Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

ภัยเงียบที่คุกคามเศรษฐกิจไทย กว่า 2.4 ล้านล้านบาทในระบบ ธรรมาภิบาลอ่อนแอ-กู้ซ้อนเสี่ยงล้มโดมิโน ถึงเวลาปลดชนวนก่อนฐานรากจะสั่นคลอน

ในขณะที่สังคมไทยกำลังจับจ้องและถกเถียงกันอย่างเข้มข้นถึงปัญหา "หนี้ครัวเรือน" ที่พุ่งทะยานไม่หยุดหย่อน จนถูกมองว่าเป็น "ระเบิดเวลา" ลูกใหญ่ที่พร้อมจะทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่ภายใต้เงามืดของปัญหาหนี้ครัวเรือน ยังมี "ระเบิดเวลา" อีกลูกที่กำลังนับถอยหลังอย่างเงียบเชียบและอาจมีอานุภาพทำลายล้างไม่แพ้กัน นั่นคือ "หนี้สินในระบบสหกรณ์" ซึ่งหนี้สหกรณ์ในระบบเศรษฐกิจไทย ณ เดือนสิงหาคม 2568 มีมูลค่าประมาณ 2.43 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นประมาณ 15% ของหนี้ครัวเรือนทั้งระบบ

ระบบสหกรณ์ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นบนหลักการของการรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถือเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับประชาชนนับล้านคนในประเทศไทย ตั้งแต่ข้าราชการ ครู อาจารย์ ไปจนถึงเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน ทว่าวันนี้ เสาหลักที่เคยแข็งแกร่งนี้กำลังถูกกัดกร่อนด้วยปัญหาหนี้สิน การบริหารจัดการที่ไร้ธรรมาภิบาล และช่องโหว่ในการกำกับดูแล จนอาจกลายเป็นมหันตภัยทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่ยากจะคาดเดา

เครือข่ายเงินออมขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในเงามืด

ระบบสหกรณ์ในประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานและหยั่งรากลึกในทุกภาคส่วนของสังคม นับตั้งแต่สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ให้บริการแก่บุคลากรภาครัฐและเอกชน สหกรณ์การเกษตรที่ช่วยเกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนและปัจจัยการผลิต ไปจนถึงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่ส่งเสริมการออมและการกู้ยืมในชุมชน วัตถุประสงค์หลักของสหกรณ์คือการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสมาชิกผ่านการรวมกลุ่ม การพึ่งพาตนเอง และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ด้วยโครงสร้างที่เน้นการรวมเงินออมของสมาชิกมาปล่อยกู้ให้สมาชิกด้วยกันเอง และมีอัตราดอกเบี้ยที่น่าจูงใจ สหกรณ์จึงกลายเป็นแหล่งพึ่งพิงทางการเงินที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนที่อาจเข้าถึงบริการของธนาคารพาณิชย์ได้ยาก เครือข่ายสหกรณ์จึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมสมาชิกหลายสิบล้านคน และมีเงินทุนหมุนเวียนรวมกันคิดเป็น "หลายล้านล้านบาท" ซึ่งมีขนาดใหญ่และซับซ้อนไม่ต่างจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการรวบรวมเงินออมและให้บริการทางการเงินแก่สมาชิก ก็ได้นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ ที่หลายฝ่ายไม่ได้คาดคิด และกำลังกลายเป็นบาดแผลเรื้อรังที่คุกคามระบบโดยรวม

ขนาดของปัญหา: หนี้สินมหาศาลที่มองไม่เห็น

แม้จะไม่มีตัวเลขหนี้เสียของสหกรณ์โดยรวมที่ชัดเจนและเป็นทางการเปิดเผยสู่สาธารณะมากเท่าหนี้ครัวเรือน แต่สัญญาณเตือนจากหน่วยงานกำกับดูแลและนักวิเคราะห์ต่างก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาหนี้สหกรณ์ได้ขยายตัวจนน่าเป็นห่วง มูลค่าหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมของสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ทั้งเพื่อการบริโภค การลงทุน และการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนเดิม ได้พอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประเด็นที่น่ากังวลคือ หนี้เหล่านี้มักถูกค้ำประกันด้วย "หุ้นสหกรณ์" ของสมาชิกเอง ซึ่งมูลค่าอาจผันผวนและไม่มั่นคงเพียงพอในยามเกิดวิกฤต นอกจากนี้ ยังมีการ "กู้ซ้อน" หรือ "กู้หลายทาง" โดยที่สมาชิกบางรายมีภาระหนี้สินกับสหกรณ์หลายแห่งพร้อมกัน ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นกับรายได้ของสมาชิก

ความซับซ้อนของโครงสร้างหนี้ในระบบสหกรณ์ยังรวมไปถึงการ "กู้ยืมระหว่างสหกรณ์" ด้วยกันเอง หรือที่เรียกว่า "Inter-lending" ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับสหกรณ์ขนาดเล็กหรือสหกรณ์ที่ประสบปัญหาทางการเงินในระยะสั้น แต่ในทางกลับกัน กลไกนี้เองที่สร้าง "เส้นใยความเชื่อมโยง" ที่อาจนำไปสู่ "ปรากฏการณ์โดมิโน" หากมีสหกรณ์ใดสหกรณ์หนึ่งล้มลง สัญญาณเตือนที่เล็ดลอดออกมาจากการบริหารจัดการสหกรณ์บางแห่งที่พบว่ามีการปล่อยกู้โดยไม่รอบคอบ การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง หรือแม้แต่การทุจริต ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า "ภัยเงียบ" นี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป

กลไกขับเคลื่อน "ระเบิดเวลา": ต้นตอของหายนะที่กำลังคืบคลาน

ปัญหาหนี้สหกรณ์ที่พอกพูนและกลายเป็น "ระเบิดเวลา" มีสาเหตุซับซ้อนหลายประการ ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก:
 
1. ธรรมาภิบาลที่อ่อนแอและการบริหารจัดการที่ผิดพลาด:
สหกรณ์จำนวนมากยังขาดธรรมาภิบาลที่ดี คณะกรรมการบริหารอาจไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินเพียงพอ บางครั้งมีการครอบงำโดยกลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่คน ทำให้การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเป็นไปได้ยาก นำไปสู่การตัดสินใจลงทุนในโครงการที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น หรือการให้กู้ยืมแก่บุคคลหรือโครงการที่ไม่มีหลักประกันที่เพียงพอ ด้วยความหวังที่จะได้ผลตอบแทนสูงเพื่อนำมาจ่ายเงินปันผลแก่สมาชิก ซึ่งกลายเป็นแรงจูงใจที่ผิดพลาด

2. การปล่อยกู้ที่หละหลวมและปัญหาหนี้ซ้อน:
ระบบการให้กู้ยืมภายในสหกรณ์บางแห่งอาจขาดความรัดกุม เพียงแค่สมาชิกมีหุ้นสหกรณ์ก็สามารถกู้เงินได้ง่ายดาย บางครั้งสมาชิกไม่ได้นำเงินไปใช้เพื่อการสร้างอาชีพหรือแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน แต่กลับใช้เพื่อการบริโภค หรือนำไปปิดหนี้จากสถาบันการเงินอื่น แล้วกลับมาก่อหนี้ใหม่กับสหกรณ์อีก ซึ่งเป็นวงจรหนี้ที่ไม่สิ้นสุด (loan stacking) ทำให้สมาชิกมีภาระหนี้สินเกินตัว เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือรายได้ไม่เป็นไปตามคาด ก็จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ทันที

