Monday, 8 June 2026
NewsFeed

อาเซียนแบน ‘มิงอ่องล่าย’ ต่อเนื่อง แม้บุกตึกสแกมเมอร์ KK Park ก็ไม่ช่วย ‘UN–นักสิทธิมนุษยชน’ จวกยับ ‘รัฐบาลทหารเมียนมา’ กำลังเล่นละครเลือกตั้ง

(29 ต.ค. 68) มิงอ่องล่าย (Min Aung Hlaing) ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ถูก “แบนต่อเนื่อง” จากเวทีอาเซียนปีที่ 47 (26–28 ต.ค.) หลังชาติสมาชิกยืนยันไม่เชิญเข้าร่วม จนกว่าจะปฏิบัติตาม “ข้อตกลง 5 ข้อ” ที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2021 ทั้งเรื่องหยุดยิง ปล่อยนักโทษการเมือง เปิดเจรจากับฝ่ายประชาธิปไตย อนุญาตให้มีความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และจัดการเลือกตั้งเสรีจริงจัง

เมียนมาส่ง “อู วุนนา มอง ลวิน” รัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลกลาง มาร่วมประชุมแทนตามธรรมเนียม แม้รัฐบาลทหารจะพยายามเรียกคะแนนผ่าน “ปฏิบัติการบุก KK Park” ที่จับผู้ต้องสงสัยได้กว่า 2,000 ราย แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นเพียง “โชว์ผลงาน” มากกว่าการจัดการอาชญากรรมจริง เพราะเครือข่ายใหญ่ยังไม่ถูกแตะต้อง และมีผู้ต้องสงสัยอีกหลายร้อยคนหนีข้ามมาฝั่งไทย

ด้าน “อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน ย้ำว่า อาเซียนจะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์ไปติดตามการเลือกตั้งเมียนมาในเดือนธันวาคม หากรัฐบาลทหารยังไม่ทำตามข้อตกลง 5 ข้อ ขณะที่ UN และองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประณามการเลือกตั้งว่าเป็น “การเลือกตั้งจอมปลอม” เพราะหลังรัฐประหารปี 2021 มีประชาชนถูกสังหารกว่า 6,000 ราย และอีก 3.5 ล้านคนต้องลี้ภัย

ขณะที่ สื่อในภูมิภาควิจารณ์ว่า “รัฐบาลทหารเมียนมากำลังเล่นละคร” ใช้ปฏิบัติการ KK Park เพื่อกลบเสียงประณาม ขณะที่อาเซียนมุ่งหารือประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคงระดับภูมิภาค เช่น สงครามภาษีสหรัฐฯ และกรอบ RCEP ส่วนเมียนมายังคง “โดดเดี่ยวกลางเวทีโลก” แม้พยายามสร้างภาพ “จัดระเบียบประเทศ” แต่โลกกลับมองว่า สิ่งที่เมียนมาต้องชำระ... คือ “เลือดและประชาธิปไตย” ไม่ใช่เพียงข่าวประชาสัมพันธ์

บทเรียน Insider Trading จาก ‘เถ้าแก่น้อย’ ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมายแต่ทำลายความเชื่อมั่นทั้งองค์กร สะเทือนไกลถึงระบบตลาดทุนไทย ชี้ ควรแก้วิกฤติทันทีกู้ความเชื่อมั่นระยะยาว

บทนำ
ข่าวคดีใช้ข้อมูลภายใน (insider trading) ที่โยงถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียน สะเทือนมากกว่าราคาหุ้นวันสองวัน มันกระแทก “ทุนทางความเชื่อมั่น” ของทั้งองค์กร—ตั้งแต่ผู้ถือหุ้น คู่ค้า ไปจนถึงพนักงาน และโยงไปไกลถึงระบบตลาดทุนไทยโดยรวม บทความนี้เจาะให้ผู้บริหารและคนทำธุรกิจเห็นว่า การพลาดของผู้นำหนึ่งคน สามารถทำให้ทั้งตลาดสั่นได้อย่างไร และควรทำอะไรทันทีเพื่อกู้ความเชื่อมั่นให้กลับมาอย่างยั่งยืน

1) เคสเถ้าแก่น้อย: ข้อเท็จจริงแบบย่อ
ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 เกิดกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งต่อผู้เกี่ยวข้องหลายรายในคดีซื้อขายหุ้นโดยอาศัยข้อมูลภายในของบริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN) พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เหตุการณ์ดังกล่าวจุดคำถามใหญ่เรื่องธรรมาภิบาล (Corporate Governance: CG) และการสื่อสารกับนักลงทุน

