Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

รัสเซียเร่งผลิตน้ำมัน!! ต.ค. เพิ่มกำลังผลิตอีก 48,000 บาร์เรลต่อวัน สวนทาง OPEC+ ที่ลดกำลังผลิต โลกจับตา “ดีมานด์–ซัพพลาย” เปิดโอกาสให้ราคาผันผวนต่อเนื่อง

(15 พ.ย. 68) รายงานฉบับล่าสุดของโอเปก (OPEC) ระบุว่า รัสเซียเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในเดือนตุลาคม 2568 ขึ้นอีกราว 48,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน ทำให้ตัวเลขการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 9.382 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิม 9.334 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้จะยังอยู่ภายใต้กรอบข้อตกลงร่วมกับกลุ่ม OPEC+ ก็ตาม

ในภาพรวม กลุ่ม OPEC+ กลับมีกำลังการผลิตรวมในเดือนตุลาคมลดลงราว 73,000 บาร์เรลต่อวัน เหลือเฉลี่ย 43.02 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ในกลุ่มประเทศที่ร่วมลดกำลังผลิตโดยสมัครใจ เช่น รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย และพันธมิตร ผลิตรวมกันเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 27,000 บาร์เรลต่อวัน และสูงกว่าโควตารวมที่กำหนดไว้ราว 24,000 บาร์เรลต่อวัน สะท้อนความพยายามในการพยุงราคา กับการรักษาส่วนแบ่งตลาดของแต่ละประเทศ

ด้านดีมานด์ โอเปกยังคงมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวัง โดยประเมินว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นราว 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันแตะระดับเฉลี่ย 105.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากประมาณ 103.84 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2024 และคาดว่าปี 2026 จะยังเติบโตต่ออีกประมาณ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะเดียวกันยังปรับเพิ่มคาดการณ์การผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ในปี 2025 เป็นเฉลี่ยราว 13.37 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อนจะคาดว่าปี 2026 จะลดลงเล็กน้อย

โอเปกระบุด้วยว่า สต็อกน้ำมันเชิงพาณิชย์ของกลุ่มประเทศ OECD ในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 6 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ราว 2.845 พันล้านบาร์เรล แม้จะสูงกว่าปีก่อนหน้า แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีล่าสุดอยู่ระดับหนึ่ง ขณะที่การผลิตจากประเทศนอกกรอบข้อตกลง OPEC+ ถูกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 0.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2025 ไปแตะเฉลี่ย 54.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้ตลาดน้ำมันโลกยังต้องจับตาความสมดุล “ดีมานด์–ซัพพลาย” อย่างใกล้ชิด และเปิดโอกาสให้ราคายังผันผวนในระยะถัดไป

ในหลวง - พระราชินี เสด็จฯ เยือนจีนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โปรดเกล้าฯ ให้ ‘อนุทิน - สีหศักดิ์’ ตามเสด็จฯ ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ ย้ำสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน 50 ปี

นายกฯ เผย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทย ย้ำสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี และโปรดเกล้าฯ นายกฯ ตามเสด็จฯ ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ

(13 พ.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือน สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13 - 17 พฤศจิกายน 2568 ว่า ทุกครั้งที่องค์พระประมุขของชาติเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ รัฐบาลจะต้องมีรัฐมนตรีเกียรติยศตามเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งในครั้งนี้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ตนและนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ ยืนยันว่าไม่มีภารกิจเพิ่มเติม แต่เป็นเพียงองค์ประกอบของขบวนเสด็จเท่านั้น การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ อันเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่ความทรงจำ และเป็นการเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน โดยแท้จริงแล้ว ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์บริเวณชายแดน ขณะนี้ได้มีการเปิดช่องทางการสื่อสารกับผู้ที่เกี่ยวข้องตลอด 24 ชั่วโมง ยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างดีที่สุด โดยไม่มีความประสงค์ที่จะรุกรานหรือสร้างความขัดแย้งกับประเทศใด แต่ในขณะเดียวกันก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดมาคุกคามอธิปไตยของชาติ รวมถึงจะไม่ยอมให้พี่น้องประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ทหารต้องประสบภัยอันตราย ทั้งนี้ กองทัพมียุทธวิธีและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ขณะที่รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการปฏิบัติการและการเยียวยาประชาชน โดยได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว

“แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อม เป็นคำสอนจากบรรพบุรุษที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ยืนยันว่าตั้งแต่วันที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบอำนาจการตัดสินใจทางยุทธวิธีให้กับกองทัพอย่างเต็มที่ โดยมีการสั่งการผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งจะประชุมเพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ การเตรียมความพร้อม และพิจารณาการสนับสนุนตามที่กองทัพร้องขอ รวมถึงการปรับแผนปฏิบัติการให้เหมาะสมตามสถานการณ์ ขอยืนยันว่ากองทัพมีความพร้อมเต็มที่ในการรับมือกับทุกสถานการณ์ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินและอธิปไตยของชาติ รวมทั้งดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอนุทิน กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างฝ่ายรัฐบาลและรัฐสภา ซึ่งขณะนี้รัฐสภาได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประชุมวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สองและวาระที่สามให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขในบันทึกความเข้าใจ (MOA) ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ซึ่งถือเป็นข้อผูกพันที่ทั้งสองพรรคต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดต้องกังวล ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมขอให้สอบถามนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

‘พีระพันธุ์' เปิดโปงวาระซ่อนเร้น! เชื่อเขมรจ้องขยับ 'หลักเขต 73' เพื่อเปลี่ยนเขตแดนทางทะเล หวังฮุบทรัพยากรพลังงานมหาศาล ชี้ไทยสูญโอกาส 52 ปี เพราะไร้ ‘คำสั่งเด็ดขาด!’ จี้กองทัพทวงคืนเขตแดนของชาติ

(13 พ.ย. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยชี้ถึงประเด็นน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า  ขณะที่สังคมกำลังมุ่งความสนใจไปที่สถานการณ์ชายแดนบนบก แต่เป้าหมายที่แท้จริงของกัมพูชาก็คือการอ้างสิทธิในเขตแดนทางทะเล ซึ่งเกี่ยวข้องกับทรัพยากรพลังงานมหาศาลที่ไทยสูญเสียโอกาสใช้ประโยชน์มานานกว่า 52 ปี โดยนายพีระพันธุ์ ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเป้าหมายที่แท้จริงของกัมพูชาและปัญหาการรับมือของฝ่ายไทยอย่างตรงไปตรงมาในเพจส่วนตัว โดยมีใจความว่า

“เป้าหมายที่แท้จริงของเขมรไม่ใช่แค่เขตแดนบนบก สถานการณ์ระหว่างไทย-เขมร วันนี้ถูกจดจ่อไปที่ชายแดนบนบกทางภาคอีสาน แต่ความเป็นจริงเขตแดนที่ต้องเป็นห่วงและต้องทวงคืนไปพร้อมๆกันนอกจากปราสาทตาควายแล้ว คือเขตแดนในทะเลที่พิพาทกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2516 ที่อยู่ ๆ เขมรก็อ้างการลากเส้นเขตแดนในทะเลตามอำเภอใจไม่สนใจหลักสากล ทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทางทะเลมาจนทุกวันนี้ 

ผมขอย้ำว่าที่ถูกต้อง ต้องเรียกว่าพื้นที่อ้างสิทธินะครับ ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน เพราะพื้นดินมันมีหนึ่งเดียวมาทับซ้อนกันไม่ได้ แต่เป็นการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่เดียวกัน 

ผมเชื่อว่าเขาต้องการขยับเส้นเขตแดนบนบกตามแนวชายแดนภาคอีสานเพื่อให้กระทบไปถึงหลักเขตสุดท้ายก่อนลงทะเล คือ หลักเขตที่ 73 เพราะหากขยับหลักเขตนี้ได้ก็เท่ากับเส้นเขตแดนในทะเลจะเปลี่ยนตาม 

เขตแดนทางทะเลตรงนี้มีความสำคัญมากเพราะไม่ใช่เป็นแค่เขตแดนเท่านั้น แต่หมายถึงทรัพยากรทางพลังงานใต้พื้นทะเลตรงบริเวณนั้นด้วย และน่าจะเป็นเป้าหมายสำคัญต่อไปของเขา เราจึงควรป้องกันและเอาจริงกับเรื่องนี้ได้แล้ว

ข้อพิพาทจากเขตแดนในทะเลนี้ทำให้ไทยเราไม่สามารถพัฒนาหรือนำทรัพยากรทางพลังงานมาใช้ประโยชน์ได้เป็นเวลากว่า 52 ปีแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นพื้นที่ของเราเองแท้ๆ 

เสียเวลาไปกับความเกเร เพราะเขมรอ้างสิทธิทับซ้อนลากเส้นเขตแดนทางทะเลตามหลักเกณฑ์ของตนเองไม่ใช่หลักสากล 

พอมาปี 2540 ก็เกเรเพิ่มขึ้นอีกโดยการถมทะเลให้แผ่นดินต่อยื่นเข้าไปในทะเลอีกหลายร้อยเมตรอ้างว่าเป็นเขื่อนกันคลื่นแต่ตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศอาจใช้เป็นข้ออ้างว่าเป็นเขตต่อเนื่องจากแผ่นดินที่จะมีผลต่อการลากเส้นแบ่งเขตแดนในทะเลเพิ่มขึ้นจากเดิมได้อีก ซึ่งจะกระทบถึงทรัพยากรทางพลังงานของชาติในทะเลยิ่งขึ้นไปอีกเช่นกัน ผมเชื่อแน่ว่าเจตนาที่แท้จริงของเขาคือเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นห่วงคลื่นเป็นห่วงทะเลอะไรหรอกครับ 