3. การเชื่อมโยงระหว่างสหกรณ์ (Inter-lending):
สหกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนเหลือเฟือ มักนำเงินไปฝากหรือปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์ขนาดเล็กกว่า หรือสหกรณ์ที่ต้องการสภาพคล่อง การกู้ยืมระหว่างกันนี้แม้จะช่วยหมุนเวียนเงินทุนในระบบ แต่ก็สร้างความเชื่อมโยงที่อันตราย หากสหกรณ์ผู้กู้รายใดรายหนึ่งประสบปัญหาทางการเงินรุนแรง ไม่สามารถชำระคืนได้ ก็จะส่งผลกระทบต่อสหกรณ์ผู้ให้กู้ และอาจเกิด "ปรากฏการณ์โดมิโน" ล้มเป็นทอดๆ กระทบไปทั่วระบบได้

4. การฉ้อฉลและการทุจริต:
แม้จะเป็นส่วนน้อย แต่ก็มีกรณีศึกษาของการฉ้อโกงหรือทุจริตเงินของสมาชิกในสหกรณ์บางแห่ง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลและทำลายความเชื่อมั่นของสมาชิก ส่งผลให้เงินออมของประชาชนนับหมื่นล้านบาทสูญหายไปในพริบตา

5. ช่องโหว่และข้อจำกัดในการกำกับดูแล:
หน่วยงานกำกับดูแลสหกรณ์ยังคงประสบปัญหาด้านบุคลากร งบประมาณ และอำนาจทางกฎหมายที่ไม่ครอบคลุมและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด เมื่อเทียบกับการกำกับดูแลสถาบันการเงินอื่นๆ นอกจากนี้ การขาดหน่วยงานกลางที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการแก้ไขปัญหาสหกรณ์ที่มีปัญหาอย่างเป็นระบบ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาซุกอยู่ใต้พรม

ใครคือผู้รับเคราะห์? ผลกระทบที่อาจสั่นคลอนสังคมไทย

หาก "ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" เกิดการระเบิดขึ้นจริง ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในระบบสหกรณ์ แต่จะแพร่กระจายไปทั่วสังคมไทยอย่างรวดเร็วและรุนแรง:

1. สมาชิกสหกรณ์นับล้านคน: ประชาชนจำนวนมาก ทั้งข้าราชการ ครู อาจารย์ ตำรวจ ทหาร เกษตรกร และพนักงานบริษัท ที่ฝากเงินออมทั้งชีวิตหรือใช้สหกรณ์เป็นแหล่งเงินทุน จะต้องสูญเสียเงินออมและอาจต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายหรือภาระหนี้สินที่หนักอึ้ง สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในชีวิต การวางแผนการเกษียณ และอนาคตของครอบครัว

2. ระบบการเงินโดยรวม: สหกรณ์หลายแห่งมีเงินฝากอยู่ในธนาคารพาณิชย์ หรือกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อนำมาปล่อยกู้ต่อ หากสหกรณ์ล้มเหลวจำนวนมาก อาจส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องบันทึกหนี้เสีย และเกิดความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินทั้งหมด

3. รัฐบาลและงบประมาณแผ่นดิน: หากวิกฤตหนี้สหกรณ์ขยายวงกว้าง รัฐบาลอาจจำเป็นต้องเข้าให้ความช่วยเหลือทางการเงิน (bailout) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความเชื่อมั่น ซึ่งจะกลายเป็นภาระงบประมาณแผ่นดินที่หนักอึ้ง และอาจต้องนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้ในการแก้ไขปัญหา

4. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค: การสูญเสียเงินออมจำนวนมากจะส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การบริโภคและการลงทุนหดตัว ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

5. ความเหลื่อมล้ำและปัญหาสังคม: ปัญหาหนี้สหกรณ์จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนฐานะยากลำบากยิ่งดำดิ่งลงไปในวังวนของหนี้สิน และอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคมอื่นๆ เช่น ความเครียด การก่ออาชญากรรม หรือความไม่สงบในสังคม

สัญญาณเตือนที่ต้องไม่ละเลย: จะทำอย่างไรก่อนระเบิดจะทำงาน?

"ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" ไม่ใช่เรื่องที่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นระบบ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป:

1.  ปฏิรูปการกำกับดูแล: ควรมีการรวมศูนย์อำนาจในการกำกับดูแลสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพมากขึ้น อาจต้องพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลโดยเฉพาะที่มีอำนาจและเครื่องมือที่เพียงพอในการเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด

2.  เพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล: สหกรณ์ทุกแห่งต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใสแก่สมาชิกและสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ควรมีการส่งเสริมและฝึกอบรมคณะกรรมการและบุคลากรสหกรณ์ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการทางการเงินและธรรมาภิบาลที่ถูกต้อง รวมถึงการส่งเสริมให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์มากขึ้น

3.  ปรับปรุงระเบียบการปล่อยกู้: กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาให้กู้ที่รัดกุมและคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกอย่างแท้จริง รวมถึงควบคุมการก่อหนี้ซ้อนและการใช้หุ้นสหกรณ์เป็นหลักประกันที่อาจมีความเสี่ยง

4. การฉ้อฉลและการทุจริต:
แม้จะเป็นส่วนน้อย แต่ก็มีกรณีศึกษาของการฉ้อโกงหรือทุจริตเงินของสมาชิกในสหกรณ์บางแห่ง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลและทำลายความเชื่อมั่นของสมาชิก ส่งผลให้เงินออมของประชาชนนับหมื่นล้านบาทสูญหายไปในพริบตา

5. ช่องโหว่และข้อจำกัดในการกำกับดูแล:
หน่วยงานกำกับดูแลสหกรณ์ยังคงประสบปัญหาด้านบุคลากร งบประมาณ และอำนาจทางกฎหมายที่ไม่ครอบคลุมและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด เมื่อเทียบกับการกำกับดูแลสถาบันการเงินอื่นๆ นอกจากนี้ การขาดหน่วยงานกลางที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการแก้ไขปัญหาสหกรณ์ที่มีปัญหาอย่างเป็นระบบ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาซุกอยู่ใต้พรม

ใครคือผู้รับเคราะห์? ผลกระทบที่อาจสั่นคลอนสังคมไทย

หาก "ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" เกิดการระเบิดขึ้นจริง ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในระบบสหกรณ์ แต่จะแพร่กระจายไปทั่วสังคมไทยอย่างรวดเร็วและรุนแรง:

1. สมาชิกสหกรณ์นับล้านคน: ประชาชนจำนวนมาก ทั้งข้าราชการ ครู อาจารย์ ตำรวจ ทหาร เกษตรกร และพนักงานบริษัท ที่ฝากเงินออมทั้งชีวิตหรือใช้สหกรณ์เป็นแหล่งเงินทุน จะต้องสูญเสียเงินออมและอาจต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายหรือภาระหนี้สินที่หนักอึ้ง สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในชีวิต การวางแผนการเกษียณ และอนาคตของครอบครัว

