Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

เจ้าภาพซีเกมส์ 2025 ใช้ 3 เมืองหลัก กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา ชูแนวคิด กีฬาเพื่อความยั่งยืนและเอกภาพ ตั้งเป้าทวงคืน “เจ้าเหรียญทอง” กลับสู่แผ่นดินสยาม!

(6 พ.ย. 68) ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนธันวาคม 2568 โดยใช้สามจังหวัดหลักคือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา เป็นศูนย์กลางการแข่งขัน พร้อมยืนยันความพร้อมเต็มร้อยในการจัดครั้งนี้

กรุงเทพมหานคร – ศูนย์กลางพิธีเปิด-ปิด ใช้สนามราชมังคลากีฬาสถานและอินดอร์สเตเดียม หัวหมาก เป็นเวทีสำคัญของกีฬาหลัก
ชลบุรี – เจ้าภาพกีฬาทางน้ำและกีฬาชายหาด นำโดยเมืองพัทยาและสัตหีบ พร้อมเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงกีฬา
สงขลา – รับหน้าที่จัดกีฬาประเภททีมและกีฬามวลชน สร้างสีสันให้ภาคใต้กลายเป็น “จุดเชื่อมความสุขของอาเซียน”

การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้เผยแนวคิดหลักในการจัดงานว่า 'Sustainability – Sports for Unity' หรือ กีฬาเพื่อความยั่งยืนและเอกภาพ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างต้นแบบการแข่งขันที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

ทัพนักกีฬาไทยตั้งเป้าทวงคืนเจ้าเหรียญทอง หลังจากพลาดในซีเกมส์ 2023 ที่กัมพูชา โดยเฉพาะในชนิดกีฬาหลักอย่างวอลเลย์บอล มวยสากล ยกน้ำหนัก และเทควันโด ขณะที่สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยเผยว่า "ทีมวอลเลย์บอลหญิงยังคงตั้งเป้าเหรียญทองสมัยที่ 17 ขณะที่ทีมชายขออย่างน้อยเข้าชิงชนะเลิศให้ได้"

ซีเกมส์ 2025 ไม่เพียงเป็นเวทีแข่งขันกีฬาเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสฟื้นฟูเศรษฐกิจและความภาคภูมิใจของชาติ โดยเฉพาะกับบทบาทของไทยที่ได้รับการชื่นชมว่าเป็น "เจ้าภาพที่อบอุ่นและมืออาชีพที่สุดในอาเซียน" พร้อมสร้างพลังสามเมืองใหญ่สู่ศูนย์รวมจิตวิญญาณกีฬาอาเซียนในครั้งนี้

กกท. และคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยตั้งเป้าคว้า อันดับ 1 รวมเหรียญทอง อีกครั้ง หลังจากซีเกมส์ 2023 ที่กัมพูชา (กรุงพนมเปญ) ทีมชาติไทยคว้า เหรียญทอง 108 เหรียญ จบที่อันดับ 2

รมว.ยุติธรรม กดปุ่ม 'Kick Off 1386' ปูพรมปราบยาเสพติดทั่วประเทศ เดินหน้ายุทธการวาระชาติ

(5 พ.ย. 68) ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงาน ป.ป.ส. อาคาร 2 ชั้น 4 (ดินแดง) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดปฏิบัติการ “Kick Off 1386 ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด” ครั้งที่ 1/2569 ตอกย้ำการขานรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็น วาระแห่งชาติ เดินหน้ากระชับพื้นที่–ล้างเครือข่ายค้ายาในทุกมิติ

พิธีเปิดจัดขึ้นโดยมีผู้แทนภาคีด้านความมั่นคงร่วมเข้าพลังอย่างพร้อมหน้า ทั้งตำรวจ ทหาร ปกครอง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานเฉพาะกิจ อาทิ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พล.ต.สราวุธ ประเสริฐชีวะ จากกอ.รมน. นายอัธยา นวลอุทัย ผู้ช่วยปลัด มท. รวมถึงกำลังจากเหล่าทัพและป.ป.ส.ภาค 1–9 และกทม.

ปฏิบัติการพุ่งเป้าตามสายด่วน 1386 ทั่วประเทศ เริ่มจากการลงพื้นที่ตามเรื่องร้องเรียนของประชาชน ผ่านสายด่วน 1386 ระหว่างวันที่ 1 ต.ค.–5 พ.ย. 2568 รวม 161 จุดปฏิบัติการ ครอบคลุม 21 จังหวัด 87 อำเภอ มุ่งตรวจสอบเป้าหมายบุคคลรวม 156 ราย แบ่งเป็นประชาชนทั่วไป 149 ราย และเจ้าหน้าที่รัฐ 7 ราย พร้อมตรวจเข้ม 5 ชุมชนเสี่ยงแพร่ระบาด

ผลการปฏิบัติ สามารถจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติด 41 คน จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 2 คน ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐ 2 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 2,700 เม็ด ไอซ์ 65.6 กรัม คีตามีน 2.8 กรัม นำผู้เสพเข้าสู่ระบบบำบัด 109 คน และยึดทรัพย์เพื่อตรวจสอบ 3 รายการ ได้แก่ เงินสด 2,502,500 บาท รถยนต์ 1 คัน และอาวุธปืน 1 กระบอก

