Monday, 8 June 2026
NewsFeed

‘ศ.ดร.อภิรัฐ’ เล่าย้อนอดีต ‘ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ฯ’ ศูนย์แพทย์ที่ช่วยชีวิตคนอีสานนับแสน เผยเบื้องหลังการก่อสร้างเคยชะงักหลายปี แต่สำเร็จได้เพราะ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

(27 ต.ค. 68) ศ.ดร.อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ศาสตราจารย์อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร” เกี่ยวกับ…ถ้าไม่มีศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันนี้?

เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ประชากรภาคอีสาน มีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งคนแก่และเด็ก!

อดีตลูกน้องผมคนหนึ่ง เป็นโรคหัวใจมาตั้งแต่กำเนิด ที่มีพ่อแม่เป็นเพียงคนสวนของ มข. และไม่มีความสามารถที่จะพาลูกไปรักษาที่ กทม …ซึ่งตอนนั้น ทั้งภาคอีสานก็ไม่มีศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจเลย …แต่วันนี้ เขายังมีชีวิตที่สามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ได้เพราะได้รับการผ่าตัดรักษาหัวใจจากศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยค่าใช้จ่ายไม่กี่บาท

ในสมัย รศ.นพ. นพดล ทองโสภิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และ รศ.นพ. เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แพทย์ผ่าตัดหัวใจมือหนึ่งของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ได้มีนโยบายจัดตั้ง ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ ที่จะมีเครื่องมือที่ทันสมัยและรองรับผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น ไม่ต้องรอการผ่าตัดที่ใช้เวลาการรอที่ยาวนาน เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของประชาชนชาวอีสาน โดยได้รับพระราชทานนามว่า “ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”

ในสมัย ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านต่อมา จึงได้เริ่มก่อสร้างอาคารศูนย์หัวใจสิริกิติ์ แต่เกิดปัญหาการตีความทางกฎหมายทางด้านการก่อสร้าง จนเป็นเหตุให้เกิดฟ้องร้อง ส่งผลให้การก่อสร้างชะงักอยู่หลายปี แม้ว่าทั้งฝ่ายผู้รับเหมาและฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยจะพยายามแก้ปัญหา แต่ยิ่งเวลานานขึ้น ก็ส่งผลให้ปัญหาการก่อสร้างมีความซับซ้อนมากขึ้น …แน่นอน ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ “ผู้ป่วยโรคหัวใจ” !!! ที่รอการรักษาและผ่าตัดในอาคารและเครื่องมือที่ทันสมัย!!!

ในสมัย รศ.ปริญญา จินดาประเสริฐ อธิการบดีคนต่อมา ที่มี พลตำรวจเอกเภา สารสิน ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยนั้น ได้รับพระราชกระแสผ่านข้าราชบริพารของสมเด็จพระนางเจ้าฯ อย่างไม่เป็นทางการ ว่า …พระองค์ทรงรอที่จะมาทำพิธีเปิดศูนย์หัวใจสิริกิติ์…(จำคำที่ถูกต้องไม่ได้) ..แต่เชื่อกันว่า พระองค์ทรงทราบดีว่า มีผู้ป่วยหลายคนที่ต้องเสียชีวิตระหว่างมารอเปิดศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ!!!!
.
สภามหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้ขอให้คุณสุนทร อรุณานนท์ชัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น ช่วยดำเนินการเร่งแก้ปัญหาโดยด่วน ซึ่งคุณสุนทร อรุณานนท์ชัย ได้ประสานขอความช่วยเหลือจากพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ..แน่นอนครับว่า พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ช่วยเหลืออย่างทันที ด้วยการเชิญผู้รับเหมาและผู้บริหารมหาวิทยาลัย มาพูดคุยหาข้อตกลงกันจนสามารถก่อสร้างอาคารศูนย์หัวใจสิริกิติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจนสำเร็จลุล่วง …ทำให้สามารถรักษาและผ่าตัดรักษาผู้ป่วยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เป็นพสกนิกรของพระองค์ท่านฯ ร่วมแสนคนในระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้เขาทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและลดอัตราการเสียชีวิตของผู้เป็นที่รักของครอบครัวจำนวนไม่รู้เท่าไหร่

ผมจึงฝากคำถามว่า …หากไม่มีพระราชกระแสของสมเด็จฯ ที่มีความเป็นห่วงสุขภาพของคนอีสาน ในวันนั้น ..การก่อสร้างอาจจะต้องยืดเยื้อไปอีกหลายปี…แล้วจะมีผู้เสียชีวิตระหว่างการก่อสร้างจำนวนมากมายเท่าใด?