2. ระบบการเงินโดยรวม: สหกรณ์หลายแห่งมีเงินฝากอยู่ในธนาคารพาณิชย์ หรือกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อนำมาปล่อยกู้ต่อ หากสหกรณ์ล้มเหลวจำนวนมาก อาจส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องบันทึกหนี้เสีย และเกิดความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินทั้งหมด

3. รัฐบาลและงบประมาณแผ่นดิน: หากวิกฤตหนี้สหกรณ์ขยายวงกว้าง รัฐบาลอาจจำเป็นต้องเข้าให้ความช่วยเหลือทางการเงิน (bailout) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความเชื่อมั่น ซึ่งจะกลายเป็นภาระงบประมาณแผ่นดินที่หนักอึ้ง และอาจต้องนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้ในการแก้ไขปัญหา

4. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค: การสูญเสียเงินออมจำนวนมากจะส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การบริโภคและการลงทุนหดตัว ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

5. ความเหลื่อมล้ำและปัญหาสังคม: ปัญหาหนี้สหกรณ์จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนฐานะยากลำบากยิ่งดำดิ่งลงไปในวังวนของหนี้สิน และอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคมอื่นๆ เช่น ความเครียด การก่ออาชญากรรม หรือความไม่สงบในสังคม

สัญญาณเตือนที่ต้องไม่ละเลย: จะทำอย่างไรก่อนระเบิดจะทำงาน?

"ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" ไม่ใช่เรื่องที่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นระบบ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป:

1.  ปฏิรูปการกำกับดูแล: ควรมีการรวมศูนย์อำนาจในการกำกับดูแลสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพมากขึ้น อาจต้องพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลโดยเฉพาะที่มีอำนาจและเครื่องมือที่เพียงพอในการเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด

2.  เพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล: สหกรณ์ทุกแห่งต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใสแก่สมาชิกและสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ควรมีการส่งเสริมและฝึกอบรมคณะกรรมการและบุคลากรสหกรณ์ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการทางการเงินและธรรมาภิบาลที่ถูกต้อง รวมถึงการส่งเสริมให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์มากขึ้น

3.  ปรับปรุงระเบียบการปล่อยกู้: กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาให้กู้ที่รัดกุมและคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกอย่างแท้จริง รวมถึงควบคุมการก่อหนี้ซ้อนและการใช้หุ้นสหกรณ์เป็นหลักประกันที่อาจมีความเสี่ยง

4.  การฟื้นฟูและแก้ไขปัญหา: สำหรับสหกรณ์ที่ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ควรมีมาตรการฟื้นฟูหรือปรับโครงสร้างหนี้อย่างเป็นระบบและรวดเร็ว เพื่อลดความเสียหายและป้องกันการแพร่กระจายของปัญหา

5.  เสริมสร้างความรู้ทางการเงินแก่สมาชิก: การให้ความรู้ทางการเงินที่ถูกต้องแก่สมาชิกสหกรณ์ จะช่วยให้สมาชิกมีความเข้าใจในการวางแผนการเงิน การออม การลงทุน และการจัดการหนี้สินที่ดีขึ้น ทำให้ตัดสินใจทางการเงินได้อย่างรอบคอบ

ถึงเวลาที่ต้องปลดชนวน

ปัญหาหนี้สินในระบบสหกรณ์เป็น "ระเบิดเวลา" ที่กำลังคุกคามเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างเงียบๆ แต่จริงจัง การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สหกรณ์ สมาชิก และประชาชนโดยรวม

การเพิกเฉยหรือปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังต่อไป อาจนำมาซึ่งหายนะที่ยากจะเยียวยา สิ่งที่จำเป็นที่สุดในวันนี้คือ "การตื่นตัว" การยอมรับว่าปัญหาดำรงอยู่ และ "การลงมือทำ" อย่างเด็ดขาดและทันท่วงที เพื่อปลดชนวนระเบิดลูกนี้ ก่อนที่เสียงระเบิดของมันจะกึกก้อง และสั่นสะเทือนฐานรากเศรษฐกิจของประเทศไทยไปตลอดกาล

ขออย่ายอมแพ้!! เพจเที่ยวจีนชื่อดังให้กำลังใจคนฝึกภาษา สำเนียงไม่สำคัญเท่าความกล้า อย่ากลัวที่จะพูดผิด เพราะสิ่งที่ทำให้เก่งคือต้อง “กล้าพูด” ไม่ใช่ “พูดเป๊ะ”

(7 พ.ย. 68) คุณเค้ก จากเพจ Just Pai Tiew-ก็แค่ไปเที่ยว แชร์เรื่องราว…ต่อจากโพสต์ก่อนหน้า ว่าด้วยเรื่องสำเนียงการพูดภาษาจีน จะเล่าให้ฟังแบบนี้นะครับ…

ครูสอนจีนคนแรกของผมเป็นชาวจีนภาคใต้ สำเนียงของเขามีเอกลักษณ์ชัดเจน และน่ารักมาก ตอนที่ผมไปจีนครั้งแรกก็อยู่ที่มณฑลกว่างซี (ภาคใต้เหมือนกัน) ช่วงที่เริ่มพูดได้แรกๆ ก็จะติดสำเนียงภาคใต้คล้ายสำเนียงแบบไต้หวันเลย ย้ายไปอยู่ภาคเหนือของจีนแรกๆคนทักเยอะมากว่ามาจากภาคใต้หรอ?

ต่อมาเมื่อผมย้ายไปเรียนต่อที่ซานซี เทียนจิน และปักกิ่ง ทุกวันได้ยินแต่ภาษาจีนกลางแบบภาคเหนือ สำเนียงก็เริ่มเปลี่ยนไปเองโดยไม่รู้ตัว

จนตอนนี้กลายเป็นสำเนียงผสมระหว่างเหนือกับใต้ ซึ่งสำหรับผม มันคือภาพสะท้อนเส้นทางการเรียนรู้ของชีวิตตัวเองได้ดีเลยครับ

ผมมองว่านี่คือเสน่ห์ของภาษาเลยนะครับ มันไม่หยุดนิ่ง มันเติบโตและเปลี่ยนแปลงตามชีวิตเราเสมอครับ ที่ผ่านมาผมเคยร่วมงานกับองค์กรทั้งรัฐและเอกชน ทั้งของจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน รวมถึงล่าสุดฮ่องกงด้วย เดินทางไปมาระหว่างสามที่นี้อยู่หลายครั้ง (ไปตามดูในช่องแดงเด้อ แวะขายของก่อน)

ในมหาวิทยาลัยก็จะมีเพื่อน รุ่นน้องทั้งฮ่องกงและไต้หวัน เพราะคณะผมทำ MOU กับมหาลัยในไต้หวันและฮ่องกงค่อนข้างเยอะ แล้วยิ่งสาขาที่ผมเรียน มันเป็นการเมืองด้วย ดังนั้นตอนอยู่ด้วยกัน เราก็จะถกประเด็นที่มันค่อนข้างละเอียดอ่อนกันเป็นว่าเล่น เหมือนเป็นเรื่องปกติ

