Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

สตูล ศรชล.จว.สตูล บูรณาการกำลังเข้าจับกุมเรือลักลอบขนน้ำมันที่มิได้เสียภาษีกลางทะเล จว.สตูล

ศรชล.ภาค ๓ โดย ศรชล.จว.สตูล บูรณาการกำลังจาก ศคท.จว.สตูล นก.พตต.ศรชล.ภาค ๓ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สตูล และ ส.รน.๓ กก.๙ บก.รน. นำโดย น.อ.พิศิษฐ์  ทองทา ร.น. รองผู้อำนวยการ ศรชล.จว.สตูล/ผบ.นก.พตต.ศรชล.ภาค ๓ ได้นำกำลังลงเรือ ศรชล.๒๙๐๖ และ ศรชล.๕๗๐๗ ลงพื้นที่บริเวณคลองตำมะลังเข้าตรวจสอบเรือต้องสงสัยซึ่งเป็นประมงขนาดเล็ก ชื่อเรือ ช.โชควาซุกรี ทะเบียนเรือ ๖๗๕๕๐๑๙๐๔ บริเวณในคลองตำมะลัง (ใต้สะพานตำมะลัง) ต.ตำมะลัง อ.เมืองสตูล จว.สตูล ตรวจพบน้ำมันดีเซลที่ยังมิได้เสียภาษี บรรจุอยู่ในถังดัดแปลงในตัวเรือ จำนวน ๘,๐๐๐ ลิตร พร้อมผู้ต้องหา จำนวน ๑ คน ในการนี้ น.อ.พิศิษฐ์ ทองทา ร.น. รองผู้อำนวยการ ศรชล.จว.สตูล/ผบ.นก.พตต.ศรชล.ภาค ๓ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สตูล เป็นผู้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต ในข้อหา มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี ตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๒๐๔ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปตรวจสอบ ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สตูล และดำเนินการเปรียบเทียบปรับ รวมค่าภาษี เป็นเงินทั้งสิ้น ๖๖๐,๖๗๒ บาท พร้อมทั้งได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.เมืองสตูล การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

🔶 เหตุด่วน เหตุร้าย ภัยทางทะเล ต้องการความช่วยเหลือทางทะเล
โทร. 1465 แจ้ง ศปก.ศรชล.ภาค 3 หรือ โทร. 1696 แจ้ง ศปก.ทรภ.3

ล้มลุกคลุกคลาน!! กว่าจะมาเป็น “น้ำปลาร้าภาทอง” ภายใต้การปลุกปั้น ‘หนิง วีรดาอร’ ผู้พลิกวิกฤตสู่โอกาสจากติดลบจนสำเร็จ ด้วยความเชื่อ ความกล้า และความมุ่งมั่น

ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง การเริ่มต้นจากจุดติดลบและก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำตลาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นไปได้ด้วยวิสัยทัศน์ ความกล้า และความมุ่งมั่น เรื่องราวของ ‘วีรดาอร พึ่งโพธิ์เจริญพันธุ์’ หรือ ‘คุณหนิง’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็น แอนด์ โกสุม อินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “น้ำปลาร้าภาทอง” คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนของคำว่า "จากศูนย์สู่ความสำเร็จ"

เมื่อความจำเป็นบีบคั้น… สู่จุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลง

ตลาดน้ำปลาร้าบรรจุขวดในวันนี้มีมูลค่าสูงกว่า 10,000 ล้านบาท มีผู้ประกอบการมากกว่า 200 ราย ทั้งรายเล็ก รายใหญ่ ไปจนถึงคนดังที่ตบเท้าเข้ามาในสมรภูมินี้ แต่มีสักกี่คนที่รู้ว่า ต้นกำเนิดของตลาดที่ยิ่งใหญ่นี้ มาจากผู้หญิงคนหนึ่งที่กล้าคิดนอกกรอบ

ชีวิตของคุณหนิงพลิกผันเมื่อต้องแบกรับภาระหนี้สินกว่า 10 ล้านบาทจากธุรกิจฟาร์มหมูของครอบครัวที่ล้มเหลว เธอตัดสินใจทิ้งงาน marketing ในเมืองหลวง กลับบ้านเกิดที่อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อดูแลครอบครัวและสานต่อธุรกิจน้ำปลาร้าดั้งเดิมของที่บ้าน แม้จะเริ่มต้นจาก "ติดลบ" แต่ด้วยประสบการณ์ด้านการตลาด เธอเห็น "ช่องว่าง" และ "ความต้องการที่ซ่อนอยู่" ในตลาดน้ำปลาร้า ที่คนส่วนใหญ่ยังมองข้าม

บุกเบิกเส้นทางที่ไม่มีใครกล้าเดิน: อย. น้ำปลาร้าเจ้าแรกของไทย

ในยุคนั้น น้ำปลาร้ายังเป็นสินค้าพื้นบ้านที่ขายตามตลาดสด ไม่มีใครคิดถึงเรื่องมาตรฐานสุขอนามัย แต่คุณหนิงกลับมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับน้ำปลาร้าให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ด้วยแนวคิดที่ว่า "ถ้าสินค้าจะเป็นที่ยอมรับได้ มันต้องมีคุณภาพการันตีก่อน"

เธอตัดสินใจเดินหน้าขอขึ้นทะเบียนองค์การอาหารและยา (อย.) ให้กับน้ำปลาร้าของเธอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน การเดินทางนี้เต็มไปด้วยอุปสรรค เธอต้องเผชิญกับคำปรามาส การถูกหัวเราะเยาะจากเจ้าหน้าที่ที่มองว่าน้ำปลาร้าเป็นเพียงของพื้นบ้าน และที่สำคัญคือ อย. เองก็ยังไม่มีหมวดหมู่สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำปลาร้าปรุงรส

