Monday, 8 June 2026
NewsFeed

‘ดร.เสรี’ ฟาดแรง!! ‘อนุทิน’ อย่าอ้ำอึ้ง ลั่น!! ต้องไม่เปิดด่าน ต้องรื้อ MOU 43/44 ย้ำชัด!! พื้นที่ทับซ้อนไม่มีจริง พื้นที่นี้คือ ‘แผ่นดินไทย’ อย่าให้เขมร บิดเบือน

(5 ต.ค. 68) ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร เฟซบุ๊กว่า …

อนุทินอย่าอ้ำอึ้ง อย่าโลเล ต้องเด็ดขาดชัดเจน ไม่เปิดด่าน ถ้ากัมพูชาไม่ทำตามเงื่อนไข เขมรต้องออกไปจากดินแดนไทย ไม่ดื้อแพ่ง 

รั้วลวดหนามจะไม่รื้อ

จะสร้างกำแพงถาวร

จะยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ไม่มีการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนใดๆ เพราะพื้นที่เป็นของไทยชัดเจน ไม่ควรเจรจาแบ่งปันใดๆ

ทำสงครามข่าวเข้มข้น อย่ายอมให้กัมพูชากล่าวหาด้วยความเท็จ บิดเบือนความจริงให้ร้ายประเทศไทยในสายตาชาวโลก

มีมาตรการเด็ดขาดในการจัดการความขัดแย้ง

รัฐบาลเดินหน้าทางการทูต กองทัพจัดการด้านการทหาร

อย่าฟังเสียงพวกที่เป็นคนไทยหัวใจเขมร

อย่าฟังนายแบกนางแบกของพรรคฝ่ายแค้นที่อิจฉา

สร้างความเข้าใจกับพรรคฝ่ายค้ำให้เข้าใจการตัดสินใจ

นราธิวาส- 'แม่ทัพภาค 4' 'ป้ายแดง' พลโท นรธิป โพยนอก เข้านมัสการ 'ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 18' รวมทั้งเจ้าคณะ จ.นราธิวาส ก่อนพบปะ ปธ.ซาฟีอี เจ๊ะเลาะ และ คกก.อิสลามฯ เพื่อแนะนำตัวพร้อมหารือแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิบัติ เป้าหมายคืนความสันติสุข จชต. 

(5 ต.ค. 68) เวลา 09.00 น. พลโท นรธิป โพยนอก หรือ 'แม่ทัพยูร' แม่ทัพภาคที่ 4/ผอ.รมน.ภาค 4 ซึ่งย้ายข้ามห้วยจากกองทัพภาคที่ 1 ลงมารับภารกิจ 'สยบไฟใต้' เดินทางพร้อมคณะฯ ได้แก่ พล.ต.กรกฏ ภู่โชติ รองแม่ทัพภาคที่ 4, พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผบ.ฉก.นราธิวาส และส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าพบผู้นำศาสนา ที่ จ.นราธิวาส ภารกิจแรก ได้เดินทางไปยังวัดประชุมชลธารา ต./อ.สุไหงปาดี โดยได้เข้านมัสการ พระธรรมวัชรจริยาจารย์ (อ่อน ทนฺตจิตฺโต) อายุ 87 ปี 67 พรรษา ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 18 และเจ้าอาวาสวัดประชุมชลธารา อ.สุไหงปาดี พระผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยพุทธไทยมุสลิมในพื้นที่ โดยคำกล่าวของพระธรรมวัชรจริยาจารย์ เมื่อวันฉลองอายุวัฒนมงคล 7 ม.ค.68 ที่ผ่านมา เป็นที่ประจักษ์ชัดเจน  

“ขอบคุณทุกแรงกายแรงใจของทุกภาคส่วน ที่มีส่วนร่วมในการจัดพิธีในวันนี้ ดีใจมากๆ ที่ได้เห็นความความสมัครสมานสามัคคีของชาวไทยพุทธไทยมุสลิม เสมอมา ซึ่งเปรียบเสมือนแม่น้ำหลายสายที่ไหลเวียนมาบรรจบกัน แสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และเป็นสายใยแห่งความผูกพันธ์และความปรองดองระหว่างชาวไทยพุทธไทยมุสลิมในสังคมพหุวัฒนธรรม ท่ามกลางความแตกต่างแต่ไม่แตกแยก”