กองทัพเรือรู้เรื่องนี้ดีแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่เคยมีคำสั่ง 
รัฐบาลไทยก็ได้แต่ประท้วงตามฟอร์ม ทำได้เท่านั้น…น่าอนาถจริงๆ 

ประท้วงไป 3 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2541 และอีกครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 2564 นี่เอง เป็นไงครับ 24 ปี ตั้งแต่ปี 2540 ทำได้แค่ประท้วง และประท้วงแค่ 3 ครั้ง ปีนี้ 2568 เพิ่มเป็น 28 ปี แล้ว ก็ยังเงียบอยู่ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่มีการพูดถึง คงต้องรอการประท้วงครั้งต่อๆไปจนกว่าจะถูกยึดไปอีกมั้งครับ

รัฐบาลไทย กองทัพไทย ทำได้แค่นี้จริงๆหรือ???
เราน่าจะใช้โอกาสนี้จัดการแก้ไขเรื่องนี้ด้วย ถ้าไม่ทำลายทิ้ง ก็ทำบ้าง เขาทำได้ เราก็ทำได้ เมื่อเขาไม่ยอมรื้อเราก็ต้องทำบ้าง เอาให้ยาวกว่า ดูสิว่าจะว่าอย่างไร เรื่องประโยชน์ชาติเป็นสุภาพบุรุษไม่ได้นะครับ” 

นายพีระพันธุ์ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้กล่าวถึงประสบการณ์ของตนในช่วงเกิดการปะทะเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 โดยระบุว่า แม้กองทัพเรือจะมีความพร้อม แต่กลับได้รับแจ้งว่าไม่มีคำสั่งให้ดำเนินการทวงคืนเขตแดนทางทะเล

“ช่วงที่เกิดปะทะกันเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ตอนนั้นผมอยู่ใน ครม. ในฐานะรัฐมนตรีพลังงานที่ต้องทวงคืนทรัพยากรพลังงานให้ประเทศ ผมเห็นกองทัพเรือเตรียมความพร้อมแล้วแต่เขาบอกว่า…ไม่มีคำสั่ง!!! 

ผมเลยบอกกับทางกลาโหมให้ใช้โอกาสนี้ทวงคืนเขตแดนทางทะเลด้วยเลยไม่ใช่ทวงคืนแต่บนบก เพราะมีทรัพยากรพลังงานที่มีค่ามหาศาลสำหรับคนไทยและประเทศไทยและเป็นของเราอย่างถูกต้องด้วย แต่จนวันนี้ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

วันก่อนผมถามกองทัพโดยรวมว่าพร้อมที่จะเด็ดขาดหรือยัง ถ้าพร้อมมัวรออะไรอยู่ วันนี้ขอถามกองทัพเรือว่าพร้อมที่จะเด็ดขาดทวงเขตแดนทางทะเลของเราคืนหรือยัง 

ถ้าพร้อม…รออะไรครับ?”

คนฟังแยกไม่ออก?? โพลชี้ 97% ให้คำตอบไม่ได้ เพลงไหน AI เพลงไหนคนร้อง ศึกหนัก!! ศิลปินตัวจริงเริ่มแทรกยาก หลังเพลง AI ทะยานขึ้นอันดับ 1 บน Billboard

ผลสำรวจใหม่โดย Ipsos ร่วมกับแพลตฟอร์มสตรีมมิง ดีเซอร์ (Deezer) เผยว่า ถึงยุคที่คนส่วนใหญ่แทบจะแยกไม่ออกแล้วว่าเพลงไหนแต่งโดยมนุษย์ หรือเพลงไหนสร้างจากปัญญาประดิษฐ์ จากการให้กลุ่มตัวอย่าง 9,000 คนฟังเพลง 3 คลิป (2 คลิปเป็นเพลงที่สร้างด้วย AI ล้วน ๆ อีก 1 คลิปเป็นเพลงมนุษย์แต่ง) ผลคือ 97% ระบุไม่ได้ว่าคลิปไหนคือเพลงจาก AI ขณะที่กว่าครึ่งยอมรับว่ารู้สึก “ไม่สบายใจ” กับการที่แยกไม่ออกแบบนี้ และเกินครึ่งกังวลว่า AI จะทำให้เพลงคุณภาพต่ำหลั่งไหลขึ้นแพลตฟอร์ม พร้อมกลัวว่าความคิดสร้างสรรค์จะถูกลดทอน

