Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

‘ทรัมป์’ ตัดเกรดหลังคุยกับ ‘สี จิ้นผิง’ มอบให้เลย 12 คะแนน จากเต็ม 10 และหวังให้ ‘จีน’ ช่วยจัดการสงคราม ระหว่าง ‘ยูเครน-รัสเซีย’ ที่ยืดเยื้อ

(31 ต.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวต่อหน้าสื่อมวลชน หลังเสร็จสิ้นการประชุมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ว่าการพบปะครั้งนี้ ในประเด็นร่วมมือยุติสงครามยูเครน และแก้ปัญหาแร่แรร์ เอิร์ธ “ยอดเยี่ยมมาก” พร้อมเปรียบเทียบว่า “ถ้าให้คะแนนเต็ม 10 ผมให้ 12 เลย” 

อย่างไรก็ตาม คำพูดต่อมาของทรัมป์กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อเขากล่าวถึงสงครามรัสเซีย–ยูเครนว่า “บางครั้งคุณก็ต้องปล่อยให้พวกเขาสู้กันไปเอง” พร้อมเผยว่า สี จิ้นผิงรับปากจะ “ช่วยจัดการเรื่องยูเครน” แต่ก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “เราทำอะไรได้ไม่มากนักในตอนนี้”

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังพูดถึงศักยภาพทางทหารของสหรัฐฯ โดยกล่าวว่า “อเมริกามีอาวุธนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก แต่เราไม่เคยทดสอบมันเลย” ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคที่จุดกระแสกังวลในหมู่ชาติตะวันตกว่า “ผมว่ามันถึงเวลาที่จะเริ่มทดสอบได้แล้ว เพราะประเทศอื่นเขาก็ทำกันอยู่”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักงานอัยการสูงสุดอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ.วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักงานอัยการสูงสุดอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานน้อมนำไปถวายแด่พระสงฆ์จำพรรษาถ้วนไตรมาส ณ วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในกาลกฐินพุทธศักราช 2568

(31 ต.ค. 68) เวลา 13.00 น. นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด เป็นประธานในพิธีอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานน้อมนำไปถวาย ณ วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร ตำบลท่าวาสุกรี  อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี นายสัญจัย จันทร์ผ่อง ผู้ตรวจการอัยการ นายธานินทร์ ประดิษฐ เลขานุการผู้ตรวจการอัยการ (นายสัญจัย จันทร์ผ่อง) คณะผู้บริหาร ข้าราชการฝ่ายอัยการ สมาคมภริยาอัยการ  บุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุด ดร.สมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  และพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมในพิธี

วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร สังกัดมหานิกาย เป็นวัดโบราณที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น พุทธศักราช 2046 มีชื่อเดิมว่า "วัดพระเมรุราชการาม" ที่ตั้งของวัดนี้เดิมคงเป็นสถานที่สำหรับสร้างพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งสมัยอยุธยาตอนต้น ต่อมาจึงได้สร้างวัดขึ้น มีตำนานเล่าว่าพระองค์อินทร์ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างวัดนี้เมื่อ พ.ศ. 2046 และในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการปฏิสังขรณ์วัดนี้โดยรักษาแบบอย่างเดิมไว้และได้เชิญพระพุทธรูปศิลาสีเขียวหรือพระคันธารราฐประทับนั่งห้อยพระบาทสมัยทวาราวดีจากวัดมหาธาตุมาไว้ในวิหารสรรเพชญ์ ซึ่งอยู่ข้างพระอุโบสถ พระพุทธรูปศิลาแบบนั่งห้อยพระบาทสมัยทวาราวดีนี้ นับเป็น 1 ใน 5 องค์ที่มีอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันมีพระพิศาลวิหารกิจ (สมศักดิ์ ฉนทกโร) เป็นเจ้าอาวาสในการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานครั้งนี้

