Monday, 8 June 2026
NewsFeed

‘อรรถพล’ ติดเบรก พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ฉบับ ‘พีระพันธุ์’ อ้างความเห็นกฤษฎีกา ชี้ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม

‘อรรถพล’ ไม่เดินหน้าต่อ 'ร่าง พ.ร.บ. โซลาร์เสรี' ของกระทรวงพลังงานยุค ‘พีระพันธุ์’ หลังกฤษฎีกาตีตก ด้วยเหตุผลมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม ที่เปิดให้ประชาชนสามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้อยู่แล้ว

ประเด็น “ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” ที่ผลักดันในสมัยที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการ ไปเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568 แต่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เห็นว่ายังไม่มีความจําเป็นถึงขนาดที่จะต้องตราร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขึ้นมาใหม่ เพราะมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิมที่มีอยู่ รวมทั้งมาตรการหรือกลไกตามร่างกฎหมายที่เสนอก็มีความคลุมเครือ มีการใช้ดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร จึงเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาทบทวนหลักการให้ชัดเจน นั้น 

ล่าสุด นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ว่า ความเห็นของทาง คณะกรรมการกฤษฎีกา ถือว่ามีเหตุผล ซึ่งกระทรวงพลังงานคงจะไม่เดินหน้าต่อในการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ดังกล่าว แต่จะใช้วิธีการเจรจากับกระทรวงที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงระเบียบขั้นตอนการดำเนินการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นแทน โดยจะมีการนำเสนอเรื่องให้ คณะรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนในหลักการตามความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกา 

ทั้งนี้การไม่เดินหน้าต่อ ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์  จะไม่กระทบต่อการผลักดันโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน และ โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ภายใต้นโยบายการสร้างรายได้ลดรายจ่ายด้านพลังงาน Quick Big Win ของรัฐบาล 

สำหรับ “ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” ที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการนั้น เป็นร่างกฎหมาย ที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป สำหรับใช้เองในที่อยู่อาศัยและในสถานประกอบกิจการ โดย มีเนื้อหาสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ 1. กำหนดให้มีการแจ้งการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อใช้เองในที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการ ต่ออธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยไม่ต้องขออนุญาตการติดตั้งจากหน่วยงานของรัฐหลายๆ แห่งอีก

2. มีการกำกับให้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์รูฟท็อปเฉพาะในสถานที่ติดตั้งเท่านั้น 3. กำหนดหลักเกณฑ์การติดตามการจัดการซากอุปกรณ์และห้ามถอดแยกชิ้นส่วนซากอุปกรณ์ของโซลาร์รูฟท็อปหลังหมดอายุการใช้งานแล้ว ให้เป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย

4.กำหนดอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานเพื่อตรวจสอบและติดตามการติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และ

5.มีบทลงโทษสำหรับการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้

ในขณะที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นผู้ผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจของพรรครวมไทยสร้างชาติ แสดงความไม่เห็นด้วยต่อความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะการยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว จะช่วยให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้า ดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวจากเดิมที่ต้องไปขออนุญาตกับหลายหน่วยงาน โดยยืนยันว่าเป็นกฎหมายที่ไม่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม เพราะปัจจุบันประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นการเฉพาะ

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชน อย่างที่คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็น แต่กลับให้สิทธิและโอกาส ประชาชนเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น สะดวก และรวดเร็วขึ้น

‘กัน จอมพลัง’ เดินหน้าวางตู้คอนเทนเนอร์ 60 ใบ กั้นแนวชายแดนบ้านหนองจาน 10 ต.ค. นี้

(9 ต.ค. 68) 'กัน จอมพลัง' หรือ กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ โพสต์ประกาศผ่านเฟซบุ๊ก ระบุเตรียมนำ ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 6 เมตร จำนวน 60 ใบ ไปวางเป็นแนวรั้วกั้นบริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน ในวันที่ 10 ตุลาคม เพื่อใช้ป้องกันพื้นที่ชายแดนจากฝั่งกัมพูชา พร้อมเปิดรับผู้จำหน่ายตู้ที่สามารถส่งของได้ทันภายในกำหนด

