Monday, 8 June 2026
NewsFeed

เพจดังภูเก็ต เผย การท่องเที่ยวภูเก็ตส่อเค้าวิกฤต หลังยิว เปิดขายทัวร์ให้คนชาติเดียวกันผ่านโซเชียลฉ่ำ

เมื่อวันที่ (8 ต.ค. 68) เพจ Phuket Times ภูเก็ตไทม์ ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความถึงกรณี ‘ชาวอิสราเอล’ จำนวนมากเข้ามาเปิดให้บริการนำเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต พร้อมกับเปิดขายทัวร์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลโดยไม่สนใจกฎหมายในประเทศไทย โดยในโพสต์ระบุว่า 

‘ภูเก็ต’ หมดกันท่องเที่ยว ‘อิสราเอล’ เปิดเพจขายแพ็กเกจทัวร์ให้ชาติเดียวกันเอง โฆษณากันฉ่ำในโซเชียลทุกช่องทาง

พร้อมกันนี้ ทางเพจ เพจ Phuket Times ภูเก็ตไทม์ ยังระบุด้วยว่า ‘เกาะภูเก็ต’ จะมีการรวมกลุ่มกันแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ ต่อต้าน ไม่เอายิว อิสราเอล โดยจะจัดกันขึ้นที่ แถวบางเทา เชิงทะเล ในเย็นวันนี้ (9 ต.ค. 68)

‘จีน’ เผยเอกสารจุดยืน!! มติ UN 2758 คือหลักฐานสากล มีเพียงจีนเดียวในโลก ‘ไต้หวัน’ จะไม่มีวันถูกแยกออกจากจีน

(9 ต.ค. 68) รัฐบาลจีนเผย 'เอกสารจุดยืน' เกี่ยวกับมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 2758 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1971 ย้ำชัดว่ามติฉบับนี้คือหลักฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศที่รับรองว่า “มีเพียงจีนเดียวในโลก” และรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนคือผู้แทนโดยชอบธรรมเพียงหนึ่งเดียวของประเทศจีนในองค์การสหประชาชาติ พร้อมระบุว่า มติ 2758 ได้แก้ไขปัญหาการเป็นตัวแทนของจีนอย่างสมบูรณ์ รวมถึงดินแดนไต้หวันด้วย

จีนชี้ว่ามติ 2758 เป็นการยืนยันหลักการ 'จีนเดียว' อย่างเป็นทางการ โดยไม่มีสิ่งที่เรียกว่า 'สองจีน' หรือ 'จีนหนึ่ง ไต้หวันหนึ่ง' ทั้งยังระบุว่าการที่รัฐบาลปักกิ่งเข้ามาแทนที่รัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ROC) ในปี 1949 เป็นเพียงการเปลี่ยนรัฐบาลภายในประเทศเดียวกัน ไม่ได้กระทบต่ออธิปไตยหรือเขตแดนของจีน และไต้หวันจึงเป็นส่วนหนึ่งของจีนในทางกฎหมายและข้อเท็จจริง

จีนยังกล่าวถึงความพยายามของบางประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่เคยพยายามขัดขวางไม่ให้จีนแผ่นดินใหญ่กลับเข้าสู่สหประชาชาติในช่วงก่อนปี 1971 แต่ในที่สุดมติ 2758 ก็ผ่านด้วยเสียงข้างมากอย่างท่วมท้น ซึ่งเป็น “ชัยชนะของประชาชนทั่วโลกในการต่อต้านลัทธิเฮเกะโมนีและการเมืองอำนาจ” พร้อมย้ำว่า ปัจจุบันกว่า 180 ประเทศได้สร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนบนพื้นฐานของหลักการจีนเดียว

ทั้งนี้ จีนเตือนว่า การบิดเบือนมติ 2758 หรืออ้างว่า “สถานะของไต้หวันยังไม่ชัดเจน” ถือเป็นการท้าทายระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นภัยต่ออำนาจของสหประชาชาติ ปักกิ่งย้ำว่า ไต้หวันไม่เคยเป็นประเทศอิสระในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต และจะไม่มีวันถูกแยกออกจากจีนอีกครั้ง เพราะ “อธิปไตยและดินแดนของจีนไม่อาจแบ่งแยกได้”