2) ไม่ใช่เคสเดียว: ปรากฏการณ์ที่ไทยเคยเจอ
• Thai Union (TU): กรณีผู้บริหารระดับสูงถูกลงโทษทางแพ่งจากคดี insider trading และมีการเปลี่ยนแปลงระดับบอร์ด
• CP ALL: เกิดคดี insider trading ที่ส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์ จนต้องออกมาชี้แจง–ขอโทษต่อสาธารณะ
สองตัวอย่างนี้สะท้อนว่า ‘ชื่อชั้นแบรนด์’ หรือ ‘ขนาดธุรกิจ’ ไม่ได้กันความเสี่ยงด้าน CG หากวินัยและระบบกำกับดูแลไม่เข้มพอ
.
3) ทำไมเรื่องนี้ “แพง” สำหรับผู้บริหาร
1) Cost of Capital สูงขึ้น – ความไม่ไว้วางใจทำให้ผู้ให้ทุนเรียกส่วนชดเชยความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
2) Reputation Risk ติดตัว – ลูกค้า–คู่ค้า–พาร์ทเนอร์บางรายจะชะลอหรือทบทวนการร่วมมือ
3) Talent Risk – คนเก่งลังเลจะอยู่ต่อ หากรู้สึกว่าผู้นำไม่ยืนข้างกติกา
4) Regulatory Overhang – ความเสี่ยงทางกำกับดูแลยืดเยื้อ กินสมาธิผู้บริหาร และทำให้แผนกลยุทธ์สะดุด

4) 10 Checkpoints ที่ผู้บริหารต้องทำ “ทันที”
1) Freeze Window & Pre‑clearance: กำหนดช่วง Blackout และระบบอนุมัติล่วงหน้าสำหรับผู้บริหารทุกระดับ
2) Insider List & Logging: ทำรายชื่อผู้รับรู้ข้อมูลสำคัญและล็อกการเข้าถึงแบบตรวจสอบย้อนกลับได้
3) Board Oversight ที่เป็นอิสระ: เสริมอำนาจคณะกรรมการตรวจสอบ/กรรมการอิสระให้พิจารณาดีลที่เสี่ยงขัดผลประโยชน์
4) Whistleblower ที่ใช้ได้จริง: ช่องร้องเรียนเป็นความลับ พร้อม SLA ในการสอบสวน
5) Conduct Training รายไตรมาส: เทรนนิ่งภาคบังคับ พร้อมแบบทดสอบผ่านเกณฑ์
6) IR Protocol: คู่มือสื่อสารวิกฤต—ใครพูด, พูดอะไร, เมื่อไร, รูปแบบเอกสาร–FAQ
7) Event Timeline Disclosure: เปิดเผยเส้นเวลา “รู้–พิจารณา–ตัดสินใจ–ลงมือ” ให้ตรวจสอบได้
8) Third‑party Review: ใช้ที่ปรึกษาอิสระทำ Forensic Review/Compliance Gap Assessment
9) KPI & Pay Link: ผูกคะแนน CG/ESG เข้ากับโบนัสและ Long‑term Incentive ของผู้บริหาร
10) Board Refresh: ทบทวนโครงสร้างบอร์ด–ทักษะ–วาระ เพื่อยกระดับวัฒนธรรมรับผิดชอบ

5) Crisis Playbook 48 ชั่วโมงแรก (ย่อ)
0–6 ชม.: ตั้ง War‑room, เคลียร์ Facts, แตะเบรกทุกการสื่อสารที่ไม่ผ่าน IR/Legal
6–24 ชม.: แถลงสั้น–จริง–ตรวจสอบได้, อธิบายขั้นตอนสอบสวนและมาตรการป้องกันซ้ำ, สื่อสารภายในกับพนักงาน
24–48 ชม.: เผยไทม์ไลน์, FAQ สำหรับนักลงทุน/สื่อ, นัดอัปเดตครั้งถัดไป, เปิดช่อง Q&A อย่างมีกรอบ
Do: โปร่งใส, รักษาความเท่าเทียมข้อมูล, วัดอารมณ์ผู้มีส่วนได้เสีย
Don’t: โยนความผิด, ชี้นำราคา, ให้สัญญาเกินศักยภาพ
.
6) Governance‑by‑Design: ทำให้ “การยึดกติกา” เป็นดีฟอลต์
• ออกแบบกระบวนการที่ทำผิดได้ยาก (Hard to do wrong): ระบบอนุมัติ, สิทธิ์เข้าถึงข้อมูล, และเตือนอัตโนมัติ
• ใช้ Data & Audit Trail: บันทึกทุก access/approval เพื่อลดช่องโหว่และเร่งการสอบสวนเมื่อเกิดเหตุ
• Integrate กับยุทธศาสตร์ธุรกิจ: CG ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นอาวุธสร้างความได้เปรียบในการดึงทุนและพาร์ทเนอร์คุณภาพ

บทสรุป
Insider trading ไม่ใช่แค่ความผิดตามกฎหมาย แต่มันคือ “สัญญาณของวัฒนธรรม” ว่าองค์กรยอมให้กติกาถูกบิดเพื่อประโยชน์บางคน ผู้บริหารที่เข้มแข็งต้องรีบยกระดับระบบ—ไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวบุคคล—เพื่อกู้ทุนความไว้วางใจและวางรากฐานการเติบโตระยะยาว คำถามที่ท้าทายผู้บริหารทุกคนคือ: ในวันที่องค์กรถูกจับจ้อง คุณจะเลือกปกป้องราคาในวันพรุ่งนี้ หรือปกป้องความน่าเชื่อถือในอีก 10 ปีข้างหน้า?

