Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

ผบ.ตร. มอบรางวัลดีเด่น “ปราบปรามอาวุธปืน จับโจรตามหมายจับ” พร้อมมอบเข็มแม่นปืนฯ 4 ผู้ช่วย ผบ.ตร. - รอง จตช.

(7 พ.ย. 68) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2568 ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับ รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ผู้บัญชาการหน่วยต่าง ๆ  ร่วมประชุม โดยก่อนการประชุมฯ ผบ.ตร.เป็นประธานมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ หรือ เข็มแม่นปืนกิตติมศักดิ์ เพื่อเป็นการตอบแทนคุณความดีของผู้ให้การสนับสนุนกิจการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และมอบแก่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือเทียบเท่า โดยมีผู้เข้ารับมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ได้แก่ พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. 

จากนั้น ผบ.ตร. มอบรางวัลให้แก่หน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติดีเด่น และดี ด้านการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และสืบสวนจับกุมบุคคลตามหมายจับ จากการระดมกวาดล้างอาชญากรรม ห้วงวันที่ 15 – 24 สิงหาคม 2568 ภายใต้แผนยุทธการ “พิชิตคนพาล อภิบาลคนดี” ซึ่งสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี มีผลการปฏิบัติเป็นที่ประจักษ์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่หน่วยงานและข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ 

สำหรับรางวัลแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
ประเภทที่ 1 หน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติด้านการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน 
ดีเด่นกลุ่มที่ 1 ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 3 ตำรวจภูธรภาค 4 และ ตำรวจภูธรภาค 5  
ดีเด่นกลุ่มที่ 2 ได้แก่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 

ประเภทที่ 2 หน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติด้านการสืบสวนจับกุมบุคคลตามหมายจับ 
ดีเด่นกลุ่มที่ 1 ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 4 และตำรวจภูธรภาค 3
ดีเด่นกลุ่มที่ 2 ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว 

นอกจากนี้ ได้มอบรางวัลให้กับหน่วยที่มีผลการปฏิบัติดี ทั้ง 2 ประเภท อีกจำนวน 21 รางวัล รวมทั้งสิ้น 30 รางวัล

ผบ.ตร. กล่าวให้กำลังใจ ชมเชยทุกหน่วยที่มุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามอาชญากรรม และย้ำให้ตั้งใจในการสืบสวนปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภทที่เป็นภัยคุกคามความสงบสุขของประชาชนอย่างต่อเนื่อง 

“ตรีนุช” นั่งประธาน คบต. ทบทวนขยายเวลาทำงานแรงงานต่างด้าว ลาว เมียนมา และเวียดนาม ผ่อนผันต่อใบอนุญาต ลดหลักประกันนายจ้าง แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน

(7 พ.ย. 68) เวลา 10.00 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ครั้งที่ 7/2568 โดยมี พันตำรวจโท วรรณพงษ์  คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทน อธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สภาความมั่นคงแห่งชาติ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อาคารกระทรวงแรงงาน

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า วันนี้ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568) ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ได้ร่วมกันพิจารณาและทบทวนมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานภายในประเทศและสภาพทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาและทบทวน 3 แนวทางสำคัญ ดังนี้

1. อนุญาตให้แรงงานต่างด้าว สัญชาติ ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีหลักฐานการอนุญาตให้อยู่หรือทำงานในประเทศไทยแต่การอนุญาตทำงานหรือการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุด รวมถึงคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมาที่เข้าเมืองผิดกฎหมายก่อนที่ประกาศจะมีผลบังคับใช้และต้องการทำงาน สามารถอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อทำงานได้ 1 ปี ในส่วนคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ต้องเป็นคนที่อยู่หรือเคยอยู่และทำงานในราชอาณาจักรแล้วเท่านั้น และต้องดำเนินการตามแนวทางที่กรมการจัดหางานกำหนด

2. ผ่อนผันให้คนต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567  ที่ได้รับอนุญาตถึง 31 มีนาคม 2569 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ได้รับอนุญาตถึง 13 กุมภาพันธ์ 2569 อยู่และทำงานได้ต่อไปเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยให้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงาน พร้อมเอกสารหลักฐาน ก่อนที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุ เพื่อป้องกันการขาดแคลนแรงงานอันจะส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของนายจ้าง สถานประกอบการ