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดพิธีสวดมนต์บูชาธรรม อธิษฐานจิตถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ขอให้ทรงหายจากอาการพระประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

เมื่อวานนี้ (9 ต.ค. 68) น.อ.พัลลภ สุภากรณ์ รอง ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานในพิธีสวดมนต์บูชาธรรม อธิษฐานจิต ถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้พระองค์ทรงหายจากอาการพระประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

โดยมีข้าราชการและลูกจ้างของ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เข้าร่วมพิธีฯ ณ อาคารอำนวยการ รพ.ฯ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 

'หมอยง' วิจารณ์ระบบการศึกษา - วิชาชีพในไทย ชี้!! 'ยังนับถือกระดาษ' มากกว่าความสามารถ

(10 ต.ค. 68) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Yong Poovorawan' ระบุว่า “ประเทศไทยยังนับถือกระดาษ” 

ผมไม่แปลกเลยว่าทำไมประเทศไทยสมัครเข้าสู่ ประเทศ OECD (The Organization for Economic Co-operation and Development) แล้วยังไม่ได้ เพราะประเทศไทยยังนับถือกระดาษ ไม่ได้ดูความสามารถของบุคคล

ทำไมทุกคนจึงไขว่คว้าหากระดาษ เรามีปริญญาเอกที่มีกระดาษมากมาย จึงไม่แปลกเพราะทุกคนต้องการ

ผมเอาเรื่องนี้มาเพราะว่า ผมเองเป็นที่ปรึกษาปริญญาเอก ปริญญาโท และมีลูกศิษย์ จบปริญญาเอกมากกว่า 30 คน จนลูกศิษย์ได้เป็นศาสตราจารย์แล้วก็มี และเป็นที่ปรึกษารวมทั้งที่ปรึกษาร่วม มากกว่า 50 คน ไม่นับปริญญาโทนะครับ ที่รับมาตั้งแต่ปี 2540 

ผมเองไม่เคยได้ปริญญาเอก จบ แพทย์ศาสตร์บัณฑิต และจบวิชาชีพทางกุมารเวชศาสตร์ ไปต่อที่ประเทศอังกฤษ ก็ไม่สนใจที่จะเอากระดาษ เพราะถ้าเอากระดาษจะต้องเสียปีละ 7,000 ปอนด์ 

เป็นศาสตราจารย์ สอนมากว่า 40 ปี แต่วันดีคืนดี ในปีนี้ผมรับนิสิตปริญญาเอก ทางหลักสูตรบอกว่าผมไม่สามารถที่จะเป็นที่ปรึกษาปริญญาเอกได้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือว่ารับไม่ได้นั่นเอง เพราะไม่ได้จบปริญญาเอก ไม่มีกระดาษ จึงรับลูกศิษย์ปริญญาเอกไม่ได้ ผมก็แปลกใจว่าที่รับมาแล้วเป็นโมฆะไหม ทางหลักสูตรบอกว่าด้วยกฎเกณฑ์ของกระทรวง คนที่จะรับเป็นที่ปรึกษาปริญญาเอกได้ จะต้องจบปริญญาเอก ผมเองก็บอกว่าไม่เช่นนั้น ผมก็เอาปริญญาเอกดุษฎีบัณฑิต มาให้แทน เป็นกระดาษปริญญาเอก เรื่องจึงผ่าน และยอมได้ เพราะกระดาษใบเดียว 

ผมไม่มีกระดาษ ที่จะบอกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อ และก็ไม่เคยสนใจกระดาษเลย 

ช่วยกันบอกไปถึงผู้ใหญ่ ให้ที กฎเกณฑ์ก็คือกฎเกณฑ์ แต่ผู้ออกกฎเกณฑ์ผมไม่รู้ว่ามีจุดมุ่งหมายอะไร ถ้าผมไม่มีความสามารถ ผมคงไม่รับลูกศิษย์และมีลูกศิษย์ปริญญาเอกจบมากกว่า 30 คน โดยที่ไม่มีกระดาษปริญญาเอกแม้แต่ใบเดียว  