ฝรั่งเศสเตรียมส่งทหาร 2,000 นายเข้ายูเครน หน่วยรบ French Foreign Legion พร้อมเคลื่อนพล รัสเซียจวก ‘มาครง’ อยากจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ ชี้เป็นสัญญาณยกระดับสงคราม นาโต VS รัสเซีย

(29 ต.ค. 68) หน่วยข่าวกรองต่างประเทศของรัสเซีย (SVR) เปิดเผยว่า ฝรั่งเศสกำลังเตรียมส่งกำลังทหารราว 2,000 นาย เข้าประจำการใน “ยูเครนตอนกลาง” โดยกำลังหลักจะมาจากหน่วยรบพิเศษ French Foreign Legion ที่ปัจจุบันประจำอยู่ในชายแดนโปแลนด์ และอยู่ระหว่างการฝึกเข้มพร้อมรับอาวุธและยุทธภัณฑ์เต็มรูปแบบ ก่อนย้ายไปยูเครนในเร็ว ๆ นี้

รายงานของ SVR ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวมาจากประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ซึ่งถูกมองว่าต้องการสร้างภาพลักษณ์ “ผู้นำทางทหาร” หลังถูกวิจารณ์หนักเรื่องเศรษฐกิจและปัญหาภายในประเทศ โดยฝรั่งเศสยังได้เร่งขยายจำนวนเตียงในโรงพยาบาลหลายร้อยเตียงเพื่อรองรับผู้บาดเจ็บจากภารกิจดังกล่าว 

ขณะที่ ดมีตรี เปสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกทำเนียบเครมลิน ออกมาแสดงความกังวลต่อรายงานนี้ โดยระบุว่า “เป็นเรื่องที่น่าตกใจ” พร้อมเตือนว่าการเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสอาจนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งในยุโรปอย่างร้ายแรง ทั้งยังกล่าวว่า ประเทศในสหภาพยุโรปส่วนใหญ่กำลัง “ไหลตามแนวคิดทหารนิยม” ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเสถียรภาพในอนาคตของยุโรปเอง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ระบุว่า หากฝรั่งเศสส่งทหารเข้าสู่พื้นที่สู้รบจริง จะถือเป็น “ก้าวย่างที่อันตราย” เพราะจะทำให้ชาติตะวันตกเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในสงครามยูเครน–รัสเซีย ซึ่งดำเนินมานานกว่า 3 ปี และอาจเป็นชนวนให้เกิดการเผชิญหน้าทางทหารระหว่าง “นาโต” กับ “รัสเซีย” อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ผ่าน “โครงการ / องค์กร / สถาบัน / ศูนย์การเรียนรู้”ภายใต้พระราชดำริ หรือในพระราชูปถัมภ์ของพระองค์

 

'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.' วิเคราะห์ 'ภาพลวงตา' ส่งออกไทยพุ่ง 19%แต่รายได้ประชาชนไม่เพิ่มจีดีพี.โตต่ำ1.5% พร้อมเสนอ4ยุทธศาสตร์ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand อดีตรัฐมนตรีและส.ส.6สมัยพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเปิดเผยบทวิเคราะห์ที่น่าตกใจถึงภาวะเศรษฐกิจไทย โดยเตือนว่า ตัวเลขส่งออกเดือนกันยายน 2568 ที่พุ่งสูงถึง 19.0% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 42 เดือนนั้น เป็นเพียง 'ภาพลวงตา'
“การเติบโตทางสถิติไม่สำคัญเท่ากับ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนสัมผัสได้  ถึงเวลาที่ต้องทบทวนว่า เรากำลังสร้าง "เศรษฐกิจตัวเลข" หรือ "เศรษฐกิจชีวิตจริง" ของประชาชน”

การเติบโตของส่งออกเกือบทั้งหมด ถูกขับเคลื่อนโดยสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศโดยเฉพาะ 2 กลุ่มหลัก
1. ทองคำ: การส่งออกทองคำมีการขยายตัวสูงถึง 212.6% ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันตัวเลขรวม แต่ทองคำไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่แท้จริงส่วนใหญ่ เป็นการนำเข้าเพื่อส่งออกหรือทางผ่านการส่งออก(re-export)
2. อิเล็กทรอนิกส์: แม้สินค้ากลุ่มนี้จะมีการส่งออกสูง เช่น คอมพิวเตอร์ 57%แต่โครงสร้างการผลิตยังคงเป็นการประกอบ(Assembly)ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ
  
ผลิตเพื่อการส่งออกที่สำคัญที่สุดของประเทศ โดยคิดเป็นประมาณ 27% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดซึ่งการส่งออกที่เติบโต 23% มีมูลค่าเพิ่มในประเทศประมาณ1ใน5ส่วน( 18-22%) เท่านั้น ส่วนกลุ่มทองคำที่ส่งออกพุ่ง 47% มีมูลค่าเพิ่มในประเทศเพียง 3-5% สำหรับทองคำแท่ง

