Monday, 8 June 2026
NewsFeed

‘เนวิน – อนุทิน’ โอบกอดแน่น!! ผูกข้อมือวันเกิด ขอพร!! เป็นนายกฯ 4 ปี กลางพิธีปะกำช้างบุรีรัมย์

(4 ต.ค. 68) ที่สนามช้างอารีน่า อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อดีตนักการเมืองชื่อดัง ได้จัดงานทำบุญวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 67 ปี บรรยากาศเป็นไปอย่างความคึกคัก โดยนายเนวิน ได้ขี่รถจักรยานยนต์เวสป้า สีเหลือง เข้ามาบริเวณจัดงานในเวลา 09.29 น. พร้อมสักการะพระศิวะที่บริเวณด้านหน้า กับนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บุตรชาย น.ส.ชิดชนก ชิดชอบ บุตรสาว นายชนน์ชนก ชิดชอบ บุตรชาย และนายโชติชนก ชิดชอบ บุตรชาย นอกจากนี้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรมว.ศึกษาธิการ น้องชายของนายเนวิน ได้ปรากฏตัวเข้าร่วมงานด้วย

ต่อมาเวลา 10.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ถึงบริเวณสถานที่จัดงาน โดยทันทีที่พบกับนายเนวิน นายเนวินได้สวมกอดนายอนุทิน

ก่อนเข้าสู่พิธีปะกำช้าง ซึ่งเป็นพิธีที่ของตระกูลชิดชอบ ได้มีการสืบทอดมายาวนาน โดยมีคนในตระกูลชิดชอบ อย่างนายเนวิน พล.ต.อ.เพิ่มพูน นายศักดิ์สยาม ร่วมในพิธี หลังจากนั้นบรรดาผู้ร่วมงานได้นำกล้วยน้ำว้าป้อนช้างเพื่อความเป็นสิริมงคล 

และได้มีพิธีผูกข้อมือเรียกขวัญ เพื่อขอพรจากหมอช้าง โดยหลังจากที่หมอช้างได้ผูกข้อมือให้นายเนวินแล้ว นายเนวินได้กวักมือเรียกให้นายอนุทิน มาผูกข้อมือ ก่อนทั้งคู่จะโอบกอดกันและหัวเราะ จากนั้นหมอช้าง 3 คน ได้เรียงกันผูกข้อมือนายอนุทิน ซึ่งระหว่างนั้นนายเนวินพูดขึ้นว่า "ผูกให้เป็นนายกฯ 4 ปี ให้ชนะเลือกตั้ง ทำอะไรก็ให้บ้านเมืองสงบสุข" โดยระหว่างที่มีการผูกข้อมือ พบว่านายเนวินประคองมือนายอนุทินให้หมอช้างผูกข้อมือตลอดเวลา
 
จากนั้นนายเนวิน และคณะได้ขึ้นไปทำพิธีทำบุญเลี้ยงพระ และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้านบนปราสาทหินพนมรุ้งจำลอง เป็นการส่วนตัว

วันเกิดนายเนวิน ปีนี้บรรดารัฐมนตรี และนักการเมือง เดินทางมาร่วมคึกคัก อาทิ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย เป็นต้น

ขณะเดียวกันผู้ที่มาร่วมงานส่วนใหญ่สวมเสื้อสีโทนกรมท่า ทั้งเสื้อด้านหลังสกรีน ฅนบุรีรัมย์ และสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อย่างไรก็ตามในงานดังกล่าวนายเนวิน ได้แจ้งงดรับดอกไม้และของขวัญทุกชนิด แต่หากใครประสงค์จะร่วมทำบุญให้บริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลบุรีรัมย์แทน

สมุทรปราการ-นายก อบจ.สมุทรปราการ จัดใหญ่!! ทุ่มงบส่วนตัว จัดกีฬาสีสานสัมพันธ์ 'ครอบครัว อบจ.สมุทรปราการ' สร้างความรัก ความสามัคคี ในองค์กร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 4 ตุลาคม 2568 ณ สนามกีฬา อบจ.สมุทรปราการ วัดราษฎร์โพธิ์ทอง ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ดำเนินการจัดการแข่งขันกีฬาสีเพื่อเป็นการสานสัมพันธ์ภายในองค์กร ภายใต้ชื่อ กีฬาสานสัมพันธ์ “ครอบครัว อบจ.สมุทรปราการ” ประจำปี 2568 