ดีเซอร์ระบุว่า ทุกวันนี้มีเพลงที่สร้างด้วย AI ถูกอัปโหลดขึ้นแพลตฟอร์มมากขึ้นอย่างชัดเจน และไม่ได้แค่อยู่เฉย ๆ แต่มีคนฟังจริง ๆ ด้วย เดือนมกราคมที่ผ่านมา ประมาณ 1 ใน 10 ของเพลงที่ถูกสตรีมต่อวัน เป็นเพลงที่ใช้ AI สร้างทั้งหมด แต่ผ่านไปเพียงสิบเดือนตัวเลขพุ่งเป็นกว่า 1 ใน 3 หรือราว 40,000 เพลงต่อวัน จน 80% ของคนในโพลบอกตรง ๆ ว่าอยากให้ “เพลงจาก AI ถูกติดป้ายแจ้งชัดเจน” ซึ่งตอนนี้ Deezer เป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิงรายใหญ่รายเดียวที่ติดป้ายเพลง AI แบบเป็นระบบ หลังเคยมีกรณีวงอินดี้นามว่า The Velvet Sundown โด่งดังใน Spotify ก่อนเจ้าตัวจะยอมรับภายหลังว่าเป็น “โปรเจ็กต์ดนตรีสังเคราะห์” ที่สร้างด้วย AI ทั้งหมด

ฝั่งวงการเพลงกระแสหลักก็เริ่มสะเทือน เมื่อเพลงคันทรี “Walk My Walk” ในนามวง Breaking Rust ซึ่งใช้เสียงนักร้องชายที่สร้างจาก AI ถูกสื่อสหรัฐรายงานว่าขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเจเนอเรทีฟ AI สามารถขึ้นอันดับ 1 ชาร์ต Country Digital Song Sales ของบิลบอร์ดในสหรัฐ ทั้งที่ตัวเพลงเนื้อหาค่อนข้างมาตรฐานแบบสูตรสำเร็จ แต่กลับปั้นฐานแฟนได้เกิน 2 ล้านผู้ฟังต่อเดือนใน Spotify มีหลายเพลงทะลุหลักล้านสตรีม โดยเบื้องหลังมีชื่อ Aubierre Rivaldo Taylor เป็นผู้แต่งและโปรดิวซ์ พร้อมสร้างเพลงแนวดุเดือดด้วย AI ในนาม Defbeatsai อีกชุดหนึ่ง

แนวโน้มนี้ยิ่งชัดเมื่อ บิลบอร์ด (Billboard) ระบุว่า ในทุกสัปดาห์ตลอดเดือนที่ผ่านมา มักมี “ศิลปิน AI หรือศิลปินที่ใช้ AI ช่วย” ติดชาร์ตอย่างน้อยหนึ่งราย ขณะเดียวกันค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ก็ไม่ยอมตกขบวน มีการเซ็นดีลมูลค่ามหาศาลกับแพลตฟอร์ม AI ดนตรี เช่น ดีลลิขสิทธิ์ระหว่าง Universal Music Group กับแอปสร้างเพลง AI อย่าง Udio เพื่อปูทางสู่แพลตฟอร์มคอนเทนต์ใหม่ ด้าน Spotify เองก็โดนจับตาหนักเรื่อง “คลื่นเพลง AI คุณภาพต่ำ” ที่ถาโถมเข้าแพลตฟอร์ม จนต้องออกนโยบายปราบสแปมและการแอบอ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นประกาศแบนเพลงจาก AI โดยตรง

ท่ามกลางกระแสนี้ นักวิชาการด้านดนตรีเตือนว่าศิลปินตัวจริงกำลังลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะต้องแข่งกับ “วง AI” ที่ผลิตเพลงได้ไม่รู้จบในต้นทุนต่ำ เจสัน พาลามารา (Jason Palamara) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเทคโนโลยีดนตรีจากมหาวิทยาลัยอินเดียนา ระบุว่า การมาของวงดนตรีสังเคราะห์จะยิ่งทำให้ศิลปินที่เป็นมนุษย์ “เจาะแพลตฟอร์มสตรีมมิง” อย่าง Spotify หรือ Apple Music ได้ยากขึ้นไปอีก ทั้งในแง่การมองเห็นและรายได้

ขณะเดียวกัน ในด้านกฎหมายก็เริ่มเดือดไม่แพ้กัน เมื่อศาลเมืองมิวนิกในเยอรมนีตัดสินให้ OpenAI เจ้าของ ChatGPT แพ้คดีละเมิดสิทธิผู้ประพันธ์ จากการที่โมเดลภาษาขนาดใหญ่ใช้เนื้อเพลงยอดนิยมของศิลปินเยอรมันในการฝึก โดยไม่ได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์หรือขออนุญาตอย่างถูกต้อง ศาลชี้ว่าการที่ ChatGPT สามารถแสดงเนื้อเพลงได้ตรงกับต้นฉบับหรือใกล้เคียงในระดับสูง “ไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นเพียงความบังเอิญ” และถือเป็นการทำซ้ำเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่ง OpenAI อาจต้องจ่ายค่าเสียหาย แม้จำนวนเงินยังไม่ถูกเปิดเผยก็ตาม