นั่นจึงเป็นเหตุใดว่า ทำไมผมและพสกนิกรชาวไทยส่วนมากจึงรักและอาลัยต่อข่าวการเสด็จสวรรคตของพระองค์ท่านครับ
 

‘ฟีฟ่า’ ลดธงชาติไทย และธงทุกสมาพันธ์ ลงครึ่งเสา เพื่อร่วมอาลัยต่อการสวรรคตของ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

(27 ต.ค. 68) สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) แจ้งต่อ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ถึงการร่วมแสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยการลดธงชาติไทย รวมถึงธงของสหพันธ์ของทุกทวีปลงครึ่งเสา ณ สำนักงานใหญ่ของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ณ เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ส่งหนังสือแจ้งต่อ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) และ สมาคมสมาชิกทั้ง 211 ประเทศ ถึงการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ก่อนที่ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) จะร่วมแสดงความอาลัย ต่อเหตุการณ์โศกเศร้าครั้งนี้ ของประเทศไทย และ ของปวงชนชาวไทย ด้วยการลดธงชาติไทย และ ธงของทั้ง 6 สหพันธ์ลงครึ่งเสา 

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ นำโดย “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ และ คณะผู้บริหารทั้งหมด ขอขอบคุณ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ด้วยใจจริง ที่นำโดย จานนี อินฟานติโน (Gianni Infantino) ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ต่อการแสดงออกถึงความอาลัยจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ยังขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘อินเดีย’ กลับมาเปิดเที่ยวบินตรงสู่จีนอีกครั้ง พร้อมให้บริการเส้นทาง ‘โกลกาตา–กว่างโจว’ ช่วยกระชับสัมพันธ์–หนุนเศรษฐกิจสองประเทศ หลังระงับไปกว่า 5 ปี ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 กระหน่ำ

(27 ต.ค. 68) เจ้าหน้าที่ทางการอินเดียเปิดเผยว่าอินเดียกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงสู่แผ่นดินใหญ่ของจีนอีกครั้งเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 26 ต.ค. ที่ผ่านมา หลังระงับไปนานกว่า 5 ปี โดยกลับมาเริ่มให้บริการที่ท่าอากาศยานนานาชาติเนตาชี สุภาษ จันทระ โพส ในเมืองโกลกาตา รัฐเบงกอลตะวันตก ซึ่งมีเที่ยวบินมุ่งหน้าไปยังเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน

ทางท่าอากาศยานฯ รายงานว่าเที่ยวบินดังกล่าวหมายเลข 6อี1703 (6E1703) ให้บริการโดยสายการบินอินดิโก (IndiGo) มีผู้โดยสารเดินทาง 176 คน 

โดยในช่วงก่อนหน้านี้ช่วงเดือนตุลาคม ปีเตอร์ เอลเบอร์ส (Pieter Elbers) ซีอีโอของอินดิโก เปิดเผยว่า การกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงครั้งนี้จะช่วยให้การเดินทางของผู้คน สินค้า และแนวคิดเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมทั้งกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก และมีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ เที่ยวบินตรงระหว่างอินเดียกับแผ่นดินใหญ่ของจีนเคยเปิดให้บริการจนถึงช่วงต้นปี 2020 ก่อนจะถูกระงับเนื่องจากการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

 

สหรัฐฯ ส่อค้างเงินเดือนทหาร จากเหตุรัฐบาล ‘ชัตดาวน์’ ยืดเยื้อ อาจยาวไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน ‘ทรัมป์’ สบโอกาสลดคน–ตัดงบประมาณ

(27 ต.ค. 68) สหรัฐฯ อาจไม่สามารถจ่ายเงินเดือนทหารได้ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 หากสถานการณ์ “ชัตดาวน์รัฐบาล” ยังยืดเยื้อ ตามคำเตือนของนายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ที่ระบุว่า “เราอาจยังพอจ่ายได้ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน แต่หลังจากนั้น ทหารและเจ้าหน้าที่ที่เสี่ยงชีวิตเพื่อประเทศจะไม่ได้รับเงินเดือน”

ด้าน นางแอนนา พอลลินา ลูนา (Anna Paulina Luna) สมาชิกสภาคองเกรส ระบุว่า วิกฤตชัตดาวน์ครั้งนี้อาจยาวไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากสภาคองเกรสยังไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณประจำปีได้ ทำให้หน่วยงานรัฐบาลหลายแห่งต้องหยุดดำเนินงานชั่วคราว

ทั้งนี้ ปีงบประมาณใหม่ของสหรัฐฯ เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ยังไร้งบประมาณที่ผ่านความเห็นชอบ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า อาจใช้สถานการณ์ชัตดาวน์ครั้งนี้ในการปรับลดเจ้าหน้าที่และงบประมาณ โดยโยนความรับผิดชอบให้กับพรรคเดโมแครตที่เป็นฝ่ายคัดค้านในสภา



 

‘อนุทิน’ แจงเซ็น MOU แร่หายาก ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ย้ำทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎหมายไทย เผยขอ ‘ทรัมป์’ ช่วยพิจารณาลดภาษีเพิ่มเติม

(27 ต.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา เรื่องความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลก และส่งเสริมการลงทุน เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคี

นายอนุทิน ชี้แจงว่า MOU แรร์เอิร์ธ หมายถึงแร่ธาตุที่หายาก แต่ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวล เพราะเป็นการร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อสินค้าต่าง ๆ ของไทย โดยทุกกิจกรรมจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย หลักธรรมาภิบาล และรัฐธรรมนูญ ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายที่บังคับให้ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง

นายกรัฐมนตรีระบุว่า MOU เป็นเพียงบันทึกความเข้าใจ ไม่ใช่สนธิสัญญาที่ผูกมัด หากฝ่ายใดไม่ต้องการทำต่อสามารถยกเลิกได้ทันที จุดประสงค์หลักคือสร้างความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างสองประเทศ เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยเรื่องอื่น ๆ ในอนาคต โดยไม่จำกัดการร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ

นอกจากนี้ นายอนุทินเผยอีกว่า หลังลงนามได้หารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการลดภาษี (Tariff) เพื่อสนับสนุนการค้าไทย-สหรัฐ ซึ่งถือเป็นโอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและส่งเสริมประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยเน้นย้ำว่าการลงนาม MOU ครั้งนี้ไม่มีผลเสียต่อประเทศ แต่เป็นการจุดประกายความร่วมมือในระยะยาว

 

เพจดังเล่าเรื่องการไว้ทุกข์ของสิงคโปร์ เมื่อ ‘ลี กวน ยู’ ผู้ก่อตั้งประเทศถึงแก่อสัญกรรม ประชาชนกว่า 4 แสนคนต่อแถวคารวะอย่างสงบ ไม่มีคำสั่งหยุดงาน หรือห้ามกิจกรรมของเด็ก

(28 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ชีวิตจริงในสิงคโปร์ by Mommy Nat แชร์เรื่องราวถึงวิธีการไว้การไว้ทุกข์แห่งชาติในสิงคโปร์ ที่บุคคลสำคัญมากของสิงคโปร์ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นคนที่วางรากฐานให้สิงคโปร์จนเจริญล้ำขนาดนี้ เคยเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกและผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ (Singapore's founding Prime Minister) นายลี กวน ยู (Lee Kuan Yew) หรือคนสิงคโปร์ให้เกียรติเรียก father of Singapore

นายกลี กวน ยู ได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) ซึ่งในตอนนั้นมามี้ก็ได้อาศัยอยู่สิงคโปร์แล้ว การไว้ทุกข์แห่งชาติที่รัฐบาลสิงคโปร์ทำมีเพียง ประกาศให้มีการไว้ทุกข์ทั่วประเทศเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และสิ้นสุดด้วยพิธีศพของรัฐเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2015 และเพื่อแสดงความเคารพต่อท่านลี กวน ยู ธงชาติที่อาคารของรัฐบาลทุกแห่งจะลดลงครึ่งเสา ตั้งแต่วันที่ 23-29 มีนาคม 2015 เป็นเวลา 1 อาทิตย์

ร่างของนายกลี กวน ยู จะตั้งไว้ที่อาคารรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม (วันพุธ) ถึงวันที่ 28 มีนาคม (วันเสาร์) เพื่อให้ประชาชนได้มาร่วมแสดงความเคารพครั้งสุดท้าย โดยประชาชนที่ประสงค์จะมาร่วมไว้อาลัยที่อาคารรัฐสภา สามารถเข้ามาได้ระหว่างเวลา 10.00 น. ถึง 20.00 น. ของทุกวัน มีประชาชนจำนวนมหาศาลมาร่วมแสดงความเคารพด้วยตนเอง โดยมีผู้คนกว่า 454,700 คน ต่อแถวเป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อเข้าสักการะศพ และมีผู้คนกว่า 1.2 ล้านคน เยี่ยมศูนย์แสดงความอาลัยทั่วเกาะ

ที่จำได้ไม่มีการประกาศใดๆ กับบริษัทห้างร้านเอกชน ตอนนั้นจำได้ว่าไปทำงานปรกติ และไม่มีการประกาศแต่ชุดดำ หรือหยุดกิจกรรมรื่นเริงใดๆ โรงเรียน ห้างร้าน ดำเนินการตามปรกติ

แต่มีชาวเน็ตสิงค์ถกเถียงกันเรื่องการสวมเสื้อสีดำหรือสีขาว เพื่อแสดงความอาลัยต่อนายลี กวน ยู ในวันสุดท้ายของการไว้ทุกข์ มีข้อความที่ถูกส่งต่อกันผ่านทาง WhatsApp และสื่อสังคมออนไลน์ เชิญชวนให้ประชาชนสวมเสื้อสีดำหรือสีขาวในวันพิธีศพของท่านลี เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ

แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายตัน ชวน จิน (Tan Chuan Jin) กล่าวว่าการเลือกสีไม่ใช่สิ่งสำคัญ เขากล่าวว่า “ขาวหรือดำ — สีมันสำคัญแค่ไหนกัน? แค่สวมใจของคุณไว้ที่แขนก็พอ สำหรับผม แม้ว่าเราจะอยู่ในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าและการไว้อาลัย แต่เราก็ยังเฉลิมฉลองให้กับชีวิตของเขาและประเทศสิงคโปร์ของเราไปพร้อมกันได้ มันเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมจริง ๆ

it doesn't matter. "White? Black? What's in a colour? Just wear your heart on your sleeve. I, for one, believe that even as we mourn and grieve, we are also celebrating his life and Our Singapore. It's something really remarkable isn't it?"

ทุกคนเศร้าและเคารพรักในราชินีของเราเสมอ แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะ run ไม่ได้เลย โดยเฉพาะเรื่องของเด็กๆ เอ้ะนะคำสั่ง 1 ปี นานไปมั้ยสำหรับเด็กๆ ผู้ซึ่งจริงๆไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการไว้ทุกข์คืออะไร 
 

แชมป์โลกมีแล้ว เงินโอลิมปิกก็มี ทำไมยังเกิดดราม่า 'หมิว พรปวีณ์' มือ 1 ทีมชาติ ยื่นถอนตัวจากซีเกมส์ ถอดสมการ 'ผลงาน vร ระบบ' ในแบดไทย