3. แก้ไขการเก็บหลักประกันในการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ (กรณีหลักประกันของนายจ้าง) ตาม มติ ครม. เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 และมติวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 โดยให้นายจ้างวางหลักประกัน 1 พันบาท ต่อการจ้างคนต่างด้าว 1 คน สูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท เพื่อช่วยบรรเทาและลดภาระต้นทุนให้กับนายจ้าง สถานประกอบการ โดยนายจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่งคนต่างด้าวกลับไปยังประเทศต้นทาง กรณีมีค่าใช้จ่ายเกินหลักประกันที่วางไว้

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทน อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการทั้ง 3 แนวทางนี้เป็นการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบโจทย์การขาดแคลนแรงงานและช่วยลดภาระให้กับนายจ้างได้อย่างแท้จริง โดยกรมการจัดหางานจะเร่งรัดสรุปผลการพิจารณาทั้งหมดเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบโดยเร็วที่สุดต่อไป โดยแรงงานต่างด้าวกลุ่มดังกล่าวจะได้รับการผ่อนผันก็ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ และประกาศกระทรวงมหาดไทย รวมถึงประกาศกระทรวงแรงงานมีผลบังคับใช้แล้วเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ในระหว่างนี้ ขอให้นายจ้าง สถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าว ติดตามข่าวสารและรายละเอียด แนวทางการปฏิบัติจากกรมการจัดหางานอย่างใกล้ชิด ที่เว็บไซต์กรมการจัดหางาน doe.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

อดีตที่ปรึกษาทรัมป์จี้!! สอบสวนเส้นทางการเงินไปยูเครน เม็ดเงินสหรัฐฯ หลายพันล้านไร้ร่องรอย ซัดรัฐบาลไม่เปิดเผยบัญชีงบประมาณ ถามตรงๆ “เงินภาษีชาวอเมริกันหายไปไหน?”

(7 พ.ย. 68) ไมเคิล ฟลินน์ (Michael Flynn) อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว RIA Novosti เรียกร้องตรวจสอบความโปร่งใสเงินช่วยเหลือยูเครน โดยระบุว่าสหรัฐฯ “อัดฉีดเงินภาษีประชาชนเป็นพันล้านดอลลาร์” แต่ยังไม่เห็นบัญชีที่ชัดเจน พร้อมตั้งคำถามว่า “เงินไปไหน”

ฟลินน์กล่าวในเวทีเสวนา “บทบาทสื่ออิสระในเวทีระหว่างประเทศ” ซึ่งจัดโดยสถาบัน Gold Institute for International Strategy เมื่อ 30 ต.ค. ว่าทีมของเขากำลังติดตามคดีจากผู้เปิดโปงข้อมูล ราว 8 เรื่อง หนึ่งในนั้นคือเกี่ยวกับเงินประมาณ 47- 48 พันล้านดอลลาร์ที่เขาเชื่อว่า “อาจไม่เคยไปถึงยูเครน”

เขาย้ำว่ากำลังเดินหน้าดำเนินคดีแพ่งเพื่อให้มีการชี้แจงเส้นทางการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าว และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงบัญชีรายจ่ายอย่างละเอียด เพื่อรับผิดชอบต่อผู้เสียภาษีและสร้างความเชื่อมั่นต่อการสนับสนุนต่างประเทศในอนาคต

เชียงใหม่ฮือฮา!! “ลลิษา มโนบาล” โผล่วัดเจดีย์หลวง ถ่ายโปรโมตท่องเที่ยวไทยให้ ททท. ร่วมงานคืนสุดท้าย “ยี่เป็ง” เชียงใหม่ กลายเป็นไวรัลทั่วโซเชียล

(7 พ.ย. 68) ลิซ่า แบล็คพิ้งค์ หรือ ลลิษา มโนบาล ซูเปอร์สตาร์ชาวไทยระดับโลก โผล่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ในคืนสุดท้ายของงานประเพณียี่เป็ง เพื่อถ่ายงานโปรโมตการท่องเที่ยวไทยให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