ลูกค้าสุดเฟล สั่งปลากะพงทอดน้ำปลา ที่ร้านย่านป่าตอง แต่ได้ปลาทับทิม 400 บ. โอดไม่มีเมนูภาษาไทย เสียดายความรู้สึก เหมือนถูกหลอกในดงสแกมฯ แนะรัฐตรวจสอบ

เมื่อวันที่ (22 ต.ค. 68) ผู้ใช้ TikTok @ter___1997 แชร์ประสบการณ์สุดเฟล หลังไปที่ร้านแห่งหนึ่งย่านป่าตอง จ.ภูเก็ต โดยสั่งเมนูปลากะพงทอดน้ำปลา แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นปลาชนิดอื่นที่ราคาถูกกว่า ซ้ำยังเจอร้านคิดราคาจานนี้ถึง 400 บาท

นอกจากนี้ เมนูปลากะพงทอดน้ำปลาในเมนูนั้นไม่ได้มีภาษาไทยระบุไว้ คาดว่าเน้นขายคนต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งเมื่อเสิร์ฟมาพบว่าไม่ใช่ปลากะพง แต่คล้ายจะเป็นปลาทับทิมทอด หรือปลาชนิดอื่นมากกว่า เจ้าของเรื่องราวระบุว่า “คิดว่าปลาอะไร จานนี้ 400 บาท มาป่าตองคือไม่สนุกเลย เหมือนมาเมืองสแกมเมอร์ ชอบหลอกคนไทย เลยไม่ค่อยอยากจะมา พอวีนมันบอกทำไมไม่ถามก่อน ในร้านพนักงานไม่มีคนไทยเลย จะให้การท่องเที่ยวไทยเป็นงี้จริงดิ”

หลังจากภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีผู้คนแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยมองว่าร้านน่าจะตั้งใจไม่ระบุชนิดปลาในเมนู แต่ยังไงในรูปยังไงก็เป็นปลากะพง ดังนั้นก็ถือว่าไม่ตรงปกอยู่ดี แถมปลาที่ทอดมายังสีคล้ำ ไม่ค่อยน่ากิน มิหนำซ้ำยังคิดราคาแพง เจ้าของเรื่องยอมรับว่านอยด์สุด ๆ แต่เพราะไปกันแค่ 2 คน ไม่อยากมีเรื่อง สุดท้ายเลยยอมจ่ายไปแล้วออกมาจากร้าน แต่ก็อยากให้มีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ 

กองทัพภาคที่ 1 สกัดม็อบชายแดน ลงพื้นถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเขตไทย พร้อมตั้ง ‘วีระ สมความคิด’ เป็นผู้แทนปชช. ร่วมติดตามความคืบหน้า-ป้องกันเหตุซ้ำซ้อน

(31 ต.ค. 68) กองทัพภาคที่ 1 ออกแถลงการณ์กรณีกลุ่มมวลชนนำโดยนายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน พร้อมรถเครื่องจักรจำนวนหนึ่ง ลงพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่อ้างว่ารุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทย

กองทัพภาคที่ 1 ระบุว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้าควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังกลุ่มมวลชนกว่า 70 คนพยายามจะฝ่าพื้นที่ควบคุมเข้าไปยังแนวชายแดน จนเกิดเหตุชุลมุนเล็กน้อย ก่อนเจ้าหน้าที่เชิญตัวนายวีระและแกนนำไปพูดคุยที่ สภ.โคกสูง เพื่อยุติการชุมนุมโดยสงบ

ภายหลังการหารือ กองทัพภาคที่ 1 มอบหมายให้นายวีระ สมความคิด เป็น “ผู้แทนภาคประชาชน” ร่วมติดตามความคืบหน้าและประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อป้องกันเหตุซ้ำซ้อน พร้อมย้ำว่าทุกการดำเนินการต้องเป็นไปตามกฎหมายและอยู่ภายใต้ความปลอดภัยของประชาชน