ปลายตุลาคม 2568 วงการขนไก่ไทยสะเทือนอีกระลอก เมื่อ “หมิว–พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์” มือหนึ่งหญิงไทย ยื่นถอนตัวจากทีมซีเกมส์ โดยให้เหตุเรื่องความไม่สบายใจต่อวิธีทำงาน/การสื่อสารของสมาคม ไม่ใช่แค่ประเด็นเบี้ยเลี้ยงอย่างที่เคยเป็นข่าวก่อนหน้า ทั้งหมดเกิดขึ้นในห้วงคาบเกี่ยวก่อนซีเกมส์ครั้งที่ 33 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ 9–20 ธันวาคม 2025 ที่กรุงเทพฯ–ชลบุรี–สงขลา

บทความนี้ชวน “ถอดสมการ” ว่า เหตุใดเมื่อฝั่ง “ผลงาน” ไปไกลระดับโลก แต่ฝั่ง “ระบบ” ยังทำให้เกิดดราม่าซ้ำ ๆ และเราควรซ่อมตรงไหนก่อนซีเกมส์

1) ฝั่ง “ผลงาน”: ทศวรรษทองของแบดไทยจริง ๆ
แชมป์โลก 3 ครั้งจาก 3 ยุค:
• เมย์–รัชนก คว้าแชมป์โลกเดี่ยวหญิง (2013) และเป็นมือหนึ่งโลกหญิงเดี่ยวคนแรกของไทย (เม.ย. 2016)
• บาส–ปอป้อ คว้าแชมป์โลกคู่ผสม (2021) และขึ้นมือหนึ่งโลกคู่ผสม (7 ธ.ค. 2021)
• วิว–กุลวุฒิ คว้าแชมป์โลกเดี่ยวชาย (2023) และขึ้นมือหนึ่งโลกชายเดี่ยวคนแรกของไทย (มิ.ย. 2025)
โอลิมปิก ปารีส 2024: วิว–กุลวุฒิ คว้า “เหรียญเงิน” ประวัติศาสตร์ให้ไทย (พ่าย Axelsen ในนัดชิง)
ทีมเวทีใหญ่ & เจ้าภาพมืออาชีพ: ไทยพาทีมหญิงเข้าชิง Uber Cup 2018 เป็น “รองแชมป์โลกประเภททีม” ครั้งแรกของชาติ และเป็นเจ้าภาพ Thomas & Uber Cup อย่างยอดเยี่ยมที่อิมแพ็ค อารีน่า
ฮับการแข่งขันโลกช่วงโควิด: “Bangkok Bubble” เปิดฉาก 2 ไทยแลนด์โอเพ่น (Super 1000) ต่อด้วย World Tour Finals 2020 ที่กรุงเทพฯ/นนทบุรี ในเดือนมกราคม 2021 ช่วยพยุงทัวร์กลับมาเดินต่อได้
ซีเกมส์ 2017: ไทย “กวาด 4 ทอง” สูงสุดในประวัติศาสตร์นับแต่เข้าร่วม
บทบาทสากล: เม.ย. 2025 คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ได้รับเลือกเป็นประธานสหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) วาระ 2025–2029 ตอกย้ำ Soft Power กีฬาไทยบนโต๊ะโลก
สรุปฝั่งผลงาน: ไทย “มีทั้งคนและระบบแข่งขัน” จนแตะเพดานโลก—จากเดี่ยวหญิงสู่คู่ผสมและเดี่ยวชาย, จากนักกีฬาถึงความสามารถจัดอีเวนต์ระดับท็อป

2) ฝั่ง “ระบบ”: จุดเปราะที่ยังสะสม
• คอมมูนิเคชันในภารกิจทีมชาติ — กรณีหมิวสะท้อน “ขั้นตอน/กำหนดการ” ที่ไม่ชัด เช่น การแจ้งทดสอบสมรรถภาพย้อนหลัง ฯลฯ ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นแม้นอกสนามจะทำผลงานดีเพียงใด
• สวัสดิการ-เบี้ยเลี้ยง — กระแสหั่นเบี้ยเลี้ยง 6,000 บาท/วัน จุดไฟถกเถียง “มาตรฐานดูแลนักกีฬาทีมชาติ” เมื่อเทียบกับภาระซ้อมและความเสี่ยงเจ็บป่วย
• ความต่อเนื่องของโครงสร้างบริหาร — แม้ไทยได้เก้าอี้ BWF แต่การ “ส่งแรงสะท้อนจากห้องแต่งตัว” กลับเข้าองค์กรยังเป็นงานยาก ซึ่งถ้าไม่เคลียร์เร็วจะกระทบฟอร์มก่อนซีเกมส์โดยตรง

3) ถอดสมการ ‘ผลงาน vs ระบบ’
แบดไทยวันนี้เหมือนบริษัทที่ “ยอดขายพุ่ง” แต่ “ระบบหลังบ้าน” ยังมีช่องโหว่—ผลงานระดับโลกพิสูจน์แล้วว่าเราไปต่อได้ไกล แต่ความไว้วางใจของนักกีฬา (และแฟน ๆ) ต้องมาจากมาตรฐานการดูแล + ขั้นตอนชัด + สื่อสารโปร่งใส โดยเฉพาะในช่วงที่ทั้งประเทศจับตาเจ้าภาพซีเกมส์