กัน จอมพลัง ระบุเพิ่มเติมว่าขณะนี้กำลังเดินทางไปตรวจสภาพตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดก่อนนำเข้าพื้นที่ และจะเปิดให้ประชาชนหรือแฟนคลับ (FC) เข้ามาร่วม เขียนข้อความให้กำลังใจทหาร บนตู้คอนเทนเนอร์ในวันที่ 11 ตุลาคม เพื่อแสดงพลังสนับสนุนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่แนวชายแดน

เจ้าตัวกล่าวยืนยันว่า ตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้มีความแข็งแรงมากกว่ากำแพงปูนทั่วไป พร้อมตอบโต้กระแสวิพากษ์บนโซเชียลที่ล้อเลียนว่าตู้ดังกล่าวอาจถูกฝ่ายเขมรเข้าไปอาศัยอยู่ โดยย้ำว่า “ไร้สาระมาก” และตั้งใจทำโครงการนี้เพื่อปกป้องความมั่นคงและเป็นขวัญกำลังใจให้ทหารไทยที่ประจำการในพื้นที่ชายแดนเท่านั้น

‘นักร้องดังกัมพูชา’ ออกมาขอขมายกใหญ่ หลังเจอดราม่ากิน!! ‘พิซซ่าสัญชาติไทย’

(9 ต.ค. 68) เกิดกระแสดราม่าบนโซเชียลกัมพูชา หลังแฟนคลับพบภาพ นักร้องสาว 'ซูออส วีซ่า' และสามี ซึ่งเป็นนักร้องหนุ่มชื่อดังของประเทศ เดินทางไปรับประทานอาหารในร้าน พิซซ่าสัญชาติไทย ที่เปิดสาขาในกัมพูชา ทำให้ชาวเน็ตบางส่วนมองว่าเป็นการไม่เหมาะสม ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดทางอารมณ์ระหว่างประชาชนสองประเทศในโลกออนไลน์ช่วงนี้

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งคู่ได้ออกมาโพสต์วิดีโอขอโทษต่อแฟน ๆ และประชาชน โดยฝ่ายชายกล่าวว่า “ผมลืมตัวจริง ๆ พอเห็นซอสพริกและตัวอักษรไทยก็รีบลุกออกทันที” พร้อมชี้แจงเพิ่มเติมว่าไม่ได้ตั้งใจสนับสนุนสินค้าสัญชาติไทย แค่แวะซื้อของและเข้าร้านโดยไม่ทันคิด ส่วนซูออส วีซ่า ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ฝรั่งเศส ก็ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษผ่านสื่อ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาใด ๆ ทางการเมือง

กระแสดังกล่าวกลายเป็นที่พูดถึงในโซเชียลกัมพูชาอย่างกว้างขวาง หลายคนเรียกร้องให้ลดการดราม่ากับศิลปิน และแยกเรื่องอาหารออกจากประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ ขณะที่บางส่วนยังคงแสดงความไม่พอใจต่อการเลือกใช้บริการร้านอาหารจากแบรนด์ไทยในช่วงเวลานี้

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือน! ‘ทรัมป์’ อย่าแทรกแซงไทย–กัมพูชา ชี้ ขัดกฎบัตรสหประชาชาติ จี้ ‘นายกฯหนู’ แสดงจุดยืนบนเวทีโลก

อาจารย์อุ๋ย เตือนแรง! 'ทรัมป์' อย่าแทรกแซงกิจการภายในของไทย ขัดกฎบัตรสหประชาชาติ ชี้! สัญญาสันติภาพเป็น 'โมฆะ' หากเกิดจากการบีบบังคับ แนะ ‘นายกฯหนู’ แสดงจุดยืนบนเวทีโลก

(9 ต.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “จากกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แสดงท่าทีอย่างแข็งขัน ในการอยากมาเป็นประธานให้เกิดข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น ผมมีเรื่องอยากจะเตือนนายทรัมป์และฝากเรียนท่านนายกอนุทินและกระทรวงการต่างประเทศ ให้ทราบอยู่สามประการ 

1. มาตรา 2 (1) แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ กำหนดว่า รัฐสมาชิกทุกประเทศมีความเสมอภาคกันในอธิปไตย ซึ่งหมายความว่า รัฐใด ๆ ต้องมีสิทธิ “ตัดสินใจเอง” ในเรื่องนโยบายภายในและระหว่างประเทศ ดังนั้น หากนายทรัมป์หรือรัฐบาลสหรัฐ ฯ ใช้วิธีกดดันให้ไทยต้องลงนาม โดยไม่สมัครใจ ย่อมขัดต่อหลักอธิปไตยของรัฐไทย 