"ความจริงคือ ถ้าตัดมูลค่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และทองคำออกไป อัตราการเติบโตของการส่งออกไทยในเดือน ก.ย. 2568 จะเหลือเพียง 4.9% เท่านั้น" นายอลงกรณ์ระบุ โดยอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย "ส่วนต่าง 14.1% คือตัวเลขที่บวมและไม่ได้กระจายผลประโยชน์ไปสู่คนส่วนใหญ่"

นายอลงกรณ์ ซึ่งเป็นอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯและทำหน้าที่ ประธานคณะกรรมการบริหารและพัฒนาผลไม้แห่งชาติ (Fruit Board)ยังกล่าวต่อไปว่า ตัวเลขที่สะท้อนความเจ็บปวดของเศรษฐกิจฐานรากคือ ภาคเกษตร ซึ่งเป็นฐานรายได้ของประชากรส่วนใหญ่ทรุดหนักจากการส่งออกพืชเศรษฐกิจหลักเช่นมูลค่าส่งออกข้าว ลดลงถึง 31%และมูลค่าส่งออกผลไม้ ลดลงถึง 50% สาเหตุหลักมาจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก โดยเฉพาะการกลับมาของอินเดียในตลาดข้าว และการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดจีน ซึ่งส่งผลให้ราคาตกต่ำ และ กระทบรายได้เกษตรกรโดยตรง

ยิ่งกว่านั้นภาคครัวเรือนยังคงแบกรับภาระหนี้ครัวเรือนทำให้ประชาชนไม่มีกำลังซื้อฉุดรั้งการบริโภคภายในประเทศให้ซบเซา รวมทั้งอัตราดอกเบี้ย MRR เฉลี่ยที่สูงกว่า 6.9% เป็นภาระโดยตรงต่อทั้งครัวเรือนและ SMEs ที่ต้องกู้เงิน ทำให้ต้องนำรายได้ไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นแทนที่จะใช้จ่ายหรือลงทุน ส่งผลให้การบริโภคในประเทศ (Consumption) ที่เป็นองค์ประกอบใหญ่ของ GDP ยังคงอ่อนแอโดยธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงที่ 90.9% ของจีดีพี ในเดือนกันยายน 2568 ขณะที่สมาคมธนาคารไทยเผยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีหนี้เสียสูงถึง 6.8% เทียบกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีหนี้เสียเพียง 2.1%

นายอลงกรณ์อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ทำหน้าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนชี้ว่า ตัวเลขส่งออกกับการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ที่โตต่ำเพียง 1.5% ในไตรมาสที่ 3ของปีนี้และปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ใช่ความขัดแย้งของตัวเลข แต่เป็น "อาการป่วย" ของเศรษฐกิจไทยและเป็นสัญญาณของวิกฤตเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า "การเติบโตที่ขาดการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ" (Decoupled Growth)

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการเติบโตแบบ K-Shaped Recovery ที่บริษัทใหญ่เติบโตร่ำรวยแต่คนส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การแก้ปัญหาวิกฤต "การเติบโตที่ไม่ทั่วถึง" นี้ รัฐบาลต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการเน้น "ปริมาณ" ไปสู่ "คุณภาพ" และมุ่งเน้นการสร้าง DVA สูง ในทุกห่วงโซ่อุปทานจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน 

1. ยกระดับผลิตภาพ(Productivity)ภาคเกษตร สู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง โดยสนับสนุนเทคโนโลยีเกษตร (Agri-Tech)เกษตรอัจฉริยะและปัญญาประดิษฐ์( Smart & AI Farming )และเกษตรแปลงใหญ่(Big Farm)พัฒนาระบบประกันรายได้เกษตรกรจัดตั้งกองทุนเกษตรกรเพื่อการลงทุน การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และเก็บรักษาผลผลิต การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์การสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรรวมทั้งยกระดับการตลาดและช่องทางการจำหน่ายโดยสร้างเครือข่ายตลาดกลางสินค้าเกษตรออนไลน์และแพลตฟอร์มการค้าสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ

2. เปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมส่งออกหลักของเรายังคงเป็น การประกอบ (Assembly) ไม่ใช่ การสร้าง (Manufacturing) ที่แท้จริง เราเป็นเพียงจุดสุดท้ายในห่วงโซ่การผลิต (global value chain)แทนที่จะเป็นจุดเริ่มต้น รายได้จากการส่งออกกระจุกตัวในกลุ่มบริษัทข้ามชาติและบริษัทใหญ่ ขณะที่แรงงานไทยได้เพียงค่าจ้างขั้นต่ำ เราต้องปรับเปลี่ยนจากการประกอบเป็นโรงงานประกอบ(OEM: Origianl Equipment Manufacturer)อัพเกรดเป็นODM (Original Design Manufactuere)มีดีไซน์สร้างมูลค่าเพิ่มและ OBM (Original Brand Manufacturer)สร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ด้วยโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy)บนฐานทรัพย์สินทางปัญญา(Intellectual Property)ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีได้วางรากฐานไว้สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ (DVA:Domestic Value Added)

