ย้อน อดีต 12 ปี ผลงานนางงามไทยบนเวที Miss Universe
ย้อน 12 ปี บนเส้นทางจักรวาล ผลงานนางงามไทยบนเวที Miss Universe จากวันนั้น…ถึงวันนี้ มาร่วมลุ้นไทยคว้ามงในเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2025 (ครั้งที่ 74) รอบชิงชนะเลิศในวันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2568
ย้อน 12 ปี บนเส้นทางจักรวาล ผลงานนางงามไทยบนเวที Miss Universe จากวันนั้น…ถึงวันนี้ มาร่วมลุ้นไทยคว้ามงในเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2025 (ครั้งที่ 74) รอบชิงชนะเลิศในวันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2568
(8 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊กปราชญ์ สามสี โพสต์…ตลอดหลายเดือนมานี้ พรรคสีส้มหรือที่เรียกกันว่า “พรรคประชาชน” มักใช้ “ข้อสงสัย” เป็นเครื่องมือในการโจมตีกองทัพ — ตั้งแต่เรื่องจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารทรัพยากร ไปจนถึงสภาพความเป็นอยู่ของทหารเกณฑ์ แล้วก็สรุปง่าย ๆ ว่า “ทั้งกองทัพคือปัญหา”
แต่พอถึงคราวที่ “ส้มเอง” ทำผิด — ไม่ว่าจะเป็นกรณีทุจริตภายในพรรค การใช้งบไม่ตรงวัตถุประสงค์ หรือคำพูดรุนแรงจากแกนนำ — กลับรีบบอกว่า “เป็นการกระทำส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรค”
ข้าพเจ้ามองว่านี่คือสองมาตรฐานที่น่าคิด เพราะเมื่อพรรคส้มกล่าวหากองทัพว่า “ไม่รับผิดชอบ” ตัวเองกลับ “ไม่เคยรับผิดชอบต่อคำพูดและการกระทำของพวกตัวเอง” เช่นกัน
กองทัพในฐานะองค์กร
แน่นอน กองทัพไม่ใช่องค์กรที่สมบูรณ์แบบ มีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปน แต่โดยโครงสร้างแล้ว กองทัพคือ “ระบบงานของรัฐ” ที่ทำหน้าที่ร่วมกับประชาชนและรัฐบาลในภารกิจความมั่นคงของชาติ
การเหมารวมว่า “ทุกคนในเครื่องแบบคือคนเลว” จึงไม่เพียงไม่เป็นธรรม แต่ยังทำร้ายจิตใจคนทำงานนับแสน ที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศในแนวหน้าอย่างเงียบ ๆ
ในขณะที่บางพรรคกลับใช้เพียงไมโครโฟนกับกล้องถ่ายคลิป ปลุกกระแสบนโลกออนไลน์ แต่ไม่เคยลงพื้นที่จริงในยามวิกฤต
เมื่อกองทัพถูกด่า — เขาแค่ “ชี้แจง” ไม่ได้ “โต้กลับ”
หลายครั้งที่กองทัพออกมาชี้แจง เช่น เรื่องการดูแลทหารเกณฑ์ หรือเงินบริจาคจากประชาชน — ก็เพื่อให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริง แต่ส้มกลับบิดประเด็นว่า “เป็นการแก้ตัวของอำนาจเก่า”
ในทางกลับกัน เมื่อพรรคส้มถูกวิจารณ์ กลับอ้างว่า “ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง” แล้วเริ่มโจมตีคนอื่นต่อ เพื่อเบี่ยงความสนใจจากปัญหาของตัวเอง ทั้งที่ใน พรรคประชาชน ก็มีคดีติดตัวอยู่หลายกรณี ไม่ว่าจะเป็น
คดี ยาเสพติดกว่า 5 แสนเม็ด
คดี ล่วงละเมิดทางเพศ / ทำร้ายร่างกายแฟนสาว
คดี หนีการเกณฑ์ทหาร
คดี เมาแล้วขับ
หรือแม้แต่กรณี แกนนำพรรคก้าวไกลถูกศาลสั่งจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ในคดีมาตรา 112
ทุกครั้งที่เกิดเหตุ สิ่งที่พรรคทำคือ “ปัดความรับผิดชอบ” แล้วอ้าง “เสรีภาพ” เพื่อสร้างภาพว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ
ถึงเวลาที่ส้มต้อง “แก้ตัวเอง” ไม่ใช่ “แก้ภาพคนอื่น”
กองทัพไม่เคยบอกว่าตัวเองสมบูรณ์แบบ แต่ทุกครั้งที่เกิดปัญหา เขากล้า “ชี้แจง ยอมรับ และแก้ไข” ตามระบบกฎหมายและวินัยราชการ
ต่างจากบางพรรค ที่เมื่อศาลตัดสินคดี ม.112 กลับออกมาพูดว่า “กฎหมายไม่เป็นธรรม” ทั้งที่ตัวเองก็อาศัยรัฐธรรมนูญและกฎหมายเดียวกันนี้ในการตั้งพรรคและลงเลือกตั้ง
หากกฎหมายไม่ดีจริง — แล้วเหตุใดถึงยังใช้มันเป็นเกราะป้องกันตัวเองทุกครั้งที่ถูกร้องเรียน?