ทั้งนี้ ทัพภาคที่ 1 ยืนยันความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ควบคู่กับการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยขอให้ประชาชนทุกฝ่ายแสดงออกอย่างสันติ และร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ถูกนำไปบิดเบือนเป็นเงื่อนไขทางการเมืองหรือความมั่นคง

ถ้อยแถลง ไร้คำขอโทษ!! ‘พีระพันธุ์’ จี้!! ‘กัมพูชา’ ยอมรับผิด คืนความยุติธรรมให้ ประชาชนไทย

เมื่อวานนี้ (31 ต.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ในรายการ เรื่องนี้ต้องเคลียร์ Top Talk ทางช่อง Top News เกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงของประเทศไทยในหลายประเด็น ทั้งปัญหาชายแดนไทย ปัญหาสแกมเมอร์ ข้อกังขาการลงนาม MOU แร่แรร์เอิร์ธ ระหว่างไทยและสหรัฐฯ รวมถึงนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติที่จะเดินหน้าแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชน

ในประเด็นเกี่ยวกับการลงนามถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างไทย-กัมพูชา นั้น นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ตนยังไม่ได้เห็นเอกสารดังกล่าวในรายละเอียด แต่ในฐานะคนไทยและอดีตผู้พิพากษา สิ่งแรกที่รู้สึก คือ ตนไม่สบายใจ เพราะเอกสารใช้คำว่า ‘เรา’ ซึ่งหมายความว่า ประเทศไทยยอมรับว่ามีส่วนร่วมในการกระทำ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วไทยเป็นผู้ถูกกระทำ และที่สำคัญก็คือการกระทำของกัมพูชาเป็นการโจมตีพลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาที่สมควร

“ทำไมเรื่องชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการกระทำของกัมพูชาไม่มีพูดถึงในถ้อยแถลงเลย และไม่มีข้อความใดเลยที่กัมพูชายอมรับผิดและบอกว่าจะรับผิดชอบให้ประเทศไทย มันเหมือนกับต่างคนต่างผิดด้วยกัน ผมถามว่าเราอยู่บ้านของเราแบบปกติ จู่ ๆ เพื่อนบ้านปาระเบิดเข้ามา ลูกเราบาดเจ็บเสียชีวิต มีใครพูดถึงบ้าง เราเป็นพ่อ เราจะไม่คิดถึงลูกเราเหรอ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อด้วยว่า ถ้าจะเริ่มเจรจา กัมพูชาต้องเป็นฝ่ายยอมรับผิดและแสดงความรับผิดชอบกับสิ่งที่ก่อขึ้นก่อน พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องยอมประเทศใด แม้แต่กัมพูชาหรือสหรัฐฯ ที่มาร่วมลงนามในถ้อยแถลงนี้ด้วย เพราะทุกประเทศมีศักดิ์ศรีเท่ากัน และศักดิ์ศรีของประเทศไทยต้องมาก่อนสิ่งใด และเชื่อว่าประเทศไทยยังสามารถเอาผิดอีกฝ่ายได้แน่นอน

“ในฐานะประชาชน ผมคิดว่าไทยกำลังถูกสหรัฐฯ ใช้เป็นเครื่องมือ กลับกันรัฐบาลไทยจะต้องเร่งสนใจดูแลประเทศและประชาชนคนไทยให้มากยิ่งขึ้น” นายพีระพันธุ์ กล่าว

สำหรับประเด็นการลงนาม MOU แร่แรร์เอิร์ธ ระหว่างรัฐบาลไทยและสหรัฐฯ นายพีระพันธุ์ ตั้งข้อสงสัยว่า โดยปกติแล้วหากรัฐบาลจะตัดสินเรื่องใดที่มีผลกระทบต่อคนไทย คนไทยควรมีสิทธิรู้ก่อน แต่เรื่องนี้กลับไม่มีการเปิดเผย ปิดเงียบ และมีนัยที่ผิดปกติ อีกข้อสงสัย คือ กรณีที่มีผู้ออกมาบอกว่า MOU ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งตนย้ำว่า ธรรมชาติของสัญญา คือ การสร้างผลผูกพันระหว่างกัน หากไม่ต้องการให้มีผลผูกพันทางกฎหมาย เหตุใดจะต้องทำเป็นข้อตกลง พร้อมตั้งข้อสงสัยต่อไปว่า การที่บอกว่าลงนาม MOU ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เป็นการจะหลีกเลี่ยงรัฐธรรมนูญหรือไม่ และหากรัฐบาลต้องการจะลงนามสร้างความร่วมมือในด้านนี้ ก็มีอีกหลายประเทศที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เช่น เยอรมัน แล้วเหตุใดรัฐบาลจึงต้องเร่งลงนามกับสหรัฐฯ เป็นการผูกมัดตัวเอง

“แร่ดังกล่าวเป็นแร่สำคัญและเป็นของคนไทยทุกคน ที่สำคัญรัฐบาลนี้มีอายุอีกแค่ 3 เดือน กับเรื่องสำคัญนี้ ทำไมต้องรีบลงนาม ทำไมไม่รอรัฐบาลใหม่เป็นผู้ตัดสินใจ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวต่อไปว่า ในอดีตไทยเคยมีการลงนามสัญญากับสหรัฐฯ เมื่อปี 2515 ที่ขอให้คนสหรัฐฯ ที่อยู่ในไทยมีสิทธิเทียบเท่ากับคนไทย แต่เมื่อคนไทยไปสหรัฐฯ กลับไม่มีสิทธิ์เทียบเท่าคนสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ อ้างว่าแต่ละรัฐท้องถิ่นมีกฎหมายเป็นของตนเอง รัฐบาลกลางที่ลงนามจึงไม่สามารถไปบังคับให้คนไทยมีสิทธิ์เทียบเท่าคนสหรัฐฯ ได้

ประเด็นต่อมา นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงการจัดการปัญหาสแกมเมอร์ว่า เป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติที่รัฐบาลต้องเร่งยกเป็นวาระแห่งชาติ ปราบปรามให้สิ้นซาก การใช้ตำรวจอย่างเดียวไม่พอ เห็นได้จากการที่เกาหลีใต้ให้รัฐมนตรีต่างประเทศลงพื้นที่จัดการอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงการเอาจริงเอาจัง และการที่มีอดีตนายตำรวจระดับรอง ผบ.ตร.คนหนึ่งออกมาพูดถึงนักการเมืองที่เกี่ยวโยงเรื่องนี้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ รัฐบาลก็ควรต้องออกมาจัดการให้ชัดเจน แต่ผ่านมาหลายวันแล้ว ตนยังไม่เห็นความชัดเจนจากรัฐบาลเลย

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า หากเจ้าหน้าที่รัฐทำงานอย่างเต็มที่ ก็เชื่อว่าจะสามารถจัดการปัญหาสแกมเมอร์ได้ และหากตนอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็จะเดินหน้าจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเองอย่างเด็ดขาดแน่นอน

“ถามว่าถ้าผมเป็นนายกฯ จะทำอย่างไร ผมจะไม่ปล่อยไว้แบบนี้แน่ ผมจะไปกัมพูชา ไปทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง เพราะคนไทยเดือดร้อนเช่นนี้จะให้ผมนั่งเฉยอยู่คงไม่ได้ ผมพร้อมรับผิดชอบทุกอย่างเองทั้งหมด หากมีคนในรัฐบาลไม่พอใจและอยู่ไม่ได้ ก็ไม่อยู่ เพราะหากอยู่ในตำแหน่งแล้วแก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ได้ จะอยู่ทำไม” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติด้วยว่า ตนจะเสนอนโยบายให้ประหารชีวิตผู้ที่ทุจริตเงินแผ่นดิน เพราะข้าราชการต่าง ๆ ที่ทุจริตสมควรได้รับโทษสูงสุด

“เรื่องคอร์รัปชันเป็นมะเร็งที่ลามในประเทศไทยมานาน ดังนั้นเราจำเป็นต้องตัดมะเร็งทิ้ง และผมย้ำว่าผมจะทำจริงแน่ เพราะผมมาทำงานเพื่อประเทศและประชาชน” นายพีระพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘หมอวรงค์’ จี้!! ให้รัฐบาลตอบ ‘ไทย’ จะยอมถอนธงชาติ จาก ‘ภูมะเขือ’ ไหม ถ้า ‘เขมร’ เรียกร้องตาม MOU43 อ้างว่าเป็น!! พื้นที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์

(1 พ.ย. 68) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กว่า …

#ไทยจะยอมถอนธงชาติลงจากภูมะเขือไหมถ้าเขมรเรียกร้อง

พี่น้องคงได้เห็นสิ่งที่สื่อรายงาน นั่นคือการถอนอาวุธหนัก ออกจากชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นผลพวงการลงนามที่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย อ้างว่าเพื่อนำไปสู่สันติภาพ

การลงนามครั้งนี้ มีการคาดเดากันไปต่าง ๆ นานาเพราะคนไทยเชื่อว่า เขมรยังไม่น่าไว้วางใจ แต่เพราะมีสหรัฐอเมริกา เข้ามาเกี่ยวข้อง บางฝ่ายอ้างว่าโดนบีบจากมหาอำนาจ หรือเพราะนักการเมืองไทย ไปมีผลประโยชน์ที่เขมร

แต่สิ่งที่คนไทยต้องตระหนัก แม้จะมีการถอนอาวุธหนัก ออกจากพื้นที่ชายแดนทั้งสองฝ่าย ตราบใดที่ MOU43 ซึ่งเป็น MOU เถื่อนยังอยู่ ถ้าวันหนึ่งเขมรเรียกร้องให้ไทย ต้องถอนทหารออกจาก 11 จุด โดยอ้างว่าไทยเราละเมิด MOU43 คนไทยจะยอมไหม

เราจะยอมให้เขมรเรียกร้อง ให้ทหารไทยถอนธงชาติ ออกจากภูมะเขือ โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และกล่าวหาว่าไทยละเมิด MOU43 เราจะยอมไหม รัฐบาลจะว่าอย่างไร เพราะในอนาคต คาดเดาไม่ได้ว่า ใครจะมาเป็นรัฐบาล ทางออกที่ดีสุดคือ ต้องยกเลิก MOU43 ด้วย

‘ปู มัณฑนา’ สุดกลั้น!! เปิดใจครั้งแรก ยอมรับหย่าสามี ‘หาญส์ หิมะทองคำ’ แล้วจริง ยังใช้นามสกุลเดิม ถูกคนใกล้ชิดปั่นข่าว เปิด!! ‘ทะเบียนราษฎร์’ ประจาน!!

(1 พ.ย. 68) เป็นข่าวลือที่ยังไม่ได้รับการคอนเฟิร์มกับคู่รักหวานเจี๊ยบ ‘ปู มัณฑนา หิมะทองคำ’ ได้หย่ากับสามีนักการเมือง ‘หาญส์ ภักดีหาญส์ หิมะทองคำ’ ล่าสุด ปู ได้เปิดใจเรื่องนี้ในรายการ คนเกาะข่าว ทางช่อง news 1 ยอมรับว่าข่าวลือหย่าสามีแล้วคือเรื่องจริง

“เรื่องจริงค่ะ เหตุก็เกิดจากตัวพิธีกรเลยค่ะ เขาสนิทกับพี่ชายสามี พยายามโทร.ไปปั่นว่าปูเป็นคนทำให้ครอบครัวสามีเสื่อมเสียชื่อเสียงทั้งๆ ที่ปูกับสามีเราก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรกัน ก็ได้รับผลกระทบในด้านธุรกิจของครอบครัวสามี ปูอยู่กับครอบครัวสามี ปกติก็ไม่ได้ใช้เงินของครอบครัวเขา เป็นสามีที่ดูแลปูตามหน้าที่แต่เราก็มีงานเป็นของตัวเอง ใช้เงินที่เราทำมาหาได้ของเรา ไม่เคยไปสร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัวสามีเลย แต่เขาพยายามปั่นข่าวว่าปูไปสร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัวสามี

กับข่าวที่เกิดขึ้น พอมันเกิดเรื่องมันก็กระทบจริงๆ ค่ะ ด้วยความที่เป็นครอบครัวใหญ่ มีหลานๆ  มีสมาชิกในครอบครัวหลายคน มันก็มีคำว่าหิมะทองคำ แต่ปูก็ยังใช้นามสกุลหิมะทองคำอยู่ค่ะ สามียังให้ใช้นามสกุลอยู่ (แต่ก็ต้องออกข่าวว่าหย่าร้าง ไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลหิมะทองคำแล้ว?) ค่ะ”

เผยเหตุตอบโต้เพจดุเดือดเพราะออกมาเปิดโปงเรื่องหย่าสามี ทั้งๆ ที่ตนไม่ได้บอกกับใครเลย ทำส่งผลกระทบลูกและสามี รู้สึกถูกรังแก ทำให้ต้องลุกขึ้นสู้

“เขาปล่อยข่าวเรื่องปูหย่าสามี ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีใครรู้ จะเป็นคนในครอบครัวที่รู้ แล้วเขาก็ให้ทนายหิวแสงไปคัดทะเบียนราษฎร์ปูเพื่อที่จะฟ้องปู ฟ้องหมิ่นประมาทปู พอรู้ว่าปูเปลี่ยนมาใช้นางสาว คือที่ผ่านมาปูให้ นางมัณฑนา หิมะทองคำ แต่วันที่หย่าปูขอสามีใช้นางสาว แต่ยังใช้นามสกุลสามี ตอนนั้นสามีบอกว่าหย่ากัน แต่ยังใช้นางมัณฑนา หิมะทองคำ แต่ปูงอนเขา ก็บอกว่าไม่ ปูจะใช้นางสาว เขาก็ขอว่าให้ใช้นามสกุลเขาอยู่ พอทนายฝั่งคู่กรณีไปคัดทะเบียนราษฎร์ เขาก็เลยรู้ ก็เอามาประจานว่าปูหย่าแล้ว

(ปูตอบโต้แบบไม่ธรรมดา?) คือปูเพิ่งหายป่วย ปีที่แล้วปูร้องไห้ ปูเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาล จริงๆ แล้วปูไม่ได้เป็นคนที่สู้คน แต่พอมาปีนี้เขารังแกปูไม่เลิก รังแกปูไม่พอรังแกลูกๆ ปู ครอบครัวปู สามีปูได้รับผลกระทบไปด้วย ปูไม่ทนแล้ว ปูก็ต้องสู้ก็เลยตอบโต้ไปแบบนั้น”

ลำปาง-มทบ.32 ส่งผลัดปลด สู่อ้อมกอดครอบครัว พร้อมเป็นพลเมืองดีของสังคมประเทศชาติ 

(31 ต.ค. 68) เวลา 10.00 น. พลตรี กวิน ยาวิชัย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 เป็นประธานในพิธีส่งทหารกองประจำการ ที่ครบกำหนดและจะปลดจากกองประจำการของหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดลำปาง จำนวน 192 นาย โดยมีคณะผู้บังคับบัญชาและกำลังพลร่วมพิธีฯ ณ หน้าอนุสาวรีย์จอมพลมหาอำมาตย์เอกเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาในการเข้าประจำการทหารกองประจำการ ที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น มีความประพฤติดี ตั้งใจปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่าง

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ได้มอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ทหารกองประจำการที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นและมีความประพฤติดี จำนวน 6 นาย ได้แก่

1.พลทหาร ปริญวัฒน์ ศรีนาราหิรัญโชติ 
สังกัด กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32
2.พลทหาร ภูวดล แสงสว่าง
สังกัด กองร้อยมณฑลทหารบกที่ 32
3.พลทหาร เปรมชัย ชัยชนะ
สังกัด กองร้อยมณฑลทหารบกที่ 32 
4.พลทหาร ศรัณย์ รังผึ้ง
สังกัด กองร้อยทหารสารวัตร มณฑลทหารบกที่ 32
5.พลทหาร สิทธิโชค ใจซื่อ
สังกัด กองร้อยพลเสนารักษ์ โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี
6.พลทหาร สุเทพ เทพอุต  

สังกัด ศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 32

ในการนี้ พลตรี กวิน ยาวิชัย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ได้กล่าวโอวาทให้แก่ทหารกองประจำการที่ครบกำหนดปลดประจำการ โดยแสดงความชื่นชมในความเสียสละ ความรับผิดชอบ และความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ของชายไทยทุกนายที่ได้ตอบแทนคุณแผ่นดิน พร้อมทั้งให้ข้อคิดในการนำความรู้และวินัยที่ได้รับจากการรับราชการไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อครอบครัว สังคม และประเทศชาติ อีกทั้งได้อวยพรให้กำลังพลทุกนายและครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ และความสำเร็จในทุกสิ่งที่มุ่งหวัง ภายใต้ร่มพระบารมีแห่งองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และหากมีสิ่งใดที่หน่วยจะช่วยเหลือสนับสนุน ขอให้ติดต่อกลับมา เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน

‘เทพไท’ ชี้!! ‘บ้านจันทร์ส่องหล้า’ ไฟเขียว!! ‘จุลพันธ์’ นั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นคนรุ่นกลาง ประสานงานได้ทุกฝ่าย พร้อม!! ปลอบใจ ‘สมพงษ์’

(1 พ.ย. 68) นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก 'เทพไท - คุยการเมือง' ระบุว่า …

ล็อกสเปค จุลพันธ์ เป็นหัวหน้าเพื่อไทย

ผมขอแสดงความยินดีกับคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ในฐานะที่เป็นนักการเมืองร่วมสมัย และเป็นนักการเมืองรุ่นเดียวกัน เมื่อได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกให้เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งตรงตามความคาดหมาย และผลการวิเคราะห์ ซึ่งผมได้วิเคราะห์ก่อนหน้านี้แล้วว่า คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จะได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้วยเหตุผลเป็นคนรุ่นกลาง เป็นคนรุ่นไม่ใหม่ไม่เก่าเกินไป ประสานงานได้กับทุกฝ่าย มีความอาวุโสทางการเมืองพอสมควร เป็นส.ส.5สมัย มีความรู้ด้านเศรษฐกิจตามความต้องการของคนพรรคเพื่อไทย เป็นการปลอบใจนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ บิดาของคุณจุลพันธ์ ที่น้อยใจพรรคลาออกจากสมาชิกพรรคไป เมื่อลูกชายได้รับการเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ผู้ที่เป็นพ่อก็คงจะคลายความน้อยอกน้อยใจลงไปบ้าง และที่สำคัญที่สุดคุณจุลพันธ์ได้รับไฟเขียวจากบ้านจันทร์ส่องหล้า เจ้าของพรรคเพื่อไทย จึงทำให้คู่แข่งที่เป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อย่างนายจาตุรนต์ ฉายแสง นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้วและนายสุทิน คลังแสง ต้องหลีกทางไป

ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา หากไม่มีการล็อกสเปคหรือบล็อคโหวตกัน หรือกดดันส่งสัญญาณว่า คนที่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ต้องเป็นใครนั้น ถ้าเปิดฟรีโหวต เชื่อว่านายจาตุรนต์ ฉายแสง คงจะได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่มีเจ้าของ เปรียบเสมือนบริษัทในครอบครัวสกุลชินวัตร เมื่อเจ้าของพรรค ชี้ชัดว่าควรเป็นนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ มติก็โหวตให้คุณจุลพันธ์อย่างท่วมท้น แบบไม่ต้องสงสัย

แต่การที่คุณจุลพันธ์เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เพราะในอดีตที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคเพื่อไทยจะแยกออกจากกันอย่างชัดเจนกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่เคยมีหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเลย นับตั้งแต่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ พลตำรวจเอกวิโรจน์ เปาอินทร์ นายสมพงษ์อมรวิวัฒน์ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว จนมาถึงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ก็เพิ่งได้มาเป็นหัวหน้าพรรค หลังจากที่มีการเลือกตั้งผ่านพ้นแล้ว

กรณีของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ก็เช่นเดียวกัน เชื่อว่าน่าจะมีบทบาทสำคัญในการบริหารพรรค นำพาพรรคไปสู่การเลือกตั้งพร้อมกับเลขาธิการพรรค คือนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ซึ่งเปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้านของบ้านจันทร์ส่องหล้า เคยเป็นเลขาธิการพรรคสมัยนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว เป็นหัวหน้าพรรคมาแล้ว จึงจำเป็นต้องให้มารับหน้าที่เป็นแม่บ้านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากชุดผู้บริหารพรรคชุดคุณหนู คือหัวหน้าพรรคเป็นนางสาวแพทองธารลูกสาวนายทักษิณ ชินวัตร กับเลขาธิการพรรค นายสรวงศ์ เทียนทองลูกชายนายเสนาะ เทียนทอง ผู้บริหารพรรคชุดคุณหนูทั้งสองคน เมื่อผ่านยุคนี้ไป ก็ใช้บริการผู้อาวุโสอย่างนายประเสริฐ จันทรรวงทอง

ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะต้องพิจารณากันต่อไปในพรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ผมเป็นผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง และนักวิเคราะห์ทางการเมือง ผมเชื่อว่า1ใน3ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย จะต้องเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวชินวัตร ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในเบื้องต้นถ้าดูจากกระแสความเคลื่อนไหว และการโยนถามทาง มีความเป็นไปได้สูงมากว่า นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ลูกเขยของนายทักษิณ ชินวัตร จะได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 1ใน 3 ของพรรคเพื่อไทย ส่วนอีก2คน คงจะรอเวลาสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ตกผลึกกันภายในพรรคเพื่อไทยก่อน ซึ่งจะขออนุญาตนำมาวิเคราะห์ในโอกาสต่อไป"

ลำปาง-มทบ.32 “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ส่งมอบความห่วงใยถึงบ้านทหารใหม่ ผลัด 2/68 ก่อนวันเข้ารับใช้ชาติ

เมื่อวันที่ (30 ต.ค. 68)  เวลา 14.00 น. พลตรี กวิน ยาวิชัย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 มอบหมายให้ พันเอก สุกิจ ภิญโญ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา,สมาชิกสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 32 และสัสดีอำเภอเมืองลำปาง 

ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน นายภัทรากร มีสา ทหารกองเกินผู้มีฐานะยากจน สังกัด บก.มทบ.32 ซึ่งมีกำหนดเข้ารับราชการทหารกองประจำการผลัดที่ 2/2568 ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของกองทัพบกในการดูแลกำลังพลและครอบครัวอย่างใกล้ชิด ภายใต้แนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารใหม่และครอบครัว ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่รับใช้ชาติอย่างเต็มภาคภูมิ

ทั้งนี้ มณฑลทหารบกที่ 32 ได้จัดชุดแพทย์เคลื่อนที่ให้คำแนะนำและดูแลสุขภาพเบื้องต้นแก่ครอบครัวทหารใหม่ พร้อมมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคและยาสามัญประจำบ้าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแสดงความห่วงใยจากกองทัพบก บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและปลื้มปีติจากครอบครัวทหารใหม่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top