Monday, 8 June 2026
NewsFeed

ทำไม 'มอลล์ไทย' แข่งกันเปิดใหม่? จาก 'Emsphere' ถึง 'Central Park' และ 'The Central wหลโยริน' เจาะเกมรุกรีเทลสู่ Next-CBD

ทำไมศูนย์การค้า “ยังคุ้มเปิด” ในไทย (ฉบับเข้าใจง่าย)

1. ดีมานด์ท่องเที่ยวแบบ ‘เปลี่ยนหน้า’: แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2025 ต่ำกว่าที่คาด แต่รายได้ต่อหัวสูงขึ้น—นักท่องเที่ยวคุณภาพยังขับเคลื่อนทำเลพรีเมียมได้อยู่ จึงเกิดดีมานด์ต่อศูนย์ปลายทาง/แลนด์มาร์กในเมืองใหญ่
2. ตลาดแตกเป็นสองขั้ว: ศูนย์ทำเล prime/ผู้พัฒนามืออาชีพยังอัตราเช่าสูง มีคิวผู้เช่าเข้า แต่ศูนย์นอก CBD ยังเหนื่อย ทำให้เงินลงทุนไหลไปยังทำเลที่ ‘ใช่’ มากขึ้น
3. มิกซ์ยูสสร้างทราฟฟิกถาวร: โครงการรุ่นใหม่ใช้ศูนย์การค้าเป็นหัวใจร่วมกับออฟฟิศ–คอนโด–โรงแรม สร้างฐานผู้ใช้ทั้งกลางวัน-กลางคืน ทำให้รีเทลกลายเป็นระบบนิเวศของเมือง
4. ประสบการณ์ > แค่ช็อป: มอลล์ยุคใหม่ขาย ‘ต้องมาเอง’ เช่น อารีนาคอนเสิร์ต โรงหนัง โรงเรียนดนตรี คลินิกสุขภาพ แหล่งกิน-เอนเตอร์เทนเมนต์ และกิจกรรมอีเวนต์ต่อเนื่อง
5. แบรนด์ต่างชาติ/ลักชัวรีบุก: ความต้องการพื้นที่คุณภาพสูงในดาวน์ทาวน์ยังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแฟชั่น/ลักชัวรีและแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ต้องการทำแฟลกชิป-คอนเซปต์สโตร์
6. คอมมูนิตีมอลล์โตตามแนวเมืองใหม่: ย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นและแนวรถไฟฟ้าดันดีมานด์สำหรับศูนย์ใกล้บ้าน—ตอบโจทย์ความถี่การใช้ชีวิตประจำวัน
7. ไพป์ไลน์ลงทุนชัด: ผู้พัฒนาใหญ่ยังประกาศเปิด-รีโนเวตต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นและแรงจองจากผู้เช่ากลุ่มใหม่
เคสศึกษาล่าสุด: เปิดแล้ว–กำลังมา
• EMsphere (สุขุมวิท/พร้อมพงษ์): เปิด 1 ธ.ค. 2023 มี UOB LIVE (อารีนา 6,000 ที่นั่ง เปิด 11 ก.พ. 2024) และ IKEA Sukhumvit เป็นต้นแบบ ‘รีเทล+เอนเตอร์เทนเมนต์’ ใจเมือง
• Central Park (พระราม 4): เฟสรีเทลเปิด 4 ก.ย. 2025 ในโครงการ Dusit Central Park—แลนด์มาร์กใหม่ระดับเวิลด์คลาสใจกลางเมือง
• Market Place เทพรักษ์ (พหลฯ–วัชรพล): คอมมูนิตี้มอลล์โมเดลใหม่ + Urban Fresh Market เปิดปลายมี.ค.–เม.ย. 2025 รองรับวิถี ‘ใกล้บ้าน-ใกล้ใจ’
• The Central พหลโยธิน (ห้าแยกลาดพร้าว—ใกล้ Central ลาดพร้าว): เมกะโปรเจกต์ ~2.1 หมื่นล้านบาท ของ CPN ตั้งเป้าเป็น ‘Northern Bangkok / Next-CBD’ พื้นที่รวมราว 457,000 ตร.ม. (รวมฮอลล์ประชุมขนาดใหญ่) กำหนดเปิดไตรมาส 4/2026
ความเสี่ยงที่ต้องมอง
• โอเวอร์ซัพพลายในบางย่าน: ไพป์ไลน์รีเทลใหม่จำนวนมากทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะศูนย์นอกดาวน์ทาวน์/ทำเลรอง
• อัตราว่าง ‘กระเพื่อม’: ผู้เช่าคัดที่ทางมากขึ้น ศูนย์ที่คอนเซปต์ไม่ชัดและไม่ต่างพอมีความเสี่ยงสูง
แล้วแบรนด์/SME ควรทำอะไรตอนนี้?
8. เลือกทำเลตามวัตถุประสงค์: หากต้องการภาพลักษณ์และกำลังซื้อสูง เลือกมอลล์ prime/แลนด์มาร์ก; หากต้องการความถี่ซ้ำ เลือก คอมมูนิตี้มอลล์ในย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่น
9. ออกแบบ ‘ประสบการณ์’ แทนการโชว์สินค้า: ทำ pop-up, co-creation, live/mini-event เพื่อให้เกิดเหตุผลในการมาเยือน
10. Omni-channel ให้สุด: เปิดตัวสินค้า/คอลเลกชันในมอลล์ ควบคู่ไลฟ์/คอนเทนต์และเก็บ first-party data ต่อเนื่อง
11. พึ่งทราฟฟิกเมืองใหญ่: เกาะคอนเสิร์ต/กีฬา/อีเวนต์ (เช่นโชว์ที่ UOB LIVE) เพื่อดึงคนเข้าหน้าร้าน
12. วัดผลจริงจัง: ตั้ง KPI ทั้งยอดขายตรง, footfall, capture rate และ conversion หลังอีเวนต์