4) Roadmap 5 ข้อ “กู้ศรัทธา” ก่อนพิธีเปิดซีเกมส์
1) ประกาศ Charter ทีมชาติฉบับย่อ (1 หน้า) – ระบุสิทธิ/หน้าที่, ไทม์ไลน์คัดตัว–เทสฟิต, หลักเกณฑ์เบี้ยเลี้ยง–โบนัส ให้เคลียร์ในที่เดียวและเผยแพร่สาธารณะ
2) ตั้ง Athlete Liaison (ผู้ประสานนักกีฬา) 24/7 – ช่องทางเร่งด่วน/ติดตามข้อร้องเรียนภายใน 48 ชม. พร้อมแดชบอร์ดสถานะเรื่องร้องทุกข์ (ไม่เปิดชื่อ)
3) Re-benchmark เบี้ยเลี้ยง – เทียบมาตรฐานคู่แข่งชั้นนำในภูมิภาค/โลก แล้วประกาศอัตราใหม่แบบขั้นบันไดตามสเตตัส (ตัวจริง–สำรอง–เยาวชน) และตามประเภททัวร์
4) คณะทำงานร่วม (นักกีฬา–สตาฟ–ผู้บริหาร) – ประชุมรายเดือน “สนามซ้อมสู่ห้องประชุม” บันทึกมติ-กำหนดเส้นตายแก้ไขปัญหา (publish มติย่อ)
5) สื่อสารเชิงรุกก่อนซีเกมส์ – แถลงสรุปความพร้อมทีมแบดไทย, เป้าหมายเหรียญ, และมาตรการดูแลนักกีฬา เพื่อตัดไฟดราม่าหน้างาน

5) สิ่งที่ควร “โฟกัส” ถึง 20 ธ.ค. 2025
• สถานะทีม/รายชื่อชุดซีเกมส์หลังกรณีหมิว – สมาคมฯ เดินเกมยื้อ–เยียวยาอย่างไร และบทเรียนจะถูกทำให้เป็นมาตรฐานถาวรได้หรือไม่
• ฟอร์ม “วิว–กุลวุฒิ” มือหนึ่งโลกคนแรกของไทย—ตัวชี้วัดความมั่นใจของทั้งทีมในเวทีเหย้าใหญ่สุดรอบหลายปี
• การบริหารงานเจ้าภาพ—ไทยมีประสบการณ์ Bangkok Bubble แล้ว มาตรฐานอีเวนต์ซีเกมส์ควร “ลื่น–โปร่ง–มืออาชีพ” ไม่แพ้ทัวร์ BWF ใหญ่ ๆ

บทสรุป
แบดมินตันไทย “พิสูจน์ศักยภาพบนคอร์ต” มาหลายปี—แชมป์โลก 3 สมัย 3 ราย, เหรียญเงินโอลิมปิก, มือหนึ่งโลกหลายประเภท, ความสามารถจัดทัวร์ระดับโลก แต่ถ้าจะชนะ “ทั้งในคอร์ตและในคอมเมนต์” เราต้องยกระดับระบบดูแลนักกีฬาและการสื่อสาร ให้สมศักดิ์ศรีเจ้าภาพซีเกมส์ นี่คือเวลาที่สมาคมแบดฯ จะ “ล็อกมาตรฐานใหม่” ให้ผลงานและระบบเดินไปด้วยกัน—และถ้าทำได้ ซีเกมส์ปลายปีนี้อาจกลายเป็นหมุดหมายที่แฟนกีฬาไทยจะจำด้วยความภูมิใจยิ่งกว่าเดิม

‘ปูติน’ ประกาศทดสอบสำเร็จ ‘บูเรเวสต์นิก’ ขีปนาวุธพลังงานนิวเคลียร์ เจาะทะลวงระบบป้องกันได้ ‘ทุกชนิด’ ท้าทายระบบเทคโนโลยี ‘สหรัฐฯ–นาโต’

(28 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (26 ต.ค.) ว่า รัสเซียทดสอบขีปนาวุธร่อน บูเรเวสต์นิก (Burevestnik 9M730 ) สำเร็จ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์และถูกอ้างว่าสามารถเจาะแนวป้องกันขีปนาวุธได้ทุกชนิด โดยมอสโกเตรียมผลักดันให้อาวุธชนิดนี้ประจำการในกองทัพ ขณะที่การทดสอบครั้งล่าสุดเกิดขึ้นควบคู่กับการซ้อมรบนิวเคลียร์เมื่อสัปดาห์ก่อน

ผู้บัญชาการทหารสูงสุดรัสเซียระบุว่าการทดสอบเมื่อวันที่ 21 ต.ค. ขีปนาวุธบินได้ไกลราว 14,000 กิโลเมตรและคงอยู่ในอากาศประมาณ 15 ชั่วโมง ส่วนองค์การของนาโตเรียกขีปนาวุธรุ่นนี้ว่า SSC-X-9 Skyfall ซึ่งรัสเซียกล่าวถึงความพิเศษคือพิสัยแทบไม่จำกัดและเส้นทางการบินที่คาดเดายาก จึงยากต่อการสกัดโดยระบบป้องกันปัจจุบัน

ขีปนาวุธชนิดนี้ถูกนำเสนอครั้งแรกในปี 2018 โดยปูตินบอกว่าเป็นคำตอบต่อการเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ เรื่องระบบโล่ป้องกันขีปนาวุธและการขยายพันธมิตรของนาโต ปูตินยังอ้างว่าในอดีตผู้เชี่ยวชาญเคยคิดว่าขีปนาวุธเช่นนี้เป็นไปไม่ได้ แต่การทดสอบครั้งล่าสุดได้พิสูจน์ข้อกล่าวอ้างนั้น ขณะเดียวกันรัสเซียก็ดำเนินการซ้อมยิงขีปนาวุธข้ามทวีปและขีปนาวุธร่อนรุ่นอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย

การประกาศดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสัญญาณตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์ไปยังตะวันตกและอาจบีบให้นาโตต้องทบทวนมาตรการป้องกัน ขณะที่ทำเนียบขาวยังไม่ออกความเห็นอย่างเป็นทางการ แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนว่ารัสเซียยังคงยืนยันบทบาทคู่แข่งทางทหารระดับโลก และอาจทำให้ความตึงเครียดด้านนิวเคลียร์กับตะวันตกทวีความรุนแรงขึ้นหากการตอบโต้แสดงออกเป็นมาตรการจริงจังต่อกัน


 

‘เกาหลีใต้’ โตไวเพราะแชโบล แต่เศรษฐกิจยั่งยืนต้องให้ SME วิ่งทัน ผ่านสนามแข่งขันที่แฟร์และเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ ไทยเรียนรู้ได้ทันทีจากโครงสร้างรายใหญ่ดูแลรายย่อย

แชโบล = คันเร่งโต แต่ทำไม SME ยังตามไม่ทัน?
“เกาหลีใต้โตไวเพราะแชโบล” — ภาพนี้ถูกต้องส่วนใหญ่ แต่ถ้าเจาะลึกจะเห็นว่าเศรษฐกิจที่แข็งแรงต้อง “คุมคันเร่งด้วยพวงมาลัย” ให้รถทั้งขบวนไปด้วยกัน โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SME) ซึ่งเป็นเจ้าของสัดส่วนกิจการเกือบทั้งหมดและจ้างคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ยังเผชิญช่องว่างผลิตภาพมหาศาลเมื่อเทียบกับบริษัทยักษ์

ตัวเลขที่ต้องรู้ (เข้าใจใน 10 วินาที)
• SME คิดเป็น ~99% ของจำนวนกิจการ และราว 81% ของการจ้างงาน; ส่วนแบ่งการส่งออกของ SME ประมาณ ~34–39% (ขึ้นกับปี/นิยามที่ใช้) — สะท้อนว่า “ฐานเศรษฐกิจ” คือรายเล็กจำนวนมากจริงๆ ไม่ใช่แค่ยักษ์ไม่กี่ราย

คันเร่ง: แชโบลขับเคลื่อนการส่งออก–เทคโนโลยี
บริษัทยักษ์ (แชโบล) คือเครื่องยนต์ส่งออกของเกาหลี โดยเฉพาะ “ชิป” ที่กลับมาเป็นซูเปอร์ไซเคิลจากดีมานด์ AI—ช่วงปีล่าสุดสัดส่วนส่งออกชิปพุ่งขึ้นเป็นราว 20%+ ของการส่งออกทั้งหมด; ภาครัฐยังอัดแพ็กเกจหนุนเซมิคอนดักเตอร์เพื่อยึดหัวหาดเทคโนโลยีรุ่นใหม่ (HBM/AI) ไว้กับประเทศ

พวงมาลัย: ทำไม SME ยัง “ตามไม่ทัน”
โจทย์ใหญ่ไม่ใช่จำนวน แต่คือ “ผลิตภาพ”: หลายงานศึกษาชี้ว่า ผลิตภาพแรงงานของ SME เกาหลีอยู่เพียงราว 30% ของบริษัทใหญ่ (เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ประมาณ 50%) ทำให้ค่าจ้าง–กำไร–ความสามารถแข่งขันของรายเล็ก ถ่างออกจากรายใหญ่ และช่องว่างนี้ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD

รากของช่องว่าง: เทคโนโลยี ทักษะ และการเชื่อมโยงตลาด
สาเหตุหลักคือการแพร่กระจายเทคโนโลยีสู่ SME ยังช้า (คลาวด์/บิ๊กดาต้า/ERP), การหาคนเก่ง–อัปสกิล และอุปสรรคการโตขนาด (scale-up) ทำให้หลายกิจการติดอยู่ในงานมูลค่าเพิ่มต่ำ—โดยเฉพาะภาคบริการที่ผลิตภาพต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรมมาก
.
ไม่ใช่ภาพขาว–ดำ: SME เกาหลียัง “สู้และโตได้”
ด้านสว่างก็มีชัด—ในปีล่าสุด การส่งออกของ SME เกาหลีเริ่มกลับมาโต โดยหมวด “เครื่องสำอาง พลาสติก” เด่นมาก สะท้อนศักยภาพการจับเมกะเทรนด์และการบุกอีคอมเมิร์ซโลกของรายเล็ก

สนามแข่งขันยังเอียง?
ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเตือนว่า กลุ่มธุรกิจใหญ่ยังครองความได้เปรียบ โดยเฉพาะฝั่งส่งออก จึงต้องเร่งทำให้สนามแข่งขันแฟร์ขึ้น (ข้อมูล การจัดซื้อจัดจ้าง การควบคุมโครงสร้างไขว้ ฯลฯ) เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและตลาดไปยัง SME มากกว่าเดิม—ไม่ใช่เติบโตแบบ “ท็อปดาวน์” อย่างเดียว