โดยได้รับเกียรติจาก นายสุนทร ปานแสงทอง นายก อบจ.สมุทรปราการ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน โดยมี นายสิทธิชัย เกษรสิทธิ์ ปลัด อบจ.สมุทรปราการ กล่าวรายงาน ซึ่งการจัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาสีในครั้งนี้ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ ความรัก และความสามัคคีขึ้นในองค์กรระหว่างคณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภา หัวหน้าส่วนราชการ และกองงานต่างๆ ของ อบจ.สมุทรปราการ

กิจกรรมเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจ ความผูกพัน และการทำงานเป็นทีมขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ โดยในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาสีมีขบวนพาเหรดจากคณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภา หัวหน้าส่วนราชการ รวมถึงฝ่ายกองงานต่างๆ และคณะนักเรียนเข้าร่วมในกิจกรรมครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

โดยได้แยกการแข่งขันออกเป็นสีๆ อาทิเช่น สีเหลือง ภายใต้การดูแลของนายสิทธิชัย เกษรสิทธิ์ ปลัด อบจ.สมุทรปราการ สีฟ้า นายวรพร อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ สีเขียว นายอัครวัตน์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ และสีชมพู นายต่อศักดิ์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ

ซึ่งการแข่งขันกีฬาสีประเภทแรกเป็นการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง การแข่งขันแชร์บอลหญิง การแช่งกีฬาพื้นบ้าน ประเภทกีฬาตีกอล์ฟมะเขือยาว กีฬาปิดตาตีปี๊บ และกีฬากินวิบาก และการแข่งขันฟุตชอลหญิง การแข่งขันประเภทกองเชียร์ การแข่งขันฟุตซอลชาย การแช่งกีฬาพื้นบ้าน ประเภทวิ่ง 3 ขา การแข่งขันกีฬาชักเย่อ และการแข่งขันกีฬาฟุตซอล VIP โดยมีคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา อบจ. ทั้ง 6 อำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ฝ่ายกองงานต่างๆ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ประกอบด้วย สำนักปลัด อบจ.สำนักงานเลขานุการ อบจ. กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ กองกิจการสภา, กองคลัง กองช่าง กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม หน่วยตรวจสอบภายใน กองแผนและงบประมาณ กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม หน่วยตรวจสอบภายใน กองการเจ้าหน้าที่ และกองผังเมือง 

ซึ่งการจัดกิจกรรมดังกล่าวในครั้งนี้ใช้งบประมาณส่วนตัวของนายสุนทร ปานแสงทอง นายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือนรัฐบาล!! ประชามติ MOU เสี่ยงขัดกฎหมาย ซ้ำรอย BREXIT จี้!! นายกฯ ตัดสินใจเอง ไม่โยนภาระให้ปชช.

(5 ต.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “ผมเห็นข่าวที่รัฐบาลเริ่มแสดงความชัดเจนว่าจะให้ประชาชนลงมติว่าจะยกเลิก MOU 43-44 หรือไม่ พร้อมกับการเลือกตั้งครั้งต่อไปรวมทั้งการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมจึงอยากฝากข้อสังเกตให้ท่านนายกอนุทิน และรัฐบาลกลับไปทบทวนดังต่อไปนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการลงประชามติยกเลิก/ไม่ยกเลิก MOU 

1. พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 มาตรา 14-17 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องเผยแพร่ข้อมูลอย่างรอบด้านผ่านสื่อต่าง ๆ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการประกาศให้มีการออกเสียงซึ่งอย่างน้อยต้องมีเนื้อหาที่ระบุถึงเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีการทำประชามติ สาระสำคัญของกิจการในเรื่องที่ทำประชามติ ขั้นตอนและระยะเวลา ประโยชน์ได้เสียที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศชาติ ท้องถิ่น หรือประชาชน รวมทั้งมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินการพร้อมสรุปเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย ซึ่งต้องมุ่งให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องที่จะมีการออกเสียงและต้องไม่มีลักษณะเป็นการชี้นำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับเรื่องที่จะมีการออกเสียงนั้น