รายงานจากหน่วยปฏิบัติผ่านระบบ Webex ระบุว่า ชุมชนแออัดยังคงเป็นจุดเสี่ยงสำคัญที่มีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดต่อเนื่อง รวมถึงพบกลุ่มผู้กระทำผิดซ้ำจำนวนหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในพื้นที่อย่างมาก

พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำว่า การบูรณาการระหว่าง ป.ป.ส. กับตำรวจ ทหาร ปกครอง และสาธารณสุข ต้องเดินหน้าอย่างเข้มข้น ทั้งด้านการปราบปราม การลดการแพร่ระบาด และการฟื้นฟูชุมชน พร้อมสั่งกำชับให้ทุกหน่วยวางแผนเชิงรุกและสร้างสภาพแวดล้อมปลอดภัยในระดับหมู่บ้านและชุมชน

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวย้ำว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินงานบนหลัก โปร่งใส ยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และขอให้ประชาชนร่วมเป็นกำลังสำคัญ หากพบเบาะแสค้ายาหรือเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1386 “ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด” เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลบรรลุเป้าหมาย สร้างสังคมไทยปลอดภัยและเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

สตูล จัดพิธีส่งมอบบ้านผู้ยากไร้ ตามโครงการ พสบ.จังหวัดชายแดนใต้กองทัพภาคที่ 4 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่

(5 พ.ย.68) ที่ บ้านเลขที่ 411 หมู่ที่ 4 ตำบลควนกาหลง อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล พลเอก ไพศาล หนูสังข์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก เป็นประธานในพิธีส่งมอบบ้านให้แก่ผู้ยากไร้ ตามโครงการ “พสบ.จังหวัดชายแดนใต้กองทัพภาคที่ 4 สร้างบ้านให้ผู้ยากไร้” โดยมีนายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายสิทธิพร อินนิมิตร  นายอำเภอควนกาหลง  นายชวรณ สุธาพาณิชย์ ประธานชมรมพสบ.จังหวัดสตูล ส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น สมาชิก พสบ.จังหวัดสตูล และประชาชนในพื้นที่ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

นายชวรณ สุธาพาณิชย์ ประธานชมรมพสบ.จังหวัดสตูล กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของกองทัพภาคที่ 4 ตั้งแต่สมัยที่ พลเอก ไพศาล หนูสังข์ ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 6 จังหวัด ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา พัทลุง และสตูล ผ่านการดำเนินงานของชมรมพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร(พสบ.)จังหวัดชายแดนใต้กองทัพภาคที่ 4

สำหรับจังหวัดสตูล ได้ดำเนินการคัดเลือกบ้านผู้ยากไร้โดยความร่วมมือของจังหวัดสตูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายสิทธิพร อินนิมิตร นายอำเภอควนกาหลง ซึ่งเป็น พสบ.รุ่นที่ 20 เป็นผู้ประสานงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ผลการคัดเลือกได้แก่บ้านของนายอุทัย เซ่งซ้าย ซึ่งได้รับการซ่อมสร้างจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ พร้อมส่งมอบให้เจ้าของบ้านอยู่อาศัยอย่างมั่นคงปลอดภัย  โดยผู้เข้าร่วมฯ ยังได้ร่วมบริจาคสิ่งของ เครื่องใช้ในครัวเรือน และเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้รับมอบอีกด้วย

ทั้งนี้ พลเอก ไพศาล หนูสังข์ ได้กล่าวแสดงความยินดีและชื่นชมความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสร้างบ้านให้ผู้ยากไร้ในครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นแบบอย่างของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทหาร ภาครัฐ และประชาชน ที่มุ่งสร้างสังคมแห่งความเอื้ออาทรและความยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

บริษัทเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติของจีน ระดมทุน 2.39 หมื่นล้าน พัฒนาเทคโนโลยี ขยายสู่ตะวันออกกลาง อาเซียน และญี่ปุ่น ตั้งเป้าปล่อยโรบอทแท็กซี่ 10,000 คันทั่วโลก

(6 พ.ย. 68) บริษัทเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติของจีน WeRide เดินหน้าปักธงเชิงพาณิชย์เต็มกำลัง หลังระดมทุน 2.39 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 1.12 หมื่นล้านบาท) จากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง 

โทนี ฮั่น (Tony Han) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ WeRide ระบุว่าเงินระดมทุนจะใช้เร่งงานวิจัยพัฒนา ขยายสู่ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และญี่ปุ่น พร้อมตั้งเป้าปล่อยโรบอทแท็กซี่ 10,000 คันทั่วโลกในไม่กี่ปี และขยายได้ถึง “หลักแสนคัน” เพื่อมุ่งสู่บริการแท็กซี่อัตโนมัติที่เข้าถึงได้ในทุกที่