"โชคดีที่เราโดนปรามาส" คุณหนิงกล่าว เพราะสิ่งเหล่านั้นยิ่งผลักดันให้เธอต้องลงมือทำและเรียนรู้ทุกขั้นตอน เธอปรับปรุงโรงจอดรถของคุณพ่อให้เป็นโรงงานต้นแบบ โดยได้รับคำปรึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และหลังจากใช้เวลาและความพยายามอย่างหนัก ในที่สุดน้ำปลาร้าปรุงรสของเธอก็ได้รับการรับรองจาก อย. เป็นรายแรกของประเทศไทย ภายใต้การจัดประเภท "อาหารในภาชนะบรรจุปิดสนิท" ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูบานแรกให้กับอุตสาหกรรมนี้

คว้าโอกาสด้วยความกล้า: คำสั่งซื้อแรก 30,000 บาท

หลังจากได้ อย. มาแล้ว ปัญหาต่อไปคือจะขายสินค้าอย่างไร ในเมื่อสินค้ายังคงกองอยู่ในสต็อก คุณหนิงที่มีหัวใจนักการตลาด ตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาห้างค้าส่งขนาดใหญ่ "แม็คโคร" โดยใช้เบอร์โทรศัพท์ที่อยู่หลังจดหมายข่าว

เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องติดต่อแผนกจัดซื้อ และถูกโอนสายไปหลายครั้ง จนมาถึงแผนกจัดซื้ออาหารทะเล "เพราะมีคำว่าปลาอยู่ในปลาร้า" คำสั่งซื้อแรกมูลค่า 30,000 กว่าบาท เป็นเหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ แต่ก็มาพร้อมกับบทเรียนใหม่ๆ

เธอต้องเรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่บาร์โค้ด ประกันภัยอาหาร ไปจนถึงการจัดส่งสินค้าด้วยรถตู้ทึบที่ได้มาตรฐาน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องลงทุนเพิ่ม คุณหนิงเล่าว่าวันนั้นเธอโทรกลับบ้านบอกคุณพ่อว่า "เราต้องถอยรถส่งของแล้วนะ" และคุณพ่อก็ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ความสำเร็จที่เหนือความคาดหมาย: ฟ้ามีตาที่สมุย

ยอดขายในช่วงแรกยังไม่เป็นที่น่าพอใจ และเกือบจะถูกถอดออกจากเชลฟ์ตามกฎของห้าง แต่แล้ว "ฟ้าก็มีตา" ยอดขายน้ำปลาร้าภาทองในสาขาแม็คโครที่เกาะสมุยกลับพุ่งกระฉูดอย่างไม่น่าเชื่อ แซงหน้าสาขาในภาคอีสานที่คาดว่าจะขายดี กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักและขยายไปสู่สาขาอื่นๆ ทั่วประเทศ ทั้งภูเก็ต เชียงใหม่ และหัวเมืองท่องเที่ยวต่างๆ

ปณิธานที่แข็งแกร่ง: ราคาถูก คุณภาพดี สร้างโอกาสให้ผู้อื่น

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด แบรนด์ภาทองยังคงยึดมั่นในปณิธานเดิม คือการสร้างสรรค์น้ำปลาร้าคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ "เรามีโรงงานเป็นของตัวเอง ทำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้ควบคุมต้นทุนได้" คุณหนิงกล่าว พร้อมบอกด้วยว่า "เราเป็นน้ำปลาร้าที่ถูกที่สุดในกลุ่มเดียวกัน แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและความซื่อสัตย์" คุณหนิง อธิบายปณิธานการทำธุรกิจที่ต้องการให้ทุกคนในห่วงโซ่ธุรกิจ "อยู่ได้" 

และ เธอเลือกที่จะรักษามาร์จิ้นให้น้อยลง เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้า ร้านอาหาร ที่นำสินค้าของเธอไปใช้ มีกำไร และเติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความภักดีจากกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการได้อย่างเหนียวแน่น ถือเป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์พาทองแตกต่างและอยู่รอดท่ามกลางคู่แข่งกว่า 200 ราย คือกลยุทธ์การตั้งราคาที่เข้าถึงได้ กลายเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้สินค้าแพร่หลายไปทั่วประเทศ และ

ปัจจุบัน แบรนด์ภาทองไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำปลาร้าปรุงรส แต่ยังพัฒนาผลิตภัณฑ์กว่า 30 สูตร รวมถึงซอสส้มตำสำเร็จรูป และเป็นผู้ผลิตเบื้องหลัง (OEM) ให้กับร้านอาหารดังๆ มากมาย

ก้าวสู่ระดับโลก: ปลาร้าซอฟต์พาวเวอร์ของไทย

ความท้าทายในยุคปัจจุบันคือการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค เทรนด์สุขภาพ และคนรุ่นใหม่ แต่คุณหนิงมองว่าปลาร้ามีศักยภาพมากกว่าการเป็นเครื่องปรุงรส เธอต้องการผลักดัน "ปลาร้า" ให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทย สู่เวทีโลก เหมือนที่กิมจิของเกาหลี หรือนัตโตะของญี่ปุ่นเป็นที่รู้จัก

"เราอยากให้เมื่อพูดถึงเมืองไทยพูดถึงเครื่องปรุงรส เราอยากให้นึกถึงปลาร้า" เธอกล่าวพร้อมอธิบายถึงคุณประโยชน์ของปลาร้าที่มีทั้งโปรตีน โอเมก้า โปรไบโอติก และวิตามินบี ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้