ผมจึงไม่แปลกใจ ว่าทำไมประเทศไทยจึงสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้ และจนถึงวันนี้ทุกคนแย่งกันเรียนปริญญาเอก เพื่อให้ได้กระดาษมา เราจึงไม่มีวิชาชีพที่มั่นคง สายอาชีวะคงไม่มีใครอยากเรียน เปรียบเสมือนเป็นสายอาชีพ ทุกคนอยากมีกระดาษเพื่อเป็นวิศวกรกันหมด

‘ปูติน’ ยอมรับ ‘รัสเซีย’ ยิงขีปนาวุธพลาด ทำเครื่องบินอาเซอร์ไบจานตก ดับ 38 ศพ

(10 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ออกมายอมรับอย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียเป็นต้นเหตุที่ทำให้เครื่องบินโดยสารของสายการบินอาเซอร์ไบจานตกเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ซึ่งคร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือ 38 คน ถือเป็นครั้งแรกที่มอสโกยอมรับความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ หลังจากก่อนหน้านี้พยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด

ปูตินระบุว่า ขีปนาวุธของรัสเซียถูกยิงขึ้นเพื่อสกัดโดรนของยูเครน แต่เกิดระเบิดใกล้เครื่องบิน Embraer 190 ของอาเซอร์ไบจานซึ่งกำลังจะลงจอดที่เมืองกรอซนี ในแคว้นเชชเนีย เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2024 ทำให้เครื่องบินพยายามหันหัวไปลงจอดในคาซัคสถานแต่ตกกลางทาง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 38 จาก 67 คนบนเครื่อง

โดยผู้นำรัสเซียกล่าวระหว่างการพบกับประธานาธิบดีอิลฮัม อาลีเยฟ (Ilham Aliyev) แห่งอาเซอร์ไบจาน ที่กรุงดูชานเบ ประเทศทาจิกิสถาน ว่าจะลงโทษผู้เกี่ยวข้องและจ่ายเงินชดเชยแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมยอมรับว่าเป็น “ความผิดพลาดทางเทคนิค” ที่ทำให้ขีปนาวุธระเบิดห่างจากเครื่องบินเพียง 10 เมตร ด้านอาลีเยฟกล่าวขอบคุณรัสเซียที่เปิดเผยข้อเท็จจริงและติดตามคดีด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างมอสโกและบากูที่เคยแน่นแฟ้นเริ่มตึงเครียดหลังเหตุเครื่องบินตก โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุคนเชื้อสายอาเซอร์ไบจานถูกตำรวจรัสเซียจับกุมหลายรายในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทั้งสองผู้นำยืนยันต้องการฟื้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และพลังงานระหว่างสองประเทศให้กลับมาดังเดิม

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบฯ กว่า 4.6 แสนบาท ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ มอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวานนี้ (9 ต.ค. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ พร้อมด้วย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มอบเงินช่วยเหลือแก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ได้รับผลกระทบกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หลังละ 12,000 บาท รวมจำนวน 32 หลัง  รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 384,000 บาท (สามแสนแปดหมื่นสี่พันบาทถ้วน) โดยมี อาสาสมัครเฉพาะกิจ ร่วมในพิธี พร้อมด้วย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ คณะผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ เป็นผู้สำรวจ ประสานงาน และร่วมในพิธี ณ ที่ว่าการอำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ 

โดยวานนี้ (วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568) มูลนิธิฯ ได้มอบเงินช่วยเหลือแก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานีที่ได้รับผลกระทบกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวม 4 หลัง ณ ที่ว่าการอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี และในวันพรุ่งนี้ (วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568) มูลนิธิฯ กำหนดลงพื้นที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อมอบเงินช่วยเหลือให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว จำนวน 3 หลัง ณ ที่ว่าการอําเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เป็นลำดับถัดไป 

รวมงบประมาณดำเนินการมอบเงินช่วยเหลือชาวอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ กรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งสิ้น 468,000 บาท (สี่แสนหกหมื่นแปดพันบาทถ้วน)

เมื่อเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ได้เร่งมอบหมายให้คณะกรรมการ นำทีมสาธารณภัยลงพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ให้แก่ผู้อพยพจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากนั้นได้เข้ามอบเงินปลอบขวัญนายละ 10,000 บาท พร้อมกระเช้าสุขภาพ ให้แก่ทหารกล้าและประชาชนที่บาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พักรักษาตัวอยู่ ณ โรงพยาบาลในขณะนั้น และล่าสุดมูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังๆ ละ 12,000 บาท รวมงบประมาณที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งต่อธารน้ำใจจากผู้มีจิตศรัทธา สู่ทหารกล้าและประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นับตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบันคิดเป็นมูลค่ากว่า 5.3 ล้านบาท ซึ่งมูลนิธิฯ ยังคงติดตามสถานการณ์เพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือตามนโยบายการดำเนินงานของแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สมทบทุนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่-อาสาสมัครทุกท่าน ทุกหน่วย ที่ปฏิบัติภารกิจ รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ทุกท่านปลอดภัย และขอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ววัน

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

เขมรอวดติดอันดับ 5 ประเทศเป็นมิตรที่สุดในโลก สุดภาคภูมิใจอยู่เหนือกว่าไทย - เวียดนาม

นิตยสารท่องเที่ยว Condé Nast Traveller จัดอันดับ “ประเทศเป็นมิตรที่สุดในโลก” พบ กัมพูชาอยู่อันดับ 5 ส่วนไทยอยู่อันดับ 8

เมื่อวันที่ (8 ต.ค. 68) กระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา รายงานว่า กัมพูชาได้รับการยกย่องให้เป็น “ประเทศที่เป็นมิตรเป็นอันดับ 5 ของโลก” จากรางวัล Condé Nast Traveller 2025 Readers’ Choice Awards

โดยกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาระบุว่า กัมพูชาได้รับคะแนน 97.33 คะแนน แซงหน้าเวียดนามในอันดับ 6 ซึ่งได้คะแนน 97.27 และไทยที่ได้อันดับ 8 ด้วยคะแนน 96.36 คะแนน

Condé Nast Traveller ให้ความเห็นว่า “ในฐานะประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท กัมพูชาจึงมีแนวคิดหลักคือ ‘เมตตา’ ซึ่งเป็นคำภาษาบาลีที่แปลว่า ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขต่อสรรพชีวิต จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวกัมพูชาจะต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความเมตตาอันเป็นสากลและอบอุ่นใจ ไม่ว่าพวกเขาจะมีภูมิหลังอย่างไรก็ตาม”

Condé Nast Traveller เสริมว่า “ดินแดนแห่งนี้เป็นที่ตั้งของเมืองใหญ่ ๆ มากมาย เช่น พนมเปญ เมืองหลวงริมแม่น้ำที่คึกคัก และนครวัดอันงดงาม ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นอนุสรณ์สถานทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ลองมุ่งหน้าสู่ชนบทเพื่อสัมผัสประสบการณ์อันแท้จริงของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งโครงการโฮมสเตย์ของชาวกัมพูชาเผยให้เห็นวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของหมู่บ้านทอผ้าไหมและฟาร์ม”

สำหรับการจัดอันดับของ Condé Nast Traveller นั้น พบว่า 'เคนยา' ครองอันดับ 1 ของประเทศที่เป็นมิตรที่สุดในโลก ด้วยคะแนน 98.46 ตามมาด้วยบาร์เบโดส 98.18 คะแนน และเม็กซิโก 98.00 คะแนน

Condé Nast Traveller เป็นนิตยสารท่องเที่ยวของอังกฤษที่จัดพิมพ์โดย Condé Nast มุ่งเป้าไปที่ผู้อ่านที่สนใจการเดินทาง โดยเน้นประสบการณ์ระดับไฮเอนด์และความเป็นท้องถิ่น

ปฏิบัติการลับทางทหารของสหรัฐฯ ในลาว สมรภูมิสู้รบกลางอินโดจีนในยุคสงครามเย็น

ผู้อ่านหลาย ๆ ท่าน อาจติดใจสงสัยว่า ผู้เขียนได้ขุดคุ้ยค้นหาเรื่องราวต่าง ๆ เยอะแยะมากมายมาเล่า โดยหลาย ๆ เรื่องที่นำมาเล่านั้นเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองของเราบ้าง ไม่เกี่ยวบ้าง แต่ PROJECT WATER PUMP เกี่ยวแน่ ๆ ผู้อ่านหลายท่านที่เกิดไม่ทัน อาจไม่รู้จักสงครามอินโดจีนยุคใหม่อันเป็นสมรภูมิระหว่างโลกเสรีนำโดยสหรัฐฯ และคอมมิวนิสต์ ซึ่งนำโดยอดีตสหภาพโซเวียต

ในปี 1964 กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาได้เริ่มให้การฝึกบินแก่กองทัพอากาศลาว (RLAF) ภายใต้รหัส WATER PUMP หน่วยบัญชาการกองกำลังทางอากาศสหรัฐฯ ณ ฐานทัพอากาศอุดร (RTAFB) ประเทศไทย ได้ทำการฝึกฝนบุคลากรของกองทัพอากาศลาว กองทัพอากาศไทย และกองกำลังชาติอื่น ๆ ในที่สุด ก็มีนักบินชาวลาวม้งและชาวลาวขมุเข้าร่วมด้วย ต่อมา WATER PUMP ได้ขยายการฝึกอบรมให้ครอบคลุมถึงการบำรุงรักษา การควบคุมทางอากาศด้านหน้า การลาดตระเวนด้วยอาวุธ และการโจมตีสนับสนุนทางอากาศโดยหน่วยคอมมานโดทางอากาศของกองทัพอากาศสหรัฐฯ              
 
โครงการ WATER PUMP ดำเนินการตั้งแต่ปี 1964 จนถึง 1973 และแม้ว่าโครงการนี้จะมีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก แต่ก็ถือเป็นโครงการปราบปรามการก่อความไม่สงบที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดโครงการหนึ่งที่ดำเนินการในช่วงสงครามลับในลาว

PROJECT WATER PUMP หรือเรียกสั้น ๆ ว่า WATER PUMP เป็นปฏิบัติการลับโดยกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในการฝึกอบรมและสนับสนุนกองทัพอากาศแห่งราชอาณาจักรลาว (RLAF) เนื่องจากมติขององค์การสหประชาชาติทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องปิดบังการสนับสนุนกองทัพของราชอาณาจักรลาวในสงครามกลางเมืองลาว ขณะที่กำลังทหารของราชอาณาจักรลาวสู้รบกับกองกำลังลาวฝ่ายซ้ายและเวียดนามเหนือ

RLAF ถูกมองว่าเป็น กองกำลังที่เป็นปัจจัยตัวคูณที่สำคัญในการรบ แต่ยังขาดแคลนนักบินและช่างเทคนิค กองบินรบที่ 1 ได้ส่งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญไปยังฐานทัพอากาศอุดรธานีของกองทัพอากาศไทยเพื่อให้การฝึกอบรมในเดือนมีนาคม 1964 (ซึ่งนักบินและช่างอากาศเหล่านี้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในการสู้รบจนถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1973 เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ หยุดสนับสนุนและถอนกองกำลังจากลาว อันเป็นไปตามข้อตกลงสงบศึกปารีส)

ใน PROJECT WATER PUMP เฟสแรก ๆ เป็นการฝึกการเปลี่ยนแบบให้นักบินพลเรือนอเมริกันสามารถบินเครื่องบินใบพัดโจมตีฝึกแบบ T-28 Trojan (น่าจะมาจาก Air America) โดยนักบินพลเรือนอเมริกัน ทีม A ทำการบินรบด้วย T-28 จนถึงปี 1967 นอกจากนี้ยังได้ทำการฝึกเปลี่ยนแบบให้กับอดีตนักบินของกองทัพอากาศไทย (RTAF) ทีม B (โดยนักบินไทยต้องลาออกจากราชการก่อน) ทำการบินรบด้วยเครื่องบิน T-28 เช่นกัน ต่อเนื่องจนกระทั่งปี 1970

หลังจากนั้นเป็นการฝึกนักบินและช่างของกองทัพอากาศแห่งราชอาณาจักรลาว ซึ่งมีทั้งการฝึกนักบินเพื่อเปลี่ยนแบบเครื่องบิน และการฝึกนักบินใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยอัตราการสูญเสียนักบินที่สูงลิ่วของ RLAF ทำให้ต้องทำการฝึกนักบิน RLAF อย่างเข้มข้นและนานกว่าปกติ

นายพลวังปาว ผู้บัญชาการกองกำลังลาว (ม้ง) ได้จัดส่งทหารลาวม้งจำนวนหนึ่งรับการฝึกเป็นนักบิน T-28 ด้วย ตาม PROJECT WATER PUMP อันเป็นที่มาของเรื่องราวที่เกี่ยวกับนักบินลาวม้งหนึ่งในสองคนแรก และมีชื่อเสียงที่สุดคือ นาวาอากาศโท Lee Lue อดีตคุณครูประถม ผู้เป็นนักบินโจมตีทิ้งระเบิดชาวลาวม้งที่มีชื่อเสียงในภารกิจบินรบมากกว่านักบินคนอื่น ๆ ในราชอาณาจักรลาว Lee Lue เป็นผู้บังคับฝูงบินที่ทำการบินรบต่อเนื่องมากถึง 10 ภารกิจต่อวัน และเฉลี่ยภารกิจการรบ 120 ภารกิจต่อเดือน และมากกว่า 5,000 ภารกิจ กระทั่งถูกยิงตกและเสียชีวิตระหว่างบินปฏิบัติภารกิจใกล้เมือง Soui เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 1969 ในช่วงเวลานั้น Lee Lue ปฏิบัติการบินรบมากกว่านักบินคนใด ๆ ในประวัติศาสตร์ ด้วยคำขวัญประจำตัวของเขาคือ "บินจนตัวตาย" ซึ่งต่อมา นาวาอากาศตรี Lee Lue ได้รับการเลื่อนยศให้เป็นนาวาอากาศโท

ในเวลาต่อมา WATER PUMP ก้าวเกินกว่าภารกิจการฝึกอบรม จากวันที่ 19–29 กรกฎาคม 1964 กองกำลังทางอากาศบางส่วนถูกลอบส่งไปปฏิบัติภารกิจในลาว ทำหน้าที่หน่วยควบคุมอากาศทางยุทธวิธี เพื่อปฏิบัติการ Delta และภารกิจอื่น ๆ ความสำเร็จจากการช่วยเหลือของ WATER PUMP เมื่อสิ้นสุดสงคราม RLAF ได้เติบโตจากเครื่องบินโจมตี T-28 จาก 20 เป็น 75 ลำ เครื่องบินแบบ AC-47 Spooky 10 ลำ และ เครื่องบิน/ฮ.สนับสนุนการรบอีก 71 ลำ (C-47 21 ลำ, O-1 24 ลำ และ ฮ.แบบ H-34 อีก 26ลำ)

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1973 มีการหยุดยิงเกิดขึ้น เมื่อสนธิสัญญาเวียงจันทน์มีผลบังคับใช้ การทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ ยุติลงเมื่อวันที่ 22 ขณะที่ WATER PUMP มีบุคลากรจำนวน 316 คน หน่วยงานภายใต้ CIA ของสหรัฐฯ ในลาวทั้งหมดถูกลดขนาด เนื่องจากรวมเข้าไปอยู่ภายในสำนักงานทูตทหารสหรัฐฯ ประจำราชอาณาจักรลาว สมาชิก WATER PUMP ซึ่งเป็นชาวอเมริกันต้องถอนตัวออกจากเขตทหาร อันเป็นส่วนหนึ่งในการลดขนาด รัฐบาลใหม่เฉพาะกาลของสหภาพแห่งชาติ (PGNU) เข้าควบคุมประเทศลาว เมื่อวันที่ 5 เมษายน 1974 ซึ่งเวลานั้น WATER PUMP อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยสำนักงานทูตทหารสหรัฐฯ ประจำราชอาณาจักรลาว

นโยบายของ PGNU เปลี่ยนไปหลังจากการล่มสลายของรัฐบาลเวียตนามใต้ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 1975 PGNU เริ่มเข้ายึดทรัพย์สินของรัฐบาลสหรัฐฯ เอกอัครรัฐทูตอเมริกันก็ถูกลดเหลือเป็นอุปทูตฯ และเจ้าหน้าที่ถูกลดเหลือเพียง 20 คน และกำลังทหารสหรัฐฯ ในลาวทั้งหมดถูกขับออกจากลาวในเดือนกรกฎาคม 1976 และวันที่ 14 มีนาคม 1977 พระเจ้าศรีสว่างวังวัฒนา เจ้ามหาชีวิตแห่งราชอาณาจักรลาวถูกควบคุม และราชอาณาจักรลาวถูกประกาศให้เป็น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จนปัจจุบัน

‘เซเลนสกี’ ประกาศพร้อมเสนอชื่อ ‘ทรัมป์’ ชิงโนเบล สาขาสันติภาพ หากส่งขีปนาวุธ ‘โทมาฮอว์ก’ ให้ยูเครน และช่วยสงบศึกกับรัสเซีย

(10 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ตัดสินใจส่งขีปนาวุธพิสัยไกล 'โทมาฮอว์ก' ให้ยูเครน และช่วยเจรจาหยุดยิงกับรัสเซีย ยูเครนพร้อมจะเสนอชื่อทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ 

เซเลนสกีเผยว่า ระหว่างการพบทรัมป์ที่นครนิวยอร์กเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา เขาไม่ได้ยินคำว่า “ไม่” จากผู้นำสหรัฐฯ แต่ได้รับสัญญาณว่าจะมีการพิจารณา โดยเขามองว่าการหยุดสงครามแม้ไม่ง่าย แต่เป็นหนทางที่เกิดขึ้นได้ และหากทรัมป์ช่วยให้เกิดสันติภาพได้จริง “เขาควรได้รับรางวัลโนเบล”

ขณะที่ทรัมป์ระบุว่า “เกือบตัดสินใจแล้ว” แต่ต้องการทราบก่อนว่าจรวดจะถูกนำไปใช้อย่างไร ด้านรัสเซียเตือนว่า หากสหรัฐฯ ส่งโทมาฮอว์กให้ยูเครน จะยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นและสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อความสัมพันธ์รัสเซีย–อเมริกา

นราธิวาส-รมว.กลาโหม เยี่ยมให้กำลังใจ 'สิบเอก บุริศวร์ ระดาชัย' ชื่นชมความกล้าหาญ หลังบาดเจ็บจากการปกป้องประชาชน เหตุปล้นทองสุไหงโก-ลก

เมื่อวานนี้ (9 ต.ค. 68) เวลา15.00 น. ณ อาคารเฉลิมพระบารมี โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พลเอก ณัฐพล นาควานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 และคณะ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมอาการของ สิบเอก บุริศวร์ ระดาชัย นายสิบอาวุธเบา สังกัด ชป.รพศ.408 ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการพยายามเข้าระงับเหตุปล้นร้านทอง ภายในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งได้แสดงความกล้าหาญ เข้าขัดขวางการก่อเหตุของคนร้าย โดยไม่หวั่นเกรงต่ออันตราย เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จนได้รับบาดเจ็บ

แพทย์ผู้ดูแลได้แจ้งว่า อาการบาดเจ็บของสิบเอก บุริศวร์ฯ ดีขึ้นตามลำดับ โดยบาดแผลบริเวณต้นขาเริ่มฟื้นตัวดี ภายใน 2–3 วัน จะสามารถเย็บปิดปากแผลได้ ขณะนี้แพทย์ให้การรักษาโดยเน้นการทำความสะอาดบาดแผล ควบคู่กับการให้ยาฆ่าเชื้อและยาแก้ปวดตามอาการ รวมถึงอนุญาตให้รับประทานอาหารอ่อนและน้ำได้แล้ว ทั้งนี้ ผู้บาดเจ็บได้กล่าวขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ และยืนยันว่าความเจ็บปวดทุเลาลงมาก

ในการนี้ พลเอก ณัฐพล นาควานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้พูดคุยให้กำลังใจ พร้อมมอบกระเช้าเยี่ยมในนามของนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ

โอกาสนี้ พลเอก ณัฐพล นาควานิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า “ขอชื่นชมในความกล้าหาญและจิตวิญญาณความเป็นทหาร ที่ได้ปกป้องประชาชนและสร้างชื่อเสียงให้แก่กองทัพ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ปฏิบัติหน้าที่ ขอให้หายไว ๆ ด้วยศักยภาพและกำลังใจที่มี เชื่อว่าคนไทยทุกคนต่างรับรู้ข่าวสารด้วยความห่วงใย และพร้อมส่งแรงใจให้กลับมาแข็งแรงโดยเร็ว”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top