ทั้งนี้ พระธรรมวัชรจริยาจารย์ เป็นพระนักปฎิบัติที่มีจริยวัตรที่ดีงาม ได้ส่งเสริมและสนับสนุนทุกศาสนาอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฎิบัติ จึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชนทุกศาสนาในพื้นที่ ตลอดจนเป็นที่พึ่งทางจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั้งในและนอกพื้นที่ และประเทศเพื่อนบ้านอย่างล้นหลามอีกทั้งได้นมัสการ พระโสภณคุณาธาร เจ้าคณะ จ.นราธิวาส และเจ้าอาวาส วัดทองดีประชาราม หรือวัดท่านแดง อ.สุไหงโก-ลก 

จากนั้นเวลาประมาณ 10.30 น.วันเดียวกัน พลโท นรธิป แม่ทัพภาคที่ 4/ผอ.รมน.ภาค 4 เดินทางพร้อมคณะฯ ไปยัง สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.นราธิวาส อ.เมืองนราธิวาส โดยได้เข้าพบปะ นายซาฟีอี เจ๊ะเลาะ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.นราธิวาส รวมทั้งคณะกรรมการอิสลามฯ เพื่อแนะนำตัวพร้อมคณะทำงานฯ พร้อมทั้งได้หารือแนวทางการแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในทุกมิติ เน้นปัญหาความมั่นคง รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผอ.รมน.ภาค 4 ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ว่า จังหวัดนราธิวาสเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เราตั้งใจมาเยี่ยมคารวะ ในฐานะที่ท่านเป็นเจ้าบ้าน ซึ่งในการพูดคุยครั้งนี้ได้หารือกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการสร้างความสงบในพื้นที่ เพื่อให้พี่น้องชาวไทยพุทธและมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็น

"นโยบายของผมเองจริงๆ แล้ว ไม่มีนโยบายเฉพาะตัว แต่เป็นนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก และของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นให้การดูแลพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดความสงบสุขอย่างยั่งยืน ผมอยากฝากถึงพี่น้องประชาชนว่า ไม่ต้องเป็นห่วงครับ เราในฐานะข้าราชการของรัฐ จากทุกภาคส่วน จะเข้ามาดูแลให้พี่น้องทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ทุกคนพร้อมขับเคลื่อนงานตามแนวทางของรัฐบาล เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศ”          

สมุทรปราการ-ครบรอบ 69 ปี วันคล้ายวันเกิด แม่หมี 'ธัญยธรณ์ พาณิชย์พิศาล' แจกข้าวสารอาหารแห้ง กว่า 1000 ชุด ให้กับผู้ยากไร้ ผู้พิการ 

(5 ต.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนจำนวนกว่า 1000 คน ต่างเดินทางมาร่วมรับมอบของแจก เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ 69 ปี คุณแม่ธัญยธรณ์ พาณิชย์พิศาล ประธานกิตติมศักดิ์ชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ณ วัดมหาวงษ์ ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 

โดยครอบครัวพาณิชย์พิศาล ร่วมกับชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา จัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันเกิดให้กับ คุณแม่ธัญยธรณ์ พาณิชย์พิศาล ประธานกิตติมศักดิ์ชมรมโฮปฯ ได้แจกข้าวสาร ถุงละ 5 กิโลกรัม พร้อมทั้ง มาม่า ปลากระป๋อง และขนมปังปิ๊บ นำมาแจกให้กับประชาชนผู้ยากไร้ และผู้พิการ ในจังหวัดสมุทรปราการ จำนวนกว่า 1000 ชุด

โดยมี นายอัครนันท์ พาณิชย์พิศาล พร้อมด้วย นางสาวปิยนุช พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปฯ นายธนิตพงษ์ นางทิพย์ประภา วรัณวงศ์เจริญ นอกจากนี้ยังมีกัลยาณมิตรผู้ใจบุญ ตลอดจนคณะกรรมการ เจ้าหน้าที่อาสาสมัครชมรมโฮปฯ และสมาคมกู้ภัยจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกันแจกข้าวสาร อาหารแห้ง ไอศรีม ให้กับผู้ยากไร้ และผู้พิการ 