3. เร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน มาตรการแก้หนี้ต้องมาพร้อมกับการ เพิ่มทักษะและโอกาสในการสร้างรายได้ ให้กับลูกหนี้ฐานราก เพื่อให้สามารถออกจากวงจรหนี้และกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศได้อย่างยั่งยืน

4.ยกเครื่องโมเดลการส่งออกแบบดั้งเดิมใน”ระบบผู้นำเข้า-ผู้ส่งออก“(Importer-Exporter model)สู่โมเดลใหม่คือแพลตฟอร์มการค้าดิจิตอลข้ามพรมแดนซึ่งจะเพิ่มการส่งออกสินค้าเอสเอ็มอี.(SME)และสินค้าเกษตรสินค้าชุมชนรวมทั้งการท่องเที่ยวได้แบบก้าวกระโดดสามารถกระจายรายได้ถึงเศรษฐกิจฐานรากในประเทศได้อย่างทั่วถึง(Inclusive distribution)

นายอลงกรณ์อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์สรุปว่า ที่ผ่านมาการผลิตและส่งออกของประเทศไทยเป็นเพียง "จุดผ่าน" ของเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ ผลที่ตามมาคือรายได้จริงของประชาชนไม่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของการส่งออก ”ตราบใดที่การเติบโต 19% ยังคงเป็นกำไรที่กระจุกตัว ประเทศไทยก็จะยังคงติดกับดัก ”ส่งออกรุ่ง แต่ GDP ร่วง“อย่างนี้ต่อไปถ้าไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างและระบบภาคเกษตร อุตสาหกรรมและพาณิชย์แบบครบวงจร

นี่คือเหตุผลว่าทำไมตัวเลขการเติบโตของการส่งออกจึงไม่สะท้อนถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและเศรษฐกิจในประเทศอย่างแท้จริง“

สถาบันพระปกเกล้า เปิดหลักสูตรนักบริหารวัฒนธรรมระดับชาติ ปลุกพลังทุนวัฒนธรรมขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน

เมื่อวันที่ (27 ต.ค.68) ที่ห้องสัตมรามาธิราช สถาบันพระปกเกล้า สำนักฝึกอบรมและพัฒนาทุนมนุษย์ จัดพิธีเปิดการศึกษาอบรมและปฐมนิเทศหลักสูตร “นักบริหารระดับสูงของชาติด้านการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในพื้นที่”

โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า มอบหมายให้ อาจารย์วิทวัส ชัยภาคภูมิ ที่ปรึกษาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานเปิดหลักสูตร ขณะที่ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ประธานมูลนิธิเสริมสร้างพลังชุมชนวัฒนธรรมและธรรมากิบาล กล่าวรายงาน

ดร.ถวิลวดี กล่าวว่า การจัดหลักสูตรครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และสร้างหลักสูตรการจัดการฝึกอบรมเทคนิคเชิงกลยุทธ์ ในการเสริมสร้างความเป็น “พลเมืองทางวัฒนธรรม” และพัฒนานักบริหารระดับสูงของชาติให้มีทักษะด้านการบริหารจัดการทางวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทยและทิศทางสากล โดยมุ่งเน้นให้เกิด เครือข่ายนักบริหารทางวัฒนธรรม ที่สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประยุกต์ใช้เครื่องมือและแนวคิดทางวัฒนธรรมในการพัฒนาพื้นที่ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิด ชุมชนการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ที่ยั่งยืน

ภายในงานมีการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ทุนวัฒนธรรมสร้างชาติ” โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมทั้งการบรรยายพิเศษโดย ดร.ธนภณ วัฒนกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทุนทางวัฒนธรรม และกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ โดย อาจารย์กู้เกียรติ ภูมิรัตน์

โอกาสนี้ นายณัฐพงศ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และ นางธนิษฐา สุขะวัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมและพัฒนาทุนมนุษย์ ได้ร่วมกล่าวต้อนรับและให้โอวาทแก่นักศึกษา

สำหรับหลักสูตรดังกล่าว มีเป้าหมายพัฒนา “นักบริหารระดับสูงของชาติ” ให้มีองค์ความรู้ด้านการจัดการทุนทางวัฒนธรรม เชื่อมโยงการพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ และสร้างเครือข่ายนักบริหารวัฒนธรรมทั่วประเทศ

หลักสูตรมีผู้เข้าร่วม 45 คน ใช้เวลาอบรมต่อเนื่อง 4 เดือน ประกอบด้วยการบรรยายเชิงลึก การศึกษาดูงานในประเทศ 3 ครั้ง และต่างประเทศ 1 ครั้ง พร้อมจัดทำโครงงานกลุ่มเชิงนโยบาย เพื่อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนทุนวัฒนธรรมไทยสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

‘เสียวหมี่’ เปิดโรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ แห่งแรกที่อู่ฮั่น มูลค่าลงทุน 2.5 พันล้านหยวน ขยายอาณาจักรไกลกว่า ‘สมาร์ทโฟน–รถยนต์’ ชูเทคโนโลยีล้ำ ผลิตแอร์พรีเมียมได้ทุก 6.5 วิ