WeRide ทำคำเสนอขายหุ้นที่ฮ่องกงควบคู่กับการเป็นหุ้นคู่ (dual listing) หลังจดทะเบียนในแนสแด็กอยู่ก่อน โดยกำหนดราคาเสนอขายที่ 27.10 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น (สูงกว่าราคาปิดในแนสแด็ก ซึ่ง 1 ADS เท่ากับ 3 หุ้นสามัญ) อย่างไรก็ตาม วันเปิดซื้อขายหุ้นฮ่องกงร่วงลง 14% มาอยู่ที่ 23.22 ดอลลาร์ฮ่องกง ชี้แรงกดดันตลาดระยะสั้น ซึ่งไม่เปลี่ยนโรดแมปเติบโตของบริษัท

ปัจจุบัน WeRide มีรถไร้คนขับราว 700 คันทั่วโลก และขายเทคโนโลยีให้ผู้ผลิตรถอย่าง GAC Motor และ Chery โดยยานยนต์ดังกล่าวอยู่ในระดับอัตโนมัติ Level 4 ตามมาตรฐาน SAE ซึ่งโดยทั่วไปไม่ต้องมีมนุษย์แทรกแซงในสภาวะการใช้งานที่กำหนด 

สำรับบริษัทวางโมเดลหลายระดับ ทั้งรถพรีเมียมสำหรับลูกค้ากำลังซื้อสูง และบริการ “คุ้มค่า-ประหยัด” สำหรับคนทำงาน โดยในจีนโรบอทแท็กซี่เก็บค่าโดยสารต่ำสุดได้ราว 10% ของค่าโดยสารเฉลี่ยในพื้นที่ทดลองเดินรถ

ด้านกระแสอุตสาหกรรมหนุนแรงจากชิป AI และการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้า โดย UBS คาดว่าในปี 2030 อาจมีรถไร้คนขับถึง 3 แสนคันใน 4 เมืองระดับท็อปของจีน และแตะ 4 ล้านคันช่วงปลายทศวรรษ 2030 ขณะที่ HSBC ประเมินว่าโรบอทแท็กซี่จะมีสัดส่วน 6% ของตลาดแท็กซี่จีน มูลค่าตลาดอาจเกิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 1.46 ล้านล้านบาทต่อปี) 

ทั้งนี้ WeRide ยังขยายไปยุโรปด้วย โครงการนำร่องในสวิตเซอร์แลนด์ร่วมกับการรถไฟแห่งชาติ (SBB) ให้บริการในเขตเฟิร์ททาล ภายใต้การบริหารจัดการของ Swiss Transit Lab นอกเหนือจากแท็กซี่ บริษัทยังพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับรถตู้และรถกวาดถนนด้วย 

นักวิเคราะห์มอง WeRide ร่วมกับ Baidu Apollo และสตาร์ทอัพ Pony.ai คือคำตอบของจีนต่อ Waymo ของสหรัฐ โดย Pony.ai ก็เข้าตลาดฮ่องกงในวันเดียวกัน ซึ่ง WeRide เคยระดมทุน 440.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากการทำ IPO และ private placement ในแนสแด็กเมื่อเดือนตุลาคม 2024 เพื่อปูทางสู่การเติบโตระดับโลกต่อไป

คนอีสาน 1 ใน 3 ยังไม่ฟันธง หาคนเหมาะสมเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ ไม่ได้ สะท้อนภาพวิกฤตความเชื่อมั่นตัวผู้นำ ชี้ อาจถึงยุคเปลี่ยนผ่าน หลัง ปชน. ผงาดแซงเพื่อไทย

จากผลการสำรวจของศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล ล่าสุดที่ทำการสำรวจในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้สะท้อนให้เห็นภาพการเมืองภาคอีสานที่น่าสนใจและแตกต่างจากหลายภูมิภาคอื่นของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ประชาชนในภาคนี้ร้อยละ 32.40 หรือเกือบ 1 ใน 3 ยังคงมองว่า "หาคนที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้" ซึ่งเป็นสัญญาณที่สำคัญของวิกฤตความเชื่อมั่นต่อผู้นำทางการเมืองในปัจจุบัน

การที่ประชาชนกลุ่มใหญ่ยังไม่สามารถระบุบุคคลที่เหมาะสมเป็นผู้นำประเทศได้นั้น อาจสะท้อนถึงความไม่พอใจต่อการดำเนินงานของรัฐบาลปัจจุบัน ความคาดหวังที่สูงขึ้นของประชาชนต่อคุณภาพผู้นำ หรือการขาดภาวะผู้นำที่มีความน่าเชื่อถือและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง

จากผลการสำรวจ พบว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ได้รับการสนับสนุนในอันดับที่ 2 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 19.70 ซึ่งเป็นผลจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง และในปัจจุบันยังนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้จะยังไม่มีผลงานที่โดดเด่นตามที่ประชาชนคาดหวังมากนัก แต่ออกนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า และการประกาศจะยุบสภาตามกรอบเวลาที่รับปากไว้ จึงทำให้มีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นพอสมควร