ซึ่งกรณี MOU 43-44 เป็นเรื่องที่ซับซ้อน และประชาชนส่วนใหญ่ ยังไม่มีโอกาสรับรู้ข้อมูลรอบด้านที่เกี่ยวกับMOU 43 และ MOU 44 ดังนั้น ก่อนที่ที่จะถามประชาชนว่าจะยกเลิก MOU 43 - MOU 44 หรือไม่นั้น ต้องถามว่าประชาชนมีความรู้อย่างถ่องแท้เกี่ยวกับ MOU ดังกล่าวหรือยัง รายละเอียดของ MOU เป็นอย่างไรอะไรคือ กฎหมายระหว่างประเทศ อะไรคือการแบ่งเขตแดนตามเส้นสันปันน้ำ อะไรคือการกำหนดเส้นแบ่งเขตแดนตามไหล่ทวีป แผนที่ตามมาตราส่วนเป็นอย่างไร ซึ่งรัฐบาลจะสามารถทำให้ประชาชนมีความตระหนักรู้ได้ทั่วถึงกันหมด ตามที่มาตรา 15 (5) ของ พรบ. ประชามติฯ กำหนดไว้หรือ ภายในกรอบระยะเวลาไม่ถึงสี่เดือน เพราะขนาดนักวิชาการด้านนี้ยังรู้ไม่เท่ากันเลย 

2. MOU 43-44 ถูกทำขึ้นโดยฝ่ายบริหาร คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยมติ ครม. ดังนั้น จึงสามารถยกเลิกได้โดยมติ ครม. ซึ่งนายไชยชนก ชิดชอบ ก็เคยแสดงความเห็นอย่างแข็งขันในสมัยที่เป็นฝ่ายค้านว่าต้องยกเลิก เพราะทำให้ไทยเสียเปรียบกัมพูชา เนื่องจาก MOU 43 มีการยอมรับแผนที่ 1:200,000 ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “พื้นที่ทับซ้อน” เพราะอัตราส่วนที่หยาบมาก ในขณะที่หากยึดแผนที่ 1:50,000 ตามหลักสากล จะไม่มีคำว่า “พื้นที่ทับซ้อน” จะมีแต่ พื้นที่ของไทยที่ถูกกัมพูชาอ้างสิทธิโดยไม่ชอบธรรมเท่านั้น ส่วน MOU 44 ก็ไปยอมรับ เส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิในปี พ.ศ. 2515 ซึ่งละเมิดอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1958 ซึ่งกัมพูชาเป็นภาคี อย่างร้ายแรง

โดยที่ไทยสามารถยกเลิกได้โดยฝ่ายเดียวตามกฎหมายจารีตประเพณีเรื่อง In adimplenti non est adimplendum (บุคคลไม่จำต้องปฏิบัติตามสัญญา กับบุคคลที่ละเมิดสัญญา) ซึ่งถูกระบุไว้ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญา มาตรา 60 ซึ่งกำหนดว่าฝ่ายที่ถูกละเมิดสัญญาในข้ออันเป็นสาระสำคัญ สามารถเลิกสัญญาโดยฝ่ายเดียวได้ ซึ่งหลักนี้ใช้กับข้อตกลงระหว่างประเทศทุกชนิด ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณี ดังนั้นเมื่อกัมพูชามีการละเมิด MOU นับ 400 ครั้ง และครั้งที่ร้ายแรงที่สุดคือการที่กัมพูชายิงจรวดใส่เป้าหมายพลเรือนของไทยไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อ โรงเรียน ปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล ฯลฯ มีผู้เสียชีวิตมากมาย และการใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล ทำให้ทหารไทยขาขาด และเสียชีวิตในการรบหลายนาย ซึ่งคณะรัฐมนตรีสามารถอ้างเหตุนี้ยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับได้ทันทีหากมีความกล้าหาญ อย่าโยนความรับผิดชอบให้ประชาชน หรือแม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐ อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเข้ารับตำแหน่งก็ยกเลิกหรือถอนตัวจากสนธิสัญญาและข้อตกลงที่เขาเห็นว่าทำให้อเมริกาเสียประโยชน์มากกว่าได้ ทันที เช่น ถอนตัวจาก WHO และ ข้อตกลงปารีสเรื่องโลกร้อน 