พูดกันตรงๆ ส่วนตัวผมแทบจะไม่เคยโดนคนจีน ไต้หวันหรือฮ่องกงเหยียดสำเนียงเลยนะ
ส่วนใหญ่กลับจะชื่นชมมากกว่า ว่าสำเนียงฟังชัด เข้าใจง่าย (อันนี้เขาพูดนะครับ555)

ที่ผ่านมาอาจจะมีบ้างบางคนที่ติดภาพเก่าๆ หรือมุมมองแบบแคบๆ ซึ่งผมเคยเจอเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจครับ เพราะคนที่เข้าใจภาษา เขารู้ดีว่าสำเนียงไม่ใช่ปัญหา ขอแค่สื่อสารรู้เรื่องกันก็พอ

แปลกดีเหมือนกัน…เวลาผมเจอกับคนจีน คนฮ่องกง หรือไต้หวัน ทุกคนต่างชื่นชม ที่เจอเหยียดจริงๆ เรื่องสำเนียงก็คือจากคนไทยด้วยกันเองนี่แหละครับ 555555

ฝากถึงคนที่กำลังฝึกภาษาอยู่ ไม่ว่าคุณจะพูดด้วยสำเนียงแบบไหน อย่ากลัวที่จะพูดผิดหรือพูดไม่เหมือนใครครับ เพราะทุกเสียงที่ออกจากปากคุณ มันบ่งบอกถึงความพยายามของคุณ ที่คนไม่เคยลอง จะไม่มีวันเข้าใจครับ สิ่งที่ทำให้คุณเก่งภาษา ไม่ใช่สำเนียงที่สมบูรณ์ แต่คือความกล้าที่จะสื่อสารต่างหากครับ

เรื่องราวจริงที่มากกว่าเกมฟุตบอล “หมอนทองวิทยา” ล้มยักษ์ ทีมม้ามืดจากฉะเชิงเทราสร้างตำนาน เข้าชิงแชมป์ที่สนามศุภชลาศัย

(7 พ.ย. 68) หมอนทองวิทยา ทีมม้ามืดจากฉะเชิงเทรา ภายใต้การนำของ อ.สกล เกลี้ยงประเสริฐ พร้อมสัญลักษณ์ "รถขนฝัน" สร้างตำนานล้มทีมยักษ์จากกรุงเทพฯจนเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมเปียนคัพ 7HD 2025 ขณะที่จะพบ อบจ.ชัยนาท วันเสาร์ที่ 8 พ.ย. ณ สนามศุภชลาศัย ถ่ายทอดสดทางช่อง 7HDและออนไลน์

ทีมหมอนทองวิทยาได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางหลังเอาชนะแชมป์เก่าและทีมใหญ่แบบต่อเนื่อง โดยโค้ชม้ามืด อ.สกล เกลี้ยงประเสริฐ กำลังสร้างแรงบันดาลใจด้วย "รถขนฝัน" ซึ่งเป็นรถบรรทุกเก่าที่ใช้เดินทางสู่สนามแข่งในกรุงเทพฯและกลายเป็นไวรัลในโซเชียล สะท้อนถึงความพยายามและทุนทรัพยากรจำกัดแต่ใจสู้ของทีม

"รถขนฝัน" ไม่ใช่แค่พาหนะ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุมานะและความฝันใหญ่ของนักเตะและโค้ช โดยโค้ชอ.สกลกล่าวว่า "นี่คือเม็ดทรายเล็กๆ ที่ถมจนเป็นภูเขา" สร้างความประทับใจและได้รับฐานแฟนบอลใหม่จากทั่วประเทศ

เส้นทางสู่รอบชิง หมอนทองวิทยาผ่านรอบ 16 ทีมด้วยการชนะ อัสสัมชัญธนบุรี 4-3, รอบ 8 ทีม โชว์ความเด็ดขาดด้วยชัยชนะเหนือเทพศิรินทร์ 7-6 และรอบรองชนะเลิศชนะ อัสสัมชัญศรีราชา ก่อนจะได้สิทธิ์ชิงกับ อบจ.ชัยนาท

โปรแกรมรอบชิงจะมีขึ้นเสาร์ที่ 8 พ.ย. ที่สนามศุภชลาศัย ถ่ายทอดสดทางช่อง 7HD และแพลตฟอร์มออนไลน์ ทีมหมอนทองวิทยากลายเป็นขวัญใจมหาชนจากเรื่องราวและผลงานที่สร้างแรงบันดาลใจ สร้างมิติใหม่ให้กับวงการฟุตบอลนักเรียนไทย

รศ.ดร.อักษรศรี เตือนอย่ารีบผูกขาดใคร สหรัฐฯ เร่งจีบไทยทำ MOU แข่งจีน ขุดโดยไม่คิดเสี่ยง “ได้ไม่คุ้มเสีย” ชี้ถึงเวลาวางแผนเชิงกลยุทธ์ระดับชาติ

(7 พ.ย. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn โดยมีใจความว่า…

แร่หายาก มันคือ ทรัพย์ในดินสินในน้ำของเราที่มีค่ายิ่งในยุคนี้ เรามีไพ่ rare earth ในมือแล้ว มันคือหมัดเด็ดที่จีนใช้ตอบโต้กับสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐมาขอจีบเรามาขอ (มัดมือชก) ทำ MOU แร่หายากกับไทย

แล้วเราจะเล่นไพ่แร่หายากในมืออย่างมีชั้นเชิง (กว่านี้) ได้อย่างไร เราไม่ควรเอาตัวเองไปผูกมัดกับใครโดยง่าย มันจะ #ได้ไม่คุ้มเสีย ถ้าขุดขึ้นมาใช้จะมีผลกระทบมาก สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม แล้วเราจะมี strategic move ในการใช้ประโยชน์จากแร่หายากอย่างไร 

เราต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เราต้องวางแผนเชิงกลยุทธ์และตั้งทีมศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เกมนี้เราต้องเล่นให้เป็น หากเราคิดจะเป็นโซ่ข้อนึงในห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก ในสมรภูมิการแข่งขันของมหาอำนาจจีนและสหรัฐฯ

ยูเครน vs. จีน-ไต้หวัน จากประชามติใต้ปลายกระบอกปืนในดอนบาส ถึง “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ที่ฮ่องกงทำลายความเชื่อมั่น ทำไมโลกเห็นต่างต่อ “การรวมชาติ” ของรัสเซียและจีน