บทเรียนจาก "ฟอร์มซีโร่ ชีวิตติดลบ"
จากจุดเริ่มต้นที่ติดลบ คุณหนิงได้ให้บทเรียนอันทรงคุณค่าแก่ผู้ประกอบการทุกคน:
1.  เชื่อมั่นในตัวเอง: เมื่อต้องเผชิญปัญหา อย่ารอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก
2.  เผชิญหน้ากับปัญหา: จดบันทึกปัญหาที่เจอในแต่ละวัน เมื่อย้อนกลับไปอ่าน จะพบว่าหลายครั้งมันเป็นเพียง "เรื่องขี้หมา" ที่สามารถผ่านไปได้
3.  ความอดทนคือสิ่งสำคัญ: ทุกปัญหามีทางออก เพียงแต่ต้องใช้เวลาและความอดทนในการรอคอยและหาหนทาง
4.  เตรียมพร้อมเสมอ: การมีมาตรฐานรองรับและเตรียมตัวไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับวิกฤตและสร้างความน่าเชื่อถือได้
5.  ท้อเป็นเพียงถ่าน ถ้าผ่านจึงเป็นเพชร: เธอเชื่อว่าอุปสรรคคือบททดสอบ ที่หากผ่านพ้นไปได้ จะทำให้เราแข็งแกร่งและเปล่งประกาย

เรื่องราวของ ‘คุณหนิง’ ผู้ปลุกปั้น "น้ำปลาร้าภาทอง” จึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างแบรนด์ แต่เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเริ่มต้นจากจุดที่ยากลำบากที่สุด แต่ด้วยความมุ่งมั่น วิสัยทัศน์ และหัวใจที่พร้อมจะเรียนรู้และปรับตัว ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

แพทย์จีนเจ๋ง!! ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดดวงตา ด้วยหุ่นยนต์ 5G ควบคุมจากนครกวางโจว ให้ผู้ป่วยที่โรงพยาบาลในเมืองอุรุมชี โดยมีระยะทางไกลกว่า 4,000 กิโลเมตร

(6 พ.ย. 68) ทีมแพทย์จีนประสบความสำเร็จในการผ่าตัดดวงตาระยะไกลครั้งสำคัญ โดยใช้หุ่นยนต์ที่เชื่อมต่อผ่านเครือข่าย 5G ควบคุมจากนครกวางโจว เพื่อทำ “การฉีดยาใต้จอประสาทตา” ให้ผู้ป่วยที่โรงพยาบาลในเมืองอุรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียง ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 4,000 กิโลเมตร

หุ่นยนต์ที่อุรุมชีทำหน้าที่จัดวางเข็มขนาดจิ๋วจ่อดวงตาผู้ป่วย ก่อนศัลยแพทย์ที่กวางโจวเข้าควบคุมระยะไกล นำเข็มแตะผิวจอประสาทตา ทะลุลงไปตามความลึกที่กำหนด และฉีดยาตามแผนการรักษา การปฏิบัติการทั้งหมดใช้เวลาน้อยกว่า 7 นาที เครือข่ายสัญญาณคงที่ และแขนกลตอบสนองราบรื่นไร้อาการสั่นของแขนกล

กระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยความแม่นยำระดับไมครอน และมีเป้าหมายช่วยกอบกู้การมองเห็นในโรคตาบอดรุนแรง เช่น ภาวะเลือดออกใต้จุดภาพ ความสำเร็จครั้งนี้จึงเป็นก้าวย่างสำคัญในการใช้เทคโนโลยีลดช่องว่างทรัพยากรทางการแพทย์ระหว่างเมืองชายฝั่งที่พัฒนาแล้วกับพื้นที่ห่างไกล

หลิน หาวเถียน (Lin Haotian) หัวหน้าโครงการจากศูนย์จักษุวิทยาโจงซาน มหาวิทยาลัยซุนยัตเซ็น ระบุว่า “การผ่าตัดทางคลินิกครั้งนี้ เป็นการก้าวกระโดดจากระดับพิสูจน์ศักยภาพ สู่การใช้งานจริงของศัลยกรรมตาความแม่นยำสูงทางไกลในจีน”

คอนเทนต์ใช้ไฟให้เป็นแสง ขับเคลื่อนการค้นหาการพูดถึง บทเรียนจาก 'บอสณวัฒน์' ในเวที Miss Universe 2025

ดราม่าไม่ใช่อุบัติเหตุของคอนเทนต์อีกต่อไป แต่มันคือ “เครื่องยนต์การตลาด” ที่ขับเคลื่อนการค้นหา การพูดถึง และยอดเข้าถึง—ถ้าคุมกรอบเรื่องและจังหวะได้พอ บทความนี้สรุปเพลย์บุ๊กเชิงธุรกิจ + บทเรียนคมๆ จากเคสจริงของ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล บนเวที Miss Universe 2025

เหตุการณ์สั้นที่สุดเท่าที่จำเป็น
ระหว่างอีเวนต์ก่อนประกวดที่กรุงเทพฯ เกิดปากเสียงบนไลฟ์สตรีมระหว่าง “ณวัฒน์” กับ “มิสเม็กซิโก Fátima Bosch” ประเด็นการโปรโมตเจ้าภาพ มีคำพูดที่ถูกตีความว่าเรียกผู้เข้าประกวดว่า “dummy/dumb head” จนนำไปสู่การวอล์กเอาต์ของผู้เข้าประกวดหลายชาติ และแรงสะท้อนบนสื่อสากล–ไทยจำนวนมาก ต่อมาประธาน MU “Raúl Rocha Cantú” ออกคลิปแถลง “จำกัดบทบาท” ของณวัฒน์ในการประกวดครั้งนี้ ขณะที่เจ้าตัวออกคำขอโทษ/ชี้แจงต่อสาธารณะในเวลาต่อมา (และปฏิเสธบางถ้อยคำที่ถูกกล่าวหา) หมายเหตุ: ประเด็นนี้ยังมีคำอธิบายที่สวนทางกันในรายละเอียดบางส่วน จึงควรยึดคำพูดตรงจากคลิป/ถ้อยแถลง และเปิดสิทธิ์ชี้แจงให้ทุกฝ่ายเสมอ