จากนั้น ครอบครัวพาณิชย์พิศาล ได้ร่วมกันภวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ คณะสงฆ์ประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถา เจริญพระพุทธมนต์ โดยได้รับความเมตตาจากท่าน พระครูสมุทรวชิรธรรม (สราวุฒิ โรจนธมฺโม) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พระอาจารย์สวย แห่งวัดกลางวรวิหาร นำคณะสงฆ์ จำนวน 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับคุณแม่ธัญยธรณ์ พาณิชย์พิศาล พร้อมครอบครัวพาณิชย์พิศาล และคณะเจ้าหน้าที่ชมรมโฮปฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิด คุณแม่ธัญยธรณ์ พาณิชย์พิศาล ประธานกิตติมศักดิ์ชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา

เชียงใหม่-ครั้งแรก!! งาน 'ปลายฝนต้นหนาว' จังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี 2568

เมื่อวานนี้ (4 ต.ค. 68) ณ สวนสัตว์เชียงใหม่ นายชัยณรงค์ นันตาสาย ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานแถลงข่าว การจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ "ปลายฝนต้นหนาว" จังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี 2568 ครั้งที่ 1 "ร้อยเรียงความทรงจำใต้แสงดาวเหนือสายหมอก" โดยมีผู้แทนจากองค์การบริการส่วนจังหวัดเชียงใหม่ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลง

จังหวัดเชียงใหม่ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสบรรยากาศการท่องเที่ยวฤดูหนาวในงาน "ปลายฝนต้นหนาว" ภายใต้แนวคิด "ร้อยเรียงความทรงจำใต้แสงดาวเหนือสายหมอก" ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างจังหวัดเชียงใหม่ ภาคเอกชนและภาคประชาชน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ นำเสนอเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และหัตถกรรม ผ่านการจัดแสดง และกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้ได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามและน่าประทับใจของช่วงปลายฝนต้นหนาวภายในงานตลอด 10 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 3 - 12 พฤศจิกายน 2568 ณ พื้นที่ด้านหลังศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ทุกท่านจะได้เพลิดเพลินไปกับกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการแข่งขันชกมวย ชิงถ้วยพร้อมรางวัล และกิจกรรมส่องดาวสุดโรแมนติก การแสดงดนตรีสดสร้างสีสันตลอดคืน งานประเพณีลอยกระทงอันยิ่งใหญ่ พร้อมเลือกชิม ช้อป และชิลไปกับร้านค้ากว่า 100 ร้าน รวมถึงการสักการะองค์พระพิฆเนศศักดิ์สิทธิ์แกะสลักจากไม้ตะเคียนทองอายุกว่า 1,000 ปี ห้ามพลาด!! งานใหญ่ครั้งสำคัญที่เชียงใหม่ ที่ทุกคนต้องมาเยือน

นักเคลื่อนไหวตุรกี แฉ!! การปฏิบัติที่เลวร้าย ถูกบังคับ!! ‘จูบธงชาติอิสราเอล’ กดขี่ทารุณ

(5 ต.ค. 68) เออร์ซิน เชลิก นักเคลื่อนไหวชาวตุรกีซึ่งอยู่บนเรือ Global Sumud Flotilla เปิดเผยว่า กองกำลังอิสราเอลได้ทรมานเกรตา ธันเบิร์ก นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดนอย่างรุนแรง หลังจากเรือถูกยึดในน่านน้ำสากล

เชลิกซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกควบคุมตัวและเพิ่งเดินทางถึงอิสตันบูลเมื่อวันเสาร์ (4 ต.ค. 68) ให้สัมภาษณ์กับ CNN Turk ว่า ธันเบิร์ก วัย 22 ปี ถูกทหารอิสราเอลปฏิบัติอย่างน่าหยามเกียรติในระหว่างการควบคุมตัว

“พวกเขาทรมานเกรตาอย่างหนักต่อหน้าต่อตาเรา” เชลิกกล่าว “พวกเขาข่มเหงเธอ เกรตาเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ พวกเขาบังคับให้เธอคลานและจูบธงชาติอิสราเอล พวกเขาทำในสิ่งเดียวกับที่นาซีเคยทำ”

เชลิกระบุเพิ่มเติมว่า “พวกเขาแสดงเธอต่อสาธารณะ และเพราะเธอเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง พวกเขาจึงตั้งใจพุ่งเป้าไปที่เธอโดยเฉพาะ”