ข้าพเจ้าเบื่อเหลือเกิน...
เบื่อคนที่อ้างคำว่า “ประชาชน” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง แต่กลับทำผิดกฎหมาย และไม่เคยตรวจสอบตัวเองแม้แต่น้อย
สังคมไทยไม่ต้องการใครมาสร้างความแตกแยก
เราต้องการนักการเมืองที่กล้ายอมรับข้อบกพร่องของตนเอง ก่อนจะเรียกร้องให้คนอื่นเปลี่ยน เพราะ “ความรับผิดชอบ” ไม่ได้เกิดจากการด่าคนอื่นให้แย่ลง แต่เกิดจากการกล้ายอมรับและแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น

(8 พ.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มอบกระบอกน้ำพลาสติก ขนาด 1 ลิตร รวมจำนวน 4,000 ใบ รวมงบประมาณเป็นเงิน 248,000 บาท (สองแสนสี่หมื่นแปดพันบาทถ้วน) เป็นของขวัญให้แก่ผู้พิการ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ เนื่องในงานวันคนพิการ ครั้งที่ 56 ประจำปี 2568 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานในพิธี และมอบโล่เกียรติคุณแด่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องจัดเลี้ยงอาหาร 9 ชั้น 1 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด สำนักงานแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

สำหรับการช่วยเหลือผู้พิการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ได้ริเริ่มดำเนินการและขยายโครงการต่อเนื่องเรื่อยมา ด้วยความตระหนักถึงความยากลำบากในการดำรงชีวิต เพื่อการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต อาทิ โครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง สงเคราะห์สังคม” โดยการมอบเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ พร้อมมอบค่าพาหนะสำหรับผู้ที่เดินทางมารับ ซึ่งขณะนี้ได้กระจายความช่วยเหลือไปสู่ผู้พิการยากไร้ในส่วนภูมิภาค นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังให้ความช่วยเหลือโดยผ่าน หรือร่วมกับโครงการ องค์กร และหน่วยงานต่างๆ อาทิ การสนับสนุนค่าพาหนะ และเครื่องอุปโภคบริโภค ให้แก่ผู้รับขาเทียม ช่างและอาสาสมัคร ในโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ การมอบของขวัญเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้พิการ เนื่องในวันคนพิการ โดยร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และในวันจันทร์นี้ (10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568) มูลนิธิฯ กำหนดมอบไม้เท้าขาวแก่ผู้พิการทางสายตา ผ่านมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมงบประมาณการช่วยเหลือผู้พิการ ในปี 2568 ณ ปัจจุบัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”
ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418





(8 พ.ย. 68) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การ Up Skill / Re-Skill เป็นหนึ่งใน 5 นโยบายหลักของกระทรวงแรงงานที่ต้องการยกระดับแรงงานไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยี ด้วยการพัฒนาทักษะทางดิจิทัล ให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอนาคต โดยล่าสุด ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และยานยนต์สมัยใหม่ให้กับแรงงานไทย โดยในเบื้องต้นตั้งเป้าหมาย 5 หลักสูตร จำนวนกว่า 11,000 คน