สรุปสั้น
มอลล์ไทยยังเปิดใหม่ เพราะ ‘โครงสร้างดีมานด์เปลี่ยนหน้า + มิกซ์ยูส + ประสบการณ์’ หนุนให้ทำเลพรีเมียมและคอมมูนิตี้ที่ใช่ยังคุ้มลงทุน—โดยมีโปรเจกต์เรือธงอย่าง Central Park, EMsphere, Market Place เทพรักษ์ และ The Central พหลโยธิน เป็นตัวอย่างชัด ขณะเดียวกัน ผู้เล่นต้องจัดคอนเซปต์ให้เด่น เพราะซัพพลายใหม่กำลังกดดันย่านรอง ๆ อย่างต่อเนื่อง

ผบ.ตร.สั่งปูพรมยกระดับการตรวจสอบเสาส่งสัญญาณตามแนวชายแดน ตัดแขนขาเอื้อประโยชน์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน

(29 ต.ค. 68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมมาตรการสกัดกั้นการใช้สัญญาณตามแนวชายแดน โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.), พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. และผู้บัญชาการหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการประชุมระบบทางไกล

ผบ.ตร. กล่าวว่า เรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ เป็นวาระแห่งชาติ ขอให้ทุกหน่วยให้ความสำคัญการกวาดล้างอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่ง ศปอส.ตร. โดยมี พล.ต.อ.ธนาฯ เป็น ผอ.ศูนย์ ได้มีการขับเคลื่อนปรับข้อมูล แนวคิด และมาตรการที่จะดำเนินการในด้านการป้องกันเพื่อให้ประชาชนมีวัคซีน ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ และอีกมาตรการในการป้องกันคือการดำเนินการเรื่องซิม สาย เสา จากการประชุมครั้งนี้ได้มีการตรวจสอบสายสัญญาณอินเทอร์เน็ตและเสาปล่อยสัญญาณอินเทอร์เน็ต และเสาสัญญาณโทรศัพท์ ในพื้นที่ที่ติดแนวชายแดน เพื่อรวบรวมข้อมูลยกระดับในการแก้ไขปัญหา สกัดกั้นการส่งสัญญาณไปยังประเทศเพื่อนบ้านเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมกันนี้ กำชับให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแยกข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล ว่าคนสัญชาติใดจากประเทศอะไรที่มีการเข้า-ออกไทยผิดปกติ เพื่อเป็นการสกัดกั้นการส่งคนไปทำงานกลุ่มแก๊งดังกล่าว ซึ่งจะเป็นมาตรการสำคัญในการตัดแขนขาแก๊งสแกมเมอร์ 