3. การลงประชามติ ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่ถูกต้องชอบธรรมสำหรับทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่มีความละเอียดซับซ้อนที่กระทบประชาชนเป็นวงกว้าง และประชาชนมีเวลาไม่เพียงพอที่จะรับรู้ข้อมูลอย่างปราศจากนัยเคลือบแฝงทางการเมือง เช่น กรณีการลงประชามติ มติของประชาชนชาวสหราชอาณาจักร ว่าจะออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปหรือไม่ ซึ่งผลออกมาก็คือ “ออก” ปรากฏว่ามีการสำรวจล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ผลคือว่า ประชาชนกว่าร้อยละ 65 ยอมรับว่าการตัดสินใจออกจากสหภาพยุโรปนั้นเป็นการตัดสินใจที่ “ผิด” ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน และไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงผลที่จะตามมาของการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และผมก็ไม่ปรารถนาที่จะให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ในประเทศไทย

ผมจึงอยากฝากข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปยังท่านนายกอนุทินและคณะรัฐบาล ให้พิจารณาอย่างรอบคอบ มีความกล้าหาญทางการเมือง (political courage) ในการตัดสินใจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ผลักภาระและโยนความรับผิดชอบให้ประชาชน ภายใต้สถานการณ์ทางความมั่นคงที่ไม่แน่นอนและต้องใช้ความรวดเร็วและเด็ดขาดในการตัดสินใจ เพื่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนริมชายแดน และรักษาดินแดน อธิปไตย และเกียรติภูมิประเทศต่อไป 

ด้วยความปรารถนาดี

‘หมอตุลย์’ จี้!! ‘นายกฯ อนุทิน’ แสดงความจริงใจ แก้ปัญหาชายแดน ย้อนถาม!! MOU 43/44 ทำไมไม่กล้ายกเลิกเอง โยนให้ ปชช.โหวต

(5 ต.ค. 68) นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวภาคประชาชน ออกมาแสดงความเห็นและตั้งคำถามตรงไปตรงมา ถึงความจริงใจของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ต่อการแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะนโยบายที่นำเสนอในที่ประชุม สมช.

คุณหมอ ระบุว่า การที่รัฐบาลผลักดันแนวคิด สร้างรั้วชายแดน นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นนโยบายเก่าที่ถูกเสนอและถูกขวางมาแล้วในรัฐบาลชุดก่อนหน้า พร้อมตั้งคำถามสำคัญ 2 ข้อว่า

1️⃣ MOU 43/44 – ตอนเป็นฝ่ายค้าน นายอนุทินแสดงท่าทีชัดว่าจะยกเลิก แต่พอได้เป็นนายกรัฐมนตรีกลับเลือกให้ทำ “ประชามติ” แทนที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง ทั้งที่อำนาจอยู่ในมือ

2️⃣ ข้อตกลงหยุดยิง 28 ก.ค. 2568 – นายกรัฐมนตรีจะมีมาตรการใดต่อการที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อการปกป้องดินแดนไทย

คุณหมอตุลย์ ยังย้ำว่า สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นไม่ใช่เพียงการออกนโยบายที่ฟังดูดี แต่ต้องเป็นมาตรการที่ เด็ดขาด ชัดเจน และปฏิบัติได้จริง เพื่อรักษาอธิปไตยและศักดิ์ศรีของประเทศ

‘ชื่นชอบ คงอุดม’ ลุยพื้นที่!! ดูแลชาวบ้าน ช่วยผู้ประสบวาตภัย รับ!! ประสานหน่วยงาน เร่ง!! ฟื้นฟูบ้านเรือน ให้เร็วที่สุด

(5 ต.ค. 68) นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นบุตรของนายชัชวาลล์ คงอุดม ได้โพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...

จากเหตุวาตภัยเมื่อวันก่อนพี่น้องชาวบางซื่อหลายชุมชนเดือดร้อน บ้านเรือนเสียหายหลายครัวเรือน ผมในฐานะคนบางซื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติได้ลงพื้นที่ ซ.โชติวัฒน์ ชุมชนบ้านพักรถไฟ ชุมชนตึกแดง 1/2/3 เพื่อให้กำลังใจและประสานหน่วยงานมาช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนพี่น้องชาวบางซื่อ ผมรับรองว่าผมจะช่วยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