หลักสูตรหลัก ๆ ที่มอบเป็นนโยบายเร่งด่วน คือ การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและความชาญฉลาด อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า (EV), รถยนต์ขับขี่อัตโนมัติ, รถยนต์เชื่อมต่ออัจฉริยะ (Connected Car) ตั้งเป้าหมายภายใน 4 เดือนนี้ให้ได้ 5,520 คน ทักษะภาคอุตสาหกรรมเพื่อทำงานร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจากรายงานของ World Economic Forum ระบุว่าในอนาคตอันใกล้นี้ AI จะสร้างงานใหม่มากถึง 97 ล้านตำแหน่ง ซึ่งในส่วนของการพัฒนาทักษะด้านนี้ ตั้งเป้าจำนวน 1,000 คน
นอกจากทักษะทั้ง 2 ประเภทแล้ว ยังได้มอบนโยบายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานพัฒนาทักษะแรงงานไทยเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสามารถในการ ตรวจจับข้อมูล, เชื่อมต่อเครือข่ายไร้สาย, และ มีระบบประมวลผลภายในตัว ซึ่งประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มนี้ในอาเซียน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น การพัฒนาอุปกรณ์สำหรับ Smart Home, Smart Factory, Smart Hospital, Smart Farm และรถยนต์ EV ฯลฯ โดยในกลุ่มนี้ตั้งเป้าหมายพัฒนาทักษะไม่ต่ำกว่า 300 คน นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนาสมรรถนะบุคลากรดิจิทัลรองรับอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต อีกจำนวน 3,000 คน และ ยกระดับฝีมือหลักสูตรระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ จำนวน 2,010 คน
ปัญหาใหญ่ของแรงงานไทย คือ ความสามารถและทักษะไปไม่ถึงตลาดแรงงาน มีหลายประเทศที่เข้ามาเจรจาอยากจ้างแรงงานไทยไปทำงานนับหมื่นคน แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะแรงงานของเราขาดทักษะในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆและ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต จึงได้สั่งการให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนให้เห็นผลภายใน 4 เดือนนี้ " น.ส.ตรีนุช กล่าว
นอกเหนือจาก 5 หลักสูตรข้างต้นแล้ว ยังได้มอบให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ไปดำเนินการพัฒนาศักยภาพแรงงานขั้นสูงในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)อีก 1,000 คน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในอนาคตของบริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนใน EEC นอกจากนี้ยังขอให้มีการพัฒนาทักษะแรงงานอิสระและผู้ประกอบกิจการเพื่อเพิ่มมูลค่าหรือบริการในชุมชน อีกจำนวน 2,000 คน ด้วย รวมจำนวนแรงงานที่จะมีการพัฒนาทักษะทั้ง 7 หลักสูตร มากกว่า 14,000 คน
ปมแรร์เอิร์ธกับเบื้องหลังเบื้องลับของ MOU ไทย-อเมริกา
หลังจากที่ข่าวครึกโครมที่รัฐบาลใหม่ของไทยไปเซ็นต์ MOU กับสหรัฐอเมริกาเรื่องแรร์เอิร์ธ พร้อมกับข่าวที่ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันว่ามีการค้นพบเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในประเทศไทยแถบบริเวณภาคอีสานของประเทศไทย แต่ทว่าจนถึงวันนี้ก็ไม่ได้มีข่าวอัปเดตเรื่องแหล่งแร่ออกมาอย่างชัดเจน ประเด็นสิ่งที่เอย่าคิดคือ สรุปการที่อยู่ดี ๆ อเมริกาอยากมาเซ็น MOU ครั้งนี้เอาสินแร่มาจากไหน
ใช่คะ...คำตอบน่าจะเป็นอย่างที่เราคาดการณ์กันก็คือเราอาจจะนำเข้าสินแร่เหล่านี้เข้ามาแทนจากประเทศเพื่อนบ้านนั่นเอง