(7 พ.ย. 68) การผนวกดินแดนของรัสเซียในยูเครนและความพยายามรวมชาติของจีนกับไต้หวันเผยให้เห็นบริบทและผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ในยูเครน รัสเซียอ้างประชามติในพื้นที่ยึดครองรวมถึงไครเมียและแคว้นในปี 2014 และ 2022 เพื่อผนวกดินแดน ขณะที่จีนยังยืนยันเป้าหมายการรวมไต้หวันโดยใช้หลักการ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" แต่สังคมไต้หวันส่วนใหญ่มองว่าไม่เชื่อมั่นหลังจากได้เห็นผลกระทบของกฎหมายความมั่นคงในฮ่องกงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าในยูเครน โครงสร้างอัตลักษณ์และภาษา รวมถึงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงรัสเซียมีผลทำให้บางพื้นที่ดูเหมือนต้องการรวมกับรัสเซีย อย่างไรก็ตามการประชามติที่เกิดขึ้นภายใต้สภาพการบังคับและความรุนแรง ขาดเสรีภาพในการตัดสินใจ เนื่องจากมีการข่มขู่และเจ้าหน้าที่ติดอาวุธเข้าไปมีบทบาท ผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศจึงไม่ยอมรับความชอบธรรมของประชามติครั้งนี้ โดยมติขององค์การสหประชาชาติยืนยันว่าการผนวกเป็นโมฆะตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ในทางตรงกันข้าม ไต้หวันที่ดำเนินการภายใต้สังคมประชาธิปไตยที่เลือกตั้งได้อย่างเสรี มีผลสำรวจล่าสุดระบุว่าเกือบ 84% ของประชาชนปฏิเสธแนวคิด "หนึ่งประเทศ สองระบบ" และส่วนใหญ่มีอัตลักษณ์เป็นชาวไต้หวันมากกว่าชาวจีน ขณะเดียวกัน การเมืองในฮ่องกงที่ถูกจำกัดเสรีภาพและการควบคุมด้วยกฎหมายความมั่นคง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในระบบดังกล่าวลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ไต้หวันไม่เห็นด้วยกับการรวมชาติในลักษณะนี้

สรุปแล้ว การอ้างสิทธิรวมชาติในยูเครนเกิดขึ้นจากการบังคับและการยึดครองโดยรัฐภายนอกซึ่งถูกปฏิเสธโดยนานาชาติ ขณะที่ไต้หวันใช้กลไกทางการเมืองที่เสรีและการแสดงออกของประชาชนที่ชัดเจนเป็นฐานปฏิเสธการรวมชาติภายใต้กรอบ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ที่จีนเสนอไว้ พร้อมทั้งได้รับบทเรียนล้ำค่าจากสถานการณ์ในฮ่องกงที่ตอกย้ำถึงความเสี่ยงของเสรีภาพและสิทธิพื้นฐานในระบบนั้น

"สังคมไต้หวันไม่เชื่อมั่นในระบบหนึ่งประเทศ สองระบบ หลังเห็นบทเรียนจากฮ่องกง" เป็นข้อความสำคัญที่สะท้อนความแตกต่างของบริบทและเจตจำนงของประชาชนระหว่างสองกรณีนี้

สี จิ้นผิง พบนายกรัสเซีย ย้ำจีน–รัสเซียร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เร่งเชื่อมแผนพัฒนาเศรษฐกิจสองชาติ ขยายพลังงาน–เทคโนโลยี–เศรษฐกิจดิจิทัล สร้างพลังใหม่เพื่อสันติภาพโลก

(7 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน พบกับนายกรัฐมนตรีมิเฮอิล มิชูสติน ของรัสเซียที่กรุงปักกิ่ง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้กระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ พร้อมเชื่อมโยงแผนพัฒนาประเทศของทั้งสองให้สอดรับกัน เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและผลักดันการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

สีจิ้นผิงระบุว่า ตลอดปีที่ผ่านมา จีนและรัสเซียร่วมกันฝ่าฟันสถานการณ์โลกที่ซับซ้อน และยังคงพัฒนาความสัมพันธ์ในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น เขาเสนอให้ทั้งสองประเทศขยายการลงทุนร่วมกัน เสริมความร่วมมือในด้านพลังงาน การคมนาคม เกษตร และอวกาศ รวมถึงเปิดพื้นที่ใหม่ในด้านปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

จีนกำลังเดินหน้าสู่ “การพัฒนาแบบจีนยุคใหม่” ภายใต้แผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ซึ่งมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูงและเปิดประเทศในระดับลึกมากขึ้น สีจิ้นผิงยืนยันว่าจีนพร้อมประสานยุทธศาสตร์กับรัสเซีย เพื่อให้ทั้งสองประเทศก้าวหน้าไปด้วยกัน และสร้างผลประโยชน์ร่วมแก่ประชาชนทั้งสองชาติ

ด้านนายกรัฐมนตรีมิชูสติน กล่าวขอบคุณและส่งคำทักทายจากประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน พร้อมย้ำว่ารัสเซียพร้อมสานต่อความร่วมมือกับจีนในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า วิทยาศาสตร์ พลังงาน เกษตรกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนร่วมกันผลักดันความสัมพันธ์ใกล้ชิดในระดับประชาชน และทำงานร่วมกันในเวทีนานาชาติเพื่อส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ดราม่าบอสณวัฒน์!! กลายเป็นระบบการตลาด เป็นเครื่องมือจัดการไลฟ์กระแส ยุทธศาสตร์สื่อสารยุคดิจิทัล ทำให้แบรนด์ และตัวเข้าไปอยู่ในสปอตไลต์ต่อเนื่อง

(7 พ.ย. 68) ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ใช้ไลฟ์สตรีมจุดกระแสดราม่า ผ่านเหตุการณ์สำคัญสองครั้ง ได้แก่ ไลฟ์จากโรงพยาบาลในช่วงโควิด-19 เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2564 ที่เล่าว่า "ถูกให้กลับบ้านภายใน 24 ชม." ซึ่งสร้างประเด็นถกเถียงเรื่องการจัดการเตียงผู้ป่วยจนมีหน่วยงานออกมาชี้แจง และไลฟ์พรีอีเวนต์ Miss Universe 2025 เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2568 ที่เกิดข้อขัดแย้งระหว่าง ณวัฒน์กับมิสเม็กซิโก โดยเขายืนยัน "ไม่ได้พูดคำว่า dumb head แต่เป็น damage" พร้อมขอโทษในเวที Welcome Night

เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ณวัฒน์ใช้ดราม่าเป็นเครื่องมือจัดการกระแส ทำให้แบรนด์และตัวเขาอยู่ในสปอตไลต์ต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็ต้องมีวินัยในการบริหารความเคลื่อนไหว บทเรียนจากเขาคือ ต้องเตรียม Fact Sheet ภายใน 6 ชั่วโมงหลังเกิดดราม่า เพื่อแยกคำพูดตรงและการตีความ พร้อมสร้างเนื้อหาเชิงบวกภายใน 24-72 ชั่วโมง และวางเงื่อนไขทางแบรนด์กับพาร์ตเนอร์อย่างชัดเจน เพื่อให้จัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อถกเถียงและดราม่าที่เกิดขึ้นกับณวัฒน์ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการนางงาม เช่นเคส Miss Iceland 2016 ที่นางงามลาออกกลางคันอ้างโดนบอกให้ลดน้ำหนัก, Vietnam 2022 ที่มีวิจารณ์เรื่องสัดส่วนของผู้เข้าประกวด หรือกรณี Rachel Gupta ในปี 2025 ที่แฉปัญหาสภาพแวดล้อมองค์กรกลั่นแกล้ง แต่ทั้งหมดยังเน้นให้เห็นว่าดราม่าคือ "ตัวเร่ง" ที่ต้องเปลี่ยนเป็นความเชื่อใจและรายได้อย่างมีระบบ ไม่ใช่แค่การแจ้งเกิดผ่านไฟจากไลฟ์เพียงอย่างเดียว