ดราม่า = การตลาดแบบหนึ่ง (Drama-as-Marketing)
ตรรกะของแพลตฟอร์มตอนนี้: อารมณ์แรง → คอมเมนต์/แชร์พุ่ง → อัลกอริทึมขยายการมองเห็น → เกิด Discovery ฟรีในวงกว้าง กฎเหล็ก: ต้องรีบ “แปลง” ความสนใจให้เป็นทราฟฟิกของเราเอง/ชุมชน/ยอดขาย และต้องมีทางลง (Normalize) ที่รักษาแบรนด์

• AIDA × Algorithm (ฉบับดราม่า):
• Attention: จุดติดด้วยประเด็นสาธารณะ ไม่ใช่ปะทะส่วนบุคคล
• Interest: เสิร์ฟ Fact vs. Spin ให้คนตามต่อบนฐานข้อมูล
• Desire: แปลงการถกเถียงเป็นความต้องการ “รู้จริง/แก้ปัญหา” (Q&A/Explainer/Live ชี้แจง)
• Action: ดึงเข้าช่องทางของเรา (สมัครชุมชน/จดหมายข่าว/ลงทะเบียนอีเวนต์/ซื้อคอร์ส)

Playbook 24–72 ชั่วโมง (เวอร์ชันธุรกิจล้วน)
0–6 ชม.: ออก Fact Note 5–7 บรรทัด + คลิปสั้น 60–90 วินาที + เปิดกล่องรับคำชี้แจง

6–24 ชม.: แตกคอนเทนต์ 3 แบบ: Q&A / Fact vs. Spin / จุดยืนแบรนด์ + เปิดเกตแปลงผล (สมัครชุมชน/ดาวน์โหลด)

24–48 ชม.: อินโฟ “ไทม์ไลน์ข้อเท็จจริง” + ไลฟ์สั้นชี้แจง → ตัดเป็น Shorts

48–72 ชม.: สรุปบทเรียน + ปล่อยคอนเทนต์ “คุณค่าแกนหลัก” ดึงอุณหภูมิกลับศูนย์

KPI ที่ต้องเฝ้า (รายชั่วโมง → รายวัน): Reach/ผู้ชมใหม่, Watch time/Completion, การค้นหาแบรนด์/เมนชัน, สัดส่วน Sentiment, Conversion (สมัคร/ยอดขาย), EMV คร่าวๆ, การแจ้งเตือนแพลตฟอร์ม

เคสศึกษา “บอสณวัฒน์”: จุดที่พาไปไว และจุดที่พาไปไกล
1) จุดไฟไว: ไลฟ์สตรีมต่อหน้าผู้เข้าประกวด + ถ้อยคำแรง = Hook & Polarize พุ่งระดับโลกใน 24 ชม. (คลิปถูกตัดซ้ำข้ามแพลตฟอร์ม สื่อสากล–ไทยหยิบต่อ)

2) แรงสะท้อนจากพาร์ตเนอร์: ฝั่ง MU ออกแถลงหนุนสิทธิ์และศักดิ์ศรีผู้เข้าประกวด พร้อมจำกัดบทบาทณวัฒน์ชั่วคราว—นี่คือ “ค่าเสียหายเชิงโอกาส (Opportunity Cost)” ของงานร่วม/ลิขสิทธิ์/สปอนเซอร์ในอนาคต

3) พยายามปิดเกม: การออกคำขอโทษ/ชี้แจงในเวลาต่อมา คือความพยายามดึงแบรนด์กลับศูนย์ แต่ก็ทิ้ง “รอยดราม่า” ในบันทึกออนไลน์ ซึ่งภาคสปอนเซอร์ระดับโลกมักอ่อนไหวต่อประเด็นนี้.

4) บทพิสูจน์ของ Drama-as-Marketing: ดราม่า “ป้อน” Earned Media มหาศาล แต่ถ้าไม่รีบแปลงเป็น First-party Data/Community/สินค้าที่มีคุณค่า ก็จะเหลือแค่ “ดังแล้ววืด”.

5) เส้นแดง: เมื่อแตะคุณค่าพื้นฐาน (ศักดิ์ศรี/ความปลอดภัย/ความเป็นมืออาชีพ) — พาร์ตเนอร์จะเข้ามาคุมความเสี่ยงแทนคุณทันที.

กรอบตัดสิน “คุ้มไหม” (ฉบับผู้บริหาร)
EMV คร่าวๆ = Estimated Reach ÷ 1,000 × CPM เฉลี่ย

Drama ROI ≈ EMV + รายได้ตรง (D2C/ตั๋ว/คอร์ส) – ค่าเสียหายภาพลักษณ์ (ดีลสปอนเซอร์ที่หาย + ส่วนลดราคา + เวลาทีมกฎหมาย)

ตั้งเพดานเสี่ยง: ถ้า Sentiment ลบ > 35–40% หรือถูกแจ้งละเมิดเกินเกณฑ์ ⇒ เข้าสู่โหมด Repair/Normalize ทันที

เช็กลิสต์ “เล่นไฟอย่างโปร”
• โจมตี “ประเด็น/ระบบ” แทน “ตัวบุคคล”
• ทำ Fact vs. Spin ทุกครั้ง—แยกคำพูดตรง/หลักฐาน ออกจากความเห็น
• เปิด Right of Reply อย่างเป็นระบบ (ฟอร์ม/อีเมล/หน้ารวมคำชี้แจง)
• ล็อกกฎหมายไทย: หมิ่นประมาท/พ.ร.บ.คอมฯ/PDPA/ลิขสิทธิ์
• Exit Plan ชัดเจน: ใครถือไมค์ 1 เสียงเดียว, ข้อความปิดเกม, คอนเทนต์แกนคุณค่า

สรุปคมๆ
ดราม่าเป็นตัวเร่ง ไม่ใช่ตัวตนของแบรนด์ มันเร่งการค้นพบและการพูดถึง แต่ความยั่งยืนมาจากคุณค่า-ข้อมูลจริง-ความรับผิดชอบ เคส “บอสณวัฒน์” ชี้ชัดว่า—คุณ “ดังได้” ในชั่วข้ามคืน แต่จะ “น่าเชื่อถือ” ไปอีกยาวๆ หรือไม่ ขึ้นกับวินัยในการคุมกรอบเรื่อง แปลงผลเร็ว และรู้จักลงจากเวทีอย่างมืออาชีพ.