สูตรสมดุลใหม่: โตไวแบบ “ยั่งยืนและทั่วถึง”
1. เสียบปลั๊กซัพพลายเชนให้รายเล็ก – บังคับใช้มาตรฐาน supplier development, โควตา/คะแนนถ่วงน้ำหนักให้ SME ในคำสั่งซื้อของรัฐวิสาหกิจ–โครงสร้างพื้นฐาน และสร้าง vendor academy ร่วมกับยักษ์อุตสาหกรรม
2. R&D แบบกำกับผล – เปลี่ยนอุดหนุนกระจาย เป็น innovation voucher ผูกกับการยกระดับผลิตภาพจริง (automation, AI co‑pilot, data stack) สำหรับ SME
3. แพลตฟอร์มเทคโนโลยีร่วมชาติ – คลาวด์/ERP/EDI แบบราคาจับต้องได้ที่รัฐร่วมต่อรอง พร้อมกองทุนอัปสกิลคนทำงาน เพื่อปิด “ช่องว่างเทค” เรื้อรัง
4. เปิดทางโตขนาด (scale‑up) – คลายกฎระเบียบการระดมทุน, M&A ที่เป็นธรรมสำหรับ SME ที่พร้อมสเกล, fast‑track ใบอนุญาตในคลัสเตอร์เป้าหมาย
5. นโยบายโปร่งใสต่อยักษ์ – รักษาความได้เปรียบของแชโบลในเวทีโลก (เช่น แพ็กเกจชิป) แต่ผูก “ข้อแลกเปลี่ยนเพื่อระบบนิเวศ” เช่น สัดส่วนสั่งซื้อในประเทศ–โปรแกรมพี่เลี้ยง SME เพื่อให้แรงส่ง trickle‑down เป็นรูปธรรม

แล้วไทยเรียนรู้อะไรได้ทันที
• ตั้ง “War Room ส่งออก” ที่จับมือเอกชนยักษ์–SME ในคลัสเตอร์ถนัด (อาหารแปรรูป/ยานยนต์ไฟฟ้า/ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) ให้มี playbook ขอใบอนุญาต–มาตรฐาน–โลจิสติกส์ข้ามแดนแบบ one‑stop
• ใช้ co‑R&D voucher ให้มหาวิทยาลัย–บริษัทยักษ์พา SME ทำโปรเจกต์จริง (ระยะสั้น 3–6 เดือน เห็นผลิตภาพเพิ่มชัด)
• เจรจา FTA/ROO ที่ “ชวน SME เข้าเกม” ด้วยกฎแหล่งกำเนิด–ดิจิทัลเทรดที่เป็นมิตรกับผู้ประกอบการรายเล็ก
• สร้างดัชนี “SME Productivity Scorecard” รายจังหวัด—แข่งกันด้วยข้อมูล เปิดรายงานสาธารณะทุกไตรมาส

บทสรุปสำหรับคนอ่าน The States Times
เกาหลีใต้โตไวเพราะแชโบลจริง แต่ความยั่งยืนระยะยาวจะเกิดก็ต่อเมื่อ SME วิ่งทัน ผ่านสนามแข่งขันที่แฟร์ เทคโนโลยีเข้าถึงได้ และโครงสร้างนโยบายที่ “ให้รางวัลกับผลิตภาพ” ไม่ใช่แค่อุดหนุนแบบหว่าน ถ้าไทยอยากเร่งเครื่องเศรษฐกิจ—สูตรนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที

เปิด 5 บริการแอปฯ รัฐ 'คืนเวลาชีวิต' ให้คนไทย ยื่นภาษี-ใบขับขี่-ร้องเรียนเมือง ครบวงจร ย่นขั้นตอนราชการ เหลือเพียงปลายนิ้ว ประชาชนสัมผัสได้จริงว่าใช้ชีวิตง่ายขึ้น

ประเทศไทยเดินหน้ารัฐบาลดิจิทัลต่อเนื่อง หลายบริการ “ย้ายขึ้นมือถือ” จนประชาชนสัมผัสได้จริงว่าชีวิตง่ายขึ้น—ไม่ต้องถือแฟ้มเอกสาร นั่งรอคิว หรือวนหลายหน่วยงาน บทความนี้คัด 5 เคสที่ “คืนเวลา” ให้คนไทยชัดเจนที่สุด พร้อมวิธีเริ่มต้นและลิงก์ใช้งาน