ส่วนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ที่ได้อันดับ 3 ร้อยละ 18.55 แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของกลยุทธ์การสื่อสารและการสร้างภาพลักษณ์ของพรรคประชาชนในการเข้าถึงฐานเสียงภาคอีสาน แม้จะเป็นพรรคการเมืองที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ แต่ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างความน่าเชื่อถือและรับการยอมรับจากประชาชน

แต่ที่น่าสนใจคือการที่นายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย ได้รับการสนับสนุนเพียงร้อยละ 8.80 เท่านั้น ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 4 ถือเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำสำหรับพรรคการเมืองที่เคยเป็นกำลังสำคัญในภาคอีสานมาอย่างยาวนาน การลดลงของคะแนนนิยมในครั้งนี้อาจเป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น การเปลี่ยนแปลงของผู้นำพรรค ความเหนื่อยหน่ายจากการเมืองแบบเดิม หรือการขาดนวัตกรรมใหม่ๆ ในการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์พรรคการเมือง

ขณะที่ เมื่อพิจารณาถึงการสนับสนุนพรรคการเมือง พบว่าพรรคประชาชนได้รับความนิยมสูงสุดด้วยร้อยละ 26.05 แซงหน้าพรรคอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน ขณะที่พรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นเจ้าถิ่นภาคอีสานกลับได้เพียงร้อยละ 16.85 หล่นมาอยู่ในอันดับที่ 3 ขณะที่อันดับ 2 ร้อยละ 24.65 ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้ ส่วนพรรคภูมิใจไทยที่ได้ร้อยละ 15.75 ในอันดับที่ 4 แสดงให้เห็นถึงฐานการสนับสนุนที่มั่นคงในภาคอีสานเช่นกัน

การที่พรรคประชาชนสามารถสร้างฐานการสนับสนุนในภาคอีสานได้อย่างรวดเร็วนั้น แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสื่อสารนโยบายและวิสัยทัศน์ที่ตรงกับความต้องการของประชาชนในภูมิภาคนี้ และอาจเป็นผลจากประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายพรรคการเมืองและนักการเมืองหน้าเดิม จึงต้องการเปลี่ยนแปลงให้นักการเมืองหน้าใหม่ขึ้นมาบริหารบ้าง 

อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจดังกล่าว ยังแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นในภาคอีสาน โดยมีพรรคการเมืองหลายพรรคได้รับการกล่าวถึง ตั้งแต่พรรคใหญ่อย่างภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ไปจนถึงพรรคขนาดเล็กต่างๆ สิ่งนี้สะท้อนถึงการกระจายความนิยมทางการเมืองและความต้องการทางเลือกที่หลากหลายของประชาชน

และหากมองลึกถึงข้อมูลประชากรกลุ่มตัวอย่าง พบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีระดับการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า (ร้อยละ 40.00) และประถมศึกษา (ร้อยละ 27.65) มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท (ร้อยละ 33.25) และส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป พ่อบ้านแม่บ้าน และเจ้าของธุรกิจ

ข้อมูลเหล่านี้สำคัญต่อการทำความเข้าใจพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนภาคอีสาน โดยเฉพาะการที่ประชาชนกลุ่มนี้มีความสนใจและความตื่นตัวทางการเมืองสูง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความระมัดระวังในการเลือกสนับสนุนผู้นำหรือพรรคการเมืองด้วยเช่นกัน

ผลการสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในภูมิทัศน์การเมืองภาคอีสาน โดยเฉพาะคะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นของพรรคประชาชน และการคงอยู่ของพรรคภูมิใจไทย ในขณะที่พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยเป็นพรรคอันดับหนึ่งในภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่

ขณะเดียวกัน การที่ประชาชนสัดส่วนสูงยังไม่สามารถระบุผู้นำหรือพรรคการเมืองที่เหมาะสมได้นั้น เป็นโอกาสสำหรับพรรคการเมืองต่างๆ ในการปรับกลยุทธ์ พัฒนานโยบาย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะการตอบสนองต่อความต้องการด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญสำหรับภาคอีสาน

ดังนั้น การเมืองภาคอีสานจึงกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของการปรับตัวและการแข่งขันใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางการเมืองไทยโดยภาพรวมในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ พรรคการเมืองที่สามารถเข้าใจและตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของประชาชนภาคอีสานจะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในการแข่งขันทางการเมืองในระยะยาว

สำนักพระราชวัง กำหนดเส้นทางและช่วงเวลาให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และพื้นที่เข้าชมพระบรมมหาราชวังของนักท่องเที่ยว

เมื่อวานนี้ (5 พ.ย.68) สำนักพระราชวัง ประกาศแจ้งเรื่อง การถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ว่า

ตามที่ สำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายหลังจาก การพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน โดยจะเปิดให้เข้ากราบถวายบังคมทุกวัน เวลา 09.00 น.-21.00 น. เริ่มตั้งแต่ วันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย. 2568 เป็นต้นไปนั้น

สำนักพระราชวังกำหนดให้ประชาชนสามารถเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ใน 4 ช่วงเวลา ดังนั้น ช่วงที่1 เวลา 08.00 น.-10.45 น. ช่วงที่ 2 เวลา 12.00 น.-16.45 น. ช่วงที่3 เวลา 17.45 น.-18.30 น. และช่วงที่ 4 เวลา 19.45 น.-21.00 น.