หมายเหตุบรรณาธิการ
เหตุการณ์นี้ยังมีข้อมูลอัปเดตต่อเนื่องและถ้อยคำบางช่วงมีข้อโต้แย้งตามคำชี้แจงของผู้เกี่ยวข้อง เมื่อดึงคำพูด/ข้อเท็จจริงเฉพาะเจาะจง ควรอ้างอิงคลิป/ถ้อยแถลงต้นทางและเปิดสิทธิ์ชี้แจงให้ครบถ้วน

“ไทย-จีน” ร่วมใจ หารือด้านดิจิทัล เสริมแกร่ง “เศรษฐกิจ-สังคม” เห็นพ้องนำ AI ปราบอาชญากรรมออนไลน์ เตรียมพิจารณาจัดตั้งคณะทำงาน ยกระดับความมั่นคงไซเบอร์ 2 ประเทศ

เมื่อวานนี้ (5 พ.ย. 68) นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้การต้อนรับนายหวัง เหวยผิง (H.E. Mr. Wang Weiping) รองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประจำเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง พร้อมคณะผู้แทนจากรัฐบาลเขตกว่างซีจ้วง ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทย โดยมีนางสาวสุชาดา ซางแทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาอาวุโสสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการหารือ

นายไชยชนก เปิดเผยว่า การหารือในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลระหว่างไทยและรัฐบาลเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน 

โดยประเด็นหลักที่ถือเป็นความท้าทายและโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมในหลายด้าน ได้แก่
1.การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ 
2.การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ 
3.การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างไทย–จีน การนำเทคโนโลยี AI มาป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ (Anti-Online Scam) 
4.การส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย

ขณะเดียวกันในการหารือทั้งสองฝ่ายยังได้มีข้อตกลงร่วมกันในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะต้องดำเนินการควบคู่กับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การนำเทคโนโลยี AI มายกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ สแกมเมอร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชน ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านดิจิทัล ซึ่งสาธารณรัฐประชาชนจีนมีศักยภาพและความพร้อมสูง จึงเป็นโอกาสอันดีในการขยายความร่วมมืออย่างยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

“ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เตรียมพิจารณาการจัดตั้งคณะทำงานด้านการพัฒนาและประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างไทย–จีน  เพื่อยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอื่น ๆ โดยหวังให้มีการผลักดันความร่วมมือนี้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะคำนึงถึงความมั่นคงทางไซเบอร์และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของทั้งสองประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน” นายไชยชนก กล่าว

สยามพิวรรธน์ตอกย้ำด้านความยั่งยืน ได้รับการรับรองเครื่องหมายฉลาก การชดเชยคาร์บอน 100% จาก TGO ครอบคลุม 5 ศูนย์การค้าทั้งหมดในเครือ

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจค้าปลีกชั้นนำของประเทศ ยังคงเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง พร้อมแสดงเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 

โดยล่าสุด ได้ขยายผลความสำเร็จในการได้รับประกาศนียบัตรรับรองเครื่องหมายการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset & Carbon Neutral) ในขอบเขตที่ 1 และ 2 สำหรับรอบปี 2567 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ซึ่งได้รับการรับรองมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมพื้นที่ 5 ศูนย์การค้า 2 ศูนย์ประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการในเครือ ได้แก่…

สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ ไอคอนสยาม ไอซีเอส พารากอน ฮอลล์ และไอคอนสยาม ฮอลล์ รวมถึงอาคารสำนักงานสยามพิวรรธน์ทาวเวอร์ ที่ล้วนเป็นพื้นที่ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างประสบการณ์ระดับโลกให้กับผู้มาเยือน ถือเป็นศูนย์การค้า ศูนย์การประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการแห่งแรกในประเทศไทย ที่ชดเชยคาร์บอน 100% จากการดำเนินธุรกิจ

พิธีมอบใบประกาศนียบัตรรับรองเครื่องหมายรับรองคาร์บอน สำหรับรอบปี 2567 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ณ ห้อง Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ถนนแจ้งวัฒนะ โดยนางสาวภัทรานันท์ ทองประพาฬ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมืองประธาน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีและมอบใบประกาศนียบัตรให้กับองค์กรทั่วประเทศที่ผ่านการรับรอง โดยมีนางสาวนรีรัตน์ สันธยาติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่มงานพัฒนาความยั่งยืนและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และตัวแทนจากกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์เข้าร่วมพิธีครั้งนี้

การขยายผลการชดเชยคาร์บอน 100% ในครั้งนี้ กลุ่มสยามพิวรรธน์ดำเนินการเพิ่มเติมในพื้นที่ของไอคอนสยาม ไอซีเอส และศูนย์การประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการ ไอคอนสยาม ฮอลล์ จึงทำให้ครอบคลุม 5 ศูนย์การค้า ศูนย์ประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการทั้งหมดในเครือ โดยการดำเนินการครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังระหว่างกลุ่มสยามพิวรรธน์กับบริษัท “อินโนพาวเวอร์” ซึ่งเป็นบริษัทนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่เกิดจากความร่วมมือของ 3 พันธมิตร ได้แก่… 