คดีนี้ถูกยื่นโดย GEMA สมาคมที่ดูแลสิทธิผู้ประพันธ์ในเยอรมนี ซึ่งใช้ตัวอย่างเพลงชื่อดัง 9 เพลง รวมถึง “Männer”, “In der Weihnachtsbäckerei” และ “Atemlos” มาเป็นหลักฐาน ศาลอ้างอิงกฎหมายสิทธิผู้ประพันธ์ (Urheberrecht) ของเยอรมนี ที่ให้ความสำคัญกับ “ตัวผู้สร้างสรรค์งาน” มากเป็นพิเศษ และมองว่าสิทธิ์นี้ไม่ใช่สิ่งที่โอนให้ใครง่าย ๆ เหมือนโมเดลลิขสิทธิ์แบบอังกฤษ–อเมริกัน ทนายของ GEMA มองว่าคำตัดสินนี้อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของยุโรปทั้งทวีป เพราะกฎส่วนถูกกลไกสหภาพยุโรปทำให้สอดคล้องกัน

ด้าน OpenAI ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน กำลังพิจารณายื่นอุทธรณ์ และย้ำว่าบริษัทเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมกำลังเจรจากับองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อหาทางจัดการเรื่องลิขสิทธิ์ ขณะเดียวกัน สหภาพนักข่าวในเยอรมนีก็ออกมาใช้จังหวะนี้อ้างว่า “การใช้เนื้อหาสื่อและบทความไปฝึก AI โดยไม่จ่ายค่าตอบแทน” เป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเช่นกัน และเรียกร้องให้บริษัท AI ต้องจ่ายค่าชดเชยให้คนทำคอนเทนต์

ภาพรวมจึงกลายเป็นโลกดนตรีที่คนฟัง “แทบแยกไม่ออกว่าอะไรคือมนุษย์ อะไรคือ AI” ขณะที่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยคำถามเรื่องความโปร่งใส การติดป้ายบอกผู้ฟัง ความเป็นธรรมกับศิลปินตัวจริง และศึกษากฎหมายลิขสิทธิ์ที่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น สงครามเพลงยุคใหม่จึงไม่ได้แข่งกันแค่บนชาร์ต แต่ยังแข่งกันในห้องประชุมทนายและสภานิติบัญญัติทั่วโลกด้วย

“กรมบัญชีกลาง” ปรับเกณฑ์เบิกจ่ายยา รักษา “มะเร็งปอด” ระยะแพร่กระจาย ใช้ Erlotinib หรือ Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้อย่างเหมาะสม

(13 พ.ย. 68) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าเพื่อยกระดับการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอด ให้เข้าถึงการรักษาด้วยยาราคาแพง และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา รัฐบาล โดยกรมบัญชีกลาง ได้ออกหนังสือปรับปรุงหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยาที่ต้องใช้ยาราคาแพง โดยขยายสิทธิให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย สามารถใช้ยา Erlotinib หรือ Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ มีผลสำหรับค่ารักษาที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายยาค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยาซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาที่มีค่าใช้จ่ายสูง กรณีการใช้ยา Erlotinib และยา Gefitinib ในโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย มีสาระสำคัญ ดังนี้ 

ตามที่กรมบัญชีกลางได้ดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยาซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาที่มีค่าใช้จ่ายสูง ตามโครงการเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยา (ระบบ OCPA) มาอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้รายการยา Erlotinib/Gefitinib สามารถเบิกจ่ายในระบบ OCPA สำหรับการรักษาโรคมะเร็งปอดชนิด Non-small cell lung cancer ระยะแพร่กระจาย ซึ่งมี EGFR mutation ชนิดที่มีความไวต่อการตอบสนองต่อยากลุ่มนี้ โดยให้ใช้ยา Erlotinib เป็นยาขนานแรก และกำหนดข้อบ่งใช้ยา Gefitinib สำหรับผู้ป่วยที่มีเงื่อนไขทางการแพทย์ที่ไม่สามารถใช้ยา Erlotinib ได้ หรือเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการใช้ยา Erlotinib

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้อย่างเหมาะสมตามความจำเป็นเพิ่มขึ้น จึงเห็นควรกำหนดให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย สามารถใช้ยา Erlotinib หรือยา Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ โดยให้ดำเนินการ คือ 

1. ยกเลิกแนวทางกำกับการเบิกจ่ายค่ายา Erlotinib/Gefitinib ในโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย (ปรับปรุงครั้งที่ 1) ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 1416.2/ว 1287 ลงวันที่ 28 ธ.ค. 2564 และกำหนดแนวทางกำกับการเบิกจ่ายค่ายา Erlotinib/Gefitinib ข้อบ่งใช้ โรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจายขึ้นใหม่ 