แฟนคลับและชาวเชียงใหม่ต่างตื่นเต้นและถ่ายภาพเหตุการณ์เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นกระแสไวรัล แต่ไม่นานหลังจากนั้น เพจต่างๆ ที่แชร์ภาพถูกทีมงานติดต่อให้ลบโพสต์ โดยอ้างถึงปัญหากฎหมายลิขสิทธิ์เพื่อป้องกันความขัดแย้ง

ประเพณียี่เป็งถือเป็นงานสำคัญของเชียงใหม่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติอย่างมาก ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวลือว่าลิซ่าจะเดินทางมาถ่ายงานโปรโมตกับ ททท.ในช่วงจัดงานจริงตามที่แฟนๆ ตั้งตารอคอย

คุ้มครองสิทธิฯ เข้าร่วมงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานกองทุนยุติธรรม “10 ปี กองทุนยุติธรรมช่วยเหลือเคียงข้างประชาชน”

(7 พ.ย. 68) เวลา 10.00 น. อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มอบหมายให้กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ โดยนางสาวศิวาพร ศรียาคะบุตร นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เข้าร่วมงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานกองทุนยุติธรรม “10 ปี กองทุนยุติธรรมช่วยเหลือเคียงข้างประชาชน” โดยได้รับเกียรติจาก พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม เป็นประธานเปิดงานแถลงผลการดําเนินงาน และมีนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายศุภชัย ใจสมุทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางสาวรวิวรรณ จตุรพิธพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายโกมล พรมเพ็ง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายวัลลภ นาคบัว โฆษกกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม คณะผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายภาคประชาชน (ผู้ไกล่เกลี่ย) และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ห้อง Jupiter โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานการให้ความช่วยเหลือประชาชนของกองทุนยุติธรรม และเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจในภารกิจของกองทุนยุติธรรมให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง ผ่านช่องทางสื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ และสื่อสังคมออนไลน์

โดยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมากองทุนยุติธรรม ได้มุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับการให้บริการในการให้ความช่วยเหลือประชาชน ทั้ง 4 ภารกิจสำคัญ เพื่อการให้ความช่วยเหลือได้ขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ มีการรับฟังและร่วมแก้ไขปัญหา นำความยุติธรรมเชิงรุกเข้าถึงทุกเสียงความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการงานยุติธรรมได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม และในการก้าวสู่ปีที่ 11 กองทุนยุติธรรมยังคงมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์และการดำเนินงานเพื่อสร้างหลักประกันว่าประชาชนทุกคนจะสามารถเข้าถึงเส้นทางแห่งความยุติธรรม และได้รับโอกาสสู่ความเป็นธรรมอย่างเสมอภาค

ทั้งนี้ การดำเนินงานของกองทุนยุติธรรมตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ได้รับคำขอความช่วยเหลือจากประชาชน ผู้ได้รับความเดือดร้อนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม จำนวน 61,613 ราย คิดเป็นเงินช่วยเหลือ จำนวนกว่า 2,242 ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีงบประมาณ 2568 กองทุนยุติธรรมได้รับคำขอความช่วยเหลือจากประชาชน จำนวน 5,217 ราย เป็นเงินช่วยเหลือ จำนวนกว่า 227 ล้านบาท

ชื่นชม นร.เทพศิรินทร์ ฮีโร่กระโดดช่วยลูกแมวตกคลองผดุงฯ หนึ่งชีวิตก็มีความหมายในคืนวันลอยกระทง สน.พลับพลาไชย ซูฮก-ผอ.มอบรางวัล ให้ข้อคิด ทำดีและต้องห่วงความปลอดภัย

(7 พ.ย. 68) สน.พลับพลาไชย 1 โพสต์เรื่องราวสุดประทับใจเมื่อเย็นวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา นักเรียนชายโรงเรียนเทพศิรินทร์เห็นลูกแมวกำลังจมน้ำในคลองผดุงกรุงเกษม จึงกระโดดลงไปช่วยจนปลอดภัย ก่อนห่อตัวด้วยผ้าให้ความอบอุ่น โพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ต่อและได้รับคำชื่นชมล้นหลามจากชาวเน็ต