สำหรับการแต่งกายของผู้ที่จะมากราบสักการะพระบรมศพในครั้งนี้ ทางสำนักพระราชวังได้ของความร่วมมือให้ทุกคนโปรดแต่งกายสุภาพไว้ทุกข์ (สีดำ, ขาว) เสื้อคอปก ไม่แขนกุด ชุดชาวเขาสำหรับชาวเขา ชุดลูกเสือสำหรับลูกเสือ สุภาพสตรีต้องสวมกระโปรงผ้าหรือผ้าถุงเท่านั้น งดสวมกระโปรงยีนส์ หรือกางเกงยีนส์

การเข้ากราบสักการะพระบรม ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ประชาชนทุกคน เมื่อมาถึงบริเวณท้องสนามหลวง จะต้องผ่านจุดคัดกรอง นั่งรอที่เต็นท์พักคอย ที่ กทม.จัดเตรียมเก้าอี้ไว้ให้นั่งพัก จากนั้นเจ้าหน้าที่จิตอาสาจะพาลงไปที่อุโมงค์หน้าพระลาน บริเวณทางเข้าที่ 1

โดยทุกคนจะต้องผ่านการตรวจค้นกระเป๋าสัมภาระ และผ่านเข้าเครื่องสแกนเพื่อถ่ายรูปหน้าเครื่องสแกน เสร็จแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำและตรวจสอบเรื่องการแต่งกายให้มีความพร้อมตามระเบียบสำนักพระราชวัง

สำหรับสุภาพสตรีที่ไม่ได้สวมต้องสวมกระโปรงผ้าหรือผ้าถุงมา จะต้องเปลี่ยนผ้าถุงที่จุดมีบริการให้ยืมผ้าถุง สำหรับสุภาพสตรี ที่บริเวณอุโมงค์หน้าพระลาน ทางออก 2

โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1.ผู้รับบริการยื่นบัตรประชาชน/พาสปอร์ต ในการลงทะเบียน ณ จุดยืมผ้าถุง อุโมงค์หน้าพระลาน 2.เจ้าหน้าที่ลงทะเบียนและส่งคืนบัตรประชาชน/พาสปอร์ต ให้ผู้รับบริการ 3.ผู้รับบริการคืนผ้าถุง ณ จุดคืนผ้าถุง บริเวณที่ท่าราชวรดิษฐ์ ทางออกประตูเทวาภิรมย์

จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่พามาที่บริเวณประตูมณีนพรัตน์ พาเดินเลี้ยวซ้าย เลียบกำแพงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ผ่านห้องจำหน่ายบัตรเข้าชมพระบรมมหาราชวัง แล้วเลี้ยวขวาเข้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เลี้ยวซ้ายเดินเลียบพระระเบียงวัดฝั่งทิศใต้ ออกประตูศรีรัตนศาสดา

เดินผ่านหมู่พระมหามณเฑียร พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เข้าสู่พระที่ดุสิตมหาปราสาท ด้านกำแพงฝั่งทิศตะวันออก ขึ้นกราบพระบรมศพตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง

เสร็จแล้ว เมื่อลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จะเดินออกทางกำแพงแก้วฝั่งทิศตะวันตก เดินออกประตูเทวาภิรมย์ ข้ามไปยังท่าราชวรดิษฐ์ โดยมีจะเจ้าหน้าที่จิตอาสาและเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดรถรางไฟฟ้าให้บริการกลับไปส่งที่สนามหลวง

สำหรับประชาชนที่เดินทางเข้ากราบพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง หลังเวลา 15.30น.จนถึงเวลา 21.00น. เมื่อเข้าประตูมณีนพรัตน์ จะเดินเลี้ยวขวา ผ่านแผนกแพทย์หลวง เลี้ยวซ้ายแยกกองรักษาการณ์วิเศษไชยศรี เข้าถนนจักรีจรัล ผ่านประตูพิมานไชยศรี เลี้ยวขวาหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เข้าสู่พระที่ดุสิตมหาปราสาท ด้านกำแพงฝั่งทิศตะวันออก ขึ้นกราบพระบรมศพตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง

เสร็จแล้ว เมื่อลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จะเดินออกทางกำแพงแก้วฝั่งทิศตะวันตก เดินออกประตูเทวาภิรมย์ ข้ามไปยังท่าราชวรดิษฐ์ โดยมีจะเจ้าหน้าที่จิตอาสาและเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดรถรางไฟฟ้าให้บริการกลับไปส่งที่สนามหลวง

นอกจากนี้ สำนักพระราชวังแจ้งสำหรับเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวเข้าชมพระบรมมหาราชวัง ซึ่งจะกลับมาเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวและประชาชนอีกครั้ง ระหว่างเวลา 08.30 น.-15.30 น. ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย. 2568 เป็นต้นไปนั้น นักท่องเที่ยวที่จะเข้าชมพระบรมมหาราชวัง ให้เข้าประตูมณีนพรัตน์เดินเลี้ยวซ้าย เลียบกำแพงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