นอกจากนี้ ผบ.ตร.กำชับเด็ดขาด ตำรวจต้องไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องผลประโยชน์โดยมิชอบ หากตำรวจนายใดมีพฤติกรรมไปช่วยเหลือ หรือกระทำความผิดเสียเอง จะถูกดำเนินการอย่างเฉียบขาดทุกราย ไม่มีละเว้น

ด้าน พล.ต.อ.ธนาฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะใช้เวทีความร่วมมือของคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผลักดันการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านสัญญาณโทรศัพท์ตามแนวพรมแดน โดยการปูพรมสำรวจพื้นที่ทั้งหมดอย่างละเอียด บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ กสทช. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ, การตัดสายส่งสัญญาณโทรศัพท์และระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ประเภท Leased Line ข้ามพรมแดน, ตัดสัญญาณการติดตั้งสายอากาศแบบเชื่อมโยงโครงข่ายไร้สายระยะไกล (Wirless link), ตัดสัญญาณการให้บริการโทรคมนาคมชายแดน ผ่านโครงข่ายของโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามแนวชายแดนที่หัน Cell Site ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อปิดกั้นช่องทางการสื่อสารข้ามพรมแดนของมิจฉาชีพ รวมทั้งสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า ขนย้าย และดำเนินคดีกับผู้ครอบครองจานรับสัญญาณดาวเทียมที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก กสทช. เพื่อตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตจากดาวเทียม เช่น Starlink รวมถึงการดำเนินการกับ ซิมบ๊อกซ์ เช่นกัน 

ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.จิรภพฯ สั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องทุกพื้นที่วิเคราะห์ข้อมูลการลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ต้องสงสัย เพื่อหาที่ตั้งเสาสัญญาณบริเวณชายแดน รวมทั้งการวิเคราะห์การเดินทางเข้าออกผิดปกติตามที่ ผบ.ตร.สั่งการ

‘ทรัมป์–สี จิ้นผิง’ พบกันในรอบ 6 ปี จับตารีเซ็ตสัมพันธ์สองมหาอำนาจโลก ถกหนักสงครามการค้า–เทคโนโลยี–ไต้หวัน โลกรอดูจะจับมือจริงหรือแค่ภาพสวย

(30 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง พบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปี ที่ฐานทัพอากาศคิมแฮ เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ท่ามกลางความคาดหวังจากทั่วโลกว่า การพูดคุยครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์สองมหาอำนาจเศรษฐกิจที่ตึงเครียดมานานจากสงครามการค้าและข้อพิพาททางเทคโนโลยี

ผู้นำทั้งสองเริ่มต้นด้วยท่าทีเป็นมิตร ทรัมป์กล่าวชื่นชมสีจิ้นผิงว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของประเทศที่ยิ่งใหญ่” พร้อมระบุว่าต้องการให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปในทางที่ดี ขณะที่สีตอบว่า “เป็นเกียรติที่ได้พบกันอีกครั้ง” และยอมรับว่าแม้สองประเทศจะมีความเห็นต่าง แต่ก็สามารถ “รุ่งเรืองไปด้วยกันได้” หากร่วมกันกำหนดทิศทางที่ถูกต้อง

การเจรจาครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นหลากหลาย ทั้งภาษี การเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน มาตรการคุมเข้มสินค้าส่งออกอย่างแร่แรร์เอิร์ธ ปัญหายาเฟนทานิล การซื้อถั่วเหลืองของสหรัฐฯ รวมถึงประเด็น TikTok ยูเครน และไต้หวัน ซึ่งล้วนเป็นจุดอ่อนไหวในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ด้าน นักวิเคราะห์มองว่า การพบกันของทรัมป์และสีจิ้นผิงในครั้งนี้ แม้อาจยังไม่ถึงขั้นบรรลุข้อตกลงใหญ่ แต่ถือเป็นก้าวสำคัญในการ “รีเซ็ต” ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ–จีน ที่ผันผวนมานาน หากสามารถสร้างกรอบความร่วมมือใหม่ได้ ก็จะเป็นผลดีทั้งต่อทรัมป์ที่ต้องการคะแนนจากนโยบายต่างประเทศ และต่อจีนที่อยากลดแรงกดดันในช่วงเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง

‘วิชัย ทองแตง’ เปิดหลักสูตร CIC ปั้นผู้ประกอบการลุยธุรกิจแห่งอนาคต ชู AI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดัน Startup โตแบบก้าวกระโดด

‘วิชัย ทองแตง’ ปั้นหลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้วยความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ นำผู้ประกอบการสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดด ชู AI-Creative เป็นแกนหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ (29 ต.ค. 68) นายวิชัย ทองแตง The Godfather Of Startup ประธานกรรมการ บริษัท ดับบลิวทีเอช โฮลดิ้งส์ จำกัด และ ประธานมูลนิธิหนึ่งน้ำใจ One Love Foundation พร้อมด้วย ศ.ดร.ภก. ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร และผู้บริหาร เปิดตัวหลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้วยความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ “Creative Intelligence Catalyst” หรือ “CIC” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” (Catalyst) ให้แก่ “Startup” ที่พร้อมเติบโตอย่างก้าวกระโดด และผู้ประกอบการที่มีธุรกิจอยู่แล้วที่ต้องการ Scale Up อย่างรวดเร็วและยั่งยืน ด้วยการผสานพลัง Creative-AI อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมจุดเด่น “จับ เจอ จบ: กลยุทธ์เติบโตด้วย Creative-AI” เพื่อผลักดันให้ธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดดสู่ระดับสากล

สำหรับการเปิดหลักสูตร “Creative Intelligence Catalyst (CIC)” นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เข้มแข็ง และยั่งยืน ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ด้านความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) นำไปสู่การยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์

หลักสูตรดังกล่าวสำเร็จได้ ความร่วมมือของ บริษัท ดับบลิวทีเอช โฮลดิ้งส์ จำกัด โดย คุณวิชัย ทองแตง The Godfather Of Startup กับพันธมิตรหลักสำคัญ ได้แก่ มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมด้วย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) โดย ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) สมาคมไทยผู้ประกอบการธุรกิจเงินร่วมลงทุน (TVCA) โดย คุณธนพงษ์ ณ ระนอง นายกสมาคมไทยผู้ประกอบการธุรกิจเงินร่วมลงทุน (TVCA) และ บริษัท สตาร์ทแอนด์อัพ คอนซัลติ้ง จำกัด โดย คุณพิชาญ พรหมเมฆประธาน ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนชั้นนำ เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ วิทยากร และเครือข่ายนักลงทุนที่พร้อมร่วมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้ได้รับประโยชน์สูงสุดใน 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ ฉากทัศน์วิชาการ (Academic Scenario) บ่มเพาะแนวคิดและพื้นฐานของผู้ประกอบการสร้างสรรค์ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ และการบริหารจัดการองค์กรอย่างยั่งยืน ฉากทัศน์ประสบการณ์ (Experiential Scenario) สร้างประสบการณ์ตรงผ่านกระบวนการ Coaching & Mentoring จากนักลงทุนและผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ พร้อมโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในมิติต่างๆ และฉากทัศน์การลงทุน (Investment Scenario) เปิดโอกาสครั้งสำคัญให้ผู้เข้าอบรมได้นำเสนอแผนธุรกิจและรับข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและ นักลงทุนจริง (Pitching Session) เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าถึงแหล่งทุนจากภาคเอกชนและ Venture Capital (VC) ชั้นนำของประเทศที่พร้อมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

ด้วยเหตุนี้ หลักสูตร CIC หลักสูตรแรกและหลักสูตรเดียวของไทย จึงเป็นคำตอบสำคัญสำหรับผู้ประกอบการและ Startup ที่ต้องการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ และใช้ Creative Intelligence เป็น “Catalyst” ในการเปลี่ยนธุรกิจให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน Creative Economy ของชาติ พร้อมสร้างปรากฏการณ์การเติบโตแบบทวีคูณในเวทีธุรกิจโลก