ธงชาติผืนแรกของกัมพูชา ที่ถูกลบจากความทรงจำคนเขมร หวังสร้างอัตลักษณ์ของชาติเปลี่ยนภาพ “ตรีมุข” เป็น “นครวัด”

(6 ต.ค. 68) “ธงชาติผืนแรกของกัมพูชา” — ธงประวัติศาสตร์ที่กัมพูชาพยายามลบ แต่รัสเซียบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1890

หนึ่งในหลักฐานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และไม่ค่อยมีผู้กล่าวถึง คือภาพ “ธงชาติของกัมพูชา” ที่ปรากฏในหนังสือ Альбом штандартов, флагов и вымпелов Российской империи и иностранных государств (Album of Standards, Flags and Pennants of the Russian Empire and Foreign States) จัดพิมพ์ขึ้นโดย กองอุทกศาสตร์ กระทรวงทหารเรือแห่งจักรวรรดิรัสเซีย (Главное гидрографическое управление Министерства морского флота) เมื่อปี ค.ศ. 1890 (พ.ศ. 2433)

หากเทียบตามลำดับเวลา ปี 1890 ตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) แห่งกรุงสยาม ซึ่งทรงดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศและสร้างดุลทางการทูตกับมหาอำนาจตะวันตก ส่วนทางฝั่งรัสเซียอยู่ในรัชสมัยของ จักรพรรดิซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 (Emperor Alexander III, ค.ศ. 1881–1894) ผู้วางรากฐานราชนาวีรัสเซียและสถาบันภูมิรัฐศาสตร์สมัยใหม่ การตีพิมพ์หนังสือชุดนี้จึงอยู่ในบริบทเดียวกับยุคที่ทั้งสยามและรัสเซียต่างให้ความสำคัญกับ “สัญลักษณ์ของรัฐ” เพื่อแสดงความเป็นอารยประเทศทัดเทียมโลกตะวันตก

ในอัลบั้มเล่มดังกล่าว มีหน้าหนึ่งระบุชื่อประเทศว่า “Камбоджа.” (กัมพูชา) พร้อมคำอธิบายใต้ภาพว่า “Національный флагъ” หมายถึง “ธงชาติ”

ภาพธงแสดงพื้นสีแดง มีกรอบสีน้ำเงิน และมีภาพอาคารแบบ “ตรีมุข” หรือ “จตุรมุข” อยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยในราชสำนักรัตนโกสินทร์ตอนต้นอย่างชัดเจน แตกต่างจากภาพ “นครวัด” ที่ใช้ในธงกัมพูชายุคหลังอย่างสิ้นเชิง

การปรากฏของธงนี้ในปี 1890 มีนัยสำคัญ เพราะเป็นช่วงที่กัมพูชาอยู่ภายใต้อารักขาฝรั่งเศส แต่ ยังไม่ถึงปี 1907 ซึ่งเป็นปีที่สยามลงนามในสนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม แลกคืนจันทบุรี ตราด และเกาะกูด กับการโอนพื้นที่พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศสเพื่อรวมเข้ากับเขตอารักขากัมพูชา

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 1890 — นครวัดยังมิได้อยู่ในดินแดนของกัมพูชา และอยู่ในเขตอำนาจของสยามตามโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นในเวลานั้น

ดังนั้น ธงกัมพูชาที่รัสเซียบันทึกไว้ จึงไม่เพียงสะท้อนอิทธิพลทางการเมืองของสยามเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง “รากวัฒนธรรมร่วม” ที่ปรากฏในสัญลักษณ์รัฐกัมพูชาในระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของความต่อเนื่องทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมไทย–ขอมที่ผสมผสานกันในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนอาณานิคม

อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบัน ได้ปรากฏแนวโน้มของ การบิดเบือนทางประวัติศาสตร์ภายในกัมพูชาเอง โดยมีการเผยแพร่ภาพจำลองธงกัมพูชาปี 1890 ที่ถูก “ปรับแต่งใหม่” ให้มีรูป นครวัด (Angkor Wat) อยู่กลางผืนธง แทนที่อาคารทรงตรีมุขแบบดั้งเดิมที่ปรากฏในเอกสารรัสเซียต้นฉบับ