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) โดยสยามพิวรรธน์ได้ทำการชดเชยคาร์บอนจากการดำเนินงานของ 5 ศูนย์การค้า  ศูนย์ประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการทั้งหมดในเครือ ในขอบเขตที่ 1 และ 2 สำหรับรอบปี 2567 ด้วยคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ของบริษัท อินโนพาวเวอร์ จากโครงการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ซึ่งผ่านการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ผ่านโครงการ Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER)

ด้าน บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ในฐานะ Decarbonization Partner ได้ร่วมมือกับกลุ่มสยามพิวรรธน์ในการวางกลยุทธ์ลดคาร์บอนอย่างเป็นระบบ ผ่านการจัดหาคาร์บอนเครดิต โดยความร่วมมือครั้งนี้เป็นตัวอย่างของการนำ "การซื้อขายคาร์บอนเครดิต" มาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการคาร์บอนขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาร์บอนเครดิตที่อินโนพาวเวอร์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมและซื้อขาย มาจากโครงการพลังงานสะอาดภายในประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศ แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Social Co-Benefit) ในภาพรวม เช่น 

โครงการที่ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน หรือการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาดที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน ดังนั้นการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของสยามพิวรรธน์จึงเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

การได้รับการรับรองครั้งนี้ตอกย้ำความตั้งใจจริงของสยามพิวรรธน์ในการดำเนินธุรกิจเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่คำมั่นสัญญา แต่ได้ลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นผลสำเร็จที่จับต้องได้ สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวในการลดขยะฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) ภายในปี 2040 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการสร้างแรงบันดาลใจและพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีของประเทศอย่างยั่งยืน

นอร์เวย์คิดการใหญ่!! ตั้งกองทุน 100 ล้าน ดึงนักวิจัยตัวท็อป เข้ามาพัฒนาประเทศ หลังถูกสหรัฐฯ หั่นงบ ญี่ปุ่น-เวียดนาม ไม่น้อยหน้า เพิ่มสิทธิประโยชน์ ออกแพ็กเกจฉุกเฉิน-แก้กฎหมายสัญชาติ

(6 พ.ย. 68) นอร์เวย์เปิดโครงการใหม่เพื่อดึงดูดนักวิจัยระดับนานาชาติ ท่ามกลางแรงกดดันต่อเสรีภาพทางวิชาการในสหรัฐ โดยสภาวิจัยนอร์เวย์ประกาศตั้งกองทุน 100 ล้านโครน (ราว 330 ล้านบาท) เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับนักวิจัยจากต่างประเทศ ครอบคลุมสาขาสภาพภูมิอากาศ สุขภาพ พลังงาน และปัญญาประดิษฐ์ โครงการจะเดินหน้าหลายปี โดยกันงบไว้สำหรับปี 2026 พร้อมเปิดรับข้อเสนอภายในเดือนหน้าที่จะถึงนี้

ซิกรุน ออสลันด์ รัฐมนตรีด้านการวิจัยและอุดมศึกษา ระบุว่า “นอร์เวย์ต้องรุกในสถานการณ์ที่ท้าทายต่อเสรีภาพวิชาการ เราสามารถสร้างความแตกต่างให้แก่นักวิจัยชั้นเลิศและองค์ความรู้สำคัญได้ และต้องทำอย่างรวดเร็ว” สอดคล้องกับมุมมองของมารี ซุนด์ลี ท์เวต ผู้บริหารสภาวิจัย ซึ่งชี้ว่าแรงกดดันต่อเสรีภาพวิชาการและการตัดงบในสหรัฐทำให้มาตรการนี้ “ยิ่งมีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษ”

กระแสย้ายถิ่นของนักวิชาการไม่ได้จำกัดอยู่แค่นอร์เวย์ ยุโรปหลายประเทศเดินเกมคล้ายกัน ทั้งฝรั่งเศสที่เปิดรับ “ผู้ลี้ภัยทางวิชาการ” มหาวิทยาลัยในเบลเยียม-เนเธอร์แลนด์ เพิ่มตำแหน่งเฉพาะสำหรับนักวิจัยอเมริกัน ขณะที่ผลสำรวจของวารสาร Nature พบว่า นักวิจัยกว่า 75% กำลังพิจารณาโยกย้ายออกจากสหรัฐหลังเผชิญแรงกดดันเชิงนโยบายในมหาวิทยาลัย

เอเชียเองเร่งเครื่องเช่นกัน เมื่อญี่ปุ่นออกมาตรการฉุกเฉินวงเงินอย่างน้อย 100,000 ล้านเยน (ราว 22,000 ล้านบาท) เมื่อ 13 มิถุนายน 2025 เพื่อดูดนักวิจัยต่างชาติ โดยเน้น AI ควอนตัม และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมปฏิรูประบบค่าตอบแทนและโครงสร้างพื้นฐานวิจัย รวมถึงบริการภาษาและดูแลครอบครัวนักวิจัย ส่วนเวียดนามกำลังพิจารณาผ่อนกฎหมายสัญชาติ-วีซ่าและสิทธิประโยชน์ภาษี เพื่อดึงคนทักษะสูงกลับมาหนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทคในภูมิภาค ถือเป็นเกมเร่งพัฒนากำลังคนความรู้ขั้นสูงให้ทัดเทียมมหาอำนาจในยุคใหม่

“กรมทางหลวง” เดินหน้า!! รับฟังความเห็น โครงการมอเตอร์เวย์ “รังสิต-บางปะอิน” ก่อนเปิด PPP ปี 69 วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ชู M-Flow แก้รถติด เชื่อม “กทม.-เหนืออีสาน” สร้างประโยชน์เศรษฐกิจ 1.2 แสนล้านบาท