(29 ต.ค. 68) เสียวหมี่ (Xiaomi) บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน เปิดโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะแห่งแรกที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการขยายฐานการผลิตครั้งใหญ่จากเดิมที่เน้นเฉพาะสมาร์ทโฟนและรถยนต์ไฟฟ้า สู่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเต็มรูปแบบ

โรงงานแห่งใหม่นี้มุ่งเน้นผลิตเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะ เป็นโรงงานขนาดใหญ่แห่งที่ 3 ของเสียวหมี่ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 750 หมู่ หรือประมาณ 312.5 ไร่ ใช้งบลงทุนกว่า 2.5 พันล้านหยวน (ราว 1.28 หมื่นล้านบาท) และติดตั้งเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Digital Twin, ระบบตรวจสอบด้วย AI และระบบขนส่งทางอากาศอัตโนมัติ

เสียวหมี่เผยว่า โรงงานสามารถผลิตแอร์ระดับพรีเมียมได้ทุก 6.5 วินาที และจะมีกำลังการผลิตสูงสุดปีละกว่า 7 ล้านเครื่อง สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์รวมกว่า 14,000 ล้านหยวน (ราว 7.2 หมื่นล้านบาท)

สำหรับ การเปิดโรงงานใหม่นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาด “สมาร์ทโฮม” ในจีน ซึ่งมีมูลค่ากว่า 756,000 ล้านหยวนในปี 2024 และคาดว่าจะเพิ่มแตะเกือบ 800,000 ล้านหยวนในปีนี้ ขณะที่ยอดส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าจีนโตขึ้นถึง 14.8% สะท้อนศักยภาพอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภายในประเทศที่ยังขยายตัวไม่หยุด


 

‘เดชอิศม์’ กับ 5 ทางเลือกการเมือง ท่ามกลางสนามการเมืองภาคใต้กำลังเปลี่ยน ‘ประชาธิปัตย์’ ไม่ง่าย – ‘กล้าธรรม’ ก็แน่น พปชร.–โอกาสใหม่–ตั้งพรรคเอง อาจเป็นทางออก

ทางเลือกของนายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง

1.อยู่กับประชาธิปัตย์ต่อไป ไม่มีตำแหน่งอะไร อยู่เงียบๆ ขอจัดการเฉพาะคนของตัวเอง แต่ไม่ง่ายกับบริบทของประชาธิปัตย์เปลี่ยนไปแล้ว กลับไปสู่อุดมการณ์เดิมแล้ว

2.ไปอยู่กล้าธรรม ก็ไม่ง่ายกับการ์ดสูงของ สส. กฤต ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ที่เขาอยู่มาก่อน รวมถึงโบ้ท อนุกูล พฤษภานุศักดิ์ ที่ทำงานพื้นที่มานาน และยืนหยัดลงเขต ที่มีน้ำหอม สุภาพร กำเนิดผล ภรรยาของนายกฯชายเป็น สส. อยู่ก่อนแล้ว

3.ไปตั้งต้นใหม่กับพรรคพลังประชารัฐ ที่ต้องเฟ้นหาตัวผู้สมัครใหม่ทั้งหมด แต่ต้องยอมรับว่า พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค เขาก็เดินหน้าสรรหาผู้สมัครมาแล้วไม่น้อยทีเดียว

4.ไปพรรคโอกาสใหม่ ที่มีคณะของฉัตรชัย พรหมเลิศ กำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาอยู่ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูง

5.ตั้งพรรคขึ้นมาเอง เช่น ชื่อ 'พรรคทักษิณ' เน้นส่งผู้สมัคร 14 จังหวัดภาคใต้ 60 เขต สู้ในเขตที่สู้ได้ แต่ประเด็นคือ ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างมาก สมมุติเขตละ 20 ล้าน ต้องใช้งบประมาณถึง 1200 ล้านบาท นายกฯชายจะรับได้ไหม ถ้ารับได้ก็เป็นอีก 1 ทางเดิน

‘ชัชชาติ’ ยังไม่ฟันธง ลงชิงเก้าอี้อีกสมัย ปชน.–เพื่อไทย–ไทยก้าวใหม่ เปิดหน้าไพ่รอจังหวะ โจทย์ใหญ่ชี้ชะตารอบนี้ไม่ใช่แค่เลือกผู้ว่าฯ แต่คือการเลือกทีม–แผนแก้ PM2.5–ความโปร่งใส

ไทม์ไลน์คร่าว ๆ
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรอบใหม่คาดว่าจะอยู่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569

โดยกรุงเทพฯ จะเลือกผู้ว่าฯ พร้อมสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในช่วงเวลาเดียวกัน

รายละเอียดอย่างเป็นทางการยังต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศ แต่หลายฝ่ายใช้อ้างอิงไทม์ไลน์ดังกล่าวเพื่อการเตรียมตัวของพรรคการเมืองและทีมผู้สมัคร