การกระทำเช่นนี้ แม้ดูเหมือนเพียงการ “แก้ไขภาพประกอบ” เพื่อให้เข้ากับอัตลักษณ์ปัจจุบัน แต่ในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว ถือเป็นการสร้าง “เรื่องเล่าทางชาติพันธุ์” แบบใหม่ ที่มุ่งลบความทรงจำเดิม — เพื่อไม่ต้องยอมรับว่ากัมพูชาในช่วงก่อนปี 1907 ยังไม่ได้ครอบครองนครวัด และสัญลักษณ์ทางศิลปกรรมของรัฐในขณะนั้นยังคงอยู่ในกรอบอิทธิพลของสยาม

ผลจากกระบวนการดังกล่าว ทำให้ในการศึกษาทางประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของกัมพูชา ธงผืนนี้แทบไม่ปรากฏอยู่ในแหล่งข้อมูลภายในประเทศ และคนกัมพูชารุ่นใหม่จำนวนมากไม่เคยเห็นธงทรงไทยผืนนี้มาก่อน

การ “ลบธง” และ “ใส่นครวัดเข้าไปแทน” จึงไม่ใช่เพียงการตกแต่งทางสัญลักษณ์ แต่เป็นการ บิดเบือนทางประวัติศาสตร์อย่างมีเจตนา เพื่อรักษาความต่อเนื่องของเรื่องเล่าทางชาติ ที่ต้องการให้นครวัดเป็นหัวใจของอัตลักษณ์กัมพูชามาโดยตลอด

ในทางกลับกัน เอกสารรัสเซียปี 1890 กลับกลายเป็นหลักฐานสากลที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ว่ากัมพูชาในยุคอาณานิคมตอนต้นเคยมีธงชาติที่แสดงรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบไทย และนครวัดยังไม่ใช่สัญลักษณ์ของชาติในเวลานั้น

ธงผืนนี้จึงไม่ใช่เพียงเครื่องหมายของรัฐในยุคอาณานิคม หากแต่เป็น “ประจักษ์พยานทางประวัติศาสตร์” ที่เปิดเผยให้เห็นกลไกการสร้างและลบอัตลักษณ์ของชาติ ซึ่งยังคงส่งผลสะเทือนต่อการตีความประวัติศาสตร์ของภูมิภาคอินโดจีนมาจนถึงปัจจุบัน

‘สหรัฐฯ–G7’ กดดัน ‘ตุรกี’ หยุดซื้อพลังงานรัสเซีย ‘แอร์โดอัน’ ไม่สน!! ยืนกรานซื้อน้ำมันและก๊าซเครมลินต่อไป

(6 ต.ค. 68) สหรัฐฯ และกลุ่มประเทศ G7 กำลังเพิ่มแรงกดดันให้ตุรกีหยุดนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงขั้นกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan) ระหว่างพบกันที่ทำเนียบขาว แต่ก็ตามมาด้วยเงื่อนไขสำคัญ คือขอให้ตุรกีเลิกพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ตุรกีก็ยังคงไม่แสดงท่าทีตอบสนองต่อข้อเรียกร้องนี้

ความจริงแล้ว ตุรกีเป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียในระดับสูงมาก โดยปีที่ผ่านมา 66% ของน้ำมันนำเข้าและ 41% ของก๊าซธรรมชาติมาจากรัสเซีย ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการที่ตุรกีได้ประโยชน์จากราคาที่ถูกลง หลังรัสเซียถูกสหภาพยุโรปคว่ำบาตรจากสงครามยูเครน การหยุดซื้อพลังงานจากรัสเซียจึงเสี่ยงต่อทั้งความมั่นคงด้านพลังงานและต้นทุนทางเศรษฐกิจของตุรกี

ถึงอย่างนั้น แอร์โดอันก็กำลังใช้กลยุทธ์ “กระจายความเสี่ยง” โดยรัฐวิสาหกิจ BOTAS เพิ่งลงนามสัญญาระยะยาวกับบริษัท Mercuria ของสหรัฐฯ และ Woodside Energy ของออสเตรเลีย รวมทั้งมีข้อตกลงกับอียิปต์ แอลจีเรีย กาตาร์ และไนจีเรีย เพื่อเพิ่มสัดส่วนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและพลังงานในประเทศ แม้ปัจจุบันเชื้อเพลิงฟอสซิลยังครองสัดส่วนกว่า 80%