บทเรียนจาก 12 เคสทั่วโลก ถอดรหัส 5 เงื่อนไขความสำเร็จ ฉันทามติ-แผนชัด-สวัสดิการจับต้องได้ รวมเพื่ออยู่ ไม่ใช่รวมเพื่อชนะ

สรุปสั้น: การรวมชาติที่ “สำเร็จจริง” มักมี 5 เงื่อนไขร่วม—(1) ความชอบธรรมตามกฎหมายและฉันทามติสังคม, (2) ข้อตกลงเปลี่ยนผ่านที่ชัด, (3) การรับรอง/ไม่ขัดขวางจากมหาอำนาจ, (4) แผนรวมเศรษฐกิจ-สวัสดิการที่จับต้องได้, และ (5) การเล่าเรื่องชาติ (nation-building) ที่ครอบคลุมความหลากหลาย ไม่ทับอัตลักษณ์เดิมจนแตกร้าว

12 เคส “รวมชาติ/รวมรัฐ” ที่สำเร็จ (คัดแบบหลากภูมิภาค)
1. 1) เยอรมนี (1990) — “สองเยอรมัน” กลับมาเป็นหนึ่งผ่านกรอบ Two Plus Four (สองเยอรมัน + สหรัฐฯ/โซเวียต/สหราชอาณาจักร/ฝรั่งเศส) เคลียร์กรอบความมั่นคง-กฎหมายระหว่างประเทศ ก่อนบังคับใช้ “สนธิสัญญารวมชาติ” วันที่ 3 ต.ค. 1990
2. 2) เวียดนาม (1976) — หลังสงครามสิ้นสุด เวียดนามเหนือ-ใต้ประกาศเป็น “สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม” (2 ก.ค. 1976) จากนั้นเดินหน้ารวมระบบกฎหมาย-การคลัง-พรรคการเมือง
3. 3) เยเมน (1990) — เยเมนเหนือ + เยเมนใต้ รวมเป็น “สาธารณรัฐเยเมน” (22 พ.ค. 1990) แม้ต่อมามีความขัดแย้งภายใน แต่สถานะรัฐรวมยังคงยืนในทางกฎหมายระหว่างประเทศ
4. 4) แทนซาเนีย (1964) — แทงกันยีกา + แซนซิบาร์ รวมเป็น “สาธารณรัฐแห่งสหภาพแทนซาเนีย” ด้วยข้อตกลงที่คง “เอกลักษณ์-อำนาจท้องถิ่น” ฝั่งเกาะไว้บางส่วนเพื่อลดแรงเสียดทาน
5. 5) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (1971–72) — สหพันธรัฐเริ่ม 6 เอมิเรตส์ (2 ธ.ค. 1971) ก่อนราสอัลไคมาห์เข้าร่วม (ก.พ. 1972) โครงสร้างสหพันธรัฐ + รายได้พลังงานแบ่งปันชัด เป็นกาวใจสำคัญ
6. 6) แคเมอรูน (1961) — British Southern Cameroons เลือกผ่านประชามติภายใต้กำกับยูเอ็น ไปรวมกับ Republic of Cameroon เกิด “สหพันธ์สาธารณรัฐแคเมอรูน” (1 ต.ค. 1961) ก่อนค่อย ๆ ปรับเป็นรัฐเดี่ยว
7. 7) อิตาลี (1861–1870) — Risorgimento รวมรัฐเล็กภาคเหนือ-ใต้ สถาปนาอิตาลี (1861) แล้ว “ปิดจ็อบ” เมื่อได้เวเนโต (1866) และโรม (1870) กลายเป็นศูนย์รวมอำนาจการเมือง-วัฒนธรรม
8. 8) สหราชอาณาจักร (1707) — กฎหมายสหภาพทำให้อังกฤษ + สกอตแลนด์ กลายเป็น “บริเตนใหญ่” (ภายหลังรวมไอร์แลนด์เหนือเป็นสหราชอาณาจักร) จุดแข็งคือโครงสร้างสหภาพที่เปิดพื้นที่อัตลักษณ์ท้องถิ่น
9. 9) แอฟริกาใต้ (1910) — รวมอาณานิคมอังกฤษ 4 แห่งเป็น “สหภาพแอฟริกาใต้” (ต่อมาเป็นสาธารณรัฐ) โครงสร้างเศรษฐกิจสมัยใหม่ช่วยเชื่อมภูมิภาคที่ต่างกันมาก
10. 10) โรมาเนีย (1859 & 1918) — มอลดาเวีย + วาลาเคีย รวมปี 1859 และ “มหาสหภาพ” 1 ธ.ค. 1918 เมื่อทรานซิลเวเนียเข้าร่วม (ได้การรับรองในสนธิสัญญาหลังสงคราม)
11. 11) ซาอุดีอาระเบีย (1932) — รวมเฮญาซ + นัจด์ ภายใต้ราชวงศ์ซะอูด (23 ก.ย. 1932) ใช้ทั้งการทหาร-การเมือง-เศรษฐกิจ สถาปนารัฐชาติศูนย์กลางศาสนาและพลังงาน
12. 12) ลิเบีย (1951) — รวม 3 แคว้นประวัติศาสตร์ (ทริโปลิแทเนีย-ไซเรไนกา-เฟซซาน) เป็นราชอาณาจักรลิเบียอิสระ (24 ธ.ค. 1951) ก่อนเลิกโครงสร้างสหพันธรัฐในปี 1963

แพตเทิร์นความสำเร็จ: 7 ปัจจัยที่ซ้ำกันแทบทุกเคส
· 1) ฉันทามติ + ความชอบธรรมทางกฎหมาย — มักมีสนธิสัญญา/ประชามติ/กรอบกฎหมายชัด (เช่น เยอรมนี—Two Plus Four, แคเมอรูน—ประชามติภายใต้ยูเอ็น)
· 2) รับรองจากมหาอำนาจ/องค์กรระหว่างประเทศ — ลดความเสี่ยงปะทะเชิงยุทธศาสตร์ เพิ่มความแน่นอนด้านเขตแดน-ความมั่นคง
· 3) ข้อตกลงเปลี่ยนผ่านที่ “แตะกระเป๋าเงิน” — บูรณาการเศรษฐกิจ-สวัสดิการ-งบชดเชย (ตัวอย่าง UAE แบ่งปันรายได้พลังงาน, เยอรมนีมีการโอนงบไปภาคตะวันออก)
· 4) ออกแบบสถาบันการเมืองที่ยืดหยุ่น — สหพันธรัฐ/เขตปกครองพิเศษ/โควตาอำนาจ เพื่อลดแรงเสียดทานอัตลักษณ์ (แทนซาเนีย, UK)
· 5) สงคราม/ความขัดแย้งต้อง “จบจริง” หรือควบคุมได้ — สันติภาพที่มีหลักประกัน ช่วยให้การรวมไม่ถูกรื้อใน 3–5 ปีแรก (เวียดนามหลัง 1975)
· 6) เล่าเรื่องชาติแบบ “รวม ไม่ลบ” — สัญลักษณ์/แบบเรียน/วัฒนธรรมที่ยอมรับความต่าง สร้างความภาคภูมิใจร่วม ไม่ใช่ให้ฝ่ายหนึ่ง “แพ้แล้วหายไป”
· 7) แผน 100 วัน–1 ปี–5 ปี ที่ตรวจสอบได้ — Roadmap รวมกฎหมาย/ดิจิทัลไอดี/ภาษี/แรงงาน/พรมแดน/บริการสาธารณะ พร้อม KPI และงบประมาณ

