Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

9–20 ธ.ค. นี้ รวมพลนักกีฬาทั่วอาเซียน ยกขบวนลุ้นเหรียญที่ราชมังฯ–ชลบุรี–สงขลา พิธีเปิดและปิดจะจัดที่ราชมังคลากีฬาสถาน พร้อมสิงคโปร์ส่งนักกีฬามากสุด 930 คน

(10 พ.ย. 68) SEA Games 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา โดยพิธีเปิดและปิดจะจัดที่ราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านความมั่นคง

งานออกแบบอัตลักษณ์ในปีนี้ ได้รับหน้าที่โดย TNOP Design ที่ออกแบบโลโก้และมาสคอต สื่อถึงการก้าวไปข้างหน้าของภูมิภาคอาเซียน ด้วยมอตโต้ "Ever Forward" ตามที่ The Beat Asia ระบุ

สิงคโปร์ส่งนักกีฬาจำนวน 930 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติสำหรับการแข่งขันครั้งนี้ พร้อมตั้ง ลอว์เรนซ์ เลียว เป็นหัวหน้าคณะนักกีฬาและเน้นกรีฑาเป็นไฮไลต์สำคัญ

ไทยผลักดันแนวคิด "Green SEA Games" ลดคาร์บอนและใช้พลังงานสะอาดควบคู่มาตรการความปลอดภัยเข้มข้น ถือเป็นมาตรฐานใหม่ของซีเกมส์ยุคหลังโควิด นอกจากนี้การแข่งขันจะกระจายสนามในสามจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างบรรยากาศที่เข้มข้นให้แฟนกีฬาเข้าถึงง่าย

ที่มา : https://mothership.sg/2025/11/sea-games-team-sg/?utm_source
https://www.lifestyleasia.com/bk/whats-on/events-whats-on/sea-games-thailand-2025-dates-schedule-and-details/?utm_source
https://sportingbites.com/sports-news/sea-games-2025-dates-host-participating-schedule-game-list/?utm_source

บทเรียนจากเคส “หมอนทองวิทยา” หยุดวงจร “อัดฉีดตอนดัง” เปลี่ยนกระแสนิยม “วันเดียว” ให้กลายเป็นทุนสนับสนุนระยะยาว

ต้นพฤศจิกายน 2568 “หมอนทองวิทยา” จากบางน้ำเปรี้ยว กลายเป็นทีมม้ามืดในฟุตบอลนักเรียน 7 คน 7HD 2025 กระแส “รถขนฝัน” ทำให้คนดังและแบรนด์แห่อัดฉีด ตั้งแต่เงินสดรวมก่อนนัดชิงราว 1.79 ล้านบาท ไปจนถึงการสนับสนุน รถบัสไฟฟ้า (EV) มูลค่า 4.5 ล้านบาทให้โรงเรียนโดยตรง กรณีนี้สะท้อนพฤติกรรมสังคมไทยที่คุ้นเคย: “อัดฉีดตอนดังแล้ว” แล้วเงียบหายเมื่อกระแสจาง บทความนี้ชวนมองให้ลึกว่าเหตุใดจึงเกิดซ้ำ และจะแปลงกระแสวันเดียว ให้เป็นเงินทุนระยะยาวได้อย่างไร
ทำไม “อัดฉี.ดตอนดัง” ถึงเกิดซ้ำ?

• ROI สื่อสูงสุดตอนพีค: ช่วงที่ทั้งประเทศจับตา ทุกบาทที่สนับสนุน = ข่าวฟรี ภาพลักษณ์ไว จ่ายปลายทางให้ผลทันทีมากกว่าลงทุนเงียบ ๆ ตอนยังไม่เป็นข่าว
• วัฒนธรรมอุปถัมภ์ + รางวัลความสำเร็จ: สังคมคุ้นกับ “โบนัสหลังชนะ/หลังดัง” มากกว่าทุนระยะยาวก่อนสำเร็จ จึงเห็นเงินไปกองช่วงปลาย
• ลดความเสี่ยง (Herding/Social Proof): ผู้สนับสนุนรอสัญญาณว่า “ปังจริง” แล้วค่อยขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย
• ข้อจำกัดโครงสร้างงบประมาณ/ระเบียบ: เงิน “พัฒนา” ต้องทำแผน-ติดตามยาว แต่เงิน “ขวัญกำลังใจ” หลังจบเกมทำง่ายและได้ข่าวเร็ว
• พฤติกรรมแพลตฟอร์ม: โอน/ทิป/บูสต์ได้ทันที แชร์ได้ทันที ทำให้ยอดพุ่งในวันเดียวเป็นเรื่องปกติ

แล้วทำไมเราไม่ทำให้ “ปกติ ไม่อิงกระแส” สักที?
• ขาดกลไกกลางที่ทำให้ทุนรายเดือน/หลายปี “โปร่งใส-ติดตามง่าย-ผู้ให้ได้เครดิตจริง”
• KPI พัฒนาการกระจัดกระจาย ทีมเล็กไม่มีระบบรายงานผลที่อ่านง่ายสำหรับผู้สนับสนุน
• งบ CSR/สปอนเซอร์มักเป็นปีต่อปี จังหวะลงทุน “ก่อนดัง” จึงยาก
• ยังไม่มีตลาดจับคู่ (matching marketplace) ระหว่าง “ผู้ให้ระยะยาว ↔ โครงการเยาวชน” อย่างเป็นระบบ

จากโบนัสวูบเดียว → ทุนถาวร: พิมพ์เขียว 6 ข้อ
1. แยก “กำลังใจ” ออกจาก “งบพัฒนา”: บัญชีคู่—โบนัสวันพีคไม่ปนงบโค้ช/โภชนาการ/อุปกรณ์/สเก๊าต์
2. สูตร 50/30/20 สำหรับเงินก้อนช่วงกระแส: 50% โครงสร้างพื้นฐาน, 30% โค้ชและวิทยาศาสตร์การกีฬา, 20% สวัสดิการการเรียน-เดินทาง (ล็อกใช้ 24–36 เดือน)
3. Matching Fund รายเดือน: แฟนคลับ/ศิษย์เก่าสมทบ 99–199 บาท/เดือน คู่กับ อปท./เอกชนแมตช์ 1:1 ให้ตรา “ผู้สนับสนุนระยะยาว” เด่นกว่าป้ายวันพีค
4. Pledge ล่วงหน้าแบบมีเงื่อนไข: จองการสนับสนุนตั้งแต่พรีซีซัน (เช่น เข้ารอบ 8 ทีม → จ่ายเพิ่ม X) แต่เงินตั้งสำรองในกองกลางแล้ว เพื่อให้ทีมวางแผนได้จริง
5. แดชบอร์ด KPI รายไตรมาส: ชั่วโมงซ้อม/อัตราเข้าเรียน/ผลการแข่งขัน/สุขภาพนักกีฬา/งบที่ใช้ รวมถึง “ทุนทักษะชีวิต”
6. เกียรติยศคนที่ “ให้ก่อนดัง”: Hall of Early Backers ปีละครั้ง พลิกค่านิยมสื่อให้คนให้ล่วงหน้ามีพื้นที่มากกว่า

เคสหมอนทองฯ: กระแสมีพลัง—ถ้าจัดโครงสร้างถูก
• สรุปยอดอัดฉีดก่อนนัดชิงรวมประมาณ 1.79 ล้านบาท (สื่อกระแสหลักหลายเจ้ายืนยัน)
• บริษัทเอกชนด้านขนส่งสาธารณะมอบ “รถบัสไฟฟ้า (EV)” มูลค่า 4.5 ล้านบาท ให้โรงเรียน เพื่อใช้เป็น “ห้องเรียนเคลื่อนที่” และการเดินทางแข่งขัน
• เคสการอัดฉีดจากคนดัง/ผู้มีชื่อเสียง เช่น กลุ่มดาราฉะเชิงเทรารวม 350,000 บาท, ผู้ประกอบการ/อินฟลูเอนเซอร์บางราย 100,000 บาท พร้อมคำมั่นสร้างสนามหากได้แชมป์ ฯลฯ
ใจความสำคัญ: กระแส “วันเดียว” ดึงทรัพยากรขนาดใหญ่เข้ามาได้จริง แต่ถ้าไม่มี “เขื่อน” (กติกา/กองทุน) กระแสก็ระเหย—แปลงเป็น “อ่างเก็บน้ำทุนระยะยาว” ได้ด้วยโครงสร้างที่ชัด โปร่งใส และให้เครดิตคนที่สนับสนุนตั้งแต่ก่อนดัง

แนวทางปฏิบัติสำหรับทีม/โรงเรียนที่อยากยั่งยืน
• ตั้ง “กองทุนพัฒนา 3 ปี” พร้อมธรรมนูญการใช้เงิน ผู้รับผิดชอบ และรอบรายงาน
• เปิดระดมทุนรายเดือน (QR/เดบิต) เชื่อมแดชบอร์ด KPI สาธารณะ
• ทำ MOU Matching กับภาคเอกชน/ท้องถิ่น รายปี
• ตั้งคณะกรรมการอิสระกำกับดูแล (ครู–ผู้ปกครอง–ศิษย์เก่า–เอกชน) เผยรายงานทุกไตรมาส
• จัด Open Training Day รายเดือน เปลี่ยนผู้บริจาคให้เป็นแผนระยะยาว
.
อ้างอิง (คัดสรร)
• เดลินิวส์. (8 พ.ย. 2568). ปาฏิหาริย์รถขนฝัน! สรุปยอดเงินอัดฉีดทะลุ 1.7 ล้านบาท ก่อน “หมอนทองวิทยา” ชิงแชมป์ https://www.dailynews.co.th/news/5280619/
• สยามสปอร์ต. (8 พ.ย. 2568). TSB มอบรถบัสไฟฟ้า 4.5 ล้าน สนับสนุนหมอนทองวิทยา ก่อนลุยชิงแชมป์กีฬา 7 สี 2025 https://www.siamsport.co.th/football-thailand/th-other/93875/
• เดลินิวส์. (8 พ.ย. 2568). TSB นัดมอบ 11 พ.ย.นี้ ‘รถบัสไฟฟ้า’ 4.5 ล้าน สานฝันให้ ‘หมอนทองวิทยา’ https://www.dailynews.co.th/news/5283833/
• มติชนออนไลน์. (7 พ.ย. 2568). เปิดยอดเงินอัดฉีด แข้งหมอนทองวิทยา ถ้าคว้าแชมป์ได้โกยอีกเพียบ. https://www.matichon.co.th/sport/news_5445580
• ไทยรัฐออนไลน์. (9 พ.ย. 2568). ยินดีด้วย เปิดเงินอัดฉีด “หมอนทองวิทยา” ล่าสุด หลังคว้ารองแชมป์ฟุตบอล 7 สี https://www.thairath.co.th/sport/thaifootball/2894040
• ไทยรัฐออนไลน์. (8 พ.ย. 2568). เปิดยอดเงิน อั้ม พัชราภา แท็กทีมเพื่อนอัดฉีดให้ทีมฟุตบอล รร.หมอนทองวิทยา https://www.thairath.co.th/entertain/news/2894221

ถล่มฟิลิปปินส์ ดับแล้ว 2 ศพ เร่งอพยพประชาชนกว่า 1.1 ล้านคน จาก 12 ภูมิภาคทั่วประเทศ หลังเผชิญฝนตกหนัก น้ำท่วม และดินถล่ม

(10 พ.ย. 68) ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ฟงวอง” เคลื่อนตัวเข้าประชิดฟิลิปปินส์ โดยอยู่ห่างจากจังหวัดคาตันดัวเนสไปทางตะวันออกเพียง 125 กิโลเมตร มีกำลังลมแรงสูงสุด 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกสูงถึง 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นับเป็นพายุหมุนเขตร้อนลูกที่ 21 ที่พัดถล่มฟิลิปปินส์ในปี 2025 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยประจำปีที่ประมาณ 20 ลูก

สำหรับ ฟิลิปปินส์กำลังเผชิญซูเปอร์ไต้ฝุ่นระดับ 5 ที่รุนแรงที่สุดของปี ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ราย พร้อมอพยพประชาชนกว่า 1.1 ล้านคนใน 12 ภูมิภาค เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากลมแรง ฝนหนัก น้ำท่วม และดินถล่ม

ขณะที่ศูนย์กลางพายุเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยยังคงมีกำลังลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางที่ 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชก 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะนี้พายุอยู่ห่างจากจังหวัดกามารีเนส นอร์เตทางเหนือราว 110 กิโลเมตร ส่งผลให้หลายพื้นที่ในคาตันดัวเนสและซามาร์ได้รับความเสียหายหนัก ทั้งจากบ้านเรือนพังถล่มและน้ำท่วม

ด้าน เบอร์นาร์โด ราฟาเอลิโต อาเลฮานโด ผู้ช่วยเลขานุการและรองผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (OCD) ระบุว่า “ทางการกำลังเร่งตรวจสอบความสูญเสียและประเมินความเสียหายอย่างต่อเนื่อง” โดยในจังหวัดซามาร์มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุบ้านถล่ม

ทั้งนี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์ยังคงเตือนประชาชนให้อยู่ในอาคารที่แข็งแรงและหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและดินถล่ม พายุฟงหว่องซึ่งเป็นพายุลูกที่ 21 ของปี สะท้อนให้เห็นถึงฤดูกาลพายุที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงมากขึ้น

 


 

นักวิทยาศาสตร์รัสเซียค้นพบ Rhodelphis edaphicus สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่จากดินคาซัคสถาน อาจกลายเป็นต้นแบบเทคโนโลยีชีวภาพ ควบคุมเชื้อโรคในดิน ลดการพึ่งพาสารเคมีทางการเกษตร

(10 พ.ย. 68) ทีมวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัฐตูเมนของรัสเซียประกาศการค้นพบ Rhodelphis edaphicus โปรติสต์นักล่าชนิดใหม่ในดินแปลงปลูกมันฝรั่งที่คาซัคสถาน ซึ่งเป็นการค้นพบครั้งแรกของนักล่าจุลชีพในกลุ่มนี้ที่ไม่ได้อยู่น้ำทะเลหรือน้ำจืด

อาร์เทม เบลยาเยฟ นักวิจัยห้องปฏิบัติการ AquaBioSafe ที่มหาวิทยาลัยรัฐตูเมน กล่าวว่า "เราได้ค้นพบและบรรยายโปรติสต์นักล่าชนิดแรกที่อาศัยในดิน ไม่ใช่ในน้ำ และตั้งชื่อว่า Rhodelphis edaphicus มันรวดเร็วในการกินสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวอื่น ๆ" โปรติสต์นี้ไม่เป็นเชื้อก่อโรคและพบในความเข้มข้นต่ำ ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลชุมชนจุลชีพในดิน

การค้นพบนี้เปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับ Rhodelphids ซึ่งเดิมพบเฉพาะในระบบน้ำทะเลและน้ำจืด โดยพบว่าโปรติสต์นักล่าชนิดนี้ช่วยควบคุมเชื้อโรคในดิน หมุนเวียนธาตุอาหาร และอาจพัฒนาเป็นเทคโนโลยีชีวภาพลดการพึ่งพาสารเคมีในเกษตรกรรม

งานวิจัยใช้วิธีสหวิธี เช่น การเพาะเลี้ยง การส่องกล้องจุลทรรศน์ และเทคนิค 18S rRNA metabarcoding เพื่อตรวจสอบลักษณะและยืนยันชนิดพันธุ์ของ Rhodelphis edaphicus ทีมงานวางแผนทดลองประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อโรคในไร่นาต่อไป พร้อมพัฒนาวิธีใช้ในภาคเกษตรให้ปลอดภัยและได้ผลซ้ำ ๆ

 

ชวนรู้จัก “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้พิทักษ์ “พันธุ์พืช-สัตว์ป่า” ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อส่งต่อเป็นมรดกล้ำค่าให้ลูกหลานไทย

ผืนป่าไทยคือทรัพยรสำคัญยิ่งของชาติ เป็นต้นน้ำหล่อเลี้ยงชุมชน เมือง และเกษตรกรรม ทำหน้าที่เสมือนกำแพงธรรมชาติ ช่วยชะลอและลดความรุนแรงของภัยแล้ง น้ำท่วม และดินถล่ม ป่าใหญ่ยังเป็นคลังดูดซับคาร์บอนและปรับสมดุลภูมิอากาศ อีกทั้งเป็นบ้านของสัตว์ป่านานาพันธุ์ เมื่อผืนป่าอุดมสมบูรณ์ แข็งแรง สัตว์ป่าก็อยู่ได้ ระบบนิเวศของประเทศจึงเดินหน้าด้วยความเสถียรและยั่งยืน

ความสำคัญของผืนป่านี้ ยังคงดังก้องในหัวใจของ “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้ที่มีภาพของนักบริหารเชิงอนุรักษ์ที่ชัดเจนขึ้นทุกปี

เมื่อพูดถึง “อรรถพล เจริญชันษา” ก็จะต้องนึกถึงภาพของนักอนุรักษ์ที่เติบโตมาจากรากฐานวิชาวนศาสตร์อย่างมั่นคง ก่อนไต่ระดับงานอนุรักษ์ในภาคสนามสู่การบริหารเชิงนโยบาย เขาสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากคณะวนศาสตร์ (รุ่น 49) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ พร้อมผ่านหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.1) ก่อนเริ่มงานในสายป่าไม้ตั้งแต่นักวิชาการป่าไม้ชำนาญพิเศษ งานป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า จนเป็นผู้อำนวยการหลายสำนัก 

“อรรถพล” ก้าวสู่ตำแหน่งรองอธิบดีกรมป่าไม้ ก่อนจะได้เป็นอธิบดีกรมป่าไม้ ในพ.ศ. 2561–2563 จากนั้นก็ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมควบคุมมลพิษในปี พ.ศ. 2564 ก่อนจะไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในปี พ.ศ. 2565 และเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อย่างเป็นทางการในปี 2566 ซึ่งเป็นหมุดหมายที่ยืนยันทั้งประสบการณ์และความมุ่งมั่นของเขาในงานพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ

บนเส้นทางการทำงานในสายนี้ เขาเป็นที่รู้จักจากบทบาท “ลุยจริง” ที่ต่อต้านขบวนการบุกรุกทำลายป่า ตั้งแต่สมัยกรมป่าไม้ที่เดินหน้าปราบปรามการบุกรุกพื้นที่อย่างเป็นระบบ และกรณีตรวจสอบบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก.ในราชบุรี ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมอย่างมาก กระทั่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้อย่างจริงจัง 

ชื่อของ “อรรถพล” จึงถูกจดจำในฐานะข้าราชการที่เดินหน้าชน เพื่อให้กฎหมายคุ้มครองผืนป่าเกิดผลในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงบนกระดาษ

หากพูดถึงผลงานภายในปี 2568 ของ “อรรถพล” ก็มีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่อเริ่มปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567-ก.ย. 2568) เป็นต้นมา กรมอุทยานฯ ภายใต้การนำของเขา ได้ขับเคลื่อนทั้ง “อนุรักษ์” และ “บริการประชาชน” ไปพร้อมกัน 

ด้านหนึ่งได้เข้ามาจัดระเบียบและบริหารการท่องเที่ยวอุทยานฯ ให้มีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิด “รวดเร็ว-โปร่งใส-ประทับใจประชาชน” ด้วยการยกเครื่องประสบการณ์ท่องอุทยานสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ผ่านโครงการ E-National Park และ “E-Ticket” แทนการฉีกตั๋ว รับเงินสด เพื่ออุดช่องทุจริต เพิ่มความโปร่งใส ความเร็ว และตรวจสอบได้จริง

อีกด้านหนึ่งก็เดินหน้ายกระดับการจัดการอุทยานฯ ให้รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การผลักดันแนวคิด Zero Food Waste ในอุทยานทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนได้สัมผัสและเรียนรู้คุณค่าของป่าอนุรักษ์ผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เห็นได้จากรายได้ค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่และที่พักปี 2568 รวมกว่า 2.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน สะท้อนว่าคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเลือก “เยือนธรรมชาติ” มากขึ้น 

ในมิติ “พิทักษ์ป่า พิทักษ์ชีวิต” ก็ถูกยกระดับด้วยเช่นกัน กรมอุทยานฯ มีการนำเทคโนโลยีการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ตรวจจับพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกแบบ Real time แจ้งเตือนผ่านพัฒนาระบบ iForMS เพื่อประมวลผลภาพการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้โดยอัตโนมัติ ลาดตระเวนเชิงคุณภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 19 กลุ่มป่า รวมระยะทางประมาณ 3 ล้านกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 58 ล้านไร่ เพื่อหยุดยั้งการตัดไม้ ล่าสัตว์ป่า และบุกรุกพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดการเชื้อเพลิง ตั้งจุดเฝ้าระวังป้องกันไฟป่า ส่งผลให้ Hotspot ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 43.51

ในเรื่องของ “คน–ช้าง–ป่า” ซึ่งถือเป็นสมการหินของประเทศ กรมอุทยานฯ พยายามหาแนวทางที่สามารถทำให้คนและช้างอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย โดยออกมาตรการเพิ่มพื้นที่ป่า เติมแหล่งอาหาร ​แหล่งน้ำ เพื่อดึงให้ช้างอยู่ในป่า และบูรณาการเครือข่ายชาวบ้านร่วมติดตามและผลักดันช้างให้กลับป่า

รวมทั้งการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาทดสอบเพื่อสนับสนุนการผลักดันช้างป่าโดยการใช้เสียง เช่น เสียงเสือ เสียงผึ้งบิน และเสียงที่ใช้ควบคุมฝูงชน (Warning Sound) รวมถึงการบรรเทาช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่าด้วย

นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ ยังร่วมมือกับภาคเอกชนในเรื่องอาหารเพื่อสัตว์ป่า โดยได้รับการสนับสนุนมอบอาหารส่วนเกินจากการจำหน่ายแต่ยังสามารถรับประทานได้จากห้าง Makro และ Lotus’s แก่หน่วยงานของกรมอุทยานฯ ที่อยู่ในการดูแลของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า 22 สถานี และ ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า 4 ศูนย์ ทั่วประเทศ ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ระหว่างปี พ.ศ. 2567-2568 มีหน่วยงานเข้ารับอาหารส่วนเกินเพื่อนำไปให้สัตว์ป่า จำนวน 16 แห่ง เฉลี่ยเดือนละ 60 ตัน รวมอาหารที่รับมาแล้วมากกว่า 1,000 ตัน

นี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งจากความพยายามของ “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชคนปัจจุบัน ที่ทำงานพิทักษ์ป่าด้วยความรัก ดูแลผืนป่าและสัตว์ป่าของไทยให้อุดมสมบูรณ์ เพื่อ “ส่งต่อ” ผืนป่าที่แข็งแรงไปสู่ลูกหลานไทย

ยันเลือดรวมไทยสร้างชาติ 100% ย้ำไม่ย้ายพรรคแน่นอน เชื่อมั่น ‘พีระพันธุ์’ ได้ใจคนรุ่นใหม่ พร้อม ‘ไปต่อ’ กับพรรครวมไทยสร้างชาติเพื่อพี่น้องชาวพัทลุง

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง เขต 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ ปฏิเสธกระแสข่าวเกี่ยวกับการย้ายพรรค โดยยืนยันว่า ตนและคุณพ่อ (นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร) ยังคงอยู่ในคณะทำงานของพรรครวมไทยสร้างชาติ และพร้อมที่จะทำงานตามอุดมการณ์ของพรรคเช่นเดิม ด้วยความเชื่อมั่นในตัวของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค  ซึ่งเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์สุจริต และได้รับการยอมรับจากคนรุ่นใหม่ในจังหวัดพัทลุงและทั่วประเทศ

"สบายใจได้เลยครับ ผมเลือดรวมไทยสร้างชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ในวันนี้คุณพ่อของผมดำรงตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรค ส่วนตัวผมเองได้รับโอกาสให้เป็นรองเลขาธิการพรรค  ขอให้ความมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า ในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในอีกหนึ่งถึงสองเดือนข้างหน้านี้ เรายืนเคียงข้างพรรครวมไทยสร้างชาติแน่นอน วันนี้ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่ ซึ่งทุกคนให้การตอบรับที่ผมจะเดินหน้าทำงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป” นายนิติศักดิ์ กล่าว

นายนิติศักดิ์ยังเปิดเผยถึงกรณีการเข้าร่วมต้อนรับคณะรองนายกรัฐมนตรี ตรวจราชการเพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดพัทลุง และรับฟังปัญหาและข้อเสนอจากผู้นำท้องถิ่นและเกษตรกรใน 11 อำเภอว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้เป็นไปในบทบาทหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่  ซึ่งมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในจังหวัดพัทลุงเท่านั้น

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ยืนยัน “น้ำนมดิบไทย” ปลอดภัยทุกหยด สะอาด-มีคุณค่าทางโภชนาการ รับรองมาตรฐานการผลิตทุกขั้นตอน

(10 พ.ย. 68) นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยถึงกระแสข่าวเรื่องน้ำนมโคที่มีการผสมสารอื่น ๆ ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภค ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า “น้ำนมดิบ” ที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากกรมปศุสัตว์ปลอดภัยตามมาตรฐานสากลทุกขั้นตอน โดยกรมปศุสัตว์ร่วมมือกับสหกรณ์ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบและภาคเอกชน ดูแลคุณภาพน้ำนมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ดื่มนมสดแท้ สะอาด และมีคุณค่าทางโภชนาการ

กรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมและตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบในทุกระดับ เริ่มจากการดูแลสุขภาพและการเลี้ยงโคนมในฟาร์ม โดยเกษตรกรได้รับคำแนะนำและบริการวัคซีนป้องกันโรคระบาดประจำปี รวมทั้งพัฒนาโคนมพันธุ์ “ทรอปิคอลโฮลสไตล์” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของไทยที่ทนต่อสภาพอากาศร้อนและแมลง แม่โคให้น้ำนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์และผลิตอาหารโคนมคุณภาพดีในประเทศ

ก่อนรีดนมทุกครั้ง ได้แนะนำให้เกษตรกรตรวจสุขภาพแม่โคเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากเต้านมอักเสบ เมื่อน้ำนมดิบถูกส่งไปยังศูนย์รวบรวม จะมีการตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียด ทั้งการปนเปื้อนของยา สารเคมี เชื้อโรค และค่ามาตรฐานทางกายภาพ ก่อนส่งต่อไปยังโรงงานแปรรูป ซึ่งทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้ระบบรับรองมาตรฐานของกรมปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวย้ำว่า กรมปศุสัตว์มีหน้าที่กำกับ ดูแล และส่งเสริมให้เกษตรกรโคนมทั่วประเทศผลิตน้ำนมที่มีมาตรฐานและปลอดภัย โดยเป็นไปตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์นมคุณภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

“น้ำนมโคทุกหยดจากฟาร์มเกษตรกรไทยสะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพสูง” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวย้ำ

 

หางโจว เมืองเศรษฐกิจมหัศจรรย์ บ้านเกิด Alibaba อดีตเมืองหลวงยุคราชวงศ์ซ่งใต้ บ้านเกิดก๊วยเจ๋ง นิยายอมตะมังกรหยก

ปัจจัยที่ทำให้หางโจวเติบโตเป็นเมืองเทคโนโลยีและรายได้สูง

1. ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและทำเลที่ตั้ง

· ทำเลเชิงกลยุทธ์: ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี (Yangtze River Delta) ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน
· ใกล้เซี่ยงไฮ้: ห่างจากเซี่ยงไฮ้เพียง 180 กม. ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการลงทุน
· โครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม: มีระบบรถไฟความเร็วสูง ท่าอากาศยานนานาชาติ และทางหลวงที่ทันสมัย

2. การกำเนิดของ Alibaba และระบบนิเวศดิจิทัล

· Alibaba Group ก่อตั้งปี 1999: โดย Jack Ma ในหางโจว
· สร้างระบบนิเวศดิจิทัลสมบูรณ์:
  · E-commerce (Taobao, Tmall)
  · การเงินดิจิทัล (Ant Group)
  · Cloud computing (Alibaba Cloud)
· ดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ: เกิด cluster เทคโนโลยีดิจิทัล

3. นโยบายการสนับสนุนจากรัฐบาล

· "เมืองอินเทอร์เน็ตแห่งแรกของจีน": นโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
· เขตพัฒนาพิเศษ: เช่น Hangzhou High-tech Industrial Development Zone
· การสนับสนุนสตาร์ทอัพ: เงินอุดหนุน อัตราภาษีพิเศษ ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีความสามารถ

4. ระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์

· มหาวิทยาลัยและวิจัย:
  · มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) มหาวิทยาลัยระดับท็อปของจีน
  · สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งชาติ
· แหล่งเงินทุน: Venture capital, Angel investors
· บุคลากรคุณภาพสูง: ดึงดูดผู้มีความสามารถจากทั่วประเทศ

5. การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย

· เศรษฐกิจดิจิทัล: E-commerce, FinTech, Cloud computing
· อุตสาหกรรมสร้างสรรค์: การออกแบบ, แอนิเมชัน, เกม
· ชีวเวชศาสตร์และสุขภาพ
· การท่องเที่ยวอัจฉริยะ: ใช้เทคโนโลยีพัฒนาการท่องเที่ยว

6. เหตุการณ์สำคัญที่ส่งเสริมการพัฒนา

· การเป็นเจ้าภาพ G20 Summit 2016: ทำให้หางโจวเป็นที่รู้จักในระดับโลก
· Asian Games 2022: ส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
· การพัฒนาระบบ "City Brain": ระบบจัดการเมืองอัจฉริยะโดย Alibaba Cloud

7. คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม

· เมืองแห่งทะเลสาบและภูเขา: ทะเลสาบซีหู (West Lake) สร้างสภาพแวดล้อมน่าอยู่
· การพัฒนาอย่างยั่งยืน: เน้น綠色發展 (การพัฒนาสีเขียว)
· วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์: เป็นเมืองหลวงโบราณของราชวงศ์ซ่ง

8. ข้อมูลผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ
.
· GDP per capita: สูงกว่าเฉลี่ยระดับประเทศ
· การเติบโตของ GDP: สูงกว่าค่าเฉลี่ยของจีนอย่างต่อเนื่อง
· จำนวนบริษัทเทคโนโลยี: กว่า 30% ของบริษัท Unicorn ของจีนตั้งอยู่ในหางโจว

สรุป

หางโจวประสบความสำเร็จจากการผสมผสานระหว่าง ปัจจัยภายใน (การเกิด Alibaba, มหาวิทยาลัยชั้นนำ) และ ปัจจัยภายนอก (นโยบายรัฐบาล, ทำเลที่ตั้ง) รวมถึง การวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ในการพัฒนาเป็นเมืองดิจิทัลและนวัตกรรม ทำให้กลายเป็นแบบอย่างของการเปลี่ยนแปลงจากเมืองท่องเที่ยวสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับโลก

ตัวเลข 15,292 บาทต่อเดือน เส้นวัด “การอยู่ได้จริง” ของผู้สูงวัยไทย อาชีพไหนพอเลี้ยงตัวในสังคมสูงวัย เตรียมตัวแก่อย่างมีคุณภาพไม่เป็นภาระลูกหลาน

ไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์” แล้ว สัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกิน 20% และแนวโน้มยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คำถามที่ต้องตอบคือ: ผู้สูงวัยทำอาชีพอะไรและรายได้แค่ไหนถึง “อยู่ได้จริง” โดยไม่เป็นภาระลูกหลาน? บทความนี้สรุปเส้นอยู่ได้ (living wage) ล่าสุด แนวทางอาชีพที่เหมาะกับรุ่น 60+ และวิธีผสมรายได้ให้พ้นเส้นอยู่ได้ภายใน 1–2 ปีหน้า

กล่องข้อมูลสำคัญ (อัปเดต พ.ย. 2568)
• Living wage เมืองไทย (เส้นอยู่ได้แบบมีศักดิ์ศรีของคนทำงานเดี่ยวในเขตเมือง): ประมาณ 15,292 บาท/เดือน (อัปเดตปี 2025 โดยงานวิจัยมาตรฐานสากล) — ใช้เป็น “เส้นเทียบ” ว่ารายได้พอหรือยัง
• ค่าแรงขั้นต่ำปี 2568: 337–400 บาท/วัน (ขึ้นกับจังหวัด) มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2568
• เงินเฟ้อปี 2568–2569 (คาดการณ์): ต่ำมากเฉลี่ยประมาณ 0.0%–0.5% — ค่าครองชีพโดยรวมไม่น่าพุ่งแรงระยะสั้น แต่ค่าใช้จ่ายสุขภาพเฉพาะทางอาจต่างจากภาพรวม

1) หลักคิด: “เส้นอยู่ได้” ก่อน “เส้นเกษียณ”
เริ่มจากเช็กว่ารายได้สุทธิต่อเดือนถึงเส้นอยู่ได้หรือยัง (≈ 15,292 บาทขึ้นไป) ถ้ายังไม่ถึง มี 3 ทางเลือก: (1) เพิ่มชั่วโมง/ยกระดับเรทงานเดิม (2) ผสมรายได้จากงานที่ 2 (3) ลดค่าใช้จ่ายคงที่ที่กินสภาพคล่อง เช่น ค่าเช่า ค่าเดินทาง หรือหนี้ดอกสูง

2) อาชีพที่ “ไปต่อได้” ของรุ่น 60+ และวิธีให้แตะเส้นอยู่ได้
โฟกัสงานที่ยืดหยุ่น ใช้ประสบการณ์มากกว่าแรงกาย และมีดีมานด์ตามโครงสร้างประชากร
ก) กลุ่มดูแล–สุขภาพ (Care Economy)
• ผู้ช่วยดูแลผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยที่บ้าน (เฝ้าไข้ ดูแลกิจวัตร ประสานโรงพยาบาล)
• ผู้นำกิจกรรมสุขภาวะในชุมชน (ยืดเหยียด โภชนาการ ป้องกันหกล้ม)
• วิธีแตะเส้น: ทำงาน 3–5 วัน/สัปดาห์ หรือรับกะ/รายเคสเฉลี่ย “รายวัน × 7–10 วัน/เดือน” สามารถผ่านเส้น 15k ได้ โดยเฉพาะเขตเมือง

ข) ถ่ายทอดความรู้–ที่ปรึกษา (Knowledge & Advisory)
• ติวเตอร์/ครูทักษะชีวิต/ภาษา ที่ปรึกษา SME หรือ Mentor สายอาชีพ
• สูตรชนะ: จัดคอร์สเป็นโมดูล 90 นาที × 10–12 ครั้ง/เดือน ที่เรทปานกลาง → รายได้รวมแตะ 15k ได้ และขยับเรทตามรีวิว/ผลลัพธ์

ค) งานบริการเบา–หน้าบ้าน (Service & Hospitality)
• รีเซปชันคลินิก/หอศิลป์ แคชเชียร์กะกลางวัน เจ้าหน้าที่ดูแลผู้มาเยือน
• ทิปส์: เลือกสถานที่นั่งทำงานได้ ไม่ยืนนาน และเดินทางสะดวกเพื่อลดต้นทุน

ง) งานเอกสาร–สนับสนุนระยะไกล (Remote Admin)
• ธุรการออนไลน์ บันทึกบัญชีเบื้องต้น คอลเซ็นเตอร์กะกลางวัน Data entry
• สูตรชั่วโมง: ถ้ารายชั่วโมง ~฿130–฿150 ต้อง 110–120 ชม./เดือน (≈ วันละ 4 ชม., 6 วัน/สัปดาห์) เพื่อแตะ 15k

จ) ค้าขาย–ครีเอเตอร์ (Self-employment)
• ขนม/อาหารสูตรบ้าน ของแฮนด์เมด ไลฟ์ขายของ เพจชุมชน
• ทางลัด: ทำ “แพ็กเกจรายเดือน” ให้ลูกค้าประจำ (เช่น ส่งขนมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง × 4 สัปดาห์) เพื่อสม่ำเสมอของกระแสเงินสด

3) ตาราง “ผสม 2 งาน” ให้พ้นเส้น
• แอดมินออนไลน์ (8–10k) + ติวเสาร์–อาทิตย์ (6–8k) → แตะ 14–18k
• เฝ้าไข้กะกลางวัน 6 วัน/เดือน + งานหน้าบ้าน 3 วัน/สัปดาห์ → แตะ 16–22k
•    ค้าขายเล็ก ๆ (กำไรสุทธิ 5–7k) + รับพิมพ์ดีด/ถอดเทป (8–10k) → แตะ 13–17k
หมายเหตุ: เลือกแพ็กเกจเวลา/แรงกายให้เหมาะกับสุขภาพ และนัดหมายพบแพทย์ตามระยะ

4) ทำไมภาพนี้ “พออยู่” ได้ใน 1–2 ปีหน้า
• เงินเฟ้อเฉลี่ยตามคาดการณ์ปี 2568–2569 ต่ำมาก (ประมาณ 0.0–0.5%) → เส้นอยู่ได้ 15k ไม่ถูกกัดกร่อนแรงในระยะสั้น (หากไม่มีช็อกใหม่)
• ค่าแรงขั้นต่ำ 2568 ขยับขึ้นทุกจังหวัด (337–400 บาท/วัน) → ดันรายได้ฐานของงานบริการ/แอดมินบางส่วน
• สังคมสูงวัยมากขึ้น → ดีมานด์งานดูแล/บริการชุมชน/ท่องเที่ยวผู้สูงวัยสูงขึ้น งานที่ใช้ความน่าเชื่อถือและประสบการณ์จะได้เปรียบ

5) ความเสี่ยงที่ต้องกันเงินเผื่อ
แม้อัตราเงินเฟ้อรวมต่ำ แต่รายจ่ายสุขภาพและการดูแลระยะยาว (LTC) มักเติบโตเร็วกว่าเงินเฟ้อทั่วไป ควรมีกองกันชนหรือประกันสุขภาพ/ดูแลระยะยาวที่คุ้มค่าตามฐานรายได้ เพื่อไม่ให้รายได้จากงานถูกดูดหมดในกรณีฉุกเฉิน

6) เช็กลิสต์เริ่มงานใน 90 วัน (ฉบับรุ่น 60+)
• ตรวจสุขภาพ–ข้อจำกัด พร้อมลิสต์ทักษะที่ถนัด/ที่ชอบ
• เลือก 1–2 เส้นทางอาชีพ + อบรมสั้น 12–40 ชม. (caregiver/ดิจิทัลเบสิก/สื่อสารลูกค้า)
• ทำพอร์ต 1 หน้า (ประวัติ–บริการ–ช่องทางติดต่อ) + ตั้งเรท/แพ็กเกจ
• เปิดช่องทางรับงาน (LINE/โทร/เพจ) + เก็บรีวิวลูกค้า 3 เคสแรก
• ตั้ง “กติกาการรับงาน” (เวลาทำงาน ขอบเขต การชำระเงิน) เพื่อรักษาพลังงานและสุขภาพ

7) บทเรียนสำหรับธุรกิจ–ผู้กำหนดนโยบาย
• นายจ้าง: เปิดตำแหน่งยืดหยุ่นสำหรับ 60+ (กะกลางวัน งานนั่งได้ ไม่เน้นแรงยก) และวัดผลงานด้วย output
• ท้องถิ่น/สถาบันการแพทย์: ขยายคอร์ส caregiver 70–100 ชม. ในอำเภอ ทำระบบ “จับคู่ดูแล” เชื่อมผู้ดูแลกับครัวเรือน
• ภาครัฐ: ผูกงบอุดหนุนฝึกทักษะกับโควตาจ้างงานผู้สูงวัยใน SMEs และสนับสนุนภาษีสำหรับรายจ่ายฝึกอบรม/อุปกรณ์ช่วยงาน

สรุป
หากตั้งเป้ารายได้เดือนละ ≥ 15,292 บาทเป็น “เส้นอยู่ได้จริง” แล้วจัดพอร์ตอาชีพให้แตะเป้าด้วยงานเดียวที่เรทเหมาะสม หรือผสม 2 งาน ผู้สูงวัยจำนวนมากจะอยู่ได้ด้วยตัวเองในระยะ 1–2 ปีหน้า โดยไม่ต้องเป็นภาระลูกหลาน—และสังคมไทยจะได้ “พลังประสบการณ์” กลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังคนวัยทำงานหดตัวลง

หมายเหตุแหล่งข้อมูล: living wage ปี 2025; ค่าแรงขั้นต่ำปี 2568; คาดการณ์เงินเฟ้อปี 2568–2569; ภาพรวมสังคมสูงวัยของไทย (อัปเดตถึง พ.ย. 2568)

‘ดร.บลู’ นำทีมเยาวชนยุวกาชาด ร่วมอาสาปฐมพยาบาล ณ สนามหลวง สร้างจิตสำนึกแห่งการให้และเสียสละ น้อมถวายสักการะพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘ดร.บลู’ รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ นำทีมอาสายุวกาชาด ร่วมกิจกรรมจิตอาสาปฐมพยาบาลช่วยเหลือประชาชน ณ สนามหลวง สร้างจิตสำนึกแห่งการให้ พร้อมร่วมถวายสักการะพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 9-10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ‘ครูพี่บลู’ ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ในฐานะกุลบุตรกาชาดดีเด่นและอาสายุวกาชาดดีเด่น สภากาชาดไทย พร้อมด้วยคณะเยาวชนร่วมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เป็นอาสาสมัครปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้กับประชาชนผู้ที่เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ ถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร 

กิจกรรมดังกล่าวนอกจากจะเป็นการร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว

การเข้าร่วมในครั้งนี้เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการเป็นผู้ให้และอาสาสมัครแก่เยาวชน ตลอดจนเป็นโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การทำงานจิตอาสา การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยจิตใจที่เสียสละ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top