หลักสูตร CIC นี้ เป็นอีกหนึ่งผลงานเชิงประจักษ์ในการขับเคลื่อนตามโมเดล "สามประสานเพื่อการศึกษา" ของคุณวิชัย ทองแตง ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา คุณวิชัย ทองแตง ประธานมูลนิธิ หนึ่งน้ำใจ One Love Foundation นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ได้อุทิศตน ทุ่มเทความสามารถและประสบการณ์อันล้ำค่าของท่าน ให้แก่วงการการศึกษา ได้ชี้แนะแนวทาง ฐานความคิดใหม่อันเฉียบคมด้านการศึกษา และแนวทางสร้างคนคุณภาพของชาติ 

"การพัฒนาการศึกษาของชาติให้มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้นั้น ต้องมาจากการร่วมกันสร้างฐานพลังแห่งความเปลี่ยนแปลงด้วยโมเดล 'Golden Triangle' สามประสานเพื่อการศึกษา ได้แก่ การผสานความร่วมมือจาก 3 กลุ่มเข้าด้วยกัน ได้แก่ Knowledge sectors Government sectors และ Private sectors ซึ่งความร่วมมือกันตามทฤษฎี 3 ประสานนี้ จะสามารถยกระดับการศึกษาและเปลี่ยนแปลงประเทศได้ และในทุกสถานการศึกษา รวมทั้งแหล่งเรียนรู้ทั้งหลาย ต้องปลูกฝังให้เด็กไทย 'กล้าถาม-กล้าทำ-กล้าเปลี่ยน' ผมจึงขอเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนมาร่วมขับเคลื่อนการศึกษาของไทยและสร้างคนรุ่นใหม่ไปด้วยกันครับ เพื่อความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและอย่างยั่งยืน" คุณวิชัย ทองแตง กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยแต่งตั้ง ‘ดร.เศรษฐพุฒิ’ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพระคลังข้างที่

(30 ต.ค. 68) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชวินิจฉัยแต่งตั้ง ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงานพระคลังข้างที่ ตามคำสั่งสำนักงานพระคลังข้างที่ ที่ 31/2568 ลงวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ทั้งนี้ พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ผู้อำนวยการพระคลังข้างที่ เป็นผู้ลงนามในคำสั่งดังกล่าว

สำหรับ ประวัติ ดร.เศรษฐพุฒิ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้คร่ำหวอดในวงการการเงิน เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. คนที่ 21 ระหว่างปี 2563–2568 จบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายแห่ง เช่น กรรมการนโยบายการเงิน ธปท., สภาพัฒน์, ก.ล.ต. และ คปภ. โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการนำพาเศรษฐกิจไทยผ่านช่วงวิกฤตหลายครั้ง

ทั้งนี้ สำนักงานพระคลังข้างที่ เป็นหน่วยงานในพระองค์ที่รับผิดชอบดูแลและบริหารทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งถูกนำกลับมาใช้ชื่อนี้อีกครั้งในรัชกาลปัจจุบัน ภายใต้การกำกับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีภารกิจสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงและยั่งยืนทางเศรษฐกิจในพระราชสำนักและประเทศชาติ

‘ไพเจน มากสุวรรณ์’ อดีตนายก อบจ.สงขลา มือวางน้ำดีที่ชาวบ้านยังเชื่อมั่น กับอนาคตทางการเมืองคลุมเครือ เบื่อการเมืองจริงหรือเพียงพักชั่วคราว

(30 ต.ค. 68) ผมไม่รู้ว่า 'ไพเจน มากสุวรรณ์' อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) คิดอย่างไรกับการเมืองในปัจจุบัน แม้ผมจะได้ยินจากปากตัวเองว่า “เบื่อๆ กับการเมือง”