(6 พ.ย. 68) นายพงศกร จุลละโพธิ รองอธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชน (Market Sounding) สำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน โดยมีวงเงินค่าลงทุนโครงการรวม 30,080 ล้านบาท ภายใต้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP Gross Cost) การจัดประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสนใจและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกอัครราชทูต ผู้แทนบริษัทเอกชน หอการค้า สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการในสาขาที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังข้อมูลกว่า 150 คน เพื่อให้การรวบรวมความคิดเห็นครอบคลุมทุกมิติ และใช้ประกอบการจัดทำเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน (RFP) ก่อนออกประกาศเชิญชวนร่วมลงทุนโครงการอย่างเป็นทางการในปี 2569 ต่อไป

โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน เป็นโครงการสำคัญภายใต้แผนแม่บททางหลวงพิเศษระหว่างเมือง พ.ศ. 2560-2579 ซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงกรุงเทพมหานครกับจังหวัดปทุมธานีและพระนครศรีอยุธยา รวมถึงเป็นเส้นทางสายหลักสำหรับการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างภาคกลางสู่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โครงการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนพหลโยธินตอนบนและถนนวิภาวดีรังสิต ส่งเสริมให้การเดินทางและการขนส่งมีความคล่องตัว รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษของประเทศไทยให้มีความสมบูรณ์และเชื่อมโยงทุกภูมิภาคอย่างไร้รอยต่อ

โครงการนี้มีรูปแบบการร่วมลงทุนแบบ PPP Gross Cost โดยภาครัฐเป็นเจ้าของทรัพย์สินและรายได้ทั้งหมดจากค่าธรรมเนียมผ่านทาง ส่วนเอกชนจะได้รับค่าตอบแทนจากการให้บริการ (Availability Payment) ตามผลการดำเนินงานจริง โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการรวมไม่เกิน 34 ปี แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ:

* ระยะที่ 1 การออกแบบและก่อสร้างงานโยธา พร้อมติดตั้งงานระบบและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาไม่เกิน 4 ปี

* ระยะที่ 2 การดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) ระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี นับจากวันเปิดให้บริการ
ทั้งนี้ คาดว่าจะออกประกาศเชิญชวนในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 คัดเลือกเอกชนและลงนามสัญญาภายในปีเดียวกัน และเปิดให้บริการในปี 2574

โครงการจะนำระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (M-Flow) มาใช้ตลอดเส้นทาง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทางและลดความแออัดของการจราจรบนถนนพหลโยธินอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปิดให้บริการแล้ว จะยกระดับระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้เชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคได้อย่างสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ โครงการยังสร้างผลตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิกว่า 7,928 ล้านบาท และเกิดการขยายตัวของรายได้ในระบบทางเศรษฐกิจโดยรวมกว่า 120,000 ล้านบาท อันเป็นผลจากการลดต้นทุนด้านเวลาเดินทาง ค่าพลังงาน และต้นทุนโลจิสติกส์

โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 มีระยะทางรวมประมาณ 29 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร (ทิศทางละ 3 ช่องจราจร) แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงอนุสรณ์สถาน-รังสิต (7 กม.) ปัจจุบันดูแลโดยกรมทางหลวง และช่วงรังสิต-บางปะอิน (22 กม.) ซึ่งเอกชนจะเป็นผู้ดำเนินก่อสร้างงานโยธา โดยไปสิ้นสุดที่ทางแยกต่างระดับบางปะอิน ตลอดเส้นทางมีจุดขึ้น-ลงและตำแหน่งเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางรวม 7 แห่ง ประกอบด้วย รังสิต 1, รังสิต 2, คลองหลวง, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นวนคร, วไลยอลงกรณ์ และประตูน้ำพระอินทร์ พร้อมจุดพักรถ (Rest Stop) บริเวณตำแหน่งเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางรังสิต 1 ขาเข้า ซึ่งออกแบบให้มีพื้นที่จอดรถ ห้องน้ำ สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการแก่ผู้ใช้ทาง

การจัดสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้หน่วยงานและภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเข้ารับฟังข้อมูลโครงการอย่างครบถ้วน และแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้การจัดเตรียมเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชนมีความเหมาะสม รอบคอบ และโปร่งใส

จีนอัปเกรดพลัง AI เนรมิตหุ่นยนต์เชื่อมอัจฉริยะ เติมเต็มแรงงานขาดแคลน โรงงานทั่วประเทศก้าวสู่ยุค “AI+” ขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่

(7 พ.ย. 68) จีนเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างจริงจัง ล่าสุดโรงงานอัจฉริยะทางตะวันออกของประเทศผลิต “หุ่นยนต์เชื่อมอัจฉริยะ” ออกสู่ตลาดปีละกว่า 1,000 หน่วย เพื่อทดแทนแรงงานช่างเชื่อมที่ขาดแคลนทั่วประเทศกว่า 3.5 ล้านคน 

“หัวใจของเรา คือการผสานความแม่นยำของงานเชื่อมเข้ากับระบบอัตโนมัติในโรงงาน” หวัง เต๋อเจ้าหวี ซีอีโอ 3S Robotics กล่าว

ขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีจากปักกิ่งได้พัฒนาโมเดล AI สำหรับงานเชื่อม ที่ช่วยให้หุ่นยนต์ตัดสินใจและทำงานได้อย่างอัตโนมัติทั้งกระบวนการ ลดเวลาพัฒนาได้กว่า 60% “หุ่นยนต์ของเราสามารถคิดและตัดสินใจได้เหมือนช่างเชื่อมมืออาชีพ” หาน เถิงเยว่ จากบริษัท Botsing Technology กล่าว ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “AI+ อุตสาหกรรม” ที่จีนตั้งเป้าสร้างระบบการผลิตยุคใหม่ภายใน 5 ปี