2. มาตรา 2 (7) แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ได้บัญญัติรองรับหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน (Principle of Non- Intervention) โดยระบุว่าสหประชาชาติไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงกิจการซึ่งอยู่อำนาจภายในของรัฐใด ๆ ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้วางหลักในคดี Nicaragua v. United States (1986) ว่าให้หลักการเดียวกันนี้ผูกพันรัฐต่อรัฐด้วย กล่าวคือ ห้ามรัฐหนึ่ง แทรกแซงกิจการภายในของอีกรัฐหนึ่ง โดยศาลอ้างว่าหลักนี้มีสถานะเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (customary international law) คือแม้รัฐจะไม่ได้เป็นสมาชิก UN หรือไม่มีสนธิสัญญาใด ก็ยังต้องเคารพหลักนี้

3. อนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties) มาตรา 52 ระบุชัดเจนว่า สนธิสัญญาใดที่เกิดขึ้นจากการข่มขู่หรือใช้กำลัง เป็นโมฆะ ดังนั้น หากสหรัฐ ฯ ใช้การบีบบังคับไทย เช่น การขู่ว่าจะขึ้นภาษี ตัดความช่วยเหลือหรือคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ไทยลงนามในสัญญาสันติภาพ การลงนามนั้นอาจถือว่า ไม่สมัครใจและเป็น 'โมฆะ' ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ 

ดังนั้น ผมจึงอยากให้ท่านนายกอนุทินในฐานะผู้นำประเทศ แสดงจุดยืนให้ชัดเจนต่อทุกประเทศในเวทีโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและมาเลเซียว่าปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชาเท่านั้น ซึ่งไทยสามารถจัดการได้โดยฝ่ายเดียวในเร็ววัน โดยไม่ต้องอาศัยประเทศอื่นใดเข้ามายุ่งเกี่ยว อันจะทำให้ขัดกฎหมายระหว่างประเทศข้างต้น ด้วยความปรารถนาดี”  

จีนประกาศใช้ระเบียบการขนส่งทางทะเลฉบับใหม่ ตอบโต้ชาติที่กีดกันเรือ และผู้ประกอบการจีน

(9 ต.ค. 68) หลี่ เฉียง (Li Qiang) นายกรัฐมนตรีจีน ได้ลงนามในคำสั่งของคณะรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขระเบียบว่าด้วยการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อกำกับดูแลกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ

ภายใต้กฎระเบียบฉบับใหม่นี้ จีนจะใช้มาตรการตอบโต้ที่จำเป็นต่อประเทศหรือภูมิภาคที่กำหนดหรือสนับสนุนข้อห้าม ข้อจำกัด หรือมาตรการเลือกปฏิบัติใดๆ ที่มุ่งเป้าไปยังผู้ประกอบการ เรือ หรือลูกเรือชาวจีนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศและบริการที่เกี่ยวข้อง

คำสั่งดังกล่าวระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะถูกนำมาบังคับใช้ เว้นแต่กรณีที่สนธิสัญญาหรือข้อตกลงที่เกี่ยวข้องได้กำหนดมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมและมีประสิทธิผลไว้

คำสั่งดังกล่าว ยังกำหนดให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มการค้าการขนส่งระหว่างประเทศต้องยื่นรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานด้านการขนส่งของจีน

ทั้งนี้ กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา

นายกฯ เผย สปสช. ติดหนี้โรงพยาบาลทั่วประเทศ เตรียมใช้งบกลางเคลียร์หนี้ พร้อมปรับปรุงการเงิน

(9 ต.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเผยว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ติดหนี้โรงพยาบาลทั่วประเทศ และรัฐบาลกำลังพิจารณาใช้งบกลางชำระหนี้ทั้งหมด พร้อมเรียกร้องให้ สปสช. ปรับปรุงการบริหารการเงินให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะหยุดให้บริการผู้ป่วยนอกสิทธิบัตรทอง เนื่องจากหนี้ค้างชำระ

"ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาขอใช้งบกลางเพื่อเคลียร์บัญชีหนี้โรงพยาบาล หากพบว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนและเข้าหลักเกณฑ์ของสำนักงบประมาณ จะเร่งดำเนินการทันที พร้อมเน้นให้ สปสช. บริหารการเงินอย่างรัดกุมและโปร่งใส" นายอนุทิน กล่าว

ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ยืนยันว่าหนี้ค้างจ่ายโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะไม่ได้สูงถึง 110 ล้านบาท แต่ตัวเลขจริงอยู่ราว 37 ล้านบาท และย้ำว่าจะไม่มีผลกระทบต่อผู้มีสิทธิบัตรทองประมาณ 47,000 คน เนื่องจากมีการจัดหน่วยบริการรองรับเพียงพอ

‘นพ.วีระพันธ์’ จี้ สปสช. เร่งแก้ปัญหาจ่ายเงินล่าช้า หวั่นระบบล่ม รพ.ขาดเงินหมุน - คลินิกทยอยปิดกิจการ

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊กว่า ทำไมประชาชนเดือดร้อน เมื่อ สปสช. ยังไม่จ่ายเงินให้โรงพยาบาล?

หลายคนอาจคิดว่าเรื่องนี้เป็นแค่ปัญหาทางบัญชีระหว่าง “โรงพยาบาลกับ สปสช.” แต่จริง ๆ แล้วคนที่เดือดร้อนที่สุดคือ “ประชาชนผู้ป่วย” ครับ

โรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เงินก้อนนี้ถูกนำไปซื้อยา ซ่อมเครื่องมือแพทย์ จ่ายค่าเวร และดูแลระบบต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาล

เมื่อโรงพยาบาลรักษาคนไข้ไปแล้ว แต่เงินจาก สปสช. ยังไม่ถูกจ่ายคืนตามจำนวนจริง
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “ไม่มีเงินหมุน”
บริษัทไม่ปล่อยยามาให้ เพราะค้างชำระ
ห้องผ่าตัด ห้องพิเศษ เครื่องมือแพทย์ขาดงบซ่อม
เงินจ่ายบุคลากรล่าช้า
ยาที่เคยใช้ดีต้องเปลี่ยนเป็นยาราคาถูกแทน
และที่ร้ายกว่านั้น คือหลายแห่ง “ต้องหยุดให้บริการ”

อย่าง โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ซึ่งเคยรับคนไข้สิทธิ์ 30 บาท ก็ต้อง “หยุดรับรักษาชั่วคราว” เพราะขาดสภาพคล่อง
คลินิกในกรุงเทพฯ อีกหลายแห่ง ก็ทยอย “ปิดตัวลง” ด้วยเหตุผลเดียวกัน — ไม่มีเงินหมุนจากกองทุน

ผลที่ตามมาชัดเจนมากครับ
คนไข้จำนวนมากต้องเดินทางไกลขึ้น รอคิวนานขึ้น ได้ยาน้อยลง หรือบางคนไม่มีที่รักษาเลย
นี่ไม่ใช่ปัญหาของโรงพยาบาลฝ่ายเดียว

แต่เป็น “ปัญหาของประชาชนทั้งประเทศ”
เมื่อผู้ให้บริการไม่มีเงิน ระบบสาธารณสุขทั้งระบบก็สั่นคลอน
และคนที่เจ็บป่วยคือคนที่ต้อง “จ่ายด้วยความเดือดร้อนของตัวเอง”

อยากให้ทุกคนเข้าใจและช่วยกันจับตา งบ 8,000 ล้านบาทที่ สปสช. จะได้มา ควรมาช่วย รพ. ที่ขาดสภาพคล่องก่อน อย่าเพิ่งไปเริ่มโครงการใหม่ๆ อวดคนไม่รู้อยู่อีกเลย

เพราะสุขภาพของคนไทยทุกคน ไม่ควรต้องขึ้นอยู่กับการจ่ายช้าของใครเลยครับ 

‘กฤษฎา-กษม’ 2 นิสิตหนุ่มสาวจากรั้วจุฬาลงกรณ์ คว้าตำแหน่ง กุลบุตร-กุลธิดากาชาด ปี 2568

เมื่อวานนี้ (8 ต.ค. 68) นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย ประธานในการตัดสิน ตำแหน่ง 'กุลบุตร-กุลธิดากาชาด' และ 'รองกุลบุตร - รองกุลธิดากาชาด' ในงาน 'วันดาวสู่ฟ้า กุลบุตร-กุลธิดากาชาด' ณ ห้องประชุมไพเนอร์รี่ เดอะไพน์ รีสอร์ท อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี 

สำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย ผนึกกำลังบูรณาการความร่วมมือกับ สำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด และเหล่ากาชาดจังหวัด จัดโครงการสรรหา 'กุลบุตร-กุลธิดากาชาด' เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เนื่องในโอกาสมหามงคลพระชนมายุ 70 พรรษา ระหว่างวันที่ 6 – 8 ตุลาคม 2568 โดยมีเยาวชนจำนวน 69 คน เข้าร่วม เพื่อสรรหาเยาวชนที่มีจิตอาสามาทำหน้าที่กุลบุตร-กุลธิดากาชาด เป็นตัวแทนในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภารกิจ และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของสภากาชาดไทย 

ทั้งนี้ นางสุนันทา ศรอนุสิน ผู้อำนวยการสำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย และประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ ได้กล่าวว่า “สำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด ได้ตระหนักถึงการสร้างและพัฒนาเยาวชนให้มีความเข้มแข็งทางความคิดและจิตใจ เพื่อให้สามารถ 'รับมือ' และ 'ฟื้นฟู' ตนเองให้กลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุขเมื่อต้องประสบปัญหาและวิกฤตภัยพิบัติจากภาวะโลกเดือด และวิกฤตทางสังคม เศรษฐกิจ เชื้อชาติและวัฒนธรรม” 

การสรรหากุลบุตร-กุลธิดากาชาดของสำนักงานฯ เป็นหนึ่งในโครงการของสำนักงานฯ ในปี 2568 ที่มุ่งเน้นให้เยาวชนได้ฝึกทักษะด้านการวิเคราะห์ การคิดอย่างเป็นระบบ การวางแผนกระบวนการทำงาน การลงมือปฏิบัติ และการประเมินผลเพื่อนำไปสู่การพัฒนา ภายใต้โจทย์ที่เป็นปัญหาของสังคมในปัจจุบัน   การเพิ่มความท้าทายให้ผู้เข้าคัดสรร ได้ออกแบบโครงการหรือกิจกรรมเพื่อชุมชน ยังเป็นการสอนให้ได้เรียนรู้เพิ่มเติมว่า ปัญหาครอบครัว หรือปัญหาสังคมจะป้องกันและแก้ไขได้จากความร่วมมือ ร่วมใจ ร่วมลงมือทำ ทั้งหมดนี้เราสามารถสร้างและผลักดัน “ความปกติสุข” ให้เกิดเป็นจริงขึ้นได้ ด้วยการเป็นผู้ “คิดเป็น ทำเป็น และแบ่งปันเป็น” และการเป็น 'ผู้นำ' ที่มีฐานความคิดจากการเสียสละเพื่อผู้อื่น โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

สำหรับผู้ได้รับการคัดสรรเป็นกุลบุตร-กุลธิดากาชาด ในปีพ.ศ. 2568 ดังนี้
ตำแหน่ง กุลบุตรกาชาด
คุณกฤษฏา ชูสุข หมายเลข 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย        

ตำแหน่ง กุลธิดากาชาด 
คุณกษม สินธุภิญโญ หมายเลข 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย        

ตำแหน่ง รองกุลบุตรกาชาด 
คุณพลพิสิฏฐ์ ฤทธิ์คำรพ หมายเลข 49 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์     

ตำแหน่ง รองกุลธิดากาชาด
คุณรุจรวี จีระเดชากุล หมายเลข 52 สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดอุตรดิตถ์

สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลผู้ที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมตามคุณสมบัติ 3 ด้าน ได้แก่ 
รางวัล Smart 
คุณธีรพงศ์ ตันติศรีปรีชา หมายเลข 35 สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดเลย
รางวัล Strong คุณลภัสลดา โคตรอาษา หมายเลข 54 มหาวิทยาลัยปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี 
และ รางวัล Samart คุณสกาย คิดลูน จอมพงษ์ หมายเลข 71 เทศบาลตำบลสันกลาง จังหวัดเชียงใหม่

โดยผู้รับตำแหน่งกุลบุตร และ กุลธิดา พร้อมรองทั้ง 2 ตำแหน่ง จะได้เข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการ สภากาชาดไทย ในงานกาชาดประจำปี 2568 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ   

สมุทรปราการ-วัดแตก!! ประชาชนหลายพันคนแห่ทอดกฐินวัดหนามแดง ครอบครัวรุ่งเสมอ หลีน้อย เจ้าภาพใหญ่