นอกจากน้ำมันและก๊าซ ตุรกียังพึ่งพารัสเซียในด้านพลังงานอื่น เช่น เหมาถ่านหินลิกไนต์ (Lignite) กว่า 40% และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Akkuyu ที่รัสเซียเป็นผู้สร้าง แม้โครงการล่าช้าเพราะถูกคว่ำบาตร แต่คาดว่าจะเปิดเดินเครื่องบางส่วนได้ในปีหน้า ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าตุรกีกำลังเดินเกม “สมดุล” ระหว่างการรักษาความมั่นคงทางพลังงานในราคาที่คุ้มค่า และแรงกดดันจากชาติตะวันตกที่ต้องการบีบให้แยกห่างจากรัสเซีย

‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ ว่าที่ นายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่น อาจทำสัมพันธ์กับจีนปะทุเดือด!! จากประเด็นหนุนไต้หวัน

(6 ต.ค. 68) ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) คนใหม่ เตรียมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น หลังเอาชนะคู่แข่ง ชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi) ในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยการชูจุดยืนอนุรักษ์นิยมอย่างแข็งกร้าว โดยเฉพาะในประเด็นไต้หวันและประวัติศาสตร์สงคราม ถูกมองว่าอาจทำให้ความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นที่ตึงเครียดอยู่แล้ว ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

ตลอดเส้นทางการเมือง ทาคาอิจิมีท่าทีสนับสนุนไต้หวันอย่างเปิดเผย ทั้งการพบปะผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในไทเป รวมถึงการผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงและเทคโนโลยี ซึ่งจีนแสดงความไม่พอใจต่อการเคลื่อนไหวเหล่านี้ และมองว่าเป็นการแทรกแซงในกิจการภายใน อีกทั้งท่าทีของทาคาอิจิต่อการเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง ก็เป็นประเด็นอ่อนไหวที่กระทบความสัมพันธ์กับจีนและเกาหลีใต้มาหลายครั้ง

ด้านรัฐบาลจีนเรียกร้องให้โตเกียว “เคารพพันธกรณีทางการเมือง” โดยเฉพาะเรื่องไต้หวันและประวัติศาสตร์ พร้อมเตือนว่าการกระทำใด ๆ ที่ไปแตะต้องประเด็นเหล่านี้จะสร้างอุปสรรคต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายมองว่า แม้จะมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่สร้างแรงเสียดทาน แต่จีนและญี่ปุ่นยังคงต้องพึ่งพากันทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

ความท้าทายของทาคาอิจิหลังขึ้นสู่อำนาจ จึงไม่เพียงแต่การจัดการกับปัญหาภายในประเทศ แต่ยังรวมถึงการรักษาสมดุลระหว่างการยืนหยัดในอุดมการณ์ทางการเมืองของตนเอง กับการประคับประคองความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจีน ที่ยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่และมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออก

กุนซือแมนซิตี้ไม่ทน!! ‘เป๊ป’ หนุนการชุมนุมทั่วโลกรวมพลังหยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา

(6 ต.ค. 68) เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการชุมนุมเรียกร้องหยุดสงครามกาซา ที่จะจัดขึ้นในบาร์เซโลนา เมืองบ้านเกิดของเขา ซึ่งจัดไปแล้วเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยในวิดีโอที่เผยแพร่บนโซเชียลมีกว่ายอดเข้าชม 5 ล้านครั้ง กวาร์ดิโอลากล่าวว่า “เรากำลังเห็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นจริงตรงหน้า เด็กนับพันถูกสังหาร และอาจมีอีกมากที่จะต้องตาย”

เป๊ปเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในฉนวนกาซาเต็มไปด้วยผู้คนไร้ที่อยู่อาศัย ขาดอาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรค พร้อมเรียกร้องให้สังคมพลเมืองออกมากดดันรัฐบาลทั่วโลกเพื่อยุติความรุนแรง “เราจะลงถนนเพื่อเรียกร้องให้หยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” กวาร์ดิโอลากล่าว พร้อมชี้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์การเมือง แต่เป็นเรื่องของ “ความรักในชีวิตและเพื่อนมนุษย์”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ออกมาพูดถึงประเด็นกาซา ก่อนหน้านี้เขาเคยกล่าวระหว่างรับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในกาซามันเจ็บปวดเหลือเกิน ไม่ใช่แค่เพราะเด็ก ๆ ที่ถูกสังหาร แต่เพราะเราทุกคนอาจเป็นรายต่อไป” ซึ่งเขาเผยว่าเมื่อเห็นเด็กกาซา เขามักนึกถึงลูก ๆ ของตัวเองเสมอ

ทั้งนี้ เป๊ป เป็นหนึ่งในบุคคลแวดวงฟุตบอลที่ออกมาสนับสนุนปาเลสไตน์ เช่นเดียวกับนักกีฬาอาชีพกว่า 50 คน ที่ร่วมลงนามจดหมายเรียกร้องให้ยูฟ่าแบนอิสราเอลจากการแข่งขัน ขณะที่หลายสโมสรฟุตบอลในสเปนก็ร่วมแสดงจุดยืน ทั้งการเปิดสนามต้อนรับผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ และแฟนบอลร่วมประท้วงระหว่างเกมลีก ท่ามกลางสงครามที่ทำให้ชาวกาซาเสียชีวิตแล้วกว่า 60,000 คน

‘เสี่ยโบ๊ท-เพื่อนวงการมวย’ แสดงความห่วงใย ‘อำนาจ รื่นเริง’ วอนหน่วยงานรัฐพาไปรักษา!! หลังเมาอาละวาดจนถูกชกกองกับพื้น

(6 ต.ค. 68) จากกรณี อำนาจ รื่นเริง อดีตนักมวยดีกรีแชมป์โลก IBF เมาหาเรื่องเด็กวัยรุ่นหน้าร้านสะดวกซื้อ โดยตามคลิปและพยานระบุว่าเขาเข้าไปทะเลาะกับพลเมืองดีและพนักงาน ก่อนจะถูกชกจนล้มกับพื้น และถูกเตะซ้ำจนเกิดเหตุชุลมุน ก่อนที่ประชาชนจะล็อกประตูร้านและแจ้งตำรวจ สภ.ศรีราชา เข้าควบคุมตัวไปสงบสติอารมณ์

ล่าสุด คนในวงการมวยและโซเชียลมีเดียต่างออกมาแสดงความเป็นห่วง นำโดย ‘เสี่ยโบ๊ท’ โปรโมเตอร์ค่ายเพชรยินดี ระบุว่าเคยพา ‘อำนาจ’ ไปบำบัดจนอาการดีขึ้น แต่ขณะนี้เขาไร้ญาติคอยดูแล จึงขอให้ภาครัฐเข้าช่วยเหลือด้านการบำบัดรักษาเพราะชีวิตของอดีตแชมป์เสียศูนย์ มีแต่ความทุกข์ในจิตใจ ขณะที่ตำรวจส่งตัวไปให้แพทย์และเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมฯ จังหวัดชลบุรีตรวจสอบอาการและให้การช่วยเหลือแล้ว

ขณะที่ นาวาอากาศเอก วิชัย ราชานนท์ อดีตนักชกเจ้าของเหรียญทองแดงโอลิมปิกปี 1996 โพสต์เฟซบุ๊ก ขอความเมตตาให้กับอดีตนักมวยรายนี้ โดยกล่าวว่า 

“ขออย่าใช้ความรุนแรงกับน้องผมเลย อย่าถือสากับคนเมา หากเลี่ยงได้ขอโปรดเลี่ยง อย่าทำร้ายกันเลย ไม่มีประโยชน์อันใดเลย สงสารกันให้ความเมตตาต่อกัน ผมเข้าใจความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย บ้านผมพูดกันเสมอเมื่อเจอคนเมา อย่าไปถือคนบ้า อย่าไปซาคนเมา” 

ด้าน ญาติเปิดเผยว่าอดีตนักมวยรายนี้เคยมีชีวิตที่ดีกับครอบครัว แต่ 2–3 เดือนที่ผ่านมาเริ่มแสดงอาการผิดปกติทั้งนั่งเหม่อ พูดคนเดียว ร้องไห้ และโวยวาย จนญาติพาไปเข้าเรือนจำในคดีเสพยา และเพิ่งประกันตัวออกมาได้เมื่อสัปดาห์ก่อน มีนัดไปรายงานตัวในวันที่ 8 ตุลาคม ญาติวอนขอให้รัฐพาไปรักษาอย่างจริงจัง เพราะเขาอยู่ในสภาพเมาหนักและเสี่ยงจะเป็นอันตรายต่อทั้งตัวเองและผู้อื่น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top