เพจเฟซบุ๊ก สน.พลับพลาไชย 1 ระบุแคปชันว่า “สุดยอดเรื่องราวดีๆ ในคืนวันลอยกระทง… หนึ่งชีวิตก็มีความหมายเสมอ” พร้อมเผยบทสัมภาษณ์นักเรียนเจ้าของเหตุการณ์ที่เล่าว่า เพื่อนๆ พยายามช่วยด้วยบันไดและไม้แต่ไม่สำเร็จ จึงตัดสินใจกระโดดลงน้ำ เพราะว่ายน้ำได้และคิดว่าแมวอาจมีเจ้าของ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 68 นายวิธาน พรหมสินธุศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพศิรินทร์ เชิญนักเรียนชั้น ม.2/1 โครงการ English Program ที่เกี่ยวข้อง 3 คน ได้แก่ เด็กชายชลภัทร คงสมพงษ์ เด็กชายพิชยะ เรืองรอด และเด็กชายอิทธิพัทธ์ รัตนากรสิริ (ผู้ที่ลงน้ำช่วยแมว) เข้าพบและเล่าเหตุการณ์ ซึ่งเกิดบริเวณใต้สะพานนพวงศ์ ริมคลองผดุงฯ ในคืนลอยกระทง

โดยผู้อำนวยการกล่าวชื่นชมและมอบเสื้อเป็นรางวัลแก่ทั้ง 3 คน พร้อมให้ข้อคิดว่า “การทำความดีเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ต้องประเมินสถานการณ์และคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง” สะท้อนบทเรียนสำคัญว่าความกล้าหาญควรมาพร้อมสติและการป้องกันความเสี่ยง

'สุวรา' ผู้ว่า กปน. เปิดงานวันสภาธรรมาภิบาล ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด 'วินัย...คุณธรรมสู่ความยั่งยืน' สร้างจิตสำนึกจริยธรรมขององค์กร โดยมี 'พลโท บุญสิน' เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ

กปน. จัดงานวันสภาธรรมาภิบาล ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “วินัย...คุณธรรมสู่ความยั่งยืน”

เมื่อวันที่ (6 พ.ย. 68) เวลา 13.30 น. ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 อาคารสุทธิอุทกากร การประปานครหลวง (กปน.) สำนักงานใหญ่ นางสาวสุวรา ทวิชศรี ผู้ว่าการ กปน. เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันสภาธรรมาภิบาลการประปานครหลวง ประจำปี 2568” ภายใต้แนวคิด “วินัย...คุณธรรมสู่ความยั่งยืน” เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านธรรมาภิบาลและจริยธรรมขององค์กร ส่งเสริมค่านิยมด้านวินัย คุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และความโปร่งใส ในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความยั่งยืน

โดยได้รับเกียรติจาก พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ผู้เป็นแบบอย่างนักรบ นักปรัชญา นักการทูต ผู้ปกป้องอธิปไตยของชาติไทย มาทอล์คโชว์ ถ่ายทอดเรื่องราวในหัวข้อ “วินัย...กุญแจสู่ความสำเร็จในการทำงานและการพัฒนาตนเอง” ให้กับสมาชิกสภาธรรมาภิบาล และบุคลากร กปน.

นางสาวสุวรา กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ 9 นับตั้งแต่สภาธรรมาภิบาล กปน. ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สภาธรรมาภิบาลได้ขับเคลื่อนธรรมาภิบาลภายในองค์กร ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ การยึดหลักธรรมาภิบาลจึงเป็นรากฐานของการทำงาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรเติบโตอย่างมีคุณภาพ หากทุกคนในองค์กรเป็นผู้มีวินัย จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายที่กำหนด ส่งผลให้ กปน. เป็นองค์กรที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป แนวคิด “วินัย...คุณธรรมสู่ความยั่งยืน” จึงสะท้อนเจตนารมณ์ของ กปน. ในการมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลมีวินัยในทุกกระบวนการทำงาน และยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติในระยะยาว

พลโท บุญสิน พาดกลาง หรือ “แม่ทัพกุ้ง” กล่าวว่า วินัยคือความรับผิดชอบในทุกช่วงของชีวิต ตั้งแต่ตื่นนอน รู้หน้าที่ของตน และวางแผนอย่างเป็นระบบ เพราะผลสำเร็จของงานขึ้นอยู่กับวินัยของพนักงานทุกระดับ ต้องพิจารณาปัจจัยให้ครบทั้ง “คน เงิน เครื่องมือ และเวลา” และดำเนินงานตามลำดับความสำคัญ

