Monday, 8 June 2026
NewsFeed

นายกฯ จอร์เจีย ประกาศกร้าว ‘ใครยุยงต้องโดน’ หลังเกิดม็อบถือธง EU ประท้วงรัฐบาล ไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง

(7 ต.ค. 68) นายกรัฐมนตรีอิรัคลี โคบาคิดเซ (Irakli Kobakhidze) แห่งจอร์เจีย ประกาศว่าจะ “ไม่ปล่อยให้ผู้ใดลอยนวล” หลังเจ้าหน้าที่ใช้กำลังสลายการชุมนุมของผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงทบิลิซีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยเขากล่าวหาว่ากลุ่มผู้ชุมนุมพยายามโค่นล้มรัฐบาล และยืนยันว่าจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด มีรายงานว่ามีการจับกุมผู้จัดการชุมนุมหลายคน รวมถึงนักร้องโอเปร่าชื่อดังและนักเคลื่อนไหว พาอาตา เบิร์ชูลัดเซ (Paata Burchuladze) ที่ขึ้นเวทีประกาศว่า “อำนาจต้องกลับคืนสู่ประชาชน”

สาเหตุของการประท้วงเกิดจากความไม่พอใจผลการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งพรรค “จอร์เจียน ดรีม” (Georgian Dream) ของนายกรัฐมนตรีโคบาคิดเซ กวาดที่นั่งเสียงข้างมากในสภาเทศบาลทุกแห่งทั่วประเทศ และผู้สมัครของพรรคยังชนะเลือกตั้งนายกเทศมนตรีทุกเมืองอย่างถล่มทลาย หลังพรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่ประกาศบอยคอตไม่ร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากมองว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใสและรัฐบาลขาดความชอบธรรม

การชุมนุมครั้งใหญ่มีประชาชนหลายหมื่นคนออกมารวมตัวกลางกรุงทบิลิซี โดยมีทั้งธงชาติจอร์เจียและธงสหภาพยุโรป (EU) ปรากฏอยู่ทั่วพื้นที่ เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงและแก๊สน้ำตาเพื่อสกัดไม่ให้ผู้ชุมนุมบุกทำเนียบประธานาธิบดี ต่อมา หน่วยงานความมั่นคงแห่งรัฐของจอร์เจียเปิดเผยว่าพบอาวุธและวัตถุระเบิดจำนวนหนึ่งในป่าชานเมือง ซึ่งคาดว่าเตรียมไว้เพื่อ “ก่อเหตุความไม่สงบ” ในวันเลือกตั้ง

ขณะที่ โคบาคิดเซกล่าวหาว่ามีกลุ่มต่างชาติ โดยเฉพาะจากกรุงบรัสเซลส์ (เบลเยียม) หนุนหลังการประท้วง และเรียกร้องให้เอกอัครราชทูตอียูประจำจอร์เจียออกมาประณามเหตุการณ์ดังกล่าว ด้านสหภาพยุโรปรีบออกแถลงการณ์ตอบโต้ โดยระบุว่าข้อกล่าวหานี้เป็น “ข้อมูลเท็จ” พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลจอร์เจียใช้ความอดกลั้น เคารพสิทธิการชุมนุมและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน หลังสถานการณ์การเมืองภายในประเทศตึงเครียดต่อเนื่องจากผลเลือกตั้งที่ฝ่ายค้านไม่ยอมรับ

เมื่อ ‘ฮุน เซน’ ขอคนเขมร “หยุดใช้เงินบาทไทย” สะท้อนศรัทธาใน ‘เงินเรียล’ สั่นคลอน – ผู้นำไร้ทางถอย

(7 ต.ค. 68) ฮุน เซน ผู้นำทางการเมืองของกัมพูชา ออกประกาศพิเศษเรียกร้องให้ประชาชน “หยุดใช้เงินบาทไทย” พร้อมกล่าวเตือนให้รักษาศีลธรรมและอารยธรรมอันดีงามของชาติ คำพูดดังกล่าวสร้างแรงสะเทือนในภูมิภาค เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำกัมพูชากล่าวถึงปัญหาภายในประเทศ โดยโยงเข้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเปิดเผย

ฮุน เซนระบุว่า กัมพูชานำเข้าสินค้าจากไทยเป็นมูลค่าสูงในแต่ละปี และหากประชาชนหันมาสนับสนุนสินค้าภายในประเทศแทน จะช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจดีขึ้น พร้อมเตือนให้เลิกใช้เงินบาทไทย เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจในประเทศต้องพึ่งพาสกุลเงินของประเทศเพื่อนบ้านมากเกินไป

คำประกาศนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการนำเข้าทองคำจากไทยที่เพิ่มสูงผิดปกติ สะท้อนสภาพจิตวิทยาทางเศรษฐกิจของประชาชนที่เริ่มไม่มั่นใจในค่าเงินเรียล และหันไปถือทองแทนเงินสดในระบบ ภาพเช่นนี้สะท้อนชัดว่า “ความกลัว” เริ่มเข้ามามีบทบาทเหนือ “ความเชื่อมั่น” แล้ว

ในพื้นที่ชายแดนอย่างปอยเปต พระตะบอง และเสียมราฐ การใช้ เงินบาทไทย กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ร้านค้าแทบทุกแห่งรับเงินไทยแทนเรียล เพราะเชื่อถือได้และแลกเปลี่ยนง่ายกว่า ปัญหานี้สะสมเรื่อยมา จนกลายเป็น “จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง” ของระบบเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง

การออกมาพูดของฮุน เซนจึงไม่ใช่เพียงการเรียกร้องเชิงศีลธรรม แต่เป็นความพยายามดึงศรัทธาในเงินตรากลับคืนมาด้วยถ้อยคำแทนนโยบาย เพราะในทางปฏิบัติ รัฐบาลกัมพูชายังไม่มีมาตรการเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมพอจะฟื้นความมั่นใจของตลาดหรือสร้างเสถียรภาพทางการคลังได้อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน การพยายามโยนปัญหาออกนอกประเทศด้วยการอ้างเงินบาทและสินค้าไทย อาจกลายเป็น “ดาบสองคม” เพราะเศรษฐกิจทั้งสองประเทศพึ่งพากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การลดการใช้เงินบาทอาจส่งผลให้การค้าชายแดนชะลอตัว และกระทบต่อผู้ประกอบการกัมพูชาจำนวนมากที่พึ่งพาตลาดฝั่งไทย

ในมุมมองของข้าพเจ้า คำประกาศของฮุน เซนสะท้อน “ภาวะกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจ” ที่เริ่มปะทุขึ้นภายในประเทศมากกว่าความตั้งใจจริงในการปฏิรูปการเงิน เพราะตลอดช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลเผชิญแรงเสียดทานจากปัญหาค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และการถอนทุนของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจีนที่เคยเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจกัมพูชา

ทองคำที่ไหลเข้าไม่ใช่ความมั่งคั่ง แต่คือสัญญาณของความหวาดระแวง การเลิกใช้เงินบาทไทยที่ฮุน เซนประกาศก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หากแต่เป็นการสื่อสารทางการเมืองเพื่อประคองภาพลักษณ์ของผู้นำในยามที่เศรษฐกิจเริ่มสั่นคลอน

ในที่สุด ปัญหาทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่ไทย แต่อยู่ที่ภายในประเทศเอง — และมากไปกว่านั้น ปัญหากำลังวนกลับไปหาตัวผู้นำผู้เอ่ยประกาศเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กัมพูชากำลังเผชิญสภาวะกดดันจากทั้งภายนอกและภายใน ขณะที่ประชาชนกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ เสียงของฮุน เซนในครั้งนี้จึงไม่ใช่คำสั่งจากผู้นำที่มั่นใจ แต่คือเสียงสะท้อนของผู้นำที่กำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมือง ที่เริ่มบีบเข้ามาจนเขาเองแทบไม่มีทางถอย

‘คิมจองอึน’ ส่งข้อความอวยพรวันเกิด ‘ปูติน’ อายุครบ 73 ปี ยกเป็น ‘เพื่อนซี้ที่สนิทที่สุด’

(7 ต.ค. 68) คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ส่งข้อความอวยพรวันเกิดถึงประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน มีอายุครบ 73 ปี พร้อมชื่นชมความเข้มแข็งของระบบการเมืองและอำนาจของชาติรัสเซีย โดยมีการเรียกปูตินว่า “เพื่อนร่วมรบที่ดีที่สุด”

คิมจองอึนระบุว่า ความเป็นพันธมิตรระหว่างเปียงยางและมอสโกจะขยายตัวต่อไปบนพื้นฐานของมิตรภาพอันอบอุ่นและความใกล้ชิด ที่จะช่วยกันสร้าง “ระเบียบโลกพหุขั้วและยุติธรรม” ซึ่งปีที่แล้วคิมจองอึนก็ได้ส่งข้อความอวยพรปูตินเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ คิมยังเผยถึงการพบปะกับปูตินที่ปักกิ่งเมื่อเดือนก่อน ยืนยันสนับสนุนสิ่งที่เรียกว่า “การต่อสู้ที่ยุติธรรม” ของรัสเซียเพื่อปกป้องอธิปไตย และสัญญาจะรักษาสัญญาทวิภาคีระหว่างสองประเทศ พร้อมย้ำว่า เปียงยางและมอสโกจะยืนหยัดเคียงข้างกันเสมอ มิตรภาพนี้เป็น “นิรันดร์และไม่สามารถทำลายได้”