คุณพ่อชัช สส.ชัชวาลล์ คงอุดมและหัวหน้าพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาคได้กำชับให้ดูแลพี่น้องบางซื่อทุกคนที่เดือดร้อนให้เต็มที่ สุดท้ายผมขอขอบคุณเจ้าหน้าที่เขตบางซื่อ เขตสายไหม เขตจตุจักรและเขตบางเขนที่ทำงานแบบจัดเต็มครับ

‘นายกฯชาย’ เดชอิศม์ นำทีมการเมืองท้องถิ่น ลงเขต 2 สงขลา ดัน!! ‘จุรี นุ่มแก้ว’ ลุยเลือกตั้ง สส. เตรียมเปิดตัวทีม เร็วๆ นี้

(5 ต.ค. 68) 'นายกชาย' นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ 'นายกแป้น' นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ 'เลขาปาล์ม' นายมานพ เพ็งชุม อดีตเลขานุการนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ พร้อมทีมสท.เทศบาลนครหาดใหญ่ และ นายจุรี นุ่มแก้ว ได้ร่วมพบปะพูดคุยกัน ในร้านอาหารในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ 

ในที่ประชุม เป็นการพูดคุยถึงเรื่องทิศทางและการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งสส. โดย กลุ่มของ 'นายกชาย' จับมือประสานเสียงพร้อมสนับสนุนจุรี นุ่มแก้ว ครีเอเตอร์คนดังขวัญใจชาวบ้าน ลงสนามเลือกตั้งสส.เขต 2 สงขลา มั่นใจศักยภาพผู้สมัครสามารถทำงานตอบโจทย์ตรงใจประชาชน พร้อมทีมสนับสนุนคุณภาพลุยสู้ศึกเลือกตั้งเที่ยวหน้า 

โดยได้มีการร่วมปรึกษาหารือถึงแนวทางการทำงาน นโยบายการหาเสียง ที่สามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องชาวเขต 2 สงขลา ซึ่งประกอบด้วยเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ และตำบลคลองอู่ตะเภา มีทั้งเขตเมืองชุมชนหนาแน่น พื้นที่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และพื้นที่เกษตรสีเขียวที่กำลังเติบโตรับการขยายตัวของเมือง ด้วยศักยภาพของผู้สมัครที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มีความเข้าใจในความต้องการพร้อมตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม รวมทั้งมีทีมสนับสนุนที่แข็งแกร่ง พร้อมเปิดตัวจูรี นุ่มแก้ว และทีมสนับสนุนอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ 

ขณะที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการพบปะพูดคุยถึงทิศทางและอนาคตทางการเมือง โดยการพูดคุยเบื้องต้นสรุปว่า 'จุรี นุ่มแก้ว' จะเข้ามาอยู่กับตนเอง ส่วนจะสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่อย่างไร หลังวันที่ 18 ตุลาคม นี้ น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็มีหลายพรรคที่ติดต่อเข้ามา

สำหรับ 'จุรี นุ่มแก้ว' ครีเอเตอร์คนดังขวัญใจชาวบ้าน เมื่อปี 2566 เคยลงสนามเลือกตั้งสส.เขต 2 สงขลา พรรค 'ชาติพัฒนากล้า' แต่ไม่ประสบความสำเร็จ พ่ายแพ้ให้กับ นายศาสตรา ศรีปาน สส.เขต 2 สงขลา คนปัจจุบัน 

ย้อนรอย 10 ปีผลงาน ‘2 ผู้ว่าฯ ธปท.’ ในยุครัฐบาลลุงตู่ บริหาร!! ทองคำในทุนสำรองฯ ทะลุ 9 แสนล้าน!!

(5 ต.ค. 68) นายสันติสุข มะโรงศรี ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

ปัจจุบัน ประเทศไทยเรา มีทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ

ล่าสุด มูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท

การบริหารจัดการทุนสำรองฯ เป็นอำนาจหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ
แต่ก่อนจะมาถึงตรงนี้…

ต.ค.ปี 2558 เรามีทองคำอยู่ในทุนสำรองฯ มูลค่า 190,000 ล้านบาท

27 ก.ค. 2558 ครม. นายกฯลุงตู่ เห็นชอบ ดร.วิรไท สันติประภพ เป็นผู้ว่าการ ธปท. ตามที่คณะกรรมการสรรหาฯ ที่มีนายอำพน กิตติอำพน เป็นประธานฯ (ปัจจุบันเป็นองคมนตรี) รมว. คลัง คุณสมหมาย ภาษี เสนอเข้า ครม. ลุงตู่ เห็นชอบ ดร.วิรไท พ้นตำแหน่ง ผู้ว่าการ ธปท. ต.ค. 2563 (เป็นคณะที่ปรึกษาของนายกฯลุงตู่)