1) แชมป์เก่าในฐานะ 'ตัวเต็งโดยธรรมชาติ': ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ)
ช่วงปี 2568 มีทั้งข่าวและคำให้สัมภาษณ์หลายทิศ—บางสำนักพาดหัวว่าเตรียมชิงสมัยที่ 2 แต่ล่าสุดเจ้าตัวระบุจะทำงานให้ครบวาระถึงปี 2569 และยังไม่ฟันธงเรื่องลงสมัครสมัยที่ 2 แปลว่าเขายังเป็น “ว่าที่ผู้สมัคร” ที่ต้องรอดูจังหวะการเมืองใกล้เปิดรับสมัคร
จุดแข็ง: ฐานเสียงกว้างจากแลนด์สไลด์ปี 2565 และภาพลักษณ์ผู้บริหารเชิงนโยบาย
โจทย์หนัก: ความคาดหวังสูง และการผลักดันนโยบายผ่านสภา กทม. ที่ไม่ใช่ทีมของตนทั้งหมด

2) ฝ่ายก้าวหน้า 'พรรคประชาชน' กับแคมเปญ Hackable Bangkok 2026
พรรคประชาชนประกาศจะส่งทีมลงชิงผู้ว่าฯ และ ส.ก. พร้อมธีมปัญหาเมือง—ฝุ่น PM2.5 พื้นที่สีเขียว การจัดการสิ่งแวดล้อม และการเปิดงบให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ (“Hack งบกรุงเทพฯ”) แม้ยังไม่เปิดชื่อผู้สมัครผู้ว่าฯ อย่างเป็นทางการ แต่ตัวเต็งที่สื่อจับตา ได้แก่ วรภพ วิริยะโรจน์ และชื่อของวิโรจน์ ลักขณาอดิศรยังมีแรงเชียร์ในหมู่แฟนคลับเมือง
จุดแข็ง: ทีมทำงานเชิงประเด็นชัดเจน เนื้อหานโยบายเชื่อมกับ “เมืองโปร่งใส”
โจทย์หนัก: ต้องเปิดชื่อ “ตัวบุคคล” ให้ชัดและเร็ว เพื่อแปลงโมเมนตัมองค์กรเป็นคะแนนนิยมตัวผู้สมัคร

3) เพื่อไทย “วาง 3 แคนดิเดตคนนอกพรรค”
มีรายงานว่าพรรคเพื่อไทยวาง 3 รายชื่อแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. (คนนอกพรรคทั้งหมด) เตรียมพร้อมหากผู้ว่าฯ ชัชชาติ (ซึ่งพรรคเคารพการตัดสินใจในฐานะอิสระ) ไม่ลง หรือจำเป็นต้องผลักดันตัวเลือกของพรรค ทั้งหมดนี้ยังไม่เปิดชื่ออย่างเป็นทางการ
จุดแข็ง: เครือข่ายพรรคและทรัพยากรสนามใหญ่
โจทย์หนัก: ต้องสื่อสารเหตุผลที่ “คนกรุงเทพฯ ควรเปลี่ยนมือผู้ว่าฯ” ให้เฉียบ และเปิดตัวคนนอกที่ใช่ให้ทันจังหวะ

4) “ดร.เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ กับพรรคใหม่ “ไทยก้าวใหม่ (Thai Kao Mai)”
อดีตแคนดิเดตผู้ว่าฯ ปี 2565 จากประชาธิปัตย์ เปิดตัวพรรคใหม่ “ไทยก้าวใหม่” ในปี 2568 ชูการศึกษาเป็นหัวใจการเมือง ทำให้ชื่อกลับมาอยู่บนเรดาร์เมืองหลวง แม้ยังไม่ประกาศชัดว่าจะลงเองหรือส่งคนของพรรค
จุดแข็ง: บุคลิกเชิงปฏิบัติการ + ไอเดียระบบเมือง/การศึกษา
โจทย์หนัก: โครงสร้างพรรคใหม่ยังต้องเร่งปักฐานใน กทม. ให้เห็นผลเร็ว

5) “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ: คนดังที่สื่อถามถึงบ่อย
ตลอดปี 2568 มาดามแป้งตอบสื่อว่ายังไม่ตัดสินใจและยังไม่ลง หากภาพรวมการเมืองไม่เอื้อ ท่าทีแบบ “เปิดไว้-ไม่ปิดประตู” ทำให้ชื่อเธอยังถูกกล่าวถึงในฐานะแคนดิเดตอิสระที่มีทุนทางสังคมสูง
จุดแข็ง: การยอมรับสาธารณะสูง เครือข่ายกีฬา/เอกชน
โจทย์หนัก: ต้องตอบคำถาม “ทีมบริหาร–นโยบายเมือง” ให้ลึกกว่าภาพลักษณ์

6) ขั้วอนุรักษนิยม/สายอดีตผู้ว่าฯ: พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง
อดีตผู้ว่าฯ จากการแต่งตั้งและผู้สมัครอิสระปี 2565 ปัจจุบันเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคหนึ่ง สถานะนี้ทำให้ความเป็นไปได้ที่จะกลับมาลงชิงผู้ว่าฯ ลดลง เว้นจะมีการวางยุทธศาสตร์ใหม่ของพรรค