จีนยังคงเป็นประเทศผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องมา 15 ปี และมีการใช้หุ่นยนต์ในโรงงานมากที่สุดในโลก โดยมีหุ่นยนต์เฉลี่ย 470 ตัวต่อแรงงาน 10,000 คน ปัจจุบันจีนมีโรงงานอัจฉริยะกว่า 35,000 แห่ง และโรงงานระดับก้าวหน้ากว่า 230 แห่ง ซึ่งช่วยให้การวิจัยและพัฒนาเร็วขึ้น 28% เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกว่า 22% และลดการปล่อยคาร์บอนถึง 20% “โรงงานเหล่านี้กำลังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของยุค AI+ อย่างแท้จริง” จง ซินหลง นักวิจัยจาก CCID Consulting กล่าว

ในภาคยานยนต์ บริษัทจากเซินเจิ้นได้พัฒนาเครื่องตรวจสอบคุณภาพด้วย AI ที่ใช้ดีปเลิร์นนิงและโมเดลขนาดใหญ่ สามารถตรวจหาข้อบกพร่องได้กว่า 70 ประเภทในครั้งเดียว เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบกว่า 85% 

“เราทำงานร่วมกับผู้ผลิตกว่า 300 ราย และตั้งเป้าช่วยเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะอีกกว่า 1,000 แห่ง” เจีย เจียหย่า ผู้ก่อตั้ง SmartMore กล่าว 

ส่วนบริษัท Envision Energy ผู้ผลิตกังหันลมรายใหญ่ก็เผยว่า ระบบ AI ของตนช่วยคาดการณ์สภาพอากาศระดับจุดได้แม่นยำในรัศมีไม่ถึง 20 เมตร เพิ่มรายได้กว่า 21% และ “คาดการณ์การขัดข้องล่วงหน้าได้ถึงสองเดือน” หวง หู รองประธานบริษัท ระบุ

รัฐบาลจีนยังเดินหน้าผลักดันนโยบาย “AI Plus” ซึ่งกำหนดแผนบูรณาการ AI กับเศรษฐกิจจริง ตั้งเป้าให้นวัตกรรมอย่างอุปกรณ์อัจฉริยะและระบบผู้ช่วย AI มีการใช้งานมากกว่า 70% ภายในปี 2027 ครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบ ผลิต ทดสอบ ไปจนถึงบริการและบริหารจัดการ

ด้านจง ซินหลง นักยุทธศาสตร์ด้าน AI วิเคราะห์ว่า สหรัฐเน้น “ทุ่มเทกำลังคอมพิวเตอร์” เพื่อรักษาความเป็นผู้นำเทคโนโลยี ขณะที่จีนเลือกแนวทาง “เน้นการใช้งานจริง” โดยอาศัยข้อได้เปรียบจากระบบอุตสาหกรรมครบวงจร ตลาดภายในขนาดใหญ่ และยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งพัฒนา “ผลิตภาพคุณภาพใหม่” 

“แนวทางของจีนสะท้อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่งคั่งร่วมกันในระยะยาว” จง ซินหลง กล่าวปิดท้าย

พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เผยไตรมาส 2/68 ตลาดแรงงานไทยเสถียร การจ้างงานอยู่ในระดับสูง อัตราว่างงานต่ำ เดินหน้าพัฒนาทักษะ-คุ้มครองสิทธิแรงงานต่อเนื่อง

(7 พ.ย. 68) พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจแรงงานไตรมาส 2/2568 ซึ่งจัดทำโดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน พบว่าตลาดแรงงานไทยยังคงมีความมั่นคง โดยสะท้อนจากอัตราการมีงานทำที่อยู่ในระดับสูง และอัตราการว่างงานที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความต่อเนื่องของการจ้างงาน  

สำหรับข้อมูลด้านกำลังแรงงานในไตรมาส 2/2568 พบว่า ประเทศไทยมีประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15 ปีขึ้นไป) จำนวน 59.43 ล้านคน โดยอยู่ในกำลังแรงงาน 40.11 ล้านคน และเป็นผู้มีงานทำ 39.51 ล้านคน ส่งผลให้อัตราการมีงานทำต่อประชากรอยู่ที่ร้อยละ 66.5 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 0.9 ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค 

ในส่วนของสถานการณ์การจ้างงานในระบบประกันสังคม ไตรมาส 2/2568 หรือ ผู้ประกันตนมาตรา 33 มีจำนวน 12,159,025 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 0.52 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.12 จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าการจ้างงานในระบบยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ด้านการว่างงานในระบบประกันสังคมมีจำนวน 241,809 คน ลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมาร้อยละ -3.98 โดยในจำนวนนี้มีผู้ถูกเลิกจ้าง จำนวน 41,973 คน โดยอัตราการว่างงาน (ในระบบ) อยู่ที่ร้อยละ 1.95 และอัตราการเลิกจ้างอยู่ที่ร้อยละ 0.34  

ขณะที่ข้อมูลแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานทั่วราชอาณาจักร ณ เดือนกันยายน 2568 มีจำนวน 4,005,283 คน แม้จะลดลงเล็กน้อยจากช่วงก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 19.42 โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ได้รับอนุญาตทำงานชั่วคราวตามมาตรา 63/2 ซึ่งอยู่ในระบบและผ่านการตรวจสอบอย่างถูกต้อง  

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานยืนยันว่าตลาดแรงงานไทยยังคงมีเสถียรภาพ โดยภาพรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ยังคงดี และกระทรวงแรงงาน จะเดินหน้าดำเนินมาตรการส่งเสริม การมีงานทำ การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน การดูแลแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย และการคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับแรงงานไทยและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม  


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top