1) ThaID + “ทางรัฐ” : ประตูเดียวสู่บริการภาครัฐ
ThaID คือแอปยืนยันตัวตนดิจิทัลของกรมการปกครอง ใช้สแกนหน้า/ยืนยันตัวตนแล้วล็อกอินบริการรัฐ-เอกชนได้ทันที (Digital ID) ลดขั้นตอนกรอกข้อมูลซ้ำ ๆ และช่วยให้บริการอื่น ๆ ปลอดภัยขึ้นด้วยมาตรฐานเดียวกันของรัฐ. “ทางรัฐ (Thang Rath)” คือซูเปอร์แอปรวมบริการภาครัฐ โดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ที่ทำให้ประชาชนติดต่อราชการได้ในแอปเดียว
ทำไมสำคัญ: เมื่อการยืนยันตัวตนมาตรฐานเดียวถูกยอมรับข้ามหน่วยงาน ประชาชน “เข้า–จบ” งานหลายอย่างจากมือถือเครื่องเดียว ไม่ต้องพกสำเนาหรือเดินเรื่องหลายรอบ
เริ่มยังไง: ลงทะเบียน ThaID แล้วผูกหน้า-บัตรประชาชนในแอป จากนั้นดาวน์โหลด ทางรัฐ และสมัครใช้งาน (SSO ของรัฐ)
2) สรรพากร e-Filing / D-MyTax / e-Donation : ภาษีไม่ปวดหัว
กรมสรรพากรรวมเครื่องมือยื่นและจัดการภาษีไว้บนเว็บ รองรับการเข้าสู่ระบบด้วย Digital ID และ RD ID พร้อมโมดูล D-MyTax และ e-Donation ให้ตรวจค่าลดหย่อน/ยอดบริจาคที่เชื่อมระบบไว้ล่วงหน้า ลดการเก็บกระดาษและกรอกข้อมูลซ้ำ ๆ
ทำไมสำคัญ: ผู้เสียภาษีทั่วไป “ยื่น–เช็ก–จบ” ได้เองจากบ้าน เหลือแค่อัปเดตข้อมูลไม่กี่จุดก่อนกด “ยื่นแบบ”
3) M-FLOW : ขับผ่านด่าน—จ่ายทีหลัง ลดชะลอ/ลดติด
ระบบเก็บค่าผ่านทางแบบ “ไม่มีไม้กั้น” (Video Tolling) ของกรมทางหลวง/การทางพิเศษ ช่วยให้รถวิ่งผ่านได้ต่อเนื่อง โดยงานวิชาการของกรมทางหลวงระบุว่าสามารถลดการใช้น้ำมัน ~13.91 ล้านลิตร/ปี (มูลค่าประมาณ 1,200 ล้านบาท) และลดเวลาเดินทางรวม ~3.33 ล้านชั่วโมง/ปี สะท้อนผลประโยชน์เชิงระบบอย่างมีนัยสำคัญ
ทำไมสำคัญ: เวลาที่เคยหายไปกับการชะลอ/จอดจ่ายหน้าด่าน ถูกคืนให้ผู้ใช้ทาง ทั้งในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลและมอเตอร์เวย์สายหลัก
เริ่มยังไง: ลงทะเบียนสมาชิก M-FLOW บนเว็บ/แอป แล้ววิ่งผ่านช่อง M-FLOW ได้ (ชำระค่าผ่านทางภายหลังตามกำหนด)
4) DLT Smart Queue + e-Service : เรื่องรถ/ใบขับขี่ จบบนจอ
กรมการขนส่งทางบกเปิด DLT Smart Queue ให้จองคิวทำใบขับขี่โดย “เข้าสู่ระบบด้วย ThaID” และมี e-Service ต่อภาษีรถผ่านอินเทอร์เน็ตได้ ลดการเดินทางและเวลาหน้าช่อง โดยเฉพาะรถที่เข้าเกณฑ์ต่อภาษีออนไลน์
ทำไมสำคัญ: เคสนี้ตัด “เวลาตาย” หน้าสำนักงานได้จริง ทั้งจองคิวใบขับขี่และต่อภาษี/ชำระออนไลน์
5) Traffy Fondue : แจ้งซ่อมเมืองผ่าน LINE + AI
แพลตฟอร์มโดย NECTEC‑NSTDA ให้ประชาชนถ่ายรูป/ปักหมุดแจ้งปัญหา (หลุมบ่อ ไฟทาง ขยะ ฯลฯ) ผ่าน LINE ระบบช่วยคัดแยกและส่งต่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ พร้อมอัปเดตสถานะแบบโปร่งใส ช่วยให้การซ่อมเมืองเร็วขึ้น
ทำไมสำคัญ: จาก “ปัญหาที่ไม่รู้จะบอกใคร” กลายเป็น “แจ้ง–ติดตามได้จริง” ลดต้นทุนสื่อสารขององค์กรท้องถิ่น

บริการ “น่าจับตา” เพิ่มเติม (สั้น ๆ)
• Thai e‑Visa (Stickerless): สมัครออนไลน์ทั้งหมด รับ e‑Visa ทางอีเมล ลดการส่งพาสปอร์ต/เอกสาร ช่วยให้นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจเข้าประเทศได้สะดวกขึ้น
• Police e‑Ticket (PTM): ตรวจและชำระค่าปรับจราจรออนไลน์ เห็นรายละเอียดและหลักฐานจากกล้อง จ่ายผ่านธนาคาร/QR ได้
• จองเลขทะเบียนรถด้วย ThaID: ระบบของ DLT บังคับยืนยันตัวตนผ่านแอป ThaID ทุกครั้ง—ลดบอท/ลดตัวแทนแฝง โปร่งใสขึ้น

บทสรุป: รัฐดิจิทัลที่ “ให้เวลาคืนประชาชน”
เมื่อ Digital ID (ThaID) กลายเป็นมาตรฐานกลาง + มีพอร์ทัลรวมบริการ (ทางรัฐ) + บริการแนว “ผ่านก่อน‑จ่ายทีหลัง” (M‑FLOW) + การย้าย “งานหน้าช่อง” ขึ้นออนไลน์ (DLT, e‑Filing) + ช่องทางแจ้งปัญหาเมืองที่ลื่น (Traffy Fondue) ส่วนผสมทั้งหมดนี้ทำให้เวลาที่เคยเสียไปกับคิว/การเดินทาง/เอกสารถูกคืนกลับมาเป็นชั่วโมงชีวิต พร้อมยกระดับความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนหลังได้ สิ่งที่รัฐควรเร่งต่อ: ยกเลิกสำเนาเอกสาร (Once‑Only), เปิด API เชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงาน, ตั้ง KPI “เวลาที่คืนให้ประชาชน” เป็นตัวชี้วัดหลัก

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top