นอกจากนี้ การทำงานต้องมีคุณธรรมอยู่ในใจ เพราะความรู้ต้องคู่กับคุณธรรม มีวินัย รู้หน้าที่ ทั้งต่อตนเอง และส่วนรวม ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว เคารพผู้บังคับบัญชาและผู้อาวุโส ซึ่งผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดี มีวินัย ตรงต่อเวลา มีความจริงใจ เห็นอกเห็นใจต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และเมื่อเรา”ให้ใจ” กับเขา เราก็จะ”ได้ใจ” เขากลับมา

นอกจากนี้ ภายในงานมีกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับธรรมาภิบาล และการส่งเสริมวินัยในการทำงาน อาทิ การจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับวินัย การประชาสัมพันธ์ศูนย์คุณธรรม (องค์กรมหาชน) และกิจกรรมสภาธรรมภิบาล กปน. เป็นต้น

ศิษย์เก่าหมอนทองฯ โพสต์ให้ข้อมูล โรงเรียนหมอนทอง ก่อนชิงแชมป์ฟุตบอล 7 สี ชี้ชื่อ รร.ไม่ได้มาจากชื่อสายพันธุ์ทุเรียน นักเรียนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมน่ารัก

(8 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก Da DewDem แชร์เรื่องราวที่ตอนนี้ต้านกระแสไม่ไหวแล้วจริง ๆ หลังวันนี้เห็นสำนักข่าวต่าง ๆ อินฟลู ฯ เพจที่ติดตามมาตลอด และเพื่อน ๆ หลายคนใน FB โพสต์เกี่ยวกับน้อง ๆ ทีมฟุตบอล “โรงเรียนหมอนทองวิทยา” กันเต็ม FB เลยอดโพสต์ด้วยไม่ได้ ในฐานะศิษย์เก่าของโรงเรียน (สมัยม. ต้น)

ขอขอบคุณแฟนบอล ที่เอ็นดูน้อง ๆ นักกีฬา และช่วยกันส่งกำลังใจให้ทีม หมายเหตุ: ชื่อ “โรงเรียนหมอนทองวิทยา” (ม.ว.) มาจากชื่อ ต. หมอนทอง …ใน อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา (ติดเขตหนองจอก แต่อยู่แบบใกล้ชิดธรรมชาติ มาก ๆๆๆ เหมือนอยู่ไกล๊ไกลกรุงเทพ) คติพจน์ : อ่อนน้อม ถ่อมตน อดทน ซื่อสัตย์

หมอนทองที่ไม่ได้มาจากชื่อสายพันธุ์ทุเรียน แต่มีตำนานจาก การพบหมอนที่ใส่ทองไว้ ถึงครอบครัวเราจะเป็นชาวพุทธ ที่เป็นส่วนน้อยในตำบล เรามีเพื่อนบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมที่น่ารัก รักความสงบ และเราก็มีความสุขมากที่ได้อยู่ในพื้นที่นี้ค่ะ

สนามฟุตบอลที่น้อง ๆ นักกีฬาใช้ซ้อม คือสนามเดิมที่เห็นกันตั้งแต่พี่น้องในครอบครัวเราจำความได้ มีประวัติการใช้งานที่ยาวนาน และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมความสุขของคนในหมู่บ้าน

ขอขอบคุณ  “ชมรมฟุตบอลศิษย์โรงเรียนหมอนทองวิทยา” และผู้ใหญ่ใจดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานฯ ดร. สุเมธ (คุณครูผู้ใจดีของหนู) ที่ช่วยกันผลักดัน สร้างแรงบันดาลใจ ให้เด็ก ๆ รักการเล่นกีฬา ห่างไกลอบายมุข มอบความสุขให้พวกเราชาวตำบลหมอนทอง และจังหวัดฉะเชิงเทรา

ติดตามเชียร์น้อง ๆ ทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา รอบชิงชนะเลิศ ในวันพรุ่งนี้ (8/11/68) กันนะคะ
ป.ล. ป้า…เอ๊ย! พี่ ยกเลิกนัดทั้งหมดเพื่อไปเชียร์ น้อง ๆ เลยนะ