7) ประชาธิปัตย์ “รีบูต” พร้อมการคัมแบ็กของสกลธี
ปลายปี 2568 ประชาธิปัตย์มีความเคลื่อนไหวใหญ่: ผู้นำพรรคกลับมาจับบังเหียน และสกลธี ภัททิยกุลหวนคืนพรรค ทำให้สื่อจับตาว่าดีลผู้ว่าฯ กทม. ของ ปชป. จะวางใครลงสนาม อย่างไรก็ดี ยังไม่เปิดชื่อผู้สมัคร ณ ตอนนี้

ประเด็นชี้แพ้–ชนะที่กรุงเทพฯ 2569 ต้องเผชิญ
1) สภา กทม. (ส.ก.) = เครื่องทดกำลังผู้ว่าฯ: เลือกผู้ว่าฯ คู่กับ ส.ก. ทั้ง 50 เขต ใครคุมสมดุลในสภาได้
จะเดินนโยบายลื่นกว่า โดยเฉพาะประเด็นตรวจงบ/โปร่งใส
2) เมืองที่ “หายใจได้” กับวิกฤต PM2.5: คุณภาพอากาศคือประเด็นนำ และตัววัดศักยภาพการบูรณาการหน่วยงาน
3) น้ำท่วม–ระบายน้ำ–ความทนทานของเมือง: ต้องอธิบายโรดแมปลงทุนเชิงระบบและการประสานรัฐบาลกลาง
4) ความโปร่งใสและความเร็วของระบบราชการ กทม.: ผู้สมัครที่โชว์วิธีวัดผล 12–24 เดือนแรก จะได้เปรียบ

สรุป “หน้าไพ่” ณ สิ้นตุลาคม 2568
• ชัชชาติ = ยังไม่ประกาศ แต่หากลงจริงยังเป็นตัวเต็งธรรมชาติจากฐานปี 2565
• พรรคประชาชน = เดินเกม Hackable Bangkok เต็มกำลัง รอเปิดชื่อผู้สมัคร—สื่อจับตา “วรภพ” และไม่ตัดชื่อ “วิโรจน์”
• เพื่อไทย = วางแคนดิเดตคนนอกพรรคไว้ รอจังหวะเปิดตัว
• สุชัชวีร์ + พรรคไทยก้าวใหม่ = เปิดพรรคแล้ว เพิ่มออปชันในกระดาน แต่ยังไม่ชี้ชัดว่าจะลงเองหรือส่งคน
• มาดามแป้ง = ยืนยันยังไม่ลง ณ ตอนนี้ แต่ยังเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงเสมอ
• อัศวิน = ผันบทบาทไปบทบาทอื่น โอกาสลงผู้ว่าฯ ลดลง
• ประชาธิปัตย์ = รีบูตพรรค แต่ยังไม่เปิดชื่อผู้สมัครผู้ว่าฯ

เช็กลิสต์สำหรับคนกรุงก่อนเข้าคูหา
• ผู้สมัครคนไหนมีแผน “ลดฝุ่น–น้ำท่วม–การเดินทาง” แบบวัดผลได้ใน 12–24 เดือนแรก?
• ทีม ส.ก. ของเขาคือใคร และจะ “ผ่านด่านสภา กทม.” อย่างไร?
• แผนเปิดข้อมูล: งบประมาณ–สัญญาจัดซื้อจัดจ้าง–KPI หน่วยงาน กทม. จะทำจริงรูปแบบไหน?

รัฐบาลมาเลเซียลั่น!! ห้ามส่งออกแร่หายาก แม้ลงนามข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ไปแล้ว ย้ำต้องแปรรูปภายในประเทศก่อนส่งออก หวังสร้างอุตสาหกรรมและงานฝีมือในประเทศ

(29 ต.ค. 68) รัฐบาลมาเลเซียยืนยันเดินหน้าห้ามส่งออกแร่แรร์เอิร์ธ (REE) ในรูปแบบดิบ แม้เพิ่งลงนามข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ครอบคลุมแร่หายากก็ตาม โดยนายซาฟรูล อาซิส (Zafrul Abdul Aziz) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม ย้ำว่า นโยบายดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศให้เข้มแข็ง

นอกจากนี้ นายซาฟรูลระบุว่า แร่แรร์เอิร์ธทุกชนิดต้องผ่านการแปรรูปในประเทศก่อนส่งออก เพื่อให้กิจกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นภายในมาเลเซีย สร้างงานทักษะสูง และดึงเทคโนโลยีการแปรรูปเข้ามาในประเทศ พร้อมประกาศว่า “มาเลเซียจะไม่เป็นแค่ประเทศที่ขุดแร่แล้วขายแบบดิบอีกต่อไป”

ทั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซียเปิดรับการลงทุนและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีจากต่างประเทศ รวมถึงจากสหรัฐฯ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธในประเทศอย่างยั่งยืน โดยข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ยังเปิดทางให้ภาคธุรกิจขยายกำลังการผลิต และได้รับใบอนุญาตประกอบการระยะยาวมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top