วันนั้น ต.ค. 2563 เรามีทองคำในทุนสำรองฯ 154 ตัน คิดเป็นมูลค่า 289,000 ล้านบาท

ต่อมา …

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกฯ ลุงตู่) เข้ามาเป็นผู้ว่าการ ธปท. ผ่านการสรรหาของคณะกรรมการฯ ชุดที่มีอดีตปลัดคลัง รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ เป็นประธาน เสนอชื่อเข้า ครม. โดย รมช. คลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ ครม.ลุงตู่เห็นชอบ เมื่อ 28 ก.ค. 63

ล่าสุด ดร.เศรษฐพุฒิ พ้นตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ต.ค. 2568 ต.ค. 2568 ประเทศไทยเรามีทองคำในทุนสำรองฯ ประมาณ 244 ตัน มูลค่ากว่า 914,050 ล้านบาท

ขอบคุณคนทำงานจริง และขอบคุณคนที่เอื้อให้สามารถทำงานได้สำเร็จ ท่ามกลางคลื่นลมมรสุมรุมถล่มขณะนั้น

‘ดร.บลู’ ขุนพลหลัก พรรคไทยก้าวใหม่ คนทำงานเพื่อสังคม มุ่งหน้าสู่การเมืองเต็มตัว เน้นปั้น!! นโยบาย ให้ตอบโจทย์ประชาชน ด้วยข้อมูลเชิงลึก เพื่อขับเคลื่อนประเทศ

(5 ต.ค. 68) หลายคนอาจคุ้นหน้าจากเวทีวิชาการ หรือโครงการอาสาทั่วประเทศ แต่วันนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศักย์ ทับพลี หรือ ‘ดร.บลู’ ขออาสาลงมาทำงานการเมืองจริงจัง ในฐานะ รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ 

“ผมตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยรัฐ เพื่อมาผลักดันนโยบายช่วยพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้เป็นจริง ไม่ใช่แค่อยู่ในกระดาษอีกต่อไป” ดร.บลู กล่าว

ด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปีในงานเยาวชน อาสาสมัคร และกิจกรรมเพื่อสังคม
พร้อมดีกรีด้าน รัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งระดับปริญญาโทและเอก ทำให้ดร.บลู คือ ‘นักการเมืองสายวิชาการ ที่มีหัวใจเพื่อประชาชน’

เคยเป็นผู้ช่วยอธิการบดี ลาออกจากตำแหน่งรอง ผอ. สถาบันพัฒนานวัตกรรมฯ
อดีตประธานนักเรียน–นายกสโมสรนักศึกษา เยาวชนดีเด่นแห่งชาติ ได้รับทุนรัฐบาลไปร่วมโครงการในญี่ปุ่น สหรัฐฯ อิตาลี สวิตฯ ฯลฯ ทำงานจิตอาสา–กาชาด มากกว่า 25 ปี

วันนี้ ดร.บลู พร้อมเดินหน้าเคียงข้างหัวหน้าพรรค ประธานพรรค เลขาธิการพรรค และรองหัวหน้าท่านอื่นๆ ในการขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศ ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นี่คือ ‘นักการเมือง’ ที่เข้าใจนโยบาย
นี่คือ ‘นักวิชาการ’ ที่เข้าใจประชาชน
นี่คือ ‘คนรุ่นใหม่’ ที่พร้อมทำงานจริง ไม่ใช่แค่พูดสวย!!

“เพราะผมเชื่อว่า การเมืองดี เปลี่ยนชีวิตคนได้จริง” 
ดร.บลู 
ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี  

อนาคตยูเครน สะเทือน!! ‘เช็กเกีย’ อาจถอนตัวช่วยรบ หลัง ANO ชนะเลือกตั้ง ล้มดีล!! กระสุนกว่า 1.8 ล้านนัด