เทียบกับ “รวมไม่รอด/ไปต่อยาก”: บทเตือนใจสั้น ๆ
• สหพันธ์ที่อายุสั้น: สหภาพอียิปต์–ซีเรีย (UAR, 1958–61), เซอร์เบีย–มอนเตเนโกร (2003–2006)
• บทเรียนร่วม: ขาดดุลอำนาจรุนแรง, ไม่มีผลประโยชน์ร่วมที่แตะชีวิตประจำวัน, ไม่ได้ฉันทามติจากฐานสังคม, โครงสร้างสถาบันไม่รับแรงสั่นสะเทือน

เช็กลิสต์ “ถ้าจะรวมให้สำเร็จ” (ฉบับผู้กำหนดนโยบาย)
· วัดอุณหภูมิสังคมด้วยโพลหลายสำนัก + เวทีรับฟังความเห็นที่โปร่งใส
· ทำ Term Sheet การรวม: งบชดเชย, ภาษี, ทรัพยากร, อำนาจท้องถิ่น, กระบวนการยุติธรรมช่วงเปลี่ยนผ่าน
· ขอ “กรอบรับรอง” ระหว่างประเทศตั้งแต่ต้น (สนธิสัญญา/คำประกาศร่วม)
· สื่อสาร value proposition ที่จับต้องได้: รายได้ต่อหัว, สวัสดิการ, การเดินทาง/ค้าขายที่ดีขึ้น
· ทำ Integration PMO กลาง + Dashboard KPI สาธารณะภายใน 100 วัน

ปิดท้าย: การ “รวมชาติ” ไม่ใช่การต่อชิ้นส่วนภูมิศาสตร์ แต่คือการต่อ “ความยินยอมพร้อมใจ” ผ่านกฎหมาย สถาบัน การกินดีอยู่ดี และเรื่องเล่าร่วมของผู้คน เคสที่สำเร็จจึงมักเริ่มจากคำถามง่าย ๆ แต่ยากมาก: ประชาชนส่วนใหญ่ได้อะไร และรู้สึกเป็นเจ้าของรัฐใหม่แค่ไหน

ทำไมไต้หวันไม่เชื่อ "สองระบบ" อีกต่อไป จากกฎหมายความมั่นคงถึงอาร์ติเคิล 23 เมื่อเสรีภาพถูกตีกรอบภายใต้ชื่อ "ความมั่นคง" ไต้หวันจึงเลือก "รักษาระยะ" มากกว่า "รวมชาติ"

บทเรียนจากฮ่องกง: ทำไมไต้หวันมองว่า “สองระบบ” ไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป

1) จุดพลิกเกม: จากกฎหมายความมั่นคง 2020 ถึง “อาร์ติเคิล 23” ปี 2024
ฮ่องกงเปลี่ยนฉากการเมืองครั้งใหญ่เมื่อจีนบังคับใช้ “กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ” (NSL) วันที่ 30 มิ.ย. 2020 กำหนดความผิดกว้างมากตั้งแต่แบ่งแยกประเทศ-โค่นล้มอำนาจรัฐ-ก่อการร้าย-สมคบกับต่างชาติ ต่อมาวันที่ 23 มี.ค. 2024 ฮ่องกงตรากฎหมายความมั่นคงท้องถิ่นตาม “มาตรา 23” เพิ่มข้อหาหนักอย่างกบฏ ก่อการจลาจล สายลับ ล้วงความลับรัฐ และ “การแทรกแซงจากต่างชาติ”—โทษบางฐานถึงจำคุกตลอดชีวิต นี่คือจุดที่ “สองระบบ” ถูกตีความให้เข้มสุดและกินพื้นที่เสรีภาพพลเมืองโดยตรง

2) บทพิสูจน์ที่คนไต้หวันมองเห็น: “การเมืองแบบเลือกได้จริง” หายไป
หลังปี 2020 โครงสร้างเลือกตั้งของฮ่องกงถูกปรับเป็น “เฉพาะผู้รักชาติ” ทั้งระดับสภานิติบัญญัติ (2021) และสภาเขต (2023) โดยตัดสัดส่วนที่มาจากการเลือกตั้งตรงและเพิ่มกลไกคัดกรองผู้สมัคร ผลคือการมีส่วนร่วมประชาชนถดถอย—เลือกตั้งสภาเขต 10 ธ.ค. 2023 มีผู้มาใช้สิทธิแค่ 27.5% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เทียบกับ 71% ในปี 2019 ช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน คนไต้หวันจึงเห็น “สัญญาเรื่องสิทธิเลือกตั้ง” ถูกหดตัวอย่างเป็นระบบ

3) เสรีภาพสื่อและการแสดงออก: เคสสั่นสะเทือนความเชื่อมั่น
• หนังสือพิมพ์ Apple Daily ปิดตัว 24 มิ.ย. 2021 หลังรัฐอายัดทรัพย์ตามกฎหมายความมั่นคง สะท้อนว่าเครื่องมือทางกฎหมายสามารถ “ปิดปาก” องค์กรสื่อได้จริงในทางปฏิบัติ
• ปี 2024 อดีตบรรณาธิการ Stand News ถูกตัดสินผิดฐาน “ยุยงปลุกปั่น (sedition)” และถูกจำคุก กลายเป็นคดีสื่อใหญ่หลัง NSL
• ปี 2024–2025 มีสื่อและองค์กรระหว่างประเทศยุติ/ลดบทบาทในฮ่องกง จากความกังวลด้านความปลอดภัยภายใต้กฎหมายใหม่
• ดัชนีเสรีภาพสื่อของ Reporters Without Borders (RSF) ปี 2025 จัดอันดับฮ่องกงรั้งที่ 140 ของโลก ขณะที่รายงาน Freedom House ปี 2025 ให้คะแนน “เสรีภาพ” ของฮ่องกงลดลงอีก
ปรากฏการณ์เหล่านี้ตอกย้ำกับสังคมไต้หวันว่า “สองระบบ” ในเวอร์ชันปัจจุบันไม่รับประกันเสรีภาพสื่อและการวิพากษ์อำนาจ

4) สังคมพลเมืองถูกเบรก: องค์กร-สหภาพ-NGO ทยอยยุบ
หลัง NSL เครือข่ายภาคประชาชนจำนวนมากยุติบทบาท เช่น สหภาพครูที่ใหญ่สุด (HKPTU) ประกาศยุบใน ส.ค. 2021 และแนวร่วม Civil Human Rights Front ก็ปิดตัวในเดือนเดียวกัน ภาพที่ส่งถึงไต้หวันคือ “พื้นที่ถกเถียง-จัดตั้ง-รวมตัว” หดแคบลงอย่างต่อเนื่องภายใต้ข้อหาความมั่นคง