แต่ผมคิดว่า ไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริง น่าจะเป็นความรู้สึกเบื่อไอยากๆมากกว่า เหมือนคนกิน “ข้าวเหนียวทุเรียน” คืออยากจะกิน แต่กินมากก็ “เอือน” แต่ปากก็ยังอยากจะกิน ไหนจะกลัวอ้วนมั่ง กลัวน้ำตาลสูงบ้าง 

ไพเจนน่าจะมีอาการแบบนั้น แต่เห็นจากการเดินสายพบโน้นพบนี้ น่าจะคิดอะไรอยู่เป็นแน่แท้ คิดอะไรบ้าง คิดจะลงสมัคร สส.คิดว่าจะลงเขตไหนดี หรือคิดว่าจะลงสมัครนายกฯอบจ.อีกสมัย ก็ต้องรออีก 3 ปีกว่า อายุก็มากขึ้นทุกวัน หรืออาจจะมีข้อมูลถึงอนาคตของนายกฯสุพิศ พิทักษ์ธรรม ว่าจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในเร็วๆเร็วๆ นี้

อุบัติเหตุว่า จะโดนใบแดงหรือไม่ กับข้อร้องเรียนหาเสียงอ้างอิงสถาบัน ก็อยู่ที่ กกต.ว่าจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร ซึ่งก็เป็นไปได้ทั้งสองทาง คือยกคำร้อง หรือให้ใบแดง เป็นเรื่องของการใช้ดุลยพินิจ โดยอ้างอิงข้อกฎหมายประกอบ

คำว่า เบื่อๆ กับการเมือง อาจจะมาจากการเมืองที่เข้ามากระแทกแรงๆ เช่น เรื่องสัญญากู้เงิน มีสัญญาจริงหรือไม่ กู้จริงไหม หรือเปล่าการเข้าใจผิด สัญญาถูกฉีกทิ้งไปแล้ว และเป็นการฉีกทิ้งก่อนหมดวาระ จึงไม่ต้องแสดงในรายการบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินกับ ปปช.หลังพ้นตำแหน่ง เป็นต้น

อยากๆ เห็นได้ชัดว่า นายกฯไพเจนยังเดินทางไปร่วมงานโน้นงานนี้ เข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชน สังคมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจจะเป็นสำนึกต่อคะแนนเสียงที่เคยมอบให้ หรือยังประสงค์จะก้าวเข้ามาสู่การเมืองอีกครั้ง จึงยังมีเยื่อใยต่อกันอยู่

ต้องยอมรับความจริงว่า นายกฯไพเจนยังเป็นที่นิยมชมชอบของชาวบ้านอยู่ ช่วงหมดวาระก็มีกระแสเรียกร้องสูงให้ลงสมัครต่อ แต่ด้วยเหตุปัจจัยบางอย่างต้องตัดสินใจวางมือ ทั้งๆ ที่เสียงดี มีภาพพจน์ดี ไม่ค่อยมีข่าวในทางลบ

ถ้าให้อ่านใจผมว่า 50:50 ว่าจะลง สส.หรือลงนายกฯอบจ.อยู่ที่สถานการณ์ทางการเมืองในวันข้างหน้า

ถ้าไพเจนตัดสินใจลงอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างน้อยก็ได้ก็ภาพสีเทา-ดำ ของสงขลาได้บ้าง

‘ทรัมป์’ สั่งทดสอบนิวเคลียร์ทันที ครั้งแรกในรอบ 33 ปีของสหรัฐฯ ตอบโต้ ‘จีน-รัสเซีย’ ขยายคลังอาวุธ นานาชาติจับตาความมั่นคงระหว่างประเทศ

(30 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งให้กองทัพสหรัฐฯ เริ่มการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ทันที เป็นครั้งแรกในรอบ 33 ปี โดยประกาศผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระหว่างเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ Marine One เพื่อพบปะเจรจาด้านการค้ากับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้

ทรัมป์ระบุว่า การทดสอบดังกล่าวจะทำให้สหรัฐฯ เท่าเทียมกับอำนาจนิวเคลียร์อื่นๆ โดยกล่าวถึงรัสเซียเป็นอันดับสอง และจีนเป็นอันดับสาม ซึ่งคาดว่าจะใกล้เคียงกันภายใน 5 ปี แม้ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าการทดสอบเป็นแบบระเบิดนิวเคลียร์หรือการทดสอบขีปนาวุธที่สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ได้

การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากจีน ขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์มากกว่า 2 เท่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และรัสเซียเพิ่งประกาศการทดสอบขีปนาวุธครูซและเรือดำน้ำนิวเคลียร์ได้สำเร็จ โดยสำนักวิจัย CSIS ประเมินว่าจีนจะมีอาวุธนิวเคลียร์มากกว่า 1,000 ชิ้น ภายในปี 2030

สำหรับสหรัฐฯ การทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในปี 1992 การทดสอบมีทั้งข้อมูลทางเทคนิคและสัญญาณ ยืนยันอำนาจยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียและจีน ขณะที่ประวัติศาสตร์ระเบิดนิวเคลียร์เริ่มตั้งแต่ปี 1945 ที่แอละโมกอร์โด รัฐนิวเม็กซิโก ก่อนจะทิ้งระเบิดฮิโรชิมาและนากาซากิเพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่สอง

‘กองทัพรัฐฉาน’ ลดธงชาติลงครึ่งเสา ร่วมแสดงความอาลัยต่อการสวรรคต ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

(30 ต.ค. 68) สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS) ออกแถลงการณ์แสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลดธงชาติไทใหญ่ น้อมส่งพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 เพื่อแสดงความโศกเศร้าและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

กองทัพรัฐฉาน RCSS/SSA เผยภาพลดธงชาติไทใหญ่ที่กองบัญชาการควบคุมส่วนหน้า ที่ 1 กิ่งอำเภอเมืองต๋น จังหวัดเมืองสาด เมียนมา พร้อมระบุว่า การแสดงความอาลัยครั้งนี้สะท้อนถึงความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และยกย่องพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพระองค์

สำหรับ RCSS/SSA เป็นกลุ่มกอบกู้เอกราชของชนชาติไตหรือไทใหญ่ในรัฐฉานใต้ มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับประเทศไทย และมักจัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลแก่พระมหากษัตริย์และพระราชินีไทยทุกปีมาตั้งแต่ปี 2542 การลดธงชาติไทใหญ่ในครั้งนี้จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความอาลัย และการยกย่องพระมหากรุณาธิคุณของพระพันปีหลวงต่อปวงชนและดินแดนไทย-ไทใหญ่

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซับน้ำตา - ฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อยุธยา พิจิตร สุโขทัย และอุตรดิตถ์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมงบฯ กว่า 3.4 ล้านบาท

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซับน้ำตา - ฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อยุธยา พิจิตร สุโขทัย และอุตรดิตถ์ แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค มอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังทั้งหลัง และช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมงบฯ กว่า 3.4 ล้านบาท

ระหว่างวันที่ 25 – 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และ และนายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย จัดทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และทีมบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายปฏิบัติการ ลงพื้นที่ซับน้ำตาผู้ประสบอุทกภัยในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด ในพื้นที่จังหวัดอยุธยา พิจิตร สุโขทัย อุตรดิตถ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมัน และน้ำปลา รวมจำนวน 5,500 ชุด ๆ ละ 450 บาท โดยในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ มูลนิธิฯ ได้มอบเงินสงเคราะห์กรณีบ้านเรือนที่เสียหายจากอุทกภัย หลังละ12,000 บาท จำนวน 65 หลัง นอกจากนี้ในพื้นที่จังหวัดอยุธยาและอุตรดิตถ์ มูลนิธิฯ ได้มอบเงินสงเคราะห์ค่าฌาปนกิจให้แก่ญาติผู้เสียชีวิตรวมจำนวน 11 รายๆ ละ 20,000 บาท รวมงบประมาณการฟื้นฟูหลังน้ำลดในรอบนี้ทั้งสิ้น 3,475,000 บาท (สามล้านสี่แสนเจ็ดหมื่นห้าพันบาทถ้วน) โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางศิริพร โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมลงพื้นที่แจกจ่ายและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย และสมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ

เมื่อเกิดอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเรือท้องแบน และ โรงครัวเคลื่อนที่เพื่อประกอบอาหารกล่อง พร้อมถุงยังชีพ ชุดยาเวชภัณฑ์ และอาหารสุนัขและแมว นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในเบื้องต้น หลังจากนั้น ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จะดำเนินการประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อบรรเทาทุกข์ ฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยแจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย รายละ 20,000 บาท ทั้งนี้ กรณีมีผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ญาติของผู้เสียชีวิตสามารถขอรับเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพ จากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ 

นับตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2568 เป็นต้นมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลดแล้วทั้งสิ้น 15 จังหวัด รวมงบประมาณการช่วยเหลือไม่ต่ำกว่า 24.1 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้านต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

บุญกฐินขับขี่ปลอดภัย 'ผบ.ตร.' ห่วงใย กำชับตำรวจท้องที่ – ตำรวจทางหลวง เพิ่มความเข้มดูแลการจราจร ย้ำขับรถไม่ประมาท เคารพกฎ ฝากผู้ประกอบการรถตู้ รถบัส เช็กความพร้อมรถ – โชเฟอร์ ก่อนออกเดินทาง

(30 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ห้วงเดือนตุลาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงเทศกาลงานบุญทอดกฐินตามวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ มีประชาชนสัญจรกันจำนวนมาก ทำให้ช่วงสุดสัปดาห์ถนนสายหลักระหว่างภูมิภาคและถนนสายรอง การจราจรคับคั่งมีปริมาณรถมากกว่าปกติ และมักเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยผู้ใช้รถใช้ถนน ไม่อยากให้งานบุญ กลายเป็นงานเศร้า จึงขอประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนเพิ่มความระมัดระวังและปฏิบัติตามกฎจราจร กฐินไม่เมา ดื่มไม่ขับ เพื่อความปลอดภัย และกำชับให้ตำรวจทุกท้องที่ รวมถึงตำรวจทางหลวงเพิ่มความเข้มในการดูแลการจราจร อย่างเต็มกำลัง

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผบ.ตร.ห่วงใยพี่น้องประชาชนที่เดินทางไปร่วมบุญกฐินขอให้เดินทางด้วยความไม่ประมาท ขับขี่ปลอดภัย มีน้ำใจกับเพื่อนร่วมทาง และปฏิบัติตามกฎจราจรเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและเพื่อนร่วมทาง เช่น เมาไม่ขับ ใช้ความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด ปฏิบัติตามสัญญาณไฟ ไม่แซงในที่คับขัน คาดเข็มขัดนิรภัย สวมหมวกกันน็อก ไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ หลีกเลี่ยงการนั่งท้ายกระบะ ศึกษาเส้นทางก่อนขับขี่ หากง่วงหรือเพลียให้จอดพัก โดยเรามีหน่วยบริการตำรวจทางหลวงกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเปิดบริการให้ท่านเข้าไปพักผ่อนได้ สำหรับผู้ประกอบการรถตู้ รถบัสต้องมีความรับผิดชอบ โดยขอให้ตรวจเช็กสภาพรถให้ปลอดภัยก่อนให้บริการ ขณะที่พนักงานขับรถต้องมีความพร้อมทางร่างกาย พักผ่อนเพียงพอ ไม่ดื่มสุรา หรือเสพสารเสพติดโดยเด็ดขาด

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ชัยต์พจนฯ กล่าวว่า ผบ.ตร.ขอกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกสำรวจเส้นทางในพื้นที่รับผิดชอบ วางกำลังอำนวยการจราจรให้เหมาะสมโดยคำนึงถึงจุดเสี่ยงในเส้นทาง มีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือบริการประชาชน ประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างวินัยจราจร บังคับใช้กฎหมาย โดยมุ่งเป้าเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ พี่น้องประชาชนสามารถสอบถามเส้นทาง หรือข้อมูลการจราจร ได้ที่สายด่วน 1193 ตำรวจทางหลวง สำหรับเส้นทางหลวงทั่วประเทศ หรือสายด่วน 1197 กองบังคับการตำรวจจราจร สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top