Monday, 8 June 2026
NewsFeed

ผบ.ทรภ. 1 ตรวจเยี่ยมกำลังพลปฎิบัติงานในพื้นที่ชายแดน จว.จันทบุรี และจว.ตราด

พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนทางทะเลจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด ประกอบด้วย ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ทัพเรือภาคที่ 1 หมู่เรือลาดตระเวนชายเเดน ส่วนที่ 1 (มชด./1) และศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล กองทัพเรือ เกาะช้าง (ศรภ.ทร. เกาะช้าง)

เพื่อเยี่ยมบำรุงขวัญและรับทราบสถานการณ์ชายแดน รวมทั้งปัญหาอุปสรรค ข้อขัดข้องการปฏิบัติงานในพื้นที่ 

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำสิ่งสำคัญให้หน่วยงานและกำลังพลทุกนายมีความพร้อมตลอดเวลา สามารถปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้ทันทีเมื่อสั่ง และจะต้องประสบความสำเร็จ

รวมทั้งประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัย สร้างภาพพจน์ที่ดีและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพี่น้องประชาชน 

6 หนุ่ม CIR*CRL แซม เลออน พาย พี ติวเตอร์ เบ็น ส่งซิงเกิ้ลแรก 'WANT IT NOW' ให้ฟังแล้วทุกแพลตฟอร์ม

เพลง 'WANT IT NOW' พร้อมทีมสร้าง MV ระดับ South East Asia*
เปิดตัวเดบิวต์อย่างเป็นทางการสำหรับ 6 หนุ่ม แซม - พฤฒิชัย รวยฟูพันธ์ ,เลออน -เลออน เซ็ค , พาย - ฐิติกร วัฒนะบวรพัฒน์ , พี - พีรดนย์ ชื่นอารมย์ ,ติวเตอร์ - วีรฤทธิ์ มานะประเสริฐศักดิ์ และ เบ็น - ภัทรกิจ ตั้งมงคลกิจการ ในนาม CIR*CRL(เซอร์-เคิ่ล) เป็นศิลปิน T-POP น้องใหม่ตัวจริงภายใต้คอนเซ็ปต์ DIFFERENT STANDS , SAME GOAL การถือกำเนิด การเกิดใหม่ของพวกเขาทั้ง 6 คน พร้อมส่ง SINGLE DEBUT เพลงแรกกับเพลง “WANT IT NOW“ มาให้ทุกคนได้ฟังเพลงได้แล้ววันนี้ทุก สตรีมมิ่ง แพลตฟอร์ม ออนไลน์ ทุกช่องทาง พร้อมชมมิวสิควิดีโอ เพลง “WANT IT NOW“ ได้แล้วทาง YouTube  MchoiceMusic

โดยเพลง 'WANT IT NOW' นี้ได้มีการทำงานร่วมกันจากทีมงานหลากหลายประเทศ ที่เรียกได้ว่ารวมตัวท็อปของ South East Asia เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น เกาหลี ในส่วนของเพลง และ ไทย เวียดนาม สิงคโปร์ และ ฮ่องกง ในส่วนของ MUSIC VIDEO ซึ่งเนื้อหาจะพูดถึงเรื่องราวของเด็กหนุ่ม 6 คนที่มีพลังวิเศษที่ได้แรงบันดาลใจตัวละคร maneto ในเรื่อง x-men ที่แต่ละครจะมีเรื่องราวและ SYMBOLIC ตามพลังวิเศษที่แตกต่างกัน และ มารวมตัวกันจึงถือกำเกิดขึ้นเป็น CIR*CRL ที่พร้อมจะสร้างโลกใหม่พร้อมปรากฏการณ์ใหม่ให้กลับโลกใบนี้  ถ้าใครที่ได้เข้าไปดู MV แล้วจะเข้าใจถึงเนื้อหาเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว 

และในส่วนมิวสิควิดีโอ ยังได้ผู้กำกับรุ่นใหม่ไฟแรงที่เรียกได้ว่ากวาดเรียบแทบจะทั้งวงการ T-POP อย่าง คุณจีน คำขวัญ ดวงมณี (DIRECTOR & PRODUCED BY BIRKIN VISUAL) ที่จับมือกับ ผู้กำกับตัวท็อปฝั่งเวียดนาม คุณ PHUONG VU (ANTIANTIART) และสุดยอด DIRECTOR OF PHOTOGRAPHY คุณKELVIN CHEW WEI ZHONG ที่เคยร่วมงานกับศิลปินชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น billie eilish , Jackson Wang รวมถึง Jisoo BLACKPINK และ คุณMatthew ที่เป็นผู้ทำ COLORIST ให้กับ MV 'WANT IT NOW' ก็เคยผ่านงานการทำสี MUSIC VIDEO ให้ศิลปินอย่าง Fujii Kaze และศิลปินท่านอื่นๆอีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็น MEGA PROJECT ของทาง MCHOICE และ MCHOICE MUSICE ที่ได้รวบรวมคนมากฝีมือในฝั่ง South East Asia มาร่วมกันช่วยทำ SINGLE DEBUT เปิดตัวเพลง WANT IT NOW ให้กับวงน้องใหม่อย่าง CIR*CRL แบบยิ่งใหญ่ ไม่แพ้เมืองนอกกันเลยทีเดียว และในส่วนของ ART WORK โลโก้วง และ ตัว SYMBOLIC ต่างๆ ก็ได้สุดยอด  CREATIVE & ART DIRECTOR  ชื่อดังของเมืองไทยอย่าง คุณอ๊อด สุพิชาน โรจน์วณิชย์ ที่เคยทำให้กับศิลปินดังๆ ต่างๆ มากมาย มาร่วมรังสรรค์ผลงานชิ้นเอกชิ้นนี้ด้วย 

สามารถเป็นกำลังใจและ ติดตามความเคลื่อนไหวอัปเดตข่าวสาร บอยกรุ๊ป วง CIR*CRL (เซอร์-เคิ่ล) ผ่านทาง โซเชียลมีเดีย ของ MCHOICE ได้ทุกช่องทาง  พร้อมชมมิวสิควิดีโอ เพลง 'WANT IT NOW' ได้แล้วทาง YouTube  MchoiceMusic และฟังเพลงได้แล้ววันนี้ทุก สตรีมมิ่ง แพลตฟอร์ม ออนไลน์ ทุกช่องทาง

ช่องทางติดตาม
Youtube (Official Channel) MchoiceMusic
Instagram: cir.crl
TikTok: @cir.crl
X (Twitter): @CIRCRL
linktree: https://linktr.ee/cir.crl

‘ทรัมป์’ ฉลองข้อตกลงหยุดยิงกาซา แต่ยังไม่รับประกันอิสราเอลจะไม่โจมตีอีก

(10 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แถลงฉลองความสำเร็จหลังมีการปล่อยตัวตัวประกันชาวอิสราเอล 20 คน จากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาส โดยทรัมป์ย้ำว่า “สิ่งแรกที่เราต้องทำคือพาตัวประกันกลับบ้านให้ได้ก่อน หลังจากนั้นเราค่อยดูต่อไป” พร้อมเปิดเผยแผนเดินทางไปอียิปต์วันอาทิตย์นี้ เพื่อร่วมลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการ และกล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาอิสราเอล

ทรัมป์กล่าวว่า แผนสันติภาพ 20 ข้อที่ตนเป็นผู้ผลักดัน จะนำไปสู่การถอนทหารอิสราเอลออกจากเขตกาซาเป็นขั้นตอน และจัดตั้ง “กองกำลังรักษาเสถียรภาพนานาชาติ” เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยมีประเทศอาหรับที่ร่ำรวยร่วมสนับสนุนด้านเศรษฐกิจ “พวกเขารวยมาก และอยากช่วยสร้างกาซาใหม่ให้เป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ” ทรัมป์กล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเขามั่นใจหรือไม่ว่าอิสราเอลจะไม่กลับไปโจมตีกาซาอีก ทรัมป์ตอบเพียงว่า “เราจะดูอีกทีหลังจากนี้” พร้อมยืนยันว่าขณะนี้เป้าหมายหลักคือการช่วยชีวิตผู้บริสุทธิ์และสร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง เขายังย้ำว่า “ผมไม่ได้ทำเพื่อรางวัลโนเบล ผมทำเพราะผมต้องการช่วยชีวิตผู้คนจำนวนมาก”

‘เชน ค็อปลัน’ แห่ง Polymarket จุดไฟวงการคริปโต ขึ้นแท่นอภิมหาเศรษฐีอายุน้อยสุดในโลก หลังดีลกับ NYSE

(10 ต.ค. 68) เชน ค็อปลัน (Shayne Coplan) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Polymarket แพลตฟอร์มทำนายเหตุการณ์บนบล็อกเชนชื่อดัง กลายเป็นอภิมหาเศรษฐีอายุน้อยที่สุดในโลก ในวัยเพียง 27 ปี หลังจาก Intercontinental Exchange (ICE) บริษัทแม่ของตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE) เข้าลงทุนกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ดันมูลค่า Polymarket พุ่งแตะระดับ 9 พันล้านดอลลาร์ พร้อมขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในสตาร์ตอัปคริปโตที่เติบโตเร็วที่สุดในรอบทศวรรษ

สำหรับ Polymarket เปิดให้ผู้คนทั่วโลกสามารถ “เดิมพันเชิงทำนาย” เหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งการเลือกตั้ง ราคาคริปโต หรือแม้แต่ประเด็นในโลกออนไลน์ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 1.3 ล้านราย และมูลค่าการเทรดเฉลี่ยต่อวันสูงถึง 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ ‘ค็อปลัน’ กลายเป็นดาวรุ่งแห่งวงการคริปโตตามรอย ชางเพ็ง เจา “CZ” Zhao ผู้ร่วมก่อตั้ง Binance และ ไบรอัน อาร์มสตรอง (Brian Armstrong) CEO ของแพลตฟอร์มสกุลเงินดิจิทัล Coinbase

ทั้งนี้ เส้นทางของค็อปลันไม่ง่าย เขาเริ่มสร้าง Polymarket จากห้องน้ำเล็ก ๆ มีพนักงานเพียงคนเดียว ก่อนจะถูก FBI จับกุมหลังแพลตฟอร์มโด่งดังจากการทำนายผลเลือกตั้งปี 2024 มูลค่าเดิมพันสูงถึง 3 พันล้านดอลลาร์ แต่หลังจากรอดวิกฤต เขากลับพลิกเกมได้สำเร็จ โดยมีผู้สนับสนุนระดับโลกอย่าง ปีเตอร์ ทีล (Peter Thiel) นักธุรกิจและนักลงทุน ชาวเยอรมัน-อเมริกัน, วิทาลิก บูเทอริน (Vitalik Buterin) โปรแกรมเมอร์ชาวแคนาดาและเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum Buterin 

นอกจากนี้ยังมี บริษัท 1789 Capital ที่มี โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ ลูกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นที่ปรึกษา ซึ่ง ‘ค็อปลัน’ เคยกล่าวไว้ว่า “ไอเดียที่เปลี่ยนโลกมักอยู่ตรงหน้าเราเสมอ แค่ต้องบ้าพอที่จะลงมือทำ”

เปิดแผลสังคมชายแดน แรงงานไทย ‘บ่อน-แก๊งสแกมเมอร์-ค้าบริการ’ เสี่ยงตาย ไร้รัฐปกป้อง!! วงจรอุบาทว์คนไทย ในธุรกิจมืดต่างแดน

ดูข่าวไม่กี่วันมานี้มีแต่ข่าวปั่นโดยเฉพาะฝั่งตะวันตกที่พยายามจะเล่นสื่อดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามอย่างล่าสุดเรื่องที่ทูตจีนออกมากล่าวเรื่องรักษาอธิปไตยของกัมพูชา เอย่านี่ซูดปากบอกแหมเล่นใหญ่สไลเดอร์แต่อเมริกาบอกเป็นกลางแต่ให้เงินสนับสนุนเขาที่เป็นตัวเลขบนกระดาน 20 กว่าล้านบาท ไม่รู้เงินใต้โต๊ะอีกเท่าไร ทีอย่างนี้ไม่เห็นสื่อไหนออกมาบอกว่าอเมริกาสนับสนุนกัมพูชาเลยสักคำ สื่อไทยใจขี้ข้าอเมริกาหรือเปล่าก็ไม่รู้ก็งับข่าวไปแปลหรือไม่ก็เขาแปลมาให้แล้ว แค่เอาข่าวไปลง เอาเป็นว่าเรื่องนี้เอย่าจะไม่พูดดีกว่า มาคุยเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องกันคือไม่กี่วันที่ผ่านมามีข่าวอดีตเชฟหนุ่มไทยเสียชีวิตในปอยเปต ประเด็นคือทำไมโรงพยาบาลในปอยเปตจึงไม่ทำการรักษา โดยจนถึงวันนี้ที่เอย่าเขียนบทความนี้ก็ได้ความว่า โดยทั่วไปหากใครก็ตามที่ไม่มีเอกสารอะไรติดตัวเลย ส่วนใหญ่โรงพยาบาลก็จะไม่รับรักษายกเว้นมีการส่งตัวจากเจ้าหน้าที่หรือมีใครที่สามารถการันตีหรือสื่อสารได้ว่าเขาคือใครเป็นอะไรมาจากไหนจึงจะสามารถรับรักษาได้ ธรรมเนียมปฏิบัติในการรักษาคนไข้นี้เป็นเหมือนกันทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยเรายึดถือธรรมเนียมปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยแบบนี้มาช้านานแล้ว

ประเด็นต่อมาที่น่าสนใจคือ ทำไมผู้เสียชีวิตไม่มีเอกสารติดตัวเลย โดยทั่วไปการที่คนสักคนจะไปอยู่ต่างประเทศโดยเฉพาะชายแดนไทยโดยที่ไม่มีเอกสารอะไรเลยมีอยู่ไม่กี่สาเหตุ สาเหตุหลักๆ อาจจะมาจากการที่เข้าไปทำงานกับกลุ่มสแกมเมอร์ในประเทศนั้นซึ่งเมื่อเข้าไปทางพวกสแกมเมอร์จะยึดพาสปอร์ตดังนั้นต่อให้หนีออกมาก็จะไม่ได้เอกสารการเดินทางต่างๆ ออกมาด้วยนั่นเอง

แต่จากนี้มีประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ คนไทยที่ไปทำธุรกิจตามชายแดน มีใครข้ามไปทำอะไรกันบ้าง เอาเป็นว่าวันนี้เอย่าจะมาขยายเรื่องนี้ให้ทราบกัน

อาชีพแรกที่เรารู้ว่าจะต้องข้ามไปทำงานบริเวณชายแดนไทยกับชายแดนเพื่อนบ้านเป็นประจำก็คือนักธุรกิจชายแดนที่ค้าขายสินค้ากับพ่อค้าคนกลางหรือนักธุรกิจเพื่อนบ้านต่างชาติที่อาจจะต้องข้ามฝั่งไปเยี่ยมเยียนหากันบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อสานสัมพันธ์การค้าไม่ว่าธุรกิจสีขาว สีเทา หรือ สีดำก็ตาม อาชีพต่อมาคนที่ทำงานในบ่อน ไม่ว่าจะเป็นเด็กเสิร์ฟ หรือดีลเลอร์คนแจกไพ่บ่อน รวมถึงเชฟ และพนักงานในส่วนของโรงแรมที่พักหรือพนักงานในส่วนอื่นๆ ที่เอนเตอร์เทนเมนต์นั้นๆ ต้องการ ส่วนอาชีพที่ดูแล้วเหมือนจะสมัครใจหรือโดนหลอกไปที่บริเวณชายแดนก็คือกลุ่มที่ไปทำงานสแกมเมอร์และขายบริการนั่นเอง ถามว่าทำไมถึงมีการโฟกัสที่กลุ่มนี้นั่นก็เพราะว่ากลุ่มที่ทำงานสแกมเมอร์ที่เป็นคนไทยเองถึงแม้ว่าจะมีการประกาศเอย มีลงข่าวอย่างต่อเนื่องเรื่องการทำงานในประเทศเพื่อนบ้านก็ยังมีคนไทยจำนวนมากหลงเชื่อว่าไปทำงานแอดมินเพจในประเทศเพื่อนบ้าน รายได้ดี ทั้งๆ ที่หากทำงานแอดมินเพจจริงๆ นั้น สามารถทำงานที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ผ่านระบบโทรศัพท์มือถือ  

จากข้อมูลของอดีตแอดมินเพจมองพม่าได้ให้ข้อมูลกับเอย่าไว้ว่าในแต่ละปีมีคนจำนวนไม่น้อยเดินทางแบบเต็มใจก็ดี ไม่เต็มใจก็ดีเข้ามาทำงานในระบบสแกมเมอร์เพียงเพื่อหวังงานสบายรายได้ดี แต่ส่วนใหญ่คนที่ทำงานสแกมเมอร์ เมื่อรู้ว่าตัวเองโดนหลอกมาทำงานและได้รับการช่วยเหลือจนกลับไปไทยได้จะไม่กลับมาอีก ซึ่งต่างจากกลุ่มค้าบริการทางเพศที่แม้ว่าจะโดนทำร้าย หน่วงเหนี่ยว กักขังจนสุดท้ายสามารถช่วยเหลือจนเดินทางกลับประเทศไทยได้ แต่ไม่นานก็เดินทางกลับมายังชายแดนประเทศเพื่อนบ้านอีก โดยหลายรายอ้างว่าคิดถึงแฟน (คนที่หน่วงเหนี่ยว กักขัง ทำร้าย) จนเป็นที่มาที่ต้องไปช่วยเหลือนั่นเอง

ประเด็นสำคัญคือเราควรไปเสียเวลาช่วยคนกลุ่มนี้ไหม ซึ่งหลายครั้งคนกลุ่มนี้พยายามติดต่อใครก็ตามที่สามารถช่วยเหลือพวกเขาออกมาได้ แต่ความจริงแล้วคนที่ควรติดต่อนั่นคือเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยประจำประเทศนั้นๆ เสียมากกว่า แต่ถ้าหากเดินทางเข้าไปยังประเทศนั้นๆ แบบไม่ถูกต้องแล้วทางเอย่าก็คงตอบได้แค่เพียงว่าค่าใช้จ่ายในการออกจากประเทศนั้นๆ แพงกว่าการเดินทางเข้าไปยังประเทศนั้น 10-20 เท่า หรือบางคนอาจจะต้องยอมเป็นทาสอารมณ์ปรนเปรอกามให้แก่ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ก่อนจะได้เดินทางกลับมาจริงซึ่งสุดท้ายจากข้อมูลที่ทางเพจมองพม่าให้มาบอกว่า หลายคนไปแต่ตัวก็กลับมาแต่ตัว หลายคนบอกว่ามีชีวิตกลับมาก็ดีแล้วแต่อีกหลายคนเลือกที่จะกลับไปเพราะเงินมันหอมจนคนพวกนั้นไม่คิดจะหาเงินโดยวิธีอื่น ซึ่งนั่นก็คือราคาที่คนเหล่านั้นต้องจ่ายเพราะการขายบริการทางเพศนั้นส่วนใหญ่ไม่มีกฎเรื่องการใส่ถุงยางป้องกัน รวมถึงหลายคนมีรสนิยมทางเพศที่ผิดธรรมชาติรวมถึงการเสพยาที่มีมากมายหาง่ายในกลุ่มจีนเทาที่อยู่ตามขอบชายแดน แหล่งข่าวของเอย่าที่ชายแดนอีกท่านให้ความเห็นว่าบางทีเราอาจจะควรต้องดำเนินคดีสำหรับคนที่ไปทำงานเป็นสแกมเมอร์และกลุ่มค้าบริการในประเทศเพื่อนบ้านเพราะคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่สร้างปัญหาไม่ว่าจะเป็นการลักลอบเข้าออกประเทศอย่างผิดกฎหมาย ยาเสพติดและฉ้อโกงประชาชน เพราะทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีการประชาสัมพันธ์ ออกข่าว รณรงค์ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อคนพวกนี้แต่สุดท้ายคนกลุ่มนี้ก็ยังเลือกที่จะเดินทางไปแต่พออยากกลับไทยก็หงายการ์ดว่าโดนหลอกไปทุกที

‘YADEA Thailand’ ได้รับการรับรอง ‘BOI’ พร้อมