Monday, 8 June 2026
NewsFeed

‘ทราย เจริญปุระ’ ย้อนความทรงจำประทับใจ เคยโค้งขอ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ เต้นรำ ในงานเลี้ยงที่วังไกลกังวล ก่อนถ่ายทำภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

(28 ต.ค. 68) ‘ทราย’ อินทิรา เจริญปุระ นักแสดงชื่อดัง ย้อนความทรงจำสุดประทับใจผ่านเฟซบุ๊กว่า…คิดทบทวนอยู่หลายรอบว่าจะเล่าเรื่องนี้ดีมั้ย แต่อยากบันทึกไว้ว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต เหมือนครั้งได้เข้าเฝ้าล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 และท่านมีรับสั่งด้วย ก็ได้เล่าและบันทึกผ่านต้นฉบับเอาไว้ว่าเป็นเหตุการณ์น่าจดจำครั้งหนึ่งในชีวิต และการได้เข้าเฝ้าพระพันปีในช่วงปี 2546-2547 ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่อยากจะบันทึกไว้ จริง ๆ ไม่ได้เป็นความลับอะไร เพราะคนใกล้ชิดเราก็รู้เหตุการณ์นี้เหมือนกัน

ขออนุญาตใช้ภาษาธรรมดาในการถ่ายทอด ผิดพลาดตรงไหนต้องขออภัยด้วยนะคะ

ตอนที่ได้รับเลือกให้เล่น ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ ท่านมุ้ยก็บอกเลยตั้งแต่แรกว่าต้องไปเข้าเฝ้านะ สมเด็จพระราชินี (เรียกตามพระอิสสริยยศในตอนนั้น) ท่านสนใจภาพยนตร์เรื่องนี้ อยากทราบความคืบหน้า เราก็รับทราบตามนั้น แต่ยังไม่ได้เตรียมตัวถ่ายทำอะไร

จนท่านมุ้ยตามให้ไปเข้าเฝ้าที่วังไกลกังวล กำชับอย่างดีว่าให้แต่งตัวดีๆ ห้ามมอมแมมแบบปกติ ใส่กระโปรง ใส่รองเท้ามีส้น ใส่สูทด้วยนะ สมเด็จฯ ท่านจะเลี้ยงมื้อเย็น นี่ก็นั่งรถตู้ไปพร้อมท่าน ไปถึงค่ำๆ ก็ไปนั่งโต๊ะ จำไม่ค่อยได้แล้วว่ามีนักแสดงคนไหนไปบ้าง น่าจะมีคุณแอฟ กับพี่ปีเตอร์ด้วย ตอนนั้นพี่เบิร์ดกับพี่ต๊อดท่านยังไม่ได้เลือกว่าจะให้เล่นบทไหน เราก็เลือกเก้าอี้นั่งไปงง ๆ เพราะเขาไม่ได้กำหนดที่ ปรากฏว่าพอสมเด็จท่านเสด็จลงมานั่งโต๊ะ ก็อยู่ตรงข้ามที่นั่งเราพอดี ทั้งเกร็งทั้งเงอะงะ ไม่กล้าเงยเท่าไหร่ แต่อาหารอร่อยมาก จำได้ว่ามีเมนูก๋วยเตี๋ยวแก้มหมูตุ๋นที่อยากกินอีก แต่ไม่กล้าขอ 

โต๊ะที่สมเด็จฯ ท่านนั่งก็จะมีผู้ใหญ่ๆ นั่งกัน ท่านมุ้ย หม่อมกมลา ท่านผู้ว่าจังหวัด ทหาร/ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ฯลฯ เป็นโต๊ะดินเนอร์ยาว ๆ มีดนตรีบรรเลงเป็นวงเล่นสด เล่นเพลงสตริงปัจจุบันสลับกับเพลงเก่า ท่านมุ้ยให้คนมาบอกว่าให้เราไปร้องเพลง เราบอกเราไม่ได้เตรียมตัวเลย ท่านบอกร้องไปเถอะ ไม่เป็นไร สมเด็จท่านอยากเห็น ก็เลยร้องเพลง ‘วอน’ ของพีชแบนด์ เพราะวงเล่นให้ได้ยินช่วงต้นงาน เลยร้องไปก่อน ไม่อยากดื้อกับท่าน ทั้งที่มั่นใจว่าเสียงสั่นมากแน่ ๆ แต่ก็ร้องได้จนจบ

จนดึกมากๆแบบตีสามตีสี่ ไฟในห้องก็เริ่มสลัวๆ มีคนมาจัดโต๊ะใหม่ ให้ตรงกลางกว้างขี้น เขาบอกเดี๋ยวจะเต้นรำกัน เราซึ่งง่วงด้วย อิ่มด้วยก็นั่งดู มีผู้ใหญ่มาเต้นรำแบบสโลวเป็นคู่ๆ นั่งพักกันบ้างเวลาเพลงเร็ว สลับคู่ไปโค้งกันบ้าง น่ารักดี ก็นั่งดูเพลิน ๆ จนเห็นท่านมุ้ยที่เต้นรำกับหม่อมอยู่พยักเพยิดมาทางเรา นี่ก็งง ๆ เอามือชี้ตัวเองว่าเรียกเราเหรอ ท่านพยักหน้าว่าใช่ แล้วก็บุ้ย ๆ ไปทางโต๊ะใหญ่ แล้วก็ชี้ให้ดูที่ท่านเต้นรำกับหม่อมอยู่ อ๋อ จะให้เราลุกไปโค้งขอเต้น แต่ขอใครหว่า

คือห้องก็มืดมาก แล้วเราไม่รู้จักใครเลยที่โต๊ะใหญ่ เห็นมีสมเด็จกับอีก 2-3 ท่านนั่งอยู่ นี่ก็ไม่มั่นใจว่าผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ชายอาจจะมากับภรรยา จะไปโค้งก็กลัวดูไม่ดี เราเลยไปโค้งขอสมเด็จฯ เต้น ท่านก็หัวเราะแล้วเรียกองครักษ์มาประคองขึ้น แล้วเกาะแขนเราไปกลางฟลอร์ คนก็แหวกๆทางให้ เราเองจำไม่ได้แล้วว่าเพลงอะไร แต่น่าจะเป็นเพลงฝรั่งแบบไม่ช้ามาก นี่ก็เต้นแบบก้าวชิด ก้าวชิดไปเรื่อย ๆ หน้าสมเด็จฯ ท่าน เราก็ไม่ค่อยกล้ามอง ดูเพดานสลับก้มดูพื้นอย่างเดียวเพราะกล้วมืด ๆ ไปเหยียบเท้าท่าน

ก็เต้นไปจนจบ สมเด็จท่านก็ขอบใจแล้วองครักษ์ก็พาท่านไปที่โต๊ะ เรากำลังจะเดินกลับก็โดนท่านมุ้ยคว้าแขนไว้แล้วกระซิบ

‘ไอ้ทราย กูให้มึงไปโค้งท่านผู้ว่า มึงผ่าไปโค้งสมเด็จเต้น!’
โอโหหหหห จากที่อ๊อง ๆ อยู่คือตื่นเลย ช๊อตแรงมาก ก็เราไม่รู้นี่ จำได้ว่าบอกท่านว่า ก็ไม่บอกดีๆล่ะะะะ โอ้ย เอาหน้าชี้ ๆ หนูก็ไม่รู้อ่า จะโดนดุมั้ย ท่านบอกกูก็ไม่รู้ กูไม่เคยเห็นเด็กผู้หญิงที่ไหนไปขอเต้นกับสมเด็จฯเหมือนกัน

จนเช้าจบงาน สมเด็จท่านฯ จะเสด็จขึ้น ก็ไปยืนรอส่งเสด็จ ก้มหน้าเลยคราวนี้จนท่านเดินผ่านก็ถอนสายบัว แล้วท่านก็หยุดรับสั่งด้วย
‘คราวหน้ามาเต้นรำด้วยกันอีกนะจ๊ะ’

ทุกวันนี้ท่านมุ้ยกับหม่อมยังเอามาขำเราอยู่ ว่าเข้าเฝ้างานไหน งานนั้นต้องมีเหตุทุกที แต่เอาเข้าจริงเราก็ไม่โดนดุ และเรื่องนี้ก็อยู่ในใจเสมอมา

SME ไทย 2025 ยังเปราะบาง เศรษฐกิจโตต่ำ–เงินกู้หายาก ทางรอดอยู่ที่เงินสด ระบบ และนวัตกรรม สร้างความต่างด้วย ‘คุณค่า’ มากกว่า ‘ราคา’

สรุปเร็ว
ภาพรวม SME ไทยปี 2568 (2025) ยังเปราะบางจากเศรษฐกิจที่โตระดับต่ำ–กลางราว 2% ขณะที่การเข้าถึงสินเชื่อยังตึงและคุณภาพหนี้กดดัน การพึ่งพากำลังซื้อในประเทศ (ซึ่งโดนหนี้ครัวเรือนสูงถ่วง) ทำให้หลายกิจการต้องบริหารเงินสด–ต้นทุนอย่างรัดกุม และรีบยกระดับ “ความแตกต่าง” ของสินค้า/บริการเพื่อหนีเกมตัดราคาเดิมๆ

ตัวเลขสำคัญที่ SME ควรรู้ (อัปเดต ต.ค. 2025)
• บทบาทของ SME ต่อเศรษฐกิจไทย: SME คือ 99.5% ของธุรกิจไทยทั้งหมด สร้างงาน 69.5% และคิดเป็น 35.3% ของ GDP—สะท้อนว่าเป็น “กระดูกสันหลัง” ของประเทศ แต่ยังขาดนวัตกรรมและการเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าโลกในระดับที่เพียงพอ หากไม่เร่งยกระดับทักษะ–เทคโนโลยีจะเป็นคอขวดการเติบโตระยะยาว
• เศรษฐกิจโดยรวมโตต่ำ–กลาง 2%: หน่วยงานเศรษฐกิจประเมินปี 2025 โตประมาณ 1.8–2.3% (กึ่งกลาง 2.0%) ไตรมาส 2/2025 โต 2.8% YoY แต่ครึ่งปีหลังมีแรงกดจากปัจจัยภายนอกและอุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่แรง
• ดอกเบี้ยนโยบายทรงที่ 1.50%: มติ กนง. 8 ต.ค. 2025 คงดอกเบี้ย 1.50% (5–2 เสียง) ช่วยบรรเทาต้นทุนการเงินบางส่วน แต่ระบบธนาคารยังคัดกรองเข้มต่อสินเชื่อที่เสี่ยง
• ภาพสินเชื่อและคุณภาพหนี้: ไตรมาส 1/2025 สินเชื่อระบบธนาคารหดตัว 1.3% YoY โดยเฉพาะพอร์ต SME และสินเชื่อผู้บริโภค ขณะที่ NPL ราว ~2.9% สะท้อนแรงกดดันด้านเครดิตยังไม่คลาย
• มาตรการพยุงกำลังซื้อ/หนี้ครัวเรือน: มีมาตรการ co-payment ปลายปี และชุดมาตรการช่วยลูกหนี้นอนแบงก์/ตั้ง AMC รับซื้อ NPL รายย่อยเพื่อเร่งปรับโครงหนี้—ทั้งหมดมีผลทางอ้อมต่อยอดขายและสภาพคล่องของ SME
• 

คำแปลเชิงธุรกิจ: เศรษฐกิจ “ไม่แย่แต่ไม่แรง” เงินกู้ยังหายาก การบริหารเงินสดและผลิตภาพภายในจึงสำคัญกว่า “ดันยอด” ด้วยส่วนลดเพียงอย่างเดียว

โอกาสของ SME ตอนนี้
1) ท่องเที่ยว–บริการต่อยอดได้
จำนวนนักท่องเที่ยวและกิจกรรมในประเทศยังเป็นแรงหนุนภาคบริการ (F&B, ที่พัก, ขนส่ง, อีเวนต์) โดยเฉพาะหัวเมืองท่องเที่ยว—ทำแพ็กเกจ Cross-sell/Bundle กับพันธมิตรเพื่อเพิ่มตะกร้าซื้อเฉลี่ย
.
2) ดีมานด์ในประเทศ + มาตรการอัดฉีดรายย่อย
มาตรการร่วมจ่ายและความพยายามแก้หนี้ครัวเรือนอาจช่วยหมุนเงินในระบบช่วงปลายปี–ต้นปีหน้า กลุ่มค้าปลีก/บริการรายย่อยได้อานิสงส์ถ้าพร้อมปล่อยโปรฯ และเชื่อมต่อช่องทางดิจิทัลทันที

3) แตกต่างด้วย “คุณค่า” มากกว่า “ราคา”
การแข่งขันยืดเยื้อทำให้ “แข่งราคา” เริ่มตัน แนวทางคือขยับสู่ Value Creator—ปรับตำแหน่งสินค้าเฉพาะกลุ่ม (niche), ยกระดับบริการ, ใช้ข้อมูลลูกค้าขนาดเล็กให้เกิดผลสูงสุด

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
• สินเชื่อหายาก–ดอกจริงยังไม่ถูก: แม้ดอกเบี้ยนโยบายทรงตัว แต่ธนาคารยังเข้มเงื่อนไขต่อกิจการที่กระแสเงินสดผันผวนหรือยังไม่กลับมาเต็มที่ ทำให้บางรายต้องพึ่ง OD/แฟคตอริ่งมากขึ้น—ต้นทุนเฉลี่ยอาจไม่ได้ลดตามคาด
• หนี้ครัวเรือนสูงกดกำลังซื้อ: การใช้จ่ายครัวเรือนยังไม่เต็มที่ มาตรการช่วยหนี้มีผลค่อยเป็นค่อยไป จึงไม่ควร “คาดหวังเกินจริง” ในระยะสั้น
• ความไม่แน่นอนการค้าโลก/ภาษี: ความเสี่ยงด้านภาษีนำเข้า/ส่งออกในตลาดหลัก ทำให้คำสั่งซื้อผันผวน โดยเฉพาะซัพพลายเออร์รายเล็กที่พึ่งลูกค้าต่างประเทศไม่กี่ราย
• 

เช็กลิสต์ 90 วันสำหรับ SME (ทำได้ทันที)

1) ล็อกต้นทุนการเงิน + ปรับโครงหนี้
ทบทวนวงเงิน OD/LC/เช่าซื้อ–แฟคตอริ่ง และพิจารณารีไฟแนนซ์หนี้สั้นเป็นยาว ถ้ากระแสเงินสดพอ—อาศัยจังหวะดอกเบี้ยทรงตัว และสื่อสารตัวเลขกับแบงก์ให้ชัด (ยอดขาย/มาร์จิน/DSO/DPO) เพื่อเพิ่มโอกาสอนุมัติ

2) เร่งรอบเงินสด (Cash Conversion Cycle)
• ต่อรองเทอมเครดิตกับลูกค้าหลัก–ซัพพลายเออร์
• ใช้ e-invoice/early-payment และแฟคตอริ่งเฉพาะใบแจ้งหนี้จากลูกค้าคะแนนเครดิตดี ลด DSO โดยไม่เพิ่มหนี้ระยะยาว
• ทำ SKU Rationalization ตัดสินค้าหมุนช้าเพื่อปล่อยเงินจมสต็อก

3) เกาะดีมานด์ท่องเที่ยว–บริโภค
จัดแพ็กเกจ Cross-sell ข้ามธุรกิจ (ที่พัก×อาหาร×ขนส่ง×กิจกรรม) ปล่อยดีลช่วงที่เงินรัฐลงระบบ และยิงสื่อไปยังกลุ่มเป้าหมายภูมิภาค/ต่างชาติที่กลับมาไว

4) เข้าถึงมาตรการรัฐที่ตรงโจทย์
ติดตามช่องทางช่วยหนี้นอนแบงก์/AMC และโปรแกรมผ่อนปรนสำหรับลูกหนี้รายย่อย–SME รวมถึงกฎกติกาใหม่ๆ เช่น การกำกับผู้ให้เช่าซื้อรถนอนแบงก์ เพื่อเตรียมปรับสัญญาให้คุ้มที่สุด

5) อัปเกรด “ผลิตภาพดิจิทัล” แบบต้นทุนต่ำ
เริ่มจาก 3 งานคืนทุนไว: บัญชี–สต็อก–CRM ให้เชื่อมกัน (เลิกคีย์ซ้ำ), ทำแดชบอร์ดเงินสดรายสัปดาห์, และเก็บข้อมูลหน้างาน (ต้นทุนจริง/เวลาจริง) เพื่อปรับราคา–กำลังผลิตทันที—ปิดจุดอ่อน “นวัตกรรมต่ำ”

บทสรุป: ปีนี้ “เอาตัวรอดให้คล่อง—รอจังหวะค่อยเร่งโต”

ปี 2025 ของ SME ไทยคือปีแห่ง วินัยทางการเงิน + ประสิทธิภาพภายใน + ความแตกต่างที่ลูกค้ามองเห็น เศรษฐกิจระดับประเทศยังไม่ใช่ลมส่งเต็มใบ และเงินกู้ไม่ได้ไหลง่ายเหมือนยุคก่อน ใครทำ เงินสดหมุนไว, สต็อกเบา, บริการเด่น, และเข้าถึงมาตรการรัฐได้เร็ว จะได้ “กันชน” รับความผันผวน พร้อมรอจังหวะ Q4/2025–H1/2026 ที่มาตรการอุปสงค์และการคลี่คลายหนี้ครัวเรือนเริ่มส่งผลชัดขึ้น เพื่อค่อยเร่งแผนลงทุน–ขยายสาขาแบบมีวินัย

ทำไมสหรัฐฯ ถึงเร่งจับมือไทยตอนนี้ ดีล MOU กระจายห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ ตั้งแต่สำรวจ-แยกถลุง-รีไซเคิล-ลงทุน 'แร่แรร์เอิร์ธ' ที่ไม่ผูกพันทางกฎหมาย

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2025 ไทย–สหรัฐฯ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องความร่วมมือเพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญและส่งเสริมการลงทุน เน้นตั้งแต่สำรวจ–แยกถลุง–รีไซเคิล–ลงทุน โดยเป็นกรอบไม่ผูกพันทางกฎหมาย เพื่อเดินงานเร็วขึ้นตามบริบทภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน

 

1) บริบทโลกกดดันให้ “หาเพื่อน” ด่วน

• จีนเข้มงวดการควบคุมส่งออกแรร์เอิร์ธ วัสดุ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมากขึ้นในเดือน ต.ค. 2025 ทำให้ผู้ผลิตฝั่งสหรัฐฯ–ญี่ปุ่น–ยุโรปเร่งกระจายความเสี่ยง หันหาฐานซัพพลายใหม่ในอาเซียน

• แรงกดดันทางนโยบายสะท้อนทันทีทั้งในตลาดสินค้าและดีลพหุภาคีที่สหรัฐฯ เร่งเดินกับประเทศในภูมิภาค

 

2) “ไทยตอนนี้” ไม่เหมือน “ไทยเมื่อก่อน”

• การผลิตพุ่งแรง: ปี 2024 ไทยผลิตแรร์เอิร์ธประมาณ 13,000 ตัน โตมากจากปีก่อน สะท้อนว่ามีฐานอุตสาหกรรมที่จับต้องได้ แม้ยังไม่ใหญ่เท่าประเทศผู้นำ

• มีฐาน downstream สำคัญ: โรงงาน Neo Magnequench (โคราช) ผลิตผง/วัสดุแม่เหล็กสำหรับมอเตอร์ EV อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานลม เชื่อมจุด ‘จากแร่ → แม่เหล็กมูลค่าสูง’

• ข้อเท็จจริงต้องรู้: แม้ผลิตพุ่ง แต่สำรองที่พิสูจน์แล้วในไทยยังเล็ก จุดแข็งของไทยจึงอยู่ที่การแปรรูป–รีไซเคิล–คลัสเตอร์อุตสาหกรรม มากกว่าการมีเหมืองขนาดยักษ์

 

3) ทำไมสหรัฐฯ ต้อง “ไทย” ตอนนี้

• ลดการพึ่งพาแหล่งเดียว: เมื่อจีนเข้มงวดใบอนุญาตส่งออกแรร์เอิร์ธและแม่เหล็ก การดึงพาร์ตเนอร์ที่มีฐานการผลิตจริงอย่างไทย คือยุทธศาสตร์ friend‑shoring เพื่อกันช็อกซัพพลายของอุตสาหกรรม EV–พลังงานลม–ป้องกันประเทศ

• มีกลไกระดับภูมิภาคพร้อมเสียบ: กรอบ IPEF (Supply Chain Agreement + Critical Minerals Dialogue) เชื่อมมาตรฐาน ข้อมูลทรัพยากร มาตรฐานแรงงาน/สิ่งแวดล้อม และแผนรับมือช็อกห่วงโซ่ได้ทันที

• สัญญาณการเมือง–เศรษฐกิจหนุน: สหรัฐฯ เดินดีลคริติคอลมิเนอรัลกับอาเซียนเพื่อถ่วงน้ำหนักข้อจำกัดส่งออกจากจีน—ไทยถูกวางบทบาทศูนย์แปรรูป/แม่เหล็ก/รีไซเคิล มากกว่า ‘ประเทศเหมือง’

 

4) ไทยได้–เสียอะไรจากดีลนี้ได้อะไร

• เงินลงทุน–เทคโนโลยี–มาตรฐาน: โอกาสดึง JV ในการแยกถลุง รีไซเคิล และผลิตแม่เหล็ก NdFeB พร้อมยกระดับมาตรฐาน ESG/แรงงานเข้าตลาดสหรัฐฯ–ยุโรป

• เชื่อมตลาดปลายน้ำมูลค่าสูง: เมื่อมีฐานผง/แม่เหล็กในประเทศ ผู้ประกอบการมอเตอร์–พลังงานลม–อิเล็กทรอนิกส์ จะเชื่อมต่อไทยง่ายขึ้น ลด lead time และความเสี่ยงใบอนุญาตส่งออกจากที่อื่น.

ต้องระวังอะไร

• แรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์: การเลือกข้างชัดเกินไปอาจเสี่ยงแรงสะท้อนจากจีน ไทยควรย้ำว่า MOU ไม่ผูกขาด/ไม่ผูกพันทางกฎหมาย และเปิดกว้างต่อทุกพาร์ตเนอร์ที่เคารพมาตรฐาน

• สิ่งแวดล้อม–ความปลอดภัยรังสี: แร่รองอย่างมอนาไซต์/เซโนไทม์เกี่ยวพันธาตุกัมมันตรังสีร่วม ต้องเข้มมาตรฐานจัดการหางแร่ ตั้งโรงงานแยกถลุงโปร่งใส และระบบ EIA/ติดตามแบบเรียลไทม์

• ฐานทรัพยากรจำกัด: โมเดลที่คุ้มคือ รีไซเคิล + แยกถลุง + คลัสเตอร์แม่เหล็ก/มอเตอร์ พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าบางส่วน แล้วทดแทนด้วยรีไซเคิลในระยะกลาง

.

5) ทางไปข้างหน้า (ข้อเสนอเชิงนโยบายแบบทำได้เลย)

1. 1) ตั้ง “Thailand Rare Earth & Magnet Cluster” ฝั่งอีสาน–EEC เชื่อมมหาวิทยาลัย/สถาบันวิจัย–เอกชน–ต่างชาติ ให้ครบห่วงโซ่ (แยกถลุง–รีไซเคิล–แม่เหล็ก–มอเตอร์) ภายใต้มาตรฐาน ESG/แรงงานระดับสากล

2. 2) Regulatory Sandbox ด้านรังสี/สิ่งแวดล้อมสำหรับโรงงานแยกถลุงและรีไซเคิลแรร์เอิร์ธ พร้อมระบบติดตามหางแร่อัจฉริยะและการเปิดข้อมูลสาธารณะ

3. 3) Roadmap รีไซเคิลแม่เหล็ก NdFeB (จากมอเตอร์ EV/ฮาร์ดดิสก์/กังหันลม) เพื่อป้อนวัตถุดิบกลับสู่คลัสเตอร์ไทย ลดการพึ่งพาเหมืองใหม่

4. 4) เชื่อม IPEF ให้เป็นดีลลงทุนจริง: ใช้กลไก Supply Chain Agreement + Critical Minerals Dialogue เป็นทางลัดเรื่องมาตรฐาน/การรับรอง เพื่อเร่งจาก MOU สู่โครงการลงทุน

สรุป: สหรัฐฯ ต้องเร่งดึงซัพพลายแรร์เอิร์ธออกนอกจีน ‘ตอนนี้’ เพราะกติกาส่งออกฝั่งจีนเข้มขึ้น ขณะที่ไทยเพิ่งมีฐานการผลิตจริง ให้เสียบเข้าห่วงโซ่ได้ ดีล MOU รอบนี้คือ ‘ตั๋วขึ้นรถไฟขบวนใหญ่’ ของไทยจากประเทศเจ้าทรัพยากรไม่มาก สู่ศูนย์แปรรูป–แม่เหล็ก–รีไซเคิลมูลค่าสูง หากวางมาตรฐาน สิ่งแวดล้อม และแรงงานให้ชนะตั้งแต่ต้น

จีนเผยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ ช่วงเดือน ม.ค. – ก.ย. 68 ขอเงินช้อปปิ้งคืน (Tax Refund) เพิ่ม 229.8% ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศอู่ฟู่

(28 ต.ค. 68) จีนรายงานตัวเลขการคืนเงินภาษีของนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงเดือนมกราคม–กันยายน 2568 ว่า มีนักท่องเที่ยวขอคืนภาษีเพิ่มขึ้น 229.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่มูลค่าการคืนภาษีรวมเพิ่มขึ้น 97.4% ตามข้อมูลของกรมสรรพากรจีน

ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 เป็นต้นมา จีนได้ปรับปรุงระบบคืนภาษีผู้เดินทางชาวต่างชาติหลายด้าน เช่น เพิ่มความเร็วในการดำเนินการ และเปิดบริการคืนภาษีข้ามเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกและกระตุ้นการจับจ่ายของนักท่องเที่ยว

ขณะที่มาตรการสำคัญ ได้แก่ การตั้งเคาน์เตอร์คืนภาษีทันทีในย่านชอปปิงหลักของเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฉงชิ่ง เฉิงตู และกวางโจว รวมถึงเมืองอย่างเซี่ยงไฮ้และหางโจวที่เปิดบริการคืนภาษีออนไลน์ ทำให้ขั้นตอนสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น

ทั้งนี้ จีนเริ่มนโยบายคืนภาษีผู้เดินทางต่างชาติครั้งแรกในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) และตั้งแต่นั้นมาก็มีการเติบโตต่อเนื่องทุกปี ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับประโยชน์มากขึ้นจากการคืนภาษีและกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ

สรุปมหากาพย์โฮปเวลล์ 

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ผู้หยุดการจ่ายค่าโง่
พ.ศ. 2533 เกิด "โครงการโฮปเวลล์" (BERTS) 

9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2533 มีการลงนามในสัญญา สัมปทานระหว่างกระทรวงคมนาคม กับ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย)
20 มกราคม พ.ศ. 2541 กระทรวงคมนาคมบอกเลิกสัญญาสัมปทานอย่างเป็นทางการ
30 มกราคม พ.ศ. 2541 "โฮปเวลล์" ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญา
24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547    "โฮปเวลล์" ยื่นคำร้องต่อคณะอนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยชี้ขาด 
8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย คืนเงินชดเชยแก่โฮปเวลล์โฮลดิงส์
พ.ศ. 2562 รัฐบาลไทยแพ้คดีในชั้นศาลปกครองสูงสุด
กลางปี พ.ศ. 2562 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มอบหมายให้ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เข้ามาสะสางคดีใหม่
พ.ศ. 2564 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 5/2564 เรื่องการนับอายุความ
4 มีนาคม พ.ศ. 2565 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ศาลปกครองชั้นต้นรับคำร้องของกระทรวงคมนาคมและ ร.ฟ.ท. ที่ขอให้นำคดีนี้มารื้อฟื้นใหม่ไว้พิจารณา
18 กันยายน พ.ศ. 2566 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ 
(เนื่องจาก "โฮปเวลล์" ยื่นฟ้องคดีพิพาทพ้นกำหนดระยะเวลา)

 

‘ธนกร’ ชี้ ‘ไทย–สหรัฐฯ’ ลงนามแรร์เอิร์ธ สร้างความร่วมมือพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน ช่วยเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ไทย-สหรัฐฯ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานในระดับโลก เพิ่มแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศจะได้ร่วมมือกันในการเสริมสร้างการกำกับดูแลที่ดีต่อทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ เพื่อขยายความเชื่อมโยงของประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกที่มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของความมั่นคง ความหลากหลาย ความคล่องตัว และความเป็นธรรมสำหรับห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ ทั้งในด้านการสนับสนุนการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การใช้ประโยชน์ปลายทางอย่างเหมาะสม การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในเชิงลึกยิ่งขึ้น เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ไทยสามารถเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญในระดับโลก โดยเน้นย้ำว่าต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากลขั้นสูงสุด และตระหนักถึงความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค กฎระเบียบ นโยบาย การดำเนินงาน การบริหารจัดการภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงประสบการณ์ที่เป็นลักษณะเฉพาะด้านทรัพยากรแร่ธาตุที่ทั้งสองประเทศมีอยู่ เพื่อก่อให้เกิดความมั่นคงและความน่าเชื่อถือในการจัดหาทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม 

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ อธิบายว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ และจากข้อมูลเบื้องต้นยังไม่มีแหล่งที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น การลงนามใน MOU นี้จะช่วยส่งเสริมความมั่นคงและยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญในประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการสำรวจ การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากแร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น พลังงานสะอาด และรถยนต์ไฟฟ้า สอดคล้องกับนโยบายของ ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าภายในประเทศและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาแหล่งทรัพยากรในประเทศ 

“ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพสำหรับการลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ไทยได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข้อมูล การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการลงทุน อย่างไรก็ตาม บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย และหากจะมีการลงทุนในประเทศไทยจริง ผู้ประกอบการก็จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของไทย รวมถึงมาตรการในการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเข้มงวด” นายอดิทัตฯ กล่าว

 

มือยิง ‘ชินโซ อาเบะ’ รับสารภาพ สังหารอดีตนายกฯ ญี่ปุ่น กลางเวทีหาเสียง ปมแค้นโยงลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคี ทำครอบครัวบริจาค 100 ล้านเยน จนหมดตัว

(29 ต.ค. 68) ศาลญี่ปุ่นเปิดการพิจารณาคดีนายเท็ตสึยะ ยามากามิ (Tetsuya Yamagami) วัย 45 ปี ผู้ต้องหาคดีลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ (Shinzo Abe) เมื่อปี 2022 โดยยามากามิได้รับสารภาพทุกข้อกล่าวหา รวมถึงข้อหาฆ่าคนตายและฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมอาวุธ หลังใช้ปืนประดิษฐ์เองยิงอาเบะระหว่างขึ้นเวทีหาเสียงที่เมืองนารา

รายงานระบุว่า แรงจูงใจเกิดจากความไม่พอใจที่ครอบครัวของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับโบสถ์ยูนิฟิเคชัน ( Unification Church) หรือ ลัทธิโบสถ์แห่งความสามัคคี ซึ่งแม่ของเขาบริจาคเงินกว่า 100 ล้านเยนจนหมดตัว (ราว 21 ล้านบาท) ยามากามิเชื่อว่าอาเบะมีความเชื่อมโยงกับองค์กรนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การเปิดโปงความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) กว่าร้อยรายกับกลุ่มศาสนา

ทั้งนี้ การไต่สวนคดีนี้จะมีขึ้นอีก 17 ครั้ง ก่อนศาลจะมีคำตัดสินในวันที่ 21 มกราคมปีหน้า ขณะที่คดีนี้ยังคงเป็นบาดแผลใหญ่ในสังคมญี่ปุ่น และเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าพบกันที่กรุงโตเกียว โดยต่างกล่าวถึงอาเบะในฐานะผู้นำผู้ทรงอิทธิพลของญี่ปุ่น

BTS ส่วนต่อขยาย สิ้นสุดยุคเหมาจ่าย 15 บาท ดีเดย์ 1 พ.ย. 68 เริ่มคิดตามระยะทาง จ่ายสูงสุด 45 บาทต่อเที่ยว กทม.แจงเหตุขึ้นค่าโดยสารหวังสะท้อนต้นทุนจริง

BTS สายสีเขียวขึ้นราคาเฉพาะ “ส่วนต่อขยาย” ทำไม? ใครกระทบ? และต้องจ่ายเท่าไรตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2568
สรุปแบบเข้าใจง่าย: ตั้งแต่ 1 พ.ย. 2568 ค่าโดยสาร ส่วนต่อขยายของสายสีเขียว เปลี่ยนจากเหมาจ่าย 15 บาท เป็นคิดตามระยะทาง 17–45 บาท และหากเดินทางข้ามระหว่างสัญญาหลักกับส่วนต่อขยาย เพดานทั้งสายไม่เกิน 65 บาท พร้อมส่วนลดนักเรียน/นักศึกษา 30% และผู้สูงอายุ 50%.

อะไร “เปลี่ยนไป” บ้าง
• เฉพาะการเดินทางภายในส่วนต่อขยาย 3 ช่วง: 
• • หมอชิต–คูคต (เหนือ)
• อ่อนนุช/บางจาก–เคหะฯ สมุทรปราการ (ตะวันออก)
• โพธิ์นิมิตร–บางหว้า (ตากสิน–เพชรเกษม)
• คิดตามระยะทาง เริ่ม 17 บาท สูงสุด 45 บาท (บัตรเที่ยวเดียว/แรบบิททั่วไป)
• หากเชื่อมต่อกับสัญญาหลัก (เดิม) จะคิดรวมทั้งระบบ แต่ทั้งสายไม่เกิน 65 บาท
• ส่วนลดยังอยู่: นักเรียน/นศ. ลด 30% และผู้สูงอายุ ลด 50%

ทำไมถึงขึ้นราคา
1. 1) สิ้นสุด “เหมาจ่ายชั่วคราว” 15 บาท: เดิมเป็นมาตรการชั่วคราวในช่วงเปิดใช้ส่วนต่อขยาย ตอนนี้กลับสู่โครงสร้างค่าโดยสารตามระยะทาง เพื่อสะท้อนต้นทุนจริงของระบบ.
2. 2) ภาระต้นทุนและหนี้สะสมของโครงการ: กรุงเทพมหานคร/กรุงเทพธนาคมมีภาระค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงของส่วนต่อขยายจำนวนมาก จึงต้องปรับราคาเพื่อการเงินที่ยั่งยืน.
3. 3) บริหารความมั่นคงระบบขนส่งในระยะยาว: กทม. ระบุว่าการปรับนี้ช่วยให้ดูแลคุณภาพและความถี่การวิ่งได้ต่อเนื่อง

ใคร “กระทบมากสุด”
• • ผู้ที่ใช้งานเฉพาะส่วนต่อขยายยาว ๆ ทุกวัน (เช่น คูคต–อ่อนนุช/บางจาก หรือ สมุทรปราการ–อโศก/สยาม)
• ผู้ที่ต้อง “ข้ามสัญญา” ระหว่างหลักกับต่อขยายบ่อย ๆ แม้เพดาน 65 บาทจะจำกัดผลกระทบ แต่ค่าใช้จ่ายรายเดือนยังเพิ่มจากเดิมเล็กน้อย (สูงสุด +3 บาทต่อเที่ยวเมื่อเดินทางเต็มสาย)

คำถามพบบ่อย (FAQ)
• Q: ขึ้นทั้งระบบ BTS ไหม?
A: ไม่ใช่ทั้งระบบ ปรับเฉพาะ “ส่วนต่อขยาย” แต่เมื่อเดินทางทั้งสาย เพดานรวมขยับเป็น 65 บาท.
• Q: นโยบาย “20 บาทตลอดทาง” เกี่ยวไหม?
A: เป็นนโยบายระดับชาติที่ยังไม่ครอบคลุมการประกาศครั้งนี้ของสายสีเขียว.
• Q: นักเรียน/ผู้สูงอายุ ยังได้ส่วนลดไหม?
A: ได้เหมือนเดิม นักเรียน/นศ. -30% และผู้สูงอายุ -50% ในส่วนต่อขยาย

คำนวณให้เห็นภาพ (ตัวอย่าง)
• • ผู้โดยสารที่เคยจ่าย 15 บาทตลอดช่วงต่อขยาย หากเดินทางระยะไกลขึ้น จะจ่ายใกล้เพดาน 45 บาทต่อเที่ยว.
• เดินทางข้ามจากส่วนหลักเข้าสู่ส่วนต่อขยาย (หรือกลับกัน) ค่าโดยสารรวมทั้งเส้นไม่เกิน 65 บาท

วิธีประหยัดค่าโดยสารหลังปรับราคา
• • ใช้บัตรแรบบิทนักเรียน/นศ. หรือผู้สูงอายุ ตามสิทธิที่มี.
• เลือกสถานีเปลี่ยนระบบที่ใกล้จุดหมายเพื่อลดระยะทางในส่วนต่อขยาย.
• วางแผนเวลาเดินทางให้แน่นอน ลดการแตะเข้า–ออกซ้ำโดยไม่จำเป็น.