ถามว่าปัจจุบันนี้การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมาถูกสัมปทานโดยกลุ่มบริษัทรัฐบาลจีนที่เข้ามาติดต่อกับกลุ่มชนน้อยใน 2 รัฐใหญ่ ๆ คือ ในรัฐคะฉิ่นที่เมือง Panwa township และ Chipwi township อยู่ติดพรมแดนกับมณฑลยูนนานของจีน รวมถึง Momauk township โดยอยู่ภายใต้กองกำลังติดอาวุธในพื้นที่และอีกที่คือในรัฐฉานในเขตเมือง Mong Yawng township ในพื้นที่ที่ควบคุมโดยกลุ่มกองกำลัง เช่น National Democratic Alliance Army (NDAA) และในพื้นที่ที่ติดชายแดนไทยบริเวณแม่น้ำกกเขตที่ครอบครองโดย United Wa State Army (UWSA)
เราคงเดาไม่ยากแม้ว่าทุนจีนจะมาลงทุนเทคโนโลยีการถลุงแร่เหล่านี้ในพื้นที่แต่อย่างไรก็ดี การควบคุมการขุดแร่ก็ยังเป็นของชนกลุ่มน้อยอยู่ดี
จากจุดนี้พอเข้าใจแล้วใช่ไหมคะว่าการทำ MOU ครั้งนี้เป็นการที่ไทยมีแต่เสียกับเสีย ว่าไปแล้วก็คือ
1. ไม่มีการขุดแร่จริงแต่อาจจะเป็นการนำเข้าสินแร่มาถลุง โดยการถลุงแร่แรร์เอิร์ธเป็นกระบวนการที่สร้างมลพิษสูงมาก หากไม่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะต่อ น้ำ ดิน และอากาศ
2. อเมริกาได้ประโยชน์เป็นการตัดขาฝ่ายจีนในการรับซื้อสินแร่โดยผ่านตัวกลางคือไทย เข้าทำนองว่าก็นี่คือธุรกิจใครให้ราคาสูงก็ขายคนนั้น
3. ความสัมพันธ์ไทย-จีนจะยิ่งแย่ลงไปอีกขณะที่อเมริกาสามารถอ้างได้อย่างเต็มปากว่านี่ไม่มีเกี่ยวกับอเมริกานะ นี่คือผลประโยชน์จากไทยล้วน ๆ อเมริกาคือลูกค้าแรร์เอิร์ธจากไทยแค่นั้น
ฉ่ำ ๆ ไหมคะ..พี่น้องชาวไทย เราคงต้องถามว่าเราได้อะไรจาก MOU นี้กันแน่ หรือ ท่าน สส. ทั้ง ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่เงียบกริบเพราะไม่มีข้อมูลหรือถูกอะไรปิดหูปิดตาไว้คะ
.
เอย่าขอฝากไว้ให้คิดค่ะ
บอลจบแต่เรื่องราวยังไม่จบ
ฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD 2025 ได้บทสรุปสุดท้ายไปเป็นที่เรียบร้อยเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดย 'โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท' แซงชนะ 'โรงเรียนหมอนทองวิทยา' 2-1 ประตู คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ ท่ามกลางเรื่องราวให้กล่าวขานได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ‘รถขนฝัน’ ของทีมหมอนทอง รวมไปถึงผู้แฟนบอลที่หลั่งไหลมาชมเกม จนล้นทะลักสนามศุภชลาศัย ปลุกกระแสวงการฟุตบอลไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง
แม้จะมีเรื่องราวให้พูดถึงมากมาย แต่ยังมีอีกหนึ่งจุดเล็ก ๆ ที่น่าชื่นชม และอยากยกขึ้นมาเป็นแบบอย่างให้กับน้อง ๆ เยาวชน ด้วยปรากฏภาพของเด็กนักเรียนจากโรงเรียน อบจ.ชัยนาท ที่ไม่ปล่อยให้สนามกีฬาแห่งชาติต้องสกปรก หลังจากแมตช์การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจบลง
ในห้วงเวลาที่หลายคนอาจกำลังเฉลิมฉลองกับชัยชนะ บางคนกำลังเสียใจที่พลาดถ้วยรางวัล บางคนกำลังเดินทางกลับบ้านด้วยอารมณ์ที่มีทั้งสมหวังและผิดหวังระคนกัน แต่ในช่วงเวลานั้น น้อง ๆ นักเรียนจากอบจ. ชัยนาท หลายคน ได้ร่วมมือช่วยกันเก็บขยะรวบรวมให้ผู้ดูแลความสะอาดของสนามศุภชลาศัยได้เก็บกวาดง่ายขึ้น นี่คือตัวอย่างของเยาวชนกับการทำประโยชน์ง่าย ๆ ที่แสดงให้เป็นถึงการอบรมอันดีงาม และน่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง
อยากเห็นแฟนบอลช่วยกันรักษาความสะอาดแบบนี้ ในแมตช์การแข่งขันต่าง ๆ เพื่อยกระดับการชมฟุตบอลในบ้านเราให้ดีด้วยระเบียบวินัยเช่นเดียวกับน้อง ๆ กลุ่มนี้