2. ให้ใช้ข้อความ “กรณียา Erlotinib/Gefitinib ให้ปริมาณการเบิกจ่ายต่อครั้ง ไม่เกินจำนวนยาที่ใช้ใน 1 เดือน ใน 3 เดือนแรก และไม่เกินจำนวนยาที่ใช้ใน 3 เดือน ในเดือนต่อๆ ไป” แทนข้อความเดิมในข้อ 3.2 ของหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 1416.2/ว 1287 ลงวันที่ 28 ธ.ค. 2564

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับผู้ป่วย ผ่านการดำเนินการต่าง ๆ โดยเฉพาะนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ จะไม่มีการยกเลิก แต่จะมีการยกระดับคุณภาพและเพิ่มงบประมาณ โดยได้จัดสรรงบประมาณปี 2569 ให้ สปสช. เป็นจำนวนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ง่ายขึ้น“ นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

แบตฯ EV จีนโตแรง บริษัทยักษ์แดนมังกร ติดท็อป 10 โลกถึง 6 ราย ยอดขายพุ่ง 48.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ดันส่งออกแล่นฉิว ครองส่วนแบ่งแบบทิ้งห่าง สะท้อนความต้องการแบตเตอรี่ EV ในตลาดโลก

(15 พ.ย. 68) อุตสาหกรรมแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าของจีนยังโตแรงต่อเนื่อง ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ยอดขายพุ่งขึ้นถึง 48.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตามข้อมูลที่นำเสนอในงานประชุม World Power Battery Conference 2025 ที่เปิดฉากในเมืองหยีปิน มณฑลเสฉวน โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของรถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) 

ด้านการส่งออก จีนส่งแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าชนิด 129 กิโลวัตต์ เพิ่มขึ้น 32.7% เมื่อเทียบรายปี ตอกย้ำบทบาทฐานการผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของโลก ขณะเดียวกัน รายงานจากศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมอุปกรณ์ ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมและไอทีของจีน ระบุว่า ในปี 2024 บริษัทจีนถึง 6 แห่งติดอันดับท็อป 10 ผู้ผลิตแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าระดับโลก และรวมกันถือส่วนแบ่งการติดตั้งสูงถึง 67.1% เพิ่มขึ้นเกือบ 4 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อน

รายงานยังชี้ว่า ปริมาณการติดตั้งแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าทั่วโลกในปีที่แล้วอยู่ที่ 894.4 กิโลวัตต์ เพิ่มขึ้น 27.2% จากปีก่อนหน้า สอดคล้องกับยอดขายและสัดส่วนการใช้รถยนต์พลังงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ สะท้อนว่าความต้องการแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้ายังมีช่องว่างให้เติบโตอีกมากในตลาดโลก

สำหรับการประชุม World Power Battery Conference 2025 ครั้งนี้ มีตัวแทนอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญ และบริษัทชั้นนำทั้งจีนและต่างประเทศเข้าร่วมมากกว่า 100 ราย อาทิ CATL, BYD และ Dassault Systèmes โดยเมืองหยีปิน เจ้าภาพจัดงาน ถือเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่สำคัญที่คิดเป็นราว 16% ของกำลังการผลิตแบตเตอรี่กำลังไฟฟ้าทั้งประเทศ ในช่วงสามปีที่ผ่านมา เวทีนี้ได้เห็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 600 รายการ และมีการลงนามโครงการลงทุนขนาดใหญ่ถึง 249 โครงการ รวมมูลค่าเกือบ 3 แสนล้านหยวน หรือราว 42.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

“ตรีนุช” สั่ง กรมสวัสดิ์ฯ ออกประกาศให้ลูกจ้าง ที่ไม่สามารถทำงานได้จากเหตุน้ำท่วม หยุดงานได้ “โดยไม่ถือเป็นวันลา” พร้อมปล่อยกู้ซ่อมบ้าน-ฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด

เมื่อวานนี้ (12 พ.ย. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยเนื่องจากน้ำไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคกลาง อาทิ อุทัยธานี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี เป็นต้น ทำให้พี่น้องผู้ใช้แรงงาน ลูกจ้าง และประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้างว่า ตนมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว เบื้องต้นได้รับรายงานจาก พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ว่าได้กำชับให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจข้อมูลสถานประกอบการ ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ และลงพื้นที่สนับสนุนความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบกับหน่วยงานในจังหวัดตามภารกิจกระทรวงแรงงาน เพื่อดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด

“ดิฉันมีความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกท่านที่โรงงานถูกน้ำท่วม และได้กำชับให้กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ให้มีมาตรการช่วยเหลือลูกจ้าง กรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถเข้าทำงานได้ เนื่องจากน้ำท่วมสูงหรือเส้นทางถูกตัดขาด ให้ลูกจ้างสามารถหยุดงานได้โดยไม่ถือเป็นวันลาและจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ พร้อมกำชับให้ส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน หรือ 5 เสือแรงงาน ในพื้นน้ำท่วมเฝ้าระวังสถานการณ์ และสนับสนุนความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือตามภารกิจกระทรวงแรงงานอย่างเต็มกำลัง” นางสาวตรีนุช กล่าว

ด้าน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานออกหนังสือขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้มีมาตรการช่วยเหลือลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ กรณีที่ไม่สามารถเข้าทำงานได้ เนื่องจากน้ำท่วมสูงหรือเส้นทางถูกตัดขาด ให้ลูกจ้างสามารถหยุดงานได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ รวมถึงมาตรการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้ลูกจ้างสามารถเข้าทำงานได้อย่างปลอดภัยในสถานการณ์ดังกล่าวด้วย 

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงาน ยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อนำไปใช้ในการซ่อมแซมความเสียหายของที่อยู่อาศัยหรือการฟื้นฟูอาชีพภายหลังน้ำลดของลูกจ้างที่ได้รับความเดือดร้อน จึงได้ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จัดทำโครงการเงินกู้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่อให้ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการและรัฐวิสาหกิจได้รับความช่วยเหลือในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือฟื้นฟูอาชีพหลังประสบภัย โดยสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในสถานประกอบการและรัฐวิสาหกิจในพื้นที่ประสบภัยหรือมีสมาชิกที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ประสบภัย ตามประกาศของจังหวัดที่กำหนดเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย เพื่อให้บริการเงินกู้แก่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ สูงสุดไม่เกินสหกรณ์ละ 20 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ระยะเวลาการส่งชำระคืนสูงสุดไม่เกิน 5 ปี

ทั้งนี้ หากลูกจ้าง นายจ้าง และประชาชนที่ประสบอุทกภัยได้รับความเดือดร้อน และต้องการขอรับความช่วยเหลือ สามารถขอรับความช่วยเหลือได้ที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่ หรือสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506

 พิษณุโลก -มทบ.39 : เปิดการฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 2 รุ่นปี 2568

(13 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. พลตรี นพดล วัชรจิตบวร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกทหารใหม่และประดับเครื่องหมายครูฝึก ผลัดที่ 2 รุ่นปี 2568 ของหน่วยฝึกทหารใหม่มณฑลทหารบกที่ 39 ณ หน่วยฝึกทหารใหม่มณฑลทหารบกที่ 39 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นการต้อนรับทหารใหม่เข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของ กองทัพบกอย่างเป็นทางการ และเพื่อเริ่มต้นการฝึกขั้นพื้นฐานทางทหาร ซึ่งมุ่งเน้นการปลูกฝังระเบียบวินัย ความอดทน ความสามัคคี รวมทั้งการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารใหม่ ให้เกิดความภาคภูมิใจในเกียรติของการเป็น “ทหารกองทัพบกไทย”

ในการนี้ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ได้ให้โอวาทกับทหารกองประจำการ โดยมุ่งเน้นการสร้างขวัญกำลังใจ พร้อมให้การดูแลน้องๆ ทหารใหม่ทุกนาย รวมไปจนถึงครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง อาทิ เรื่องการอำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทางครอบครัวทหารใหม่ ในพื้นที่ห่างไกล ในกิจกรรมพร้อมญาติ วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน 2568 อีกทั้งยังพบปะทหารใหม่กลุ่มพิเศษ (กลุ่มเสี่ยงภาวะซึมเศร้า) เพื่อมอบแนวทางเสริมสร้างกำลังใจในห้วงการฝึก พร้อมกำชับชุดครูฝึกทุกนายให้ความสำคัญกับการฝึก ที่ต้องเป็นไปตามนโยบายของกองทัพบก ห้ามมิให้มีการปฏิบัตินอกระเบียบและห้ามมิให้เกิดการสูญเสียและภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อองค์กรกองทัพบก

ก่อนที่ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 และคณะจะเดินทางกลับ ได้กรุณาตรวจเยี่ยมการรับประทานอาหารมื้อกลางวันของทหารใหม่ ณ โรงประกอบเลี้ยง กองร้อยมณฑลทหารบกที่ 39 ตรวจสอบคุณภาพอาหารและความสะอาดด้านสถานที่ เพื่อให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการและถูกสุขลักษณะ เป็นไปตามหลักนโยบาย 3 ย. คือ เยอะ ยอด เยี่ยม ในการนี้ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ได้ร่วมรับประทานอาหารร่วมกับทหารใหม่อย่างเป็นกันเอง เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน 