(5 ต.ค. 68) พรรค ANO นำโดยอดีตนายกฯ Andrej Babis กวาดคะแนนเสียงอย่างถล่มทลาย 35% จากการเลือกตั้งรัฐสภาเมื่อวันที่ 3-4 ตุลาคม ทิ้งห่างคู่แข่งพรรครัฐบาล Spolu ที่ได้เพียง 23% นับเป็นชัยชนะที่อาจเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของเช็กเกียและยูเครน จากพันธมิตรสนิท สู่ปริศนาใหม่

ท่ามกลางการนับคะแนนกว่า 98% พรรค ANO คว้า 81 ที่นั่งจากสภาล่าง 200 ที่นั่ง แม้จะไม่ได้เสียงข้างมาก แต่ Babis กำลังเจรจาตั้งรัฐบาลกับฝ่ายขวาจัดและต่อต้าน NATO ส่งสัญญาณที่น่าวิตกสำหรับกรุง Kyiv เช็กเกียเคยเป็นนายแบกของยูเครน ส่งรถถัง จรวด เฮลิคอปเตอร์ รับผู้ลี้ภัยหลายแสนคน และที่สำคัญ ผ้าป่ากระสุนปืนใหญ่ที่จะส่งกระสุน 1.8 ล้านนัดภายในปี 2025

แต่ตอนนี้ทุกอย่างอาจพลิกผัน

Babis ไม่เพียงวิพากษ์โครงการนี้อย่างรุนแรง เขายังประกาศจะ “ยกเลิกมัน!” ชื่นชม Viktor Orban พันธมิตร Kremlin และกล่าวว่ายูเครนเข้า EU เป็น “หายนะสิ้นเชิง”

เมื่อถูกถาม Babis ตอบสั้นๆ ว่า “เรายังไม่พร้อมรับยูเครน… จบสงครามก่อน… โครงการกระสุนควรให้ NATO ดูแล”

คำถามที่หลายคนหวาดกลัวคือ เช็กเกียจะเปลี่ยนจากผู้ช่วยเหลือ เป็นอุปสรรคต่อยูเครนหรือไม่?

ความช่วยเหลือจาก Prague อาจหมดลงพร้อมกับชัยชนะของ Babis - คำถามคือ ยูเครนจะรับมือกับพายุที่กำลังมาถึงได้อย่างไร?

‘เส้นแดงปี 1893’ หลักฐานประวัติศาสตร์ที่ ‘กัมพูชา’ ไม่มีสิทธิ์อ้างครอบครอง เปิดแผนที่ฝรั่งเศสชัด!! เส้นเขตแดนนี้ ไม่ใช่สิทธิ์ แต่คือรอยขีดของจักรวรรดิ

แผนที่ปี 1893: เส้นแดงแห่งอำนาจที่กัมพูชาไม่เคยมีสิทธิ์

การเปิดเผยเอกสารจาก Le Petit Journal วันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1893 (ร.ศ. 112)

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1893 หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสชื่อ Le Petit Journal ได้ตีพิมพ์แผนที่ชื่อว่า 'Carte du Royaume de Siam' หรือ 'แผนที่ราชอาณาจักรสยาม' ในภาคเสริมพิเศษ (Supplément Illustré)

แผนที่ฉบับนี้ถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังเหตุการณ์ รบปากน้ำ (Paknam Incident) ซึ่งเป็นชนวนสำคัญของ วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 — วิกฤตการณ์ที่ทำให้สยามต้องยอมสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสโดยปราศจากทางเลือก

แผนที่ดังกล่าวแสดงให้เห็น 'ราชอาณาจักรสยาม' ที่ยังมีอำนาจเหนือดินแดนสองฝั่งแม่น้ำโขง — ตั้งแต่หลวงพระบาง เวียงจันทน์ จำปาสัก ลงมาถึงพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ

พื้นที่เหล่านี้ในขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของสยามโดยตรง มีการแต่งตั้งเจ้าเมืองและส่งข้าหลวงจากกรุงเทพฯ ไปดูแลอย่างเป็นทางการ แต่หลังจากการเผชิญหน้าทางทหารกับฝรั่งเศส รัฐบาลฝรั่งเศสได้ใช้กำลังทางการทูตและกองทัพกดดันให้สยามต้องลงนามใน สนธิสัญญา พ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893) เพื่อมอบดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศส — ซึ่งต่อมาฝรั่งเศสได้นำไปรวมเข้ากับ 'อินโดจีนฝรั่งเศส' ที่ตนตั้งขึ้นใหม่