นักท่องเที่ยวต่างชาติซื้อบัตรที่ห้องจำหน่ายบัตรเข้าชมพระบรมมหาราชวัง แล้วเลี้ยวขวาเข้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เลี้ยวซ้ายเดินเลียบพระระเบียงวัดฝั่งทิศใต้ ออกประตูศรีรัตนศาสดา เดินผ่านหมู่พระมหามณเฑียร พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เลี้ยวขวาออกพระประตูพิมานไชยศรี ไปตามถนนจักรีจรัล เลี้ยวซ้ายแยกศาลาลูกขุน เข้าชมพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสร็จแล้ว เลี้ยวขวา ออกประตูวิมานเทเวศร์

ดราม่า Miss Universe ไทย–เม็กซิโก ไทยเจอบทเรียนราคาแพงบนเวทีโลก สะเทือน Soft Power และภาพลักษณ์ ประเทศในสายตาโลก

(6 พ.ย. 68) ดราม่า Miss Universe Thailand 2025 กลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการกองประกวดถูกกล่าวหาว่าใช้คำว่า “dumb head” ต่อหน้า Fátima Bosch ผู้เข้าประกวดจากเม็กซิโก คำพูดนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดียนำไปสู่การวอล์กเอาต์ของผู้เข้าประกวดหลายชาติและแถลงการณ์จาก Raúl Rocha Cantú ประธาน Miss Universe Organization (MUO) ที่ย้ำว่า “ความเคารพและศักดิ์ศรีของผู้หญิงทุกคน คือหัวใจของเวทีนี้” ฝ่ายไทยชี้แจงในภายหลังว่าเป็นความเข้าใจผิด คำที่พูดคือ “damage” ไม่ใช่ “dumb head” ท่ามกลางกระแสโซเชียลที่ไม่อาจหยุดยั้ง

เหตุการณ์นี้สะท้อนความเปราะบางของ Soft Power ไทยที่ใช้เวทีนี้เป็นเครื่องมือส่งเสริมศักยภาพระดับโลก แต่กลับต้องเผชิญคำถามถึงความพร้อมในการจัดงานที่สื่อถึงความเท่าเทียมและเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม Fátima Bosch กล่าวว่า “I’m not afraid to make my voice heard. We’re in the 21st century.” แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ที่ผู้หญิงในวงการนางงามกล้าพูดและเรียกร้องศักดิ์ศรี

เบื้องหลังเวทีนี้คือธุรกิจพันล้านบาทที่มีสปอนเซอร์และการลงทุนสูง ดราม่าครั้งนี้อาจทำให้แบรนด์โลกชะลอหรือย้ายการสนับสนุนได้ ทางออกเชิงโครงสร้างจึงเป็นสิ่งจำเป็น รวมถึงต้องมี Charter for Global Pageants in Thailand, การอบรมข้ามวัฒนธรรม, ทีมรับมือวิกฤต และการวัด Soft Power ด้วยข้อมูลจริง เพื่อรักษามาตรฐานและภาพลักษณ์ของชาติ

ดราม่าใน Miss Universe ปีนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่า Soft Power ต้องมาพร้อมมาตรฐานการเคารพและความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม มิใช่เพียงการประชาสัมพันธ์ภายนอกแต่เพียงอย่างเดียว

ไขข้อสงสัย?? คดีไล่แทงบนรถไฟ LNER สะเทือนอังกฤษ ผู้โดยสาร–พนักงาน เจ็บ 11 ราย ตำรวจถูกตั้งคำถามในการปฏิบัติหน้าที่ หลังมีผู้แจ้งเหตุซ้ำๆ แต่จับไม่ทัน!!

เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เกิดเหตุทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธมีดบนขบวนรถไฟ LNER เส้นทางดอนคาสเตอร์–ลอนดอน คิงส์ครอส เวลาประมาณ 19:39 น. ทำให้มีผู้บาดเจ็บรวม 11 ราย ในจำนวนนี้มีพนักงานของ LNER ซึ่งพยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้โดยสารและถูกยกย่องว่าเป็น “ฮีโร่” ขบวนรถหยุดฉุกเฉินที่สถานีฮันติงดัน มณฑลแคมบริดจ์เชียร์ ของอังกฤษ

เจ้าหน้าที่ติดอาวุธจาก British Transport Police (BTP) และตำรวจแคมบริดจ์เชียร์เข้าควบคุมสถานการณ์และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ทันที ผู้ต้องสงสัยคือ แอนโทนี วิลเลียมส์ (Anthony Williams) อายุ 32 ปี ชาวเมืองปีเตอร์โบโร ถูกตั้งข้อหารวม 13 กระทง ได้แก่…