(สุรินทร์) ผบ.มทบ.25 จัดกำลังพลพร้อมรถเกี่ยวข้าวช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาผู้มีรายได้น้อย ในพื้นที่ อำเภอเมืองสุรินทร์

(13 พ.ย. 68) พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วย คุณสายธาร กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 นางสาวอณัญญา พรหมบุตร รองหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตสุรินทร์ เจ้าหน้าที่จาก โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน คณะสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25, จิตอาสาพระราชทาน ออกเยี่ยมเยียน ชุดปฎิบัติการ ร้อยมณฑลทหารบกที่ 25 ที่นำรถเกี่ยวข้าวกองทัพบก ออกเกี่ยวข้าวช่วยเหลือเกษตรกรชาวนา ราย พลฯ สำรวน ศรีแย้ม บ้านเลขที่ 55 หมู่ที่ 5 บ้านสก๊วน ตำบลเฉนียง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เนื่องจากข้าวเปลือกเริ่มสุกเต็มที่ แต่ไม่สามารถลงเกี่ยวได้ เพราะที่ผ่านมามีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำท่วมขังในนา 

โดยได้จัดกำลังพล 6 นาย นายทหาร 1 นาย นายสิบ 2 นาย พลทหาร 3 นาย  พร้อมยุทธโธปกรณ์ รถเกี่ยวข้าว 70G (คูโบต้า) จำนวน 1 คัน รถยนต์บริการปกติขนาดเล็ก 1 คัน รถลากจูงเทเลอร์ 1 คัน และ รถฟาร์มแทรกเตอร์ 1 คัน ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้น้อย ครอบครัวพลทหาร และ ทหารผ่านศึก เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ได้เล็งเห็นความสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรชาวนา ที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น จึงได้สั่งการให้กำลังพล  นำรถเกี่ยวข้าว พร้อมอุปกรณ์ เข้าช่วยเหลือเกษตรกร ที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน และมีรายได้น้อย  

เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ ปัจจุบัน มณฑลทหารบกที่ 25 ได้เริ่มดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้ว 2 ราย จำนวน 25 ไร่ ได้ข้าวเปลือก 4,500 กิโลกรัม สร้างความดีใจและความประทับใจให้กับชาวนา ที่ได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพบก เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวว่า ขณะนี้อยากฝากถึงพี่น้องเกษตรกรชาวนา ที่เกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว แต่ไม่มีที่ตากข้าว ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่าเกษตรกรได้ใช้พื้นที่ถนนในการตากข้าวเปลือก ทั้งนี้กองทัพบก 

พร้อมเคียงข้าง และช่วยเหลือประชาชนในทุกโอกาส จึงได้เตรียมพื้นที่ ณ ศูนย์ศิลปาชีพอีสานใต้ ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง (ตรงข้ามศูนย์ราชการจังหวัดสุรินทร์) เพื่อใช้เป็นลานตากข้าว เปลือก โดยได้จัด ทหารจิตอาสา ทำความดีด้วยหัวใจ ในการช่วยเหลือ เกษตรกรชาวนา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และสร้างขวัญกำลังใจ ให้กับพี่น้องคนไทย หากเกษตรกรท่านใดเดือดร้อนและมีรายได้น้อย อยากได้รับการสนับสนุน จาก มณฑลทหารบกที่ 25 สามารถประสานได้ที่ โทร.044-511844 ต่อ 20016 

(สุรินทร์) ผบ.มทบ.25 ออกเยี่ยมเยียนมอบสิ่งของเครื่องอุปโภค - บริโภค ผ้าห่มกันหนาว ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยหนาว 

(13 พ.ย. 68) พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วย คุณสายธาร กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 คณะสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25, จิตอาสาพระราชทาน นางสาวอณัญญา พรหมบุตร รองหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตสุรินทร์ เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน ออกเยี่ยมเยียนมอบสิ่งของเครื่องอุปโภค - บริโภค ผ้าห่มกันหนาว ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยหนาวในพื้นที่ โดยได้มอบผ้าห่มและถุงยังชีพ จำนวน 20 ครอบครัว ณ บ้านละเบิก หมู่ที่ 11 ตำบลเฉนียง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวว่า โอกาสนี้ได้นำผ้าห่มและถุงยังชีพ(เครื่องอุปโภค-บริโภค) มามอบให้กับพี่น้องประชาชน ผู้สูงอายุ ที่อยู่ในพื้นที่ เพราะว่าจะเข้าช่วงหน้าหนาวแล้ว ก็คงจะช่วยบรรเทาภัยหนาวให้กับพี่น้องประชาชนได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งสร้างความปลาบปลื้มให้กับประชาชนเป็นอย่างมากที่ทหารมีความห่วงใยประชาชนในทุกโอกาส


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top