รู้จัก “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” “ปลัดกระทรวงมหาดไทย” คนปัจจุบัน กับผลงานยกระดับ-พัฒนาชุมชนให้ทันโลก สร้างรากฐานสังคมไทยให้แข็งแกร่ง-ยั่งยืน

หากเปรียบ “ประเทศ” เป็นต้นไม้ใหญ่ “ชุมชน” คือรากแก้ว ที่ยิ่งหยั่งรากลึก และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ก็จะยิ่งแข็งแรง ดังนั้น หากอยากให้ประเทศแข็งแรงในทุกส่วน ก็จำเป็นต้องลงทุน ลงแรง กับชุมชนให้มาก เพื่อจะได้ “เข้มแข็งและยั่งยืน” และกลายเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่สำคัญของสังคมต่อไป

การดูแล “ชุมชน” ให้แข็งแรง ก็ถือเป็นหลักคิดสำคัญของ “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ที่แม้ว่าวันนี้จะขึ้นไปนั่งตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย มีหน่วยงานใต้บัญชามากมายให้ดูแล แต่ผลงานก่อนหน้านี้ ก็สะท้อนชัดว่า ในหัวใจของ “อรรษิษฐ์” ให้ความสำคัญในเรื่องพัฒนาชุมชนเป็นที่สุด

ก่อนที่จะได้รับตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย เดิม “อรรษิษฐ์” เคยได้รับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน อยู่ 2 ปี (เริ่มปี 2560) ก่อนจะย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตาก (เริ่มปี 2562) และได้ขยับไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยในปี 2563

แม้ในปี 2565 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ซึ่ง “อรรษิษฐ์” ก็ตั้งใจทำหน้าที่เป็นอย่างดี โดยในระหว่างดำรงตำแหน่งนี้ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ “เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ในการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายให้ชุมชนบริหารจัดการตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุขเพิ่มขึ้น เพื่อทำให้เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง และสามารถตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs Goal ที่องค์การสหประชาชาติกำหนดไว้ได้

เพื่อเดินสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็ได้กำหนดเป้าหมายหลัก คือ “ตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” จำนวน 878 ตำบล โดยมีกิจกรรมขับเคลื่อนงานทั้งการพัฒนาผู้นำกลุ่มองค์กรและเครือข่าย ส่งเสริมการออมและพัฒนาทักษะการบริหารจัดการทางการเงิน ส่งเสริมเครือข่ายศูนย์ผู้นำจิตอาสาพัฒนาชุมชน และส่งเสริมกิจกรรมเครือข่ายพื้นที่ต้นแบบโคก หนอง นา โมเดล 

ไม่เพียงเท่านั้น ยังพัฒนาองค์กรให้ทันสมัย มีสมรรถนะและมีธรรมาภิบาล มุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับภาคีการพัฒนาทั้ง 7 ได้แก่ ภาครัฐ ภาคประชาชน ภาควิชาการ ภาคศาสนา ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคสื่อสารมวลชน โดยมี “พัฒนากร” ลงพื้นที่ทำงานเคียงข้างประชาชนครอบคลุมทุกจังหวัด 

นับเป็นการต่อยอดจุดแข็งของกรมการพัฒนาชุมชน ที่มีมาตลอดกว่า 60 ปี ได้เป็นอย่างดี ตามนิยามที่กล่าวได้ว่า “เป็นหนึ่งในงานหน่วยงานภาครัฐที่ทำงานใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนในชุมชนมากที่สุด”

ภารกิจของ “อรรษิษฐ์” ที่มีต่อ “ชุมชน” ในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ภารกิจที่เน้นหนักและให้ความสำคัญมากอีกหนึ่งเรื่องคือการส่งเสริมครัวเรือนปลูกผักสวนครัวอย่างน้อยครัวเรือนละ 10 ชนิด เพื่อปลูกฝังพฤติกรรมพึ่งพาตัวเองให้คนไทย เสริมความมั่นคงทางอาหาร และลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