ไทม์ไลน์และขอบเขต
• มีผลตั้งแต่: 1 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป
• ครอบคลุม: ส่วนต่อขยาย 3 ช่วงของสายสีเขียว (เหนือ, ตะวันออก, ธนบุรี)
• เพดานค่าโดยสารทั้งสาย: ไม่เกิน 65 บาท เมื่อเดินทางข้ามระหว่างสัญญาหลักกับส่วนต่อขยาย

MIXUE จับมือสายการบิน ‘ไห่หนาน แอร์ไลน์’ เปิดตัว 2 เครื่องบินลายพิเศษ Snow King พร้อมเนรมิตห้องโดยสารสุดน่ารัก สื่อถึงความสุขและความสดชื่นทุกการเดินทาง

เมื่อวันที่ (28 ต.ค. 68) บริษัท มี่เสวี่ย (MIXUE) ร้านไอศกรีมและเครื่องดื่มชาของประเทศจีน เปิดตัวสองเครื่องบินลายพิเศษ 'Snow King' ร่วมกับสายการบินไห่หนาน แอร์ไลน์ (Hainan Airlines) โดยเครื่องบินทั้งสองลำประสบความสำเร็จในการบินเที่ยวแรกอย่างราบรื่น ตัวเครื่องโดดเด่นด้วยภาพ Snow King ถือคทาไอศกรีม สวมผ้าคลุมสีแดง ลอยอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าและเมฆขาว สื่อถึงความสุขและความสดชื่นในทุกการเดินทาง

ภายในห้องโดยสารยังคงธีม 'Snow King' อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งบนพนักพิงศีรษะ โต๊ะอาหาร และช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะที่ตกแต่งด้วยภาพตัวการ์ตูนเอกลักษณ์ของ MIXUE เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางแสนสดใสให้ผู้โดยสารรู้สึกเหมือนได้นั่งอยู่ในโลกแห่งไอศกรีม

ก่อนเปิดตัวจริง MIXUE ยังถ่ายทอดสดเบื้องหลังการตกแต่งเครื่องบิน พร้อมเชิญแฟนคลับเยี่ยมชม 'โรงงานซูเปอร์แฟคทอรี' ที่ไห่หนาน เพื่อชมขั้นตอนการผลิตกาแฟและเครื่องดื่มคุณภาพ ในโลกออนไลน์ ซึ่งแฟนๆ พากันคอมเมนต์อย่างตื่นเต้นว่า “Snow King บินได้แล้ว!” และ “จะจองเที่ยวบินนี้แน่นอน!” สะท้อนกระแสความนิยมที่แบรนด์ขนมหวานสัญชาติจีนรายนี้ สร้างได้ทั้งบนพื้นดินและบนท้องฟ้า

โซเชียลเกาหลีเดือด จวก ‘ฮุน มาเนต’ มาสาย 9 นาที ปล่อยให้ ปธน.โสมขาว นั่งรอ ก่อนประชุมปราบแก๊งสแกมเมอร์ ที่มาเลเซีย ชาวเน็ตจี้ตัดงบช่วยเขมร เหตุไม่ให้เกียรติผู้นำ

(29 ต.ค. 68) เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เกาหลีใต้ หลังสื่อ KBS เผยคลิปเหตุการณ์ระหว่างที่ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ต้องนั่งรอถึง 9 นาที ระหว่างรอการเข้าพบกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ที่ผ่านมา เพื่อหารือเรื่องการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ หลังเกิดกรณีนักศึกษาเกาหลีเสียชีวิตในกัมพูชา

ในคลิปดังกล่าว อี แจ-มยอง ถูกจับภาพขณะนั่งเล่นโทรศัพท์และพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ระหว่างรอการประชุม ทำให้ชาวเน็ตเกาหลีใต้จำนวนมากแสดงความไม่พอใจ โดยมองว่าผู้นำกัมพูชา “ไม่ให้เกียรติ” และ “ไร้มารยาททางการทูต” หลายความเห็นเรียกร้องให้รัฐบาลยุติความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่กัมพูชา พร้อมนำงบประมาณ 400,000 ล้านวอน (ราว 1 หมื่นล้านบาท) กลับมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศตนเอง

ชาวเน็ตบางรายถึงขั้นเปรียบเปรยว่า “ฮุน มาเนต ทำตัวเหมือนปูติน” ขณะที่อีกหลายความเห็นระบุว่า “มาสาย 9 นาทีเท่ากับดูถูกเกาหลีใต้ทั้งประเทศ” จนเกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาความสัมพันธ์กับกัมพูชาใหม่ทั้งหมด เหตุการณ์ดังกล่าวถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมและยูทูบของเกาหลีใต้

ด้านทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ชี้แจงภายหลังว่า นายฮุน มาเนต มาถึงบริเวณอาคารตรงเวลา แต่ไม่สามารถเข้าห้องประชุมได้ทันที เนื่องจากนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเพิ่งมาถึงก่อนหน้า เจ้าหน้าที่จึงต้องเคลียร์เส้นทางเพื่อความปลอดภัย เป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นบ่อยในการประชุมระดับนานาชาติ แม้มีคำอธิบายดังกล่าว แต่เสียงวิจารณ์ในโลกออนไลน์ก็ยังไม่สงบลงง่ายๆ

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top