(8 ต.ค. 68) ณ วัดหนามแดง ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โดย นาวาเอกหญิง สุนทรี รุ่งเสมอ พร้อมด้วย คุณวีรชัย รุ่งเสมอ เรือโท ไพศาล รุ่งเสมอ ร่วมทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2568 ทอดถวายแด่วัดหนามแดง และเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้คุณพ่อ น.ต.ประจวบ รุ่งเสมอ พร้อมด้วย คุณแม่สุนีย์ หลีน้อย ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ทั้งนี้เพื่อสนองตามเจตนารมย์ของทางคุณพ่อและคุณแม่

โดยกฐินสามัคคีในปีนี้ทาง บุตร-ธิดา หลาน รุ่งเสมอ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก นาวาเอก อนุศักดิ์ นาคทิม นายกเทศมนตรีตำบลบางเมือง ร่วมในพิธีทอดกฐินครั้งนี้ โดยมี นายชาตรี อยู่วัฒนะ รองนายกเทศมนตรีตำบลเทพารักษ์ พร้อมด้วย กำนันกิตติพงษ์ อยู่วัฒนะ กำนันตำบลเทพารักษ์ นางสาวขวัญเรือน นาคทิม กำนันตำบลบางเมือง ตลอดจนกัลยาณมิตรวัดพระธรรมกาย คณะเจ้าภาพ อุบาสก อุบาสิกา และพุทธศาสนิกชนชาวตำบลบางแก้ว ร่วมแห่องค์ผ้ากฐินสามัคคี 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสงเคราะห์พระภิกษุตามพุทธบัญญัติ สนับสนุนให้พระภิกษุมีผ้าไตรจีวรใช้ และเป็นการเทิดทูนพระพุทธศาสนาด้วยการปฏิบัติบูชา นอกจากนี้ ทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาคในงานกฐินยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาวัดหนามแดง

โดยได้รับความเมตตาจาก ท่านพระครูวิทูรกิจจาทร (บุญเลิศ ปญฺญาธโร แก้วน้ำค้าง) พระอาจารย์จาบ เจ้าอาวาสวัดหนามแดง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พิจารณาผ้ากฐินสามัคคี นำคณะสงฆ์วัดหนามแดงประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถา เจริญพระพุทธมนต์แด่คณะเจ้าภาพ ครอบครัวรุ่งเสมอและแขกผู้มีเกียรติที่ร่วมในพิธี

นอกจากนี้ ทางคณะเจ้าภาพยังได้มอบเงินสมทบทุนสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับโรงเรียนต่างๆ ทั้งในเขตพื้นที่และนอกพื้นที่เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่บิดา มารดา

ทั้งนี้ สำหรับยอดผ้ากฐินสามัคคีในปีนี้ของวัดหนามแดงที่ญาติโยมร่วมกันทำบุญเบื้องต้นเกือบ 4 ล้านบาท

ลำปาง-ผบ.มทบ.32 ต้อนรับผู้บริหาร กฟผ.แม่เมาะ มอบถุงยังชีพช่วยชาวลำปาง

(8 ต.ค. 68) เวลา 14.30 น. ณ ห้องรับรอง อาคารกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32  พลตรี กวิน  ยาวิชัย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ให้การต้อนรับ คุณสุชาติ ตุ่นแก้ว ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ, คุณสุทธิพงศ์ เฉลิมเกียรติ ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 2 และคุณเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ พร้อมคณะผู้บริหาร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.แม่เมาะ) โอกาสเดินทางเข้าเยี่ยมคำนับเพื่อแสดงความยินดีกับ พลตรี กวิน ยาวิชัย ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32  ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นมา 

ในคราวเดียวกันนี้ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32  นำคณะผู้บังคับบัญชา รับมอบถุงยังชีพจำนวน 200 ชุด, น้ำดื่มจำนวน 200 แพ็ค (2,400 ขวด) เพื่อส่งต่อความห่วงใยแก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดลำปาง ที่ประสบภัยพิบัติและผู้ที่ได้รับความเดือนร้อนต่างๆ โดยผ่านภารกิจของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 32 และหน่วยทหารในพื้นที่ อันเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใย และความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันดูแลพี่น้องประชาชนให้มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดทั้งยังจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย สร้างขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิต และขอให้มั่นใจว่าทุกภาคส่วน และหน่วยงานทหาร พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกโอกาส


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top