อีกภารกิจสำคัญคือการสานต่อการดำเนินงานประชารัฐรักสามัคคี หรือ SE ที่ดำเนินการในรูปแบบบริษัทประชารัฐฯ จังหวัด มุ่งเน้น 3 เรื่องหลัก คือ เกษตร แปรรูป ท่องเที่ยว ตามบริบทของชุมชนที่แตกต่างกัน ซึ่งมีชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัติวิถีอยู่แล้วทั่วประเทศ ขณะที่การสนับสนุน OTOP ก็ยังคงดำเนินการต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และพัฒนาช่องทางการตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างรายได้ และกระจายสินค้าออกสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาชุมชน ดังที่เคยกล่าวไว้ว่า “หัวใจหลักของงานพัฒนาชุมชน คือมุ่งให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางและส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาทุกขั้นตอน เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืนจะต้องเกิดจากพื้นฐานความต้องการของประชาชน ริเริ่มและขับเคลื่อนโดยประชาชนเป็นสำคัญ” 

และแม้วันนี้ “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” จะก้าวสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว แต่ “หลักการ” ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยังคงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

>>สำหรับประวัติของ “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” 

เกิด: 16 กรกฎาคม 2514 
อายุ: 53 ปี 
ชื่อเล่น: ป๊อบ 
สำเร็จการศึกษา: ปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต (การปกครอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ สิงห์ดำรุ่นที่ 42 , พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ผ่านอบรมหลักสูตร นักบริหารงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รุ่นที่ 2, นักปกครองระดับสูง รุ่นที่ 54 และ ผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT) รุ่นที่ 10

>>ประวัติการทำงาน
-ตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 3 สำนักงานจังหวัดฉะเชิงเทรา 
-หัวหน้ากลุ่มงานสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย 
-เลขานุการอธิบดี กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
-ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
-หัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น 
-ผู้อำนวยการสถาบันดำรงราชานุภาพ 
-รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี 
-รองผู้ว่าฯ อุดรธานี 
-รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน
-ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน 
-ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก 
-รองปลัดกระทรวง 
-อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน 
-อธิบดีกรมการปกครอง
-ปัจจุบัน ปลัดกระทรวงมหาดไทย

>>เครื่องราชอิสริยาภรณ์
-มหาวชิรมงกุฎ
-ประถมาภรณ์ช้างเผือก
-เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้น 2
-เหรียญราชการชายแดน
-เหรียญจักรพรรดิมาลา
-เหรียญลูกเสือสดุดี ชั้น 1
-เหรียญกาชาดสดุดี ชั้น 1

‘สี จิ้นผิง’ นำเปิดพิธี!! ส่งเรือ “ฟูเจี้ยน” เข้าประจำการ เรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่สุดล้ำ มาพร้อมระบบแม่เหล็กไฟฟ้า ช่วยการขึ้น-ลง ลำแรกอย่างเป็นทางการของจีน

(8 พ.ย. 68) จีนประกาศนำเรือบรรทุกเครื่องบิน “ฟูเจี้ยน” เข้าประจำการกับกองทัพเรืออย่างเป็นทางการ ที่จังหวัดไห่หนาน โดยมีประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นประธานในพิธี นับเป็นครั้งแรกที่จีนมีเรือบรรทุกเครื่องบินติดตั้งระบบ “แคทาพัลต์แม่เหล็กไฟฟ้า” (EMALS) ซึ่งช่วยให้เครื่องบินสามารถขึ้นบินได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เรือ “ฟูเจี้ยน” สามารถรองรับการขึ้นลงของเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ เช่น J-15T, J-35 และเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า KJ-600 โดยระบบแคทาพัลต์ช่วยให้เครื่องบินขึ้นบินจากระยะสั้นได้แม้บรรทุกอาวุธและเชื้อเพลิงจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าเรือรุ่นก่อนหน้าที่ใช้ดาดฟ้าแบบ “สกีจัมพ์”

สำหรับฟูเจี้ยนเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สามของจีน ต่อจาก “เหลียวหนิง” และ “ซานตง” เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2022 และเริ่มทดลองเดินเรือเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 โดยการเข้าประจำการในครั้งนี้ทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่ 2 ของโลกต่อจากสหรัฐฯ ที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินระบบแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top