‘แม่ทัพกุ้ง’ เผย 6 ชั่วโมงแรกหลังฟเปิดฉากปะทะเขมร มีคำสั่งให้ ‘หยุดยิง’ แต่ไม่ยอม ลั่นถ้าหยุดจะเปิดเผยใครสั่ง โทษถึงประหาร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ชุมชนปฐมอโศก คุณอัญชะลี ไพรีรัก สัมภาษณ์ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ช่วงหนึ่ง พล.ท.บุญสิน เปิดเผยเหตุการณ์ปะทะกับทหารกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่า มีคำสั่งให้หยุดตั้งแต่ 6 ชั่วโมงแรก
“6 ชั่วโมงแรกให้หยุดเลยครับ ตั้งแต่เริ่มปะทะกันปุ๊บ ให้หยุดเลย 6 ทุ่ม วันแรกที่ปะทะกัน เขาบอก ขอร้องให้หยุดเลย แต่ผมขอไม่หยุดครับ เพราะผมสตาร์ทแล้ว” พล.ท.บุญสิน กล่าว
พล.ท.บุญสิน กล่าวต่อว่า “ผมขอร้องผู้บังคับบัญชาว่าไม่หยุดครับ ผมขอต่อรองไปหลายวัน บวกลบคูณหารบอกว่าเท่านี้ได้มั้ย ได้มั้ย ไม่ได้ครับ ผมไปต่อก่อน เพราะผมเข้าเกียร์ 1 แล้ว”
คุณอัญชะลี ถามว่า พอไม่หยุด คนที่สั่งเขาไม่ว่าเหรอ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า “เขาไปตั้งหลักใหม่ครับ ก็แค่นั้นแหละครับ ถ้าหยุด ผมต้องออกมาพูดว่าใครสั่งให้หยุด แล้วเขาจะอยู่ไม่ได้ครับ เพราะว่าผมจะเอาแผ่นดินคืน แล้วคุณไม่หยุดนี่ นั่นคือโทษประหารคุณเลยทีเดียวนะครับ”
คุณอัญชะลี ถามต่อว่าได้ถามเหตุผลที่สั่งให้หยุดหรือไม่ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า “ผมคิดว่าผิดแผนเขมรครับ ผมว่าเขมรเขาเคยทำแบบนี้แล้วเข้าทางเขาไงครับ เขาจะเอาเรื่องนี้ขึ้นศาลโลก ขึ้นศาลโลกเสร็จ ประเทศไทยบุกเขาใช่มั้ย ตายไป 3 คนแล้วนี่ งั้นเขาขอประท้วงเอาแผ่นดินคืน 3 ปราสาทกับ 1 พื้นที่ นี่สูตรของเขา แม่ทัพกุ้งก็เสือกไปรู้อีก รู้แผนเขาอีก ก็เลยไหน ๆ 3 พื้นที่นี้กูก็ไม่ให้ กูเอาคืนอีกเพิ่มเติมแล้วกัน”
(9 พ.ย. 68) จากกระแสความนิยมทีมฟุตบอลเยาวชนโรงเรียนหมอนทองวิทยา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่กลายเป็นไวรัลผู้ชมเต็มสนามศุภชลาศัย ในการแข่งขันฟุตบอล 7 คน แชมป์กีฬา 7 สี นัดชิงชนะเลิศ พบกับ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท เมื่อบ่ายวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา แม้หมอนทองจะแพ้ให้กับชัยนาท 1-2 ก็ตาม
เฟซบุ๊ก Ch7HD โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า "ปรากฏการณ์สานฝันบอลเยาวชน ! อบจ.ชัยนาท - หมอนทอง สู้สุดใจ 'สมศักดิ์ศรีคู่ชิง' พิสูจน์แล้วว่าเก่งทั้งคู่ พร้อมกับเปิดเผยสถิติที่น่าสนใจว่า
ยอดชมพร้อมกันสูงสุด 4.2 ล้านคน ยอดชมออนไลน์ ทะลุ 45 ล้านวิว
ติด Google Trends"ถ่ายทอดสด บอล 7 สี วันนี้" / "หมอนทองวิทยา"/ "บอล7สีรอบชิง" / "ช่อง7HD"
ติด Trends X อันดับ 1 #บอล7สี
ยอดชมสูงสุดกีฬาในไทยทาง Facebook
(10 พ.ย. 68) ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ และ เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี เข้าพิธีแต่งงานเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ณ เขาใหญ่ บรรยากาศโรแมนติกท่ามกลางธรรมชาติ โดยมีครอบครัวและเพื่อนสนิทร่วมงานในพิธีเรียบหรูและเป็นส่วนตัว
ก่อนวันงาน ทั้งคู่ย้ำถึงทิศทางงานว่า "เล็กและเป็นส่วนตัว" เพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นและเน้นคนใกล้ชิดเป็นหลัก โดยพิธีในวันจริงเน้นความสุภาพ เรียบง่าย และเป็นกันเองอย่างยิ่ง
ไฮไลต์ของงานคือแหวนหมั้นเพชรราว 15 กะรัต ที่เต๋อคุกเข่าขอใหม่แต่งงานกลางปี 2568 และกลายเป็นจุดสนใจของสังคมอีกครั้งในพิธีสมรสครั้งนี้
ความรักของทั้งคู่ที่เริ่มต้นจากการร่วมงานในวงการบันเทิงและคบหาดูใจมาแล้วกว่า 7 ปี ถ่ายทอดผ่านพิธีงานแต่งครั้งนี้ที่สะท้อนถึงความรักที่เติบโตเงียบ ๆ และมั่นคง โดยให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความเรียบง่ายเหนือสิ่งอื่นใด
(10 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง ซึ่งป่วยติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ในช้างชนิดที่ 4 (EEHV Type 4) ที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร
สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก รายงานความคืบหน้าในการดูแลลูกช้างป่าเพศเมีย ชื่อ “ข้าวต้ม” ที่พลัดหลงจากโขลง ซึ่งขณะนี้อยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงาน โดยตลอด 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา ยังไม่พบภาวะวิกฤต แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอาการอย่างต่อเนื่อง
เหตุการณ์ก่อนหน้า เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 68 ตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. ทีมสัตวแพทย์ได้รายงานว่า ลูกช้าง “ข้าวต้ม” ยังคงกินนมและน้ำข้าวต้มได้ แต่ปริมาณยังต่ำกว่าเกณฑ์ที่คำนวณไว้ ทั้งยังมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวสลับกับลักษณะเนื้อครีม อย่างไรก็ตาม ปัสสาวะยังคงใส ไม่มีสัญญาณชี้ถึงภาวะขาดน้ำรุนแรง
เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ทีมสัตวแพทย์ได้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำตลอดทั้งวัน ควบคู่กับการให้ยาปฏิชีวนะ ยาลดการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร วิตามิน และยาต้านไวรัส พร้อมดูแลรักษาแผลและแผลกดทับอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการล้างทำความสะอาดและพ่นยารักษาแผล
ที่สำคัญ ทีมสัตวแพทย์ได้วางแผนจะทำการถ่ายเลือดให้กับลูกช้าง “ข้าวต้ม” ในคืนนี้ (10 พ.ย. 68) โดยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากวังช้างอยุธยา แล เพนียด และ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งกำลังดำเนินการตรวจความเข้ากันได้ของเลือดและวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดจากผู้บริจาค เพื่อให้การถ่ายเลือดมีความปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด
ทั้งนี้ น.สพ.ปุญญพัฒน์ สาระแขวีระกุล นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) และสพ.ญ.กานต์พิชชาหาญอาษา นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ย้ำว่า อาการของลูกช้าง “ข้าวต้ม” ยังคงต้องประเมินเป็นรายวัน เนื่องจากยังอยู่ในช่วงวิกฤต แต่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและภาคีเครือข่ายยังคงร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือลูกช้างป่าตัวนี้ให้กลับมามีสุขภาพแข็งแรง และพร้อมกลับคืนสู่ธรรมชาติในอนาคต
กรมอุทยานฯ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือ และขอเชิญชวนประชาชนร่วมส่งกำลังใจให้ “ข้าวต้ม” ผ่านการติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมย้ำว่า การอนุรักษ์สัตว์ป่าคือหน้าที่ของทุกคน ภายใต้แนวคิด “อยู่ร่วมกันอย่างสมดุลกับธรรมชาติ”