5) ตัวเลขบังคับใช้กฎหมาย: จับกุม-หมายจับ-คดีมั่นคง ต่อเนื่อง
ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและรายงานสิทธิมนุษยชนระบุการจับกุมหลายร้อยรายตั้งแต่ปี 2020 และยังมีหมายจับพร้อม “เงินรางวัล” ไล่ล่าผู้ลี้ภัยการเมืองในต่างแดน ภาพรวมทำให้คนไต้หวันตั้งคำถามกับหลักนิติรัฐภายใต้ “สองระบบ” ว่าจะกลายเป็น “กฎหมายที่ตีความกว้างเพื่อปิดปาก” หรือไม่

6) การศึกษา-พื้นที่ความคิด: หลักสูตรใหม่และการคัดหนังสือ
วิชาสังคมศึกษาเสาหลัก “Liberal Studies” ถูกยกเครื่องและเปลี่ยนชื่อเป็น “Citizenship and Social Development” ตั้งแต่ปีการศึกษา 2021/22 พร้อมกรอบเนื้อหาย้ำ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” และศึกษาจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะเดียวกัน มีรายงานการถอด/คัดหนังสือในห้องสมุดสาธารณะและสถาบันการศึกษา ภายใต้บรรยากาศ NSL สิ่งนี้สื่อถึงไต้หวันว่าพื้นที่วิพากษ์วิจารณ์ในระบบการศึกษาถูกจำกัดมากขึ้น

7) ผลกระทบต่อชีวิตคนฮ่องกง: การอพยพ และ “สมองไหล”
หลังปี 2019 มีคลื่นการย้ายถิ่นจากฮ่องกงทั้งไปสหราชอาณาจักร (โครงการ BN(O)) และไปไต้หวันเอง—ปี 2020 ไต้หวันออกใบอนุญาตพำนักให้ชาวฮ่องกงกว่า 10,800 ราย (เพิ่มเกือบเท่าตัวจากปี 2019) และตัวเลขสถานะพำนักถาวรยังโตต่อในปี 2023 ภาพนี้สะท้อนความไม่มั่นใจในทิศทางของ “สองระบบ” ที่ผู้คนรู้สึกในชีวิตจริง

8) แล้วไต้หวันอ่านบทเรียนนี้อย่างไร
สำรวจทัศนะสาธารณะของสภากิจการจีนแผ่นดินใหญ่ (MAC) ปี 2025 ชี้ว่าคนไต้หวันกว่า 80% “ไม่เห็นด้วย” กับกรอบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ขณะที่นักการเมืองหลักในไต้หวัน—ไม่ว่าฝ่ายใด—ก็ปฏิเสธโมเดลนี้อย่างเปิดเผย แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลอัตลักษณ์จากศูนย์ศึกษาการเลือกตั้ง ม.เจิ้งจื้อ ที่สัดส่วน “รู้สึกว่าเป็นคนไต้หวัน” เพิ่มต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ ซึ่งยิ่งเร่งหลังวิกฤติฮ่องกงปี 2019–2024

สรุปสำหรับคนอ่านไต้หวัน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับฮ่องกงหลังปี 2019 ไม่ได้อยู่แค่ในหน้าข่าว แต่มากระทบ “คุณภาพชีวิตทางการเมือง” จริง—สิทธิเลือกตั้งถูกลดทอน เสรีภาพสื่อ-การรวมตัวถูกจำกัด การศึกษาถูกตีกรอบ และการบังคับใช้กฎหมายมั่นคงขยายกรอบตีความอย่างกว้าง เมื่อมองบทเรียนนี้ ไต้หวันจึงไม่เชื่อว่า “หนึ่งประเทศ สองระบบ” จะคุ้มครองวิถีประชาธิปไตยและสิทธิของตนเองได้อย่างยั่งยืน จึงเลือก “คงสถานะเดิม/รักษาระยะ” มากกว่าการรวมชาติภายใต้เงื่อนไขที่เห็นผลลัพธ์ชัดแล้วในฮ่องกง

รมว.อรรถพล นำทีม พลังงานและ กฟผ. ร่วมกับชาวอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรมน้อมถวายความอาลัย “พระพันปีหลวง” ณ เขื่อนสิริกิติ์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

(7 พ.ย. 68) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมคณะผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ส่วนราชการ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนชาวจังหวัดอุตรดิตถ์นับพันคน ร่วมกิจกรรมน้อมรำลึกถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ เขื่อนสิริกิติ์ จัดขึ้นเพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ 

โดยกิจกรรมประกอบด้วยการแปรอักษร “เรารักพระพันปีหลวง” บนสันเขื่อนสิริกิติ์ ตักบาตรพระสงฆ์ 48 รูป ถวายเป็นพระราชกุศล การจัดแสดงวีดิทัศน์และนิทรรศการ “น้อมรำลึกพระแม่แห่งแผ่นดิน” แสดงพระราชกรณียกิจเมื่อครั้งเสด็จเยือนเขื่อนสิริกิติ์ และการประดับไฟบริเวณสวนสุมาลัย ที่ กฟผ. สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ 60 พรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2535

ทั้งนี้ เขื่อนสิริกิติ์ได้รับพระเมตตาจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นชื่อเขื่อน ซึ่งยังประโยชน์ ให้แก่ประเทศ ทั้งด้านชลประทานและการผลิตไฟฟ้า เขื่อนสิริกิติ์เป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กั้นแม่น้ำน่าน บริเวณเขาผาซ่อม ต.ผาเลือด อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ มีความจุอ่างเก็บน้ำประมาณ 9,510 ล้านลูกบาศก์เมตร มากเป็นอันดับ 3 รองจากเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนภูมิพล 

โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์เขื่อนสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2514 และเสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดเขื่อนสิริกิติ์และโรงไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2520 จวบจนปัจจุบัน 

นอกจากนี้ เขื่อนสิริกิติ์ ยังสนองพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า” โดย กฟผ. ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและชุมชน ปลูกป่าเทิดพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมในพื้นที่ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เมื่อปี 2565 จำนวน 400 ไร่ 900,000 ต้น และสร้างฝายชะลอน้ำ ป้องกันการพังทลายของดิน ยืดอายุแหล่งน้ำ ดักตะกอนและวัสดุต่าง ๆ ไม่ให้ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ และปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินด้วย

กระทรวงพลังงาน กฟผ. และประชาชนชาวอุตรดิตถ์  สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงได้ร่วมจัดกิจกรรมต่างๆ ณ เขื่อนสิริกิติ์ ทั้งกิจกรรมการแปรอักษร กิจกรรมตักบาตรพระสงฆ์ การจัดแสดงวีดิทัศน์และนิทรรศการ “น้อมรำลึกพระแม่แห่งแผ่นดิน” และที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน และ กฟผ. ก็ได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชนตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เช่น การปลูกป่า การสร้างอ่างเก็บน้ำ การสร้างฝาย การปลูกหญ้าแฝก รวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนรอบเขื่อนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

พร้อมกันนี้ ในวันเดียวกัน กฟผ. ได้จัดพิธีถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีผู้บริหาร กฟผ. ผู้บริหารบริษัทในกลุ่ม กฟผ. และผู้ปฏิบัติงาน ร่วมแสดงความอาลัยกว่า 600 คน ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช สำนักงานกลาง กฟผ. พร้อมทั้งทุกเขต เขื่อน โรงไฟฟ้าของ กฟผ. ทั่วประเทศ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top