‘จอร์เจีย’ เผชิญแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งใหญ่ สะท้อนการต่อสู้ระหว่างสองขั้วอุดมการณ์ยุโรปกับรัสเซีย

(7 ต.ค. 68) เหตุการณ์ประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงทบิลิซีช่วงกลางปี ค.ศ. 2025 ซึ่งนำไปสู่การบุกวังประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ.2025 ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความตึงเครียดทางการเมืองและอัตลักษณ์ที่ลึกซึ้งในสังคมจอร์เจีย การลุกฮือครั้งนี้มิได้เป็นเพียงการต่อต้านรัฐบาลของพรรค Georgian Dream เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ระหว่างสองเส้นทางของประเทศ ระหว่าง “ยุโรป” กับ “รัสเซีย” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ระหว่าง “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” กับ “การเมืองอำนาจนิยมเชิงอุปถัมภ์” 

จุดเริ่มต้นของการประท้วงเกิดจากการที่รัฐบาลผลักดัน “กฎหมายตัวแทนต่างชาติ” (Foreign Agents Law) ซึ่งมีเนื้อหาคล้ายคลึงกับกฎหมายในรัสเซียที่ใช้ควบคุมองค์กรภาคประชาสังคมและสื่ออิสระ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้กลุ่มหรือองค์กรที่ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเกิน 20% ต้องขึ้นทะเบียนเป็น “ตัวแทนของต่างชาติ” ซึ่งในทางปฏิบัติถูกมองว่าเป็นการตีตราผู้เห็นต่างและปิดกั้นเสรีภาพทางการเมือง นักวิชาการจอร์เจียจำนวนมากชี้ว่าการผ่านกฎหมายลักษณะนี้เป็นการ “เบี่ยงทิศทางยุทธศาสตร์ชาติ” ออกจากเส้นทางการบูรณาการกับสหภาพยุโรป เพราะเพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้สหภาพยุโรปเพิ่งอนุมัติสถานะ “ประเทศผู้สมัครสมาชิก (candidate status)” ให้กับจอร์เจีย เหตุการณ์นี้จึงทำให้ประชาชนจำนวนมากโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในเมืองทบิลิซีออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลถอนกฎหมายดังกล่าว พร้อมตะโกนสโลแกน “จอร์เจียคือยุโรป” (Georgia is Europe) กลางจัตุรัสเสรีภาพ การชุมนุมครั้งนี้มีลักษณะเป็น “การลุกฮือของคนรุ่นใหม่” อย่างชัดเจน กลุ่มนักศึกษา นักข่าว และภาคประชาสังคมเป็นแกนหลักในการจัดการโดยใช้สัญลักษณ์ธงสหภาพยุโรปเคียงคู่กับธงชาติจอร์เจีย พร้อมข้อความ “Georgia is not Russia” ซึ่งกลายเป็นวลีสำคัญของการเคลื่อนไหว รัฐบาลตอบโต้ด้วยการระดมกำลังตำรวจและหน่วยพิเศษเข้าควบคุมพื้นที่โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและการป้องกันการ “บ่อนทำลายรัฐ” เมื่อขบวนผู้ประท้วงพยายามฝ่ากำแพงกั้นเพื่อเข้าไปยังบริเวณวังประธานาธิบดี การเผชิญหน้าก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และกระสุนยางในการสลายการชุมนุม ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนขว้างหินและจุดไฟเผารถยนต์ของเจ้าหน้าที่ เหตุการณ์ลุกลามจนมีผู้บาดเจ็บหลายร้อยคนและมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนในสังคมจอร์เจียอย่างลึกซึ้งและทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลตกต่ำลงในสายตานานาชาติ สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงของรัฐบาล พร้อมเรียกร้องให้เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมโดยสงบ ในขณะที่รัสเซียออกแถลงการณ์ในทิศตรงกันข้ามโดยระบุว่าความไม่สงบในจอร์เจียเป็นผลจาก “การยุยงของตะวันตก” ซึ่งสะท้อนการต่อสู้ทางวาทกรรมระหว่างสองขั้วอำนาจในภูมิรัฐศาสตร์ยูเรเซีย