เส้นเขตแดนที่ขีดโดยอำนาจ ไม่ใช่โดยสิทธิ์ แผนที่ใน Le Petit Journal มิใช่เพียงเอกสารภูมิศาสตร์ แต่คือ 'ประกาศทางอำนาจ' ของจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส
เส้นสีแดงที่ลากผ่านกลางภูมิภาคนี้ คือรอยขีดของมหาอำนาจยุโรปที่ใช้ 'ปากกาและปืนใหญ่' กำหนดอนาคตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะนั้น 'กัมพูชา' มิได้มีสถานะเป็นรัฐอิสระใด ๆ เลย กัมพูชาตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบอารักขาของฝรั่งเศสตั้งแต่ปี ค.ศ. 1863 และเมื่อถึงปี 1893 ฝรั่งเศสได้ใช้ชื่อของ “การคุ้มครองกัมพูชา” เป็นเพียงข้ออ้างในการขยายอิทธิพลทางตะวันตกเข้าสู่ลุ่มน้ำโขง เพื่อกดดันสยามให้ถอยร่นเขตแดนของตน กล่าวอีกอย่างหนึ่ง — การกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างสยามกับกัมพูชาในเวลานั้น ไม่ได้มี 'รัฐบาลกัมพูชา' เข้าร่วมตัดสินใจใด ๆ เลย 

ทุกเส้นที่ถูกขีดลงในแผนที่ ล้วนเกิดจาก “ข้อตกลงระหว่างสยามกับฝรั่งเศส” โดยที่กัมพูชาเป็นเพียง 'ดินแดนภายใต้อารักขา' ซึ่งไม่มีอำนาจเจรจา ดังนั้น เขตแดนที่ปรากฏในปี 1893 คือผลลัพธ์ของ “สนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส” ไม่ใช่ 'สยามกับกัมพูชา'

อำนาจกับประวัติศาสตร์: ใครกันคือเจ้าของเส้น?
แผนที่ฉบับนี้ชี้ชัดว่าระหว่างปี 1893 นั้น โลกยังอยู่ภายใต้อำนาจของจักรวรรดินิยมยุโรป และในบริบทนั้น 'อำนาจ' สำคัญกว่าทั้ง 'สิทธิ์' และ 'อัตลักษณ์ของท้องถิ่น' สยามเป็นเพียงไม่กี่ชาติในเอเชียที่ยังคงเอกราชไว้ได้ แม้จะต้องยอมเสียดินแดนเพื่อแลกกับการดำรงอยู่ของชาติ ขณะที่กัมพูชาถูกลดสถานะเหลือเพียงรัฐอารักขาภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ไม่อาจมีสิทธิกำหนดชะตาดินแดนของตนได้แม้แต่น้อย

บทสรุปของเส้นแดง
แผนที่ 'Carte du Royaume de Siam' ที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 1893 จึงเป็นพยานสำคัญในประวัติศาสตร์ มันไม่เพียงแสดงขอบเขตของสยามเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นโครงสร้างอำนาจของโลกในยุคนั้น โลกที่ประเทศเล็ก ๆ อย่างสยามต้องต่อสู้เพื่อรักษาอธิปไตยของตน และโลกที่ประเทศอย่างกัมพูชา ยังไม่อาจลุกขึ้นพูดได้แม้แต่เรื่องเขตแดนของตนเอง

> เส้นสีแดงในแผนที่คือรอยขีดของจักรวรรดิ ที่เตือนเราว่า 'เส้นเขตแดน' ไม่เคยถูกเขียนด้วยความยุติธรรม แต่ถูกขีดด้วยอำนาจของผู้ถือปากกา

เอกสารและบทความนี้เรียบเรียงขึ้นจากแหล่งข้อมูลร่วมสมัยของฝรั่งเศสในยุคอาณานิคม โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ Le Petit Journal ฉบับวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1893 ซึ่งตีพิมพ์ “แผนที่ราชอาณาจักรสยาม” เพื่อรายงานสถานการณ์วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112

การเปิดเผยเอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนไทยและเพื่อนบ้านในภูมิภาคเข้าใจประวัติศาสตร์ร่วมกันอย่างถูกต้อง ว่าการแบ่งเขตแดนในยุคนั้นเป็นผลของอำนาจจักรวรรดิ มิใช่การตกลงระหว่างสยามกับกัมพูชา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top