พยายามฆ่า 11 กระทง (เกี่ยวข้องกับเหตุบนรถไฟ 10 กระทง และที่สถานี Pontoon Dock DLR อีก 1 กระทง), ทำร้ายร่างกาย (ABH) 1 กระทง และครอบครองอาวุธมีคมในที่สาธารณะ 1 กระทง เขาถูกนำตัวขึ้นศาล Peterborough Magistrates’ Court เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 68 และคดีกำหนดขึ้นศาล Cambridge Crown Court ต่อไปในวันที่ 1 ธ.ค. 68 (เป็นการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ใช่วันพิพากษา)

ขณะเดียวกัน เกิดข้อกังขาต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ หลังมีรายงานว่ามีการแจ้งเหตุเกี่ยวกับพฤติกรรมต้องสงสัยของชายคนเดิมหลายครั้งก่อนเกิดเหตุจริง เพียงหนึ่งวันก่อนหน้า คืนวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม มีการแจ้งเหตุแทงเด็กชายวัย 14 ปีในปีเตอร์โบโร แต่ผู้ก่อเหตุหลบหนี อีกทั้งมีผู้พบเห็นชายถือมีดขนาดใหญ่บริเวณร้านตัดผมและแจ้งตำรวจ แต่เมื่อไปถึงพื้นที่ ชายดังกล่าวไม่อยู่แล้ว

ต่อมาเช้าวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน เวลาประมาณ 10.00 น. ชายต้องสงสัยกลับมาปรากฏตัวที่ร้านตัดผมแห่งเดิมอีกครั้ง ผู้เห็นเหตุการณ์บางรายเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดพร้อมระบุว่าได้แจ้งตำรวจตั้งแต่ช่วงเช้า และยืนยันว่า “ตำรวจรู้เรื่องเขาตั้งแต่เช้าวันเสาร์แล้ว” ประเด็นนี้ทำให้สังคมตั้งคำถามว่ามี “โอกาสทอง” ที่ตำรวจอาจสกัดเหตุได้เร็วกว่านี้หรือไม่

หน่วยงานอิสระกำกับดูแลตำรวจ (Independent Office for Police Conduct: IOPC) จึงเริ่มสอบสวนว่าตำรวจแคมบริดจ์เชียร์จัดการรับแจ้งเหตุ ประเมินความเสี่ยง และประสานงานกับ BTP อย่างทันท่วงทีเพียงใด ควบคู่ไปกับกระบวนการยุติธรรมที่กำลังดำเนินอยู่ ผู้บาดเจ็บอยู่ระหว่างรับการรักษา และ LNER ระบุว่าจะสนับสนุนผู้เสียหายและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

สรุป
เหตุการณ์ไล่แทงบนรถไฟ LNER ในเดือนพฤศจิกายน 2025 เป็นเหตุการณ์อาชญากรรมรุนแรงที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก โดยขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล และมีการสอบสวนคู่ขนานในประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจต่อการรับแจ้งเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการโจมตีจริง

ยูโอบี ร่วมกับ สกพอ. จัดโรดโชว์ที่ประเทศจีน เพื่อส่งเสริมการลงทุน ในเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกของประเทศไทย

(6 พ.ย. 68)  ธนาคารยูโอบี และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ผนึกกำลังจัดงาน “Thailand: Your Gateway to ASEAN Growth and Prosperity” ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่พร้อมเชื่อมโยงธุรกิจจีนกับตลาดอาเซียนที่กำลังเติบโต

การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย และสกพอ. ได้ลงนามไว้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับ EEC ให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ พร้อมตอกย้ำความเชี่ยวชาญของธนาคารยูโอบี ในการให้บริการทางการเงินข้ามพรมแดน เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจจีนสู่โอกาสการเติบโตในภูมิภาค

ยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายการลงทุนระดับภูมิภาค
EEC ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย รายงานประจำไตรมาสปี 2568 ของ สกพอ. สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมดิจิทัล และโลจิสติกส์อัจฉริยะ ในประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจของประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการสกพอ. กล่าวว่า “การจัดโรดโชว์ในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือระหว่าง สกพอ. และธนาคารยูโอบี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการผสานพลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางด้านการลงทุนชั้นนำของอาเซียน ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค EEC ถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง การส่งเสริมการลงทุนจากภาคธุรกิจจีนในช่วงเวลานี้จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสม EEC พร้อมต้อนรับนักลงทุนต่างชาติรวมถึงประเทศจีนในการเข้ามาสำรวจโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน”

เชื่อมโยงธุรกิจจีนสู่โอกาสการเติบโตในอาเซียน
ภายในงาน สกพอ. ได้นำเสนอภาพรวมด้านการลงทุนในประเทศไทย สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน และกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขต EEC แก่บริษัทชั้นนำของจีน สถาบันการเงิน และสมาคมอุตสาหกรรมขณะเดียวกัน ธนาคารยูโอบี นำเสนอบริการที่ปรึกษาด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI Advisory) และบริการทางการเงินข้ามพรมแดนในภูมิภาคอาเซียนเพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจของนักลงทุนต่างชาตินอกจากนี้ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด และสำนักงานกฎหมาย Rajah & Tann Singapore LLP ยังได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเทรนด์ธุรกิจและโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและประเทศไทย 

นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะธนาคารระดับภูมิภาคที่มีรากฐานมั่นคงในประเทศไทย ธนาคารยูโอบี ภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเชื่อมโยงธุรกิจจีนเข้ากับโอกาสการลงทุนใน EEC ความร่วมมือกับสกพอ. สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืนในประเทศไทย และเสริมสร้างบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการเติบโตของภูมิภาคอาเซียน”

ความร่วมมือระหว่างธนาคารยูโอบี และ สกพอ.ในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ทั้งสองหน่วยงานได้ได้พบปะและแลกเปลี่ยนโดยตรงกับบริษัทชั้นนำของจีน สถาบันการเงิน และสมาคมอุตสาหกรรม เพื่อสะท้อนข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของ EEC ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายที่เอื้อต่อการลงทุน และสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ

ประเทศจีนมีบทบาทสำคัญในภูมิทัศน์การลงทุนของประเทศไทย โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ในปี 2567 จีนเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่อันดับสองของไทย มีจำนวนโครงการลงทุนรวม 810 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 174,600 ล้านบาท ขณะเดียวกัน มูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนโดยรวมของประเทศในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35 แตะระดับสูงสุดในรอบทศวรรษที่ 1.14 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนต่อศักยภาพการเติบโตระยะยาวของประเทศไทย

ด้วยเครือข่ายระดับภูมิภาคและความเชี่ยวชาญในหลากหลายอุตสาหกรรม ธนาคารยูโอบี พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และการผลิตขั้นสูง เพื่อผลักดันให้ EEC เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผบ.ตร.ตรวจความเรียบร้อยงานลอยกระทงคลองเปรมประชากร ยืนยัน 2,880 จุดทั่วประเทศเรียบร้อยดี ตำรวจดูแลประชาชนเต็มที่ กำชับเข้มความปลอดภัยทางบก ทางน้ำ อำนวยความสะดวกจัดการจราจร

 

เมื่อวานนี้ (5 พ.ย. 68) เวลา 20.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และคณะ เดินทางไปตรวจความเรียบร้อยในพื้นที่จัดงานลอยกระทงคลองเปรมประชากร วัดเสมียนนารี เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดย ผบ.ตร.ได้เดินทักทายประชาชนที่มาลอยกระทง และกำชับตำรวจเรื่องการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่มาร่วมงาน เน้นการอำนวยความสะดวกจัดการจราจรในบริเวณงาน ทั้งนี้ มีประชาชนร่วมงานจำนวนมาก ท่ามกลางการดูแลความสงบเรียบร้อยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับงานลอยกระทงในปีนี้เป็นบรรยากาศของการสืบสานประเพณีไทย มีพื้นที่จัดงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศ 36 แห่ง โดยในกรุงเทพมหานคร มี 3 จุดใหญ่ คือ เอเชียทีค, สะพานพระราม 8 และไอคอนสยาม ขณะที่ในเมืองท่องเที่ยวมีการจัดงานขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น ลานท่าแพ จ.เชียงใหม่, ชายหาดป่าตอง จ.ภูเก็ต, ชายหาดพัทยา จ.ชลบุรี, ริมบึงสีฐาน จ.ขอนแก่น ขณะที่ภาพรวมการจัดงาน มีการจัดกิจกรรมรวม 2,880 แห่ง  

ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้รับรายงานว่าการจัดงานลอยกระทงทั่วประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี ตำรวจทุกนายดูแลความสงบเรียบร้อยอย่างเต็มที่ และเชื่อมั่นว่าตำรวจทุกนายดูแลประชาชนได้เป็นอย่างดี ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นได้กำชับให้ทุกพื้นที่มีมาตรการดูแลพี่น้องประชาชน และนักท่องเที่ยวในทุกจุดจัดงานทั้ง 2,880 แห่ง ผ่าน 5 มาตรการหลัก คือ 1. กวาดล้างอาชญากรรม เพิ่มกำลังตำรวจป้องกันภัย ดูแลชีวิตและทรัพย์สิน อำนวยความสะดวกประชาชน นักท่องเที่ยวทั้งบนบก บนเรือ, 2.ตรวจตรา ตรวจสอบ สถานบริการและสถานบันเทิง ห้ามเด็กและเยาวชนใช้บริการ เข้มงวด อาวุธ สารเสพติด สิ่งผิดกฎหมาย, 3.กวดขันจับกุมผู้เล่นดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด, 4. กวดขันไม่ให้มีผู้ลักลอบผลิต และจำหน่ายดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด หากพบให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดทันที และ 5.อำนวยความสะดวกจัดการจราจร ในบริเวณสถานที่ที่คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานเป็นจำนวนมาก และเส้นทางที่คาดว่าจะมีปัญหาจราจร พร้อมจัดเส้นทางรองรับการจราจรที่หนาแน่น ทั้งนี้ ให้วางกำลังคอยดูแลบริการประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่จัดงานที่คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถแจ้งเหตุ ขอความช่วยเหลือจากตำรวจ โดยโทร.191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top