ในทางการเมืองภายใน เหตุการณ์ 4 ตุลาคมได้เปลี่ยนการประท้วงจาก “การต่อต้านกฎหมาย” ให้กลายเป็น “การต่อต้านรัฐบาล” อย่างเต็มรูปแบบ แกนนำฝ่ายค้านเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอิราคลี โคบาคิดเซ (Irakli Kobakhidze) และคณะรัฐมนตรีลาออกทันที พร้อมจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อเตรียมเลือกตั้งใหม่ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลกลับกล่าวหาผู้ชุมนุมว่าเป็น “ปฏิบัติการที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติ” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่สะท้อนแนววาทกรรมของรัสเซียในช่วงวิกฤตยูโรไมดานอย่างชัดเจน ในทางกลับกันรัฐบาลพรรค Georgian Dream แสดงท่าทีแข็งกร้าวโดยอ้างว่ากฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อ “ปกป้องอธิปไตยของจอร์เจียจากการแทรกแซงภายนอก” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่สะท้อนแนวคิดแบบรัสเซีย การปราบปรามผู้ชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตาและกระสุนยาง รวมถึงการบุกจับแกนนำภาคประชาสังคมทำให้สถานการณ์ลุกลามและกลายเป็นวิกฤตความชอบธรรมของรัฐบาล

ปรากฏการณ์นี้ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ยูโรไมดาน (Euromaidan) ในยูเครนปี ค.ศ. 2013 – 2014 ซึ่งเริ่มจากการต่อต้านการตัดสินใจของรัฐบาลนายวิคเตอร์ ยานูโควิชที่ปฏิเสธข้อตกลงกับสหภาพยุโรปและหันไปใกล้ชิดรัสเซีย ความคล้ายคลึงระหว่างทั้งสองกรณีอยู่ที่การปะทะกันของ “สองแนวคิดทางการเมือง” ได้แก่แนวคิดยุโรปเสรีนิยมกับแนวคิดรัสเซียอนุรักษนิยมซึ่งต่างแย่งชิงอิทธิพลในรัฐหลังโซเวียต อย่างไรก็ตามบริบทของจอร์เจียมีความซับซ้อนกว่านั้นเพราะแม้ประชาชนส่วนใหญ่จะสนับสนุนเส้นทางสู่ยุโรปแต่รัฐบาลกลับถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนและข้าราชการที่มีสายสัมพันธ์ลึกกับรัสเซีย จึงทำให้ “ทางแยก” ของจอร์เจียมิได้เป็นเพียงเรื่องนโยบายระหว่างประเทศเท่านั้นแต่ยังเป็นการชี้ชะตาทิศทางของรัฐในเชิงอัตลักษณ์ว่าจอร์เจียจะยังคงยืนหยัดในฐานะส่วนหนึ่งของยุโรปประชาธิปไตยหรือจะถอยกลับเข้าสู่วงโคจรแห่งอิทธิพลของรัสเซียอีกครั้ง

เมื่อพิจารณาภูมิหลังและโครงสร้างการเมืองภายในจอร์เจียพบว่าจอร์เจียเป็นรัฐยุคหลังโซเวียตที่มีลักษณะทางการเมืองผันผวนที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรปตะวันออกและคอเคซัส หลังจากได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1991 จอร์เจียต้องเผชิญทั้งสงครามกลางเมือง ความขัดแย้งดินแดนในแคว้นอับคาเซียและแคว้นเซาท์ออสซีเชีย รวมถึงการแทรกแซงจากรัสเซียซึ่งมองจอร์เจียเป็นส่วนหนึ่งของ “พื้นที่อิทธิพลตามธรรมชาติ” (sphere of influence) ในภูมิภาคคอเคซัส ระบอบการปกครองของจอร์เจียถูกกำหนดให้เป็นสาธารณรัฐกึ่งประธานาธิบดี (semi-presidential republic) ซึ่งอำนาจบริหารถูกแบ่งระหว่างประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามลักษณะของอำนาจดังกล่าวได้กลายเป็นแหล่งความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมาโดยตลอด โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มการเมืองมีแนวโน้มแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจน โดยฝ่ายหนึ่งมุ่งใกล้ชิดยุโรปและนาโตในขณะที่อีกฝ่ายยังคงยึดโยงกับรัสเซียในฐานะมหาอำนาจดั้งเดิมในภูมิภาค 

การขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีในปี ค.ศ. 2004 ภายหลัง “การปฏิวัติกุหลาบ” (Rose Revolution) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองจอร์เจียยุคใหม่ การปฏิวัติดังกล่าวเป็นผลจากการลุกฮือของประชาชนที่ไม่ยอมรับการทุจริตและระบบอุปถัมภ์ของรัฐบาลนายเอดวาร์ด เชวาร์ดนัดเซ (Eduard Shevardnadze) ที่ตกค้างจากยุค
โซเวียต นายมีเคอิล ซากาชวิลีซึ่งได้รับการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาและมีแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตยได้เข้ามาเป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่ตั้งใจจะ “ตัดขาด” จอร์เจียออกจากอิทธิพลของรัสเซียและฟื้นฟูรัฐให้ทันสมัยตามแบบยุโรป ในเชิงโครงสร้างการบริหารประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีได้ดำเนินการปฏิรูประบบราชการและต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น มีการปลดเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต ปรับโครงสร้างตำรวจให้มีความโปร่งใสและสร้างภาพลักษณ์ของรัฐที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้จอร์เจียกลายเป็น “ตัวอย่างของการปฏิรูปในโลกหลังโซเวียต” (Post-Soviet Reform Model) ในสายตาตะวันตก ด้านนโยบายต่างประเทศรัฐบาลของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีประกาศชัดเจนว่าจอร์เจียจะมุ่งสู่สหภาพยุโรป (EU) และองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) พร้อมกับพยายามลดการพึ่งพารัสเซียทั้งทางเศรษฐกิจและพลังงาน การเลือกข้างนี้ทำให้ความสัมพันธ์กับมอสโกตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดแตกหักในปี ค.ศ. 2008 เมื่อรัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในสงครามจอร์เจีย–ออสซีเชียใต้ (Russo-Georgian War) ซึ่งส่งผลให้จอร์เจียสูญเสียดินแดนบางส่วน และทำให้ประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีถูกโจมตีจากฝ่ายค้านว่า “ยั่วยุรัสเซีย” จนนำประเทศเข้าสู่สงคราม แม้การบริหารของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีจะถูกยกย่องจากโลกตะวันตกในฐานะ “ผู้นำประชาธิปไตยเชิงปฏิรูป” แต่ภายในประเทศกลับเกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการรวมศูนย์อำนาจและการจำกัดเสรีภาพสื่อ โดยเฉพาะในช่วงปลายรัฐบาล ซึ่งฝ่ายต่อต้านมองว่าเขาใช้กลไกรัฐในการกดดันคู่แข่งทางการเมือง การประท้วงในปี ค.ศ. 2007 – 2011 ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องสะท้อนถึงการเสื่อมศรัทธาของประชาชนบางส่วน หลังจากพรรคของเขา United National Movement (UNM) พ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี ค.ศ. 2012 ให้กับพรรค Georgian Dream ของนายบิดซินา อิวานิชวิลี (Bidzina Ivanishvili) อดีตนายกรัฐมนตรีมหาเศรษฐีที่มีสายสัมพันธ์กับรัสเซีย อำนาจของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีจึงสิ้นสุดลงและเขาถูกดำเนินคดีหลายข้อหาหลังออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตามมรดกทางการเมืองของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลียังคงส่งอิทธิพลต่อสังคมจอร์เจียจนถึงปัจจุบันเขาได้สร้างรากฐานของรัฐที่มุ่งหน้า “สู่ยุโรป” อย่างเปิดเผย และได้ปลุกเร้าความรู้สึกประชาชาติในฐานะ “รัฐอิสระที่ต่อต้านการครอบงำของรัสเซีย” ซึ่งกลายเป็นแก่นสำคัญของอัตลักษณ์ทางการเมืองจอร์เจียยุคใหม่

เมื่อพรรคการเมือง Georgian Dream ขึ้นครองอำนาจตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 เป็นต้นมา พรรคก็ถูกวิจารณ์ว่าเริ่มเบี่ยงเบนจากแนวทางประชาธิปไตยเสรีนิยมและมีท่าทีประนีประนอมกับรัสเซียมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลในยุคของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีซึ่งผลักดันการปฏิรูปประเทศและการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอย่างเข้มข้น ความแตกต่างระหว่าง “ฝ่ายโปรยุโรป” และ “ฝ่ายใกล้รัสเซีย” จึงได้กลายเป็นเส้นแบ่งทางอุดมการณ์ที่ลึกขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้โครงสร้างการเมืองของจอร์เจียยังมีลักษณะรวมศูนย์สูง มีการใช้กลไกรัฐและสื่อมวลชนเพื่อควบคุมการรับรู้ของประชาชนในบางช่วงเวลา ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของประชาธิปไตยแบบเปลี่ยนผ่าน (transitional democracy) ภายในประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เมื่อรัฐบาลออกกฎหมายที่ถูกมองว่าจำกัดเสรีภาพ โดยเฉพาะ “กฎหมายตัวแทนต่างชาติ” ที่มีลักษณะคล้ายกับกฎหมายของรัสเซียได้จุดชนวนความไม่พอใจของประชาชนจนเกิดการชุมนุมขนาดใหญ่และการบุกวังประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 2025 

บทสรุป จอร์เจียกำลังเผชิญภาวะความไม่มั่นคงทางการเมืองภายในที่หยั่งรากลึก ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ระหว่าง “ยุโรป” กับ “รัสเซีย” ซ้อนทับกับการต่อสู้เพื่ออำนาจภายในรัฐอย่างเข้มข้น จนกลายเป็นฉากหลังสำคัญของการปะทุทางการเมืองครั้งล่าสุด เหตุการณ์ปะทะหน้าวังประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 2025 จึงมิใช่เพียงความรุนแรงทางการเมืองทั่วไป แต่เป็นจุดตัดทางอัตลักษณ์ของรัฐจอร์เจียที่กำลังถูกฉีกออกเป็นสองเส้นทางระหว่างการยืนหยัดในระเบียบเสรีนิยมแบบยุโรปกับการถอยกลับสู่โครงสร้างอำนาจนิยมที่รัสเซียยังคงเป็นแม่แบบและสะท้อนคำถามใหญ่ที่ยังไร้คำตอบว่า “จอร์เจียจะเดินไปทางไหน” ในศตวรรษที่ 21

‘ยูเนสโก’ เลือกเซี่ยงไฮ้เป็นที่ตั้งสถาบันศึกษา STEM ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางวิทย์ฯ-เทคโนโลยีระดับโลก

(7 ต.ค. 68) องค์การยูเนสโก (UNESCO) และรัฐบาลจีนเปิด “สถาบันนานาชาติด้านการศึกษา STEM” อย่างเป็นทางการที่นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งถือเป็นศูนย์หมวด 1 (Category 1 Center) แห่งแรกของยูเนสโกในจีน และเป็นแห่งแรกนอกยุโรปและอเมริกาเหนือ หลังได้รับมติอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ยูเนสโกเมื่อปี 2566

สถาบันแห่งนี้จะมุ่งส่งเสริมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงผู้ใหญ่ เน้นการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

นายห้วย จินเผิง (Huai Jinpeng) รัฐมนตรีศึกษาธิการจีน ระบุว่านี่คือก้าวสำคัญในความร่วมมือระหว่างจีนกับยูเนสโก และเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษาที่เปิดกว้างของจีน พร้อมยืนยันว่าจีนจะสนับสนุนสถาบันนี้ให้เป็นศูนย์กลางนานาชาติด้านนวัตกรรมการศึกษาและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ด้านนายกง เจิ้ง (Gong zheng) นายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า เมืองจะใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยกระดับการเปิดกว้างทางการศึกษา และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ส่วนออเดรย์ อาซูเลย์ (Audrey Azoulay) ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก ย้ำว่าศูนย์ใหม่นี้สะท้อนความร่วมมืออันยาวนานระหว่างจีนกับยูเนสโก และจะช่วยผลักดันความเท่าเทียมทางการศึกษาในระดับโลก

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย จัด 2 กิจกรรมในงาน “ เทียนส่องใจ” เนื่องในวันเอดส์โลก” ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568

(6 ต.ค. 68) องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันเอดส์โลก (World AIDS DAY) โดยศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และ องค์กรที่ทำงานด้านเอดส์จึงได้ร่วมกันจัดงาน “เทียนส่องใจ” เนื่องในวันเอดส์โลก” ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568 ซึ่งศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อได้จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องมาทุกปี  ทั้งนี้ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการป้องกัน HIV/AIDS เพื่อร่วมยุติปัญหาเอดส์ในประเทศไทยในปี 2573 โดยในปีนี้มีการจัด 2 แคมเปญ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าวคือ การรับสมัครคัดเลือกบุคคลและหน่วยงานองค์กรดีเด่นที่ทำคุณประโยชน์ด้านเอดส์ และ เชิญชวนเยาวชนเข้าร่วมประกวดวงดนตรีไทยสากล   “World AIDS Day 2025 Music Band Contest

โดยกิจกรรมแรก ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมเสนอชื่อบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กร ที่อุทิศตนในการทำงานด้านเอดส์ ทั้งการรณรงค์ป้องกัน การดูแลรักษา การให้ความช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ การส่งเสริมสิทธิด้านมนุษยชน ตลอดจนการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขกับผู้ติดเชื้อในครอบครัวและสังคม เพื่อเข้ารับการพิจารณาคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน  8 ประเภท คือ บุคคลดีเด่นด้านการแพทย์และสาธารณสุข บุคคลดีเด่นด้านสังคม สื่อสร้างสรรค์ดีเด่น สถานประกอบการดีเด่น รางวัลสถาบันการศึกษาดีเด่น องค์กรดีเด่น ครอบครัวดีเด่น และชมรมฯ หรือกลุ่มผู้ติดเชื้อฯ ดีเด่น โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับเกียรติเข้ารับประทานโล่รางวัล ในงาน “เทียนส่องใจ” เนื่องในวันเอดส์โลก ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 2568 ณ ห้องราชมณเฑียร แกรนด์ บอลรูม โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ
      
ผู้สนใจสามารถส่งผลงานประเภทต่าง ๆ พร้อมภาพถ่ายกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณา ได้ที่อีเมล [email protected] และ [email protected] ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมชาติ ทาแกง โทรศัพท์ 0 2255 7893-4 และ 08 1399 6121 หรืออ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.aidsid.or.th

และกิจกรรมที่ 2 คือ การประกวดวงดนตรีไทยสากล   “World AIDS Day 2025 Music Band Contest” โดยเชิญชวนนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่กำลังศึกษาอยู่ อายุไม่เกิน 25 ปี เข้าร่วมประกวดวงดนตรีไทยสากล ในกิจกรรม “World AIDS Day 2025 Music Band Contest” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเทียนส่องใจ เนื่องในวันเอดส์โลก ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568 ชิงทุนการศึกษามูลค่ารวม 85,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตรการประกวดในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดเวทีให้เยาวชนได้แสดงความสามารถด้านดนตรี พร้อมส่งต่อพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ด้านการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มเยาวชน โดยวงที่ชนะเลิศในปี 2567 ได้แก่โรงเรียนเทศบาลบ้านท้ายช้าง จ.ตรัง ผู้ที่สนใจสามารถสมัครพร้อมส่งคลิปแนะนำทีมและการแสดงของวง 1 เพลง (ไม่เกิน 5 นาที) ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2568
 
สอบถามเพิ่มเติมติดต่อ คุณณัฏฐากร วิริยะวงศ์ โทร. 0 2251 6717 เว็บไซต์ www.aidsid.or.th หรือเฟซบุ๊กเพจ คลินิกนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย 

เจนกิจ นัดไธสง รายงาน

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งตำรวจทุกหน่วยเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ

(7 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย ได้สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยทั่วประเทศระดมกำลังเจ้าหน้าที่ออกช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเน้นย้ำให้เร่งดำเนินการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในทุกมิติ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีข้อสั่งการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
1. ระดมกำลังตำรวจทุกหน่วยออกช่วยเหลือประชาชน ทั้งในด้านการขนย้ายสิ่งของ การอำนวยความสะดวกในการจราจร และการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ประสบภัย
2. สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจตราบ้านเรือนของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพอาศัยโอกาสเข้าซ้ำเติม สร้างความเดือดร้อนเพิ่มเติมให้กับผู้ประสบภัย
3. ให้สำรวจความเสียหายของบ้านพักข้าราชการตำรวจและที่ทำการสถานีตำรวจที่ได้รับผลกระทบ พร้อมรายงานเพื่อดำเนินการช่วยเหลือและซ่อมแซมโดยเร่งด่วน
4. กำชับการแต่งกายและความพร้อมของอุปกรณ์กู้ภัย เพื่อแสดงถึงความพร้อมในการออกปฏิบัติงาน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอยืนยันว่า ตำรวจทุกนายพร้อมลงพื้นที่ร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการด้วยหัวใจของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

สนามบินฮอลลีวูดเบอร์แบงก์ แคลิฟอร์เนีย กระทบหนัก ไร้เจ้าหน้าที่ควบคุมการบิน!! จากภาวะปิดทำการของรัฐบาลกลาง

(7 ต.ค. 68) สำนักงานการบินพลเรือนสหรัฐฯ (FAA) เตือนว่า สนามบินฮอลลีวูด เบอร์แบงก์ รัฐแคลิฟอร์เนีย จะไม่มีเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศประจำหอบังคับการบินในช่วงค่ำวันจันทร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) ตั้งแต่เวลา 16.15 น. ถึงประมาณ 22.00 น. เนื่องจากผลกระทบจาก “ภาวะชัตดาวน์” หรือการปิดทำการของรัฐบาลกลาง ที่ทำให้เจ้าหน้าที่จำนวนมากต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

เจ้าหน้าที่ FAA ระบุว่าอยู่ระหว่างพยายามเรียกกำลังเสริมเพื่อมาปฏิบัติหน้าที่ให้เร็วที่สุด แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาทันเวลา โดยระหว่างนี้หอบังคับการบินจะถูกควบคุมโดยศูนย์ควบคุมการบิน TRACON จากเมืองซานดิเอโก ซึ่งจะดูแลการขึ้น-ลงของเครื่องบินทั้งหมดแทน ทั้งนี้ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เกวิน นิวซัม (Gavin Newsom) กล่าวโทษประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาจากการปิดรัฐบาล

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ FAA ที่ต่อเนื่องมานานกว่า 6 เดือน โดยขาดแคลนกว่า 3,000 ตำแหน่ง ขณะเดียวกัน สมาคมการบินต่าง ๆ เตือนว่า “ชัตดาวน์” ยังส่งผลกระทบต่อการตรวจสอบความปลอดภัยและบำรุงรักษาเครื่องบินทั่วประเทศอีกด้วย

3 นักวิทยาศาสตร์ ผู้เปิดประตูแห่งโลกควอนตัม คว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2025

(8 ต.ค. 68) คณะกรรมการรางวัลโนเบลประกาศเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ว่า ศาสตราจารย์จอห์น คลาร์ก (John Clark ), ดร.มิเชล เดโวเร็ต (Michel Devoret) และ ดร.จอห์น มาร์ตินิส (John Martinis) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2025 จากผลงานการทดลอง “การลอดอุโมงค์ควอนตัมระดับมหภาค” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของเทคโนโลยีควอนตัมสมัยใหม่ ตั้งแต่ระบบเข้ารหัสความปลอดภัยขั้นสูง ไปจนถึงคอมพิวเตอร์ควอนตัมอันทรงพลังในอนาคต

ทั้งสามเริ่มต้นการทดลองตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1980 โดยใช้วงจรอิเล็กทรอนิกส์จากตัวนำ(superconductors) เพื่อพิสูจน์ว่า ปรากฏการณ์ควอนตัมอย่าง “การทะลุกำแพงพลังงาน” (quantum tunnelling) สามารถเกิดขึ้นได้จริงในระดับที่ใหญ่ขึ้น หรือระดับมหภาค ซึ่งถือเป็นการยืนยันว่า “โลกควอนตัม” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอะตอมหรืออนุภาคเล็กๆ อีกต่อไป

ศ.จอห์น คลาร์ก วัย 83 ปี จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ กล่าวทางโทรศัพท์หลังทราบข่าวว่า รู้สึก “อึ้งสุดชีวิต” กับรางวัลที่ได้รับ พร้อมยกตัวอย่างว่า โทรศัพท์มือถือที่ทุกคนใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ก็สามารถทำงานได้เพราะอาศัยหลักฟิสิกส์ควอนตัมที่พวกเขาเคยวิจัยไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน

ขณะที่ ดร.เดโวเร็ต ชาวฝรั่งเศส ปัจจุบันสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเยล และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาร์บารา และ ดร.มาร์ตินิส อดีตหัวหน้าห้องแล็บปัญญาประดิษฐ์ควอนตัมของ Google เผยว่ารางวัลนี้ถือเป็นการยกย่องการทดลองที่เปลี่ยนทฤษฎีให้กลายเป็นสิ่งจับต้องได้ และเปิดทางสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีควอนตัมอย่างแท้จริง

เปิดคำพูดสุดท้ายก่อนดับ ‘เชฟหนุ่มไทย’ คุยกับพี่สาว หลัง รพ.กัมพูชาใจดำปฏิเสธการรักษา

(8 ต.ค. 68) จากเหตุเศร้าใจเมื่อเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน เปิดเผยถึงกรณี นายเมธาชาญ ยอแสง หรือ ‘มีน’ อายุ 24 ปี เชฟหนุ่มบนเรือชาวนครศรีธรรมราช ที่ถูกพบเร่ร่อนอยู่หน้าอาคารพาณิชย์ในประเทศกัมพูชา โดยมีรายงานว่าโรงพยาบาลในพื้นที่ปฏิเสธการรักษา ก่อนเจ้าตัวจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ล่าสุด น.ส.มายด์ (นามสมมุติ) พี่สาวของผู้ตาย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กด้วยความเศร้า ว่า “ขอบคุณทุกกำลังใจ ตอนนี้กำลังไปรับน้องกลับบ้าน มีนต้องได้กลับบ้าน” พร้อมระบุว่า “ถ้ากลับมาได้ กูกลับมาแล้ว” คือประโยคสุดท้ายที่น้องชายพูดไว้ก่อนจากไป

พี่สาวเผยเพิ่มเติมว่า ตลอดชีวิต 24 ปีที่ผ่านมา ทั้งคู่เติบโตมาด้วยกัน และครอบครัวพร้อมซัพพอร์ตทุกอย่าง แต่ไม่ทันได้ช่วยเหลือในครั้งสุดท้าย โดยเธอเขียนปิดท้ายด้วยข้อความอาลัยว่า “7/10/68 หลับให้สบายนะน้องชายพี่” 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top