความปลาบปลื้มและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรที่มารอรับเสด็จเป็นอย่างยิ่ง การจัดกิจกรรมในปีนี้ จึงนับเป็นการรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของทั้งสองพระองค์ และสืบสานแนวพระราชปณิธานในการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม อันเป็นแบบอย่างของการทำความดีเพื่อพ่อหลวงของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง”

พลอากาศโท ประสิทธิ์ ดำรงค์ปรีชา เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ กองทัพอากาศกล่าวถึง การสนับสนุนของกองทัพอากาศว่า “ทางกองทัพอากาศยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมหนาวนี้ทำดีเพื่อพ่ออย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยในครั้งนี้ทางกองทัพอากาศสนับสนุนผ้าห่ม จำนวน 300 ผืน และสนับสนุนรถตู้เพื่ออำนวยความสะดวกในการ รับ-ส่งเจ้าหน้าที่สภากาชาดไทย และภาคีเครือข่ายร่วมลงพื้นที่มอบเครื่องกันหนาว  แก่ประชาชน ณ จังหวัดชัยภูมิ ทั้งนี้ การสนับสนุนดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพอากาศในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ยากไร้ และด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดาร ที่ได้รับ ผลกระทบจากสภาพอากาศหนาวเย็น”

คุณศิริ สาระผล นายกสมาคมช่างภาพผู้สื่อข่าวโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า “เป็นปีที่ 24 แล้ว ที่ทางสมาคมได้ร่วมจัดกิจกรรมหนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ยินดีสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์กิจกรรม เพื่อระดมเครื่องกันหนาวไปช่วยเหลือพี่น้องชาวจังหวัดชัยภูมิอย่างเต็มที่ โดยได้รับเกียรติจากคุณเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง (ซิโก้) ประธานมูลนิธิซิโก้ ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายกีฬาของสมาคมฯ มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย การมีส่วนร่วมของสมาคมในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการเผยแพร่ และขับเคลื่อนกิจกรรมจิตอาสา หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ เพื่อส่งต่อความอบอุ่น และรอยยิ้มให้กับผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเติบโตอย่างเข้มแข็ง ทั้งกายและใจ”

ดีเจโบ ธนากร ชิกูล จากรายการวิทยุ กรีนเวฟ FM 106.5 MHz กล่าวถึงการสนับสนุนของกรีนเวฟว่า“ทางรายการ กรีนเวฟ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าทางจิตใจ และได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยหนาวมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ได้ให้การสนับสนุนผ้าห่ม จำนวน 500 ผืน สำหรับผู้ประสบภัยหนาว และให้การสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์กิจกรรมในทุกด้าน นอกจากนี้ทางกรีนเวฟยังยินดีจัดส่งศิลปินดาราร่วมกิจกรรม เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมแบ่งปันความอบอุ่นแก่ผู้ที่กำลังเผชิญกับสภาพอากาศหนาวเย็น เพื่อมอบความสุขและความบันเทิงแก่ผู้ประสบภัยหนาว ถือเป็นการสร้างความอบอุ่นทางใจ อีกทางหนึ่ง นับเป็นความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อรอยยิ้ม และกำลังใจ ให้กับพี่น้องประชาชนในครั้งนี้”

กิจกรรม “หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569” ซึ่งเดิมชื่อกิจกรรมบรรเทาภัยหนาวเฉลิมพระเกียรติ 5 ธันวามหาราชเริ่มดำเนินงานในปี พ.ศ.2545 จนถึง พ.ศ.2568 โดยปฏิบัติงานมาแล้ว 17 จังหวัด รวม 23 ครั้ง (ปัจจุบันเป็น ครั้งที่ 24) ได้แก่ ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ นครพนม สกลนคร เชียงราย อุดรธานี เชียงใหม่ อุทัยธานี หนองคาย นครราชสีมา กาญจนบุรี ตาก น่าน ลำพูน เลย แม่ฮ่องสอน และลำปาง มีผลการดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

มอบผ้าห่ม 89,041 ผืน
มอบเครื่องกันหนาว 58,197 ตัว
ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป 10,796 ราย
ให้บริการด้านทันตกรรม(ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน) 4,078 ราย
ให้ความรู้ด้านสุขภาพอนามัยผ่านกิจกรรมสันทนาการ 18,608 ราย

ท่านที่สนใจร่วมส่งต่อความอบอุ่นและความสุขแก่ผู้ยากไร้ผู้ด้อยโอกาสด้วยการร่วมบริจาคเงินสมทบโครงการ"หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569" สามารถ ร่วมบริจาคเงินผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขา สุรวงศ์ ชื่อบัญชี "สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย" ประเภทบัญชี “กระแสรายวัน” เลขที่บัญชี 023-6-06799-0

กระบี่ ศรชล.จว.กระบี่/ ศคท.จว.กระบี่ ร่วมบูรณาการตรวจเรือประมงทะเล

(12 พ.ย. 68) พลเรือโทวีรุดม ม่วงจีน ผบ.ทรภ.3/ผอ.ศรชล.ภาค 3 มอบหมายให้ น.อ.พิเชษฐ์ ซองตัน รรก.ผอ.ศรชล.จว.กระบี่ ,น.อ.อรรฆพงศ์ บรรพบุตร หัวหน้าศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดกระบี่นำกำลังพล ศรชล.จว.กระบี่ ร่วมบูรณาการกับ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามเรือประมงทะเล จว.กระบี่ ได้นำเรือตรวจประมงทะเล 606 ร่วมกับชุดสหวิชาชีพจังหวัดกระบี่ ออกปฏิบัติงานบูรณาการตรวจร่วมเรือประมง แผนงานยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมง กิจกรรมจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านการประมง ผลการปฏิบัติงานเขตพื้นที่จังหวัดกระบี่ จํานวน 3 ลํา (รปม.สาวทะเล 111, รปม.ยุทธนาวีนำทรัพย์11, และ รปม.ศรีมงคลชัย 2) ตรงจแรงงานภาคประมงรวมทั้งหมด 92 คน ประกอบด้วยแรงงานไทย 37 คน แรงงานเมียนมา 54 คน แรงงานกัมพูชา 1 คน

ผลการตรวจ เครื่องมือประมงถูกต้อง ไม่มีการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ติดตามเรือ (VMS) เรือมีสัญญาจ้าง ทะเบียนลูกจ้าง เอกสารการจ่ายค่าจ้างและเอกสารเวลาพัก พนักงานตรวจแรงงานสุ่มสัมภาษณ์ลูกจ้างไทย 2 คน และสัมภาษณ์ลูกจ้างเมียนมา 3 คน ไม่มีการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ ไม่พบความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน สถานการณ์แรงงานประมงปกติ ไม่มีแนวโน้มการเลิกจ้าง พร้อมทั้งได้แนะนำและ ประชาสัมพันธ์พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ. 2568 มาตรการการป้องกันยาเสพติด และการดูแลรักษาความสะอาดในท้องทะเลเพื่อรักษาระบบนิเวศทางธรรมชาติให้มีความยั่งยืนต่อไป

ศรชล.ภาค 3 มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท ทั้งแรงกายและแรงใจ อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่ง ชีวิต และผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในพื้นที่ทางทะเลฝั่งอันดามัน ไว้ให้กับพี่น้องและลูกหลานชาวอันดามัน ให้มีทรัพยากรทางทะเลอยู่อย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน สืบไป

📢เหตุด่วน เหตุร้าย ภัยทางทะเล ต้องการความช่วยเหลือทางทะเล โทร 1465 แจ้ง ศรชล.ภาค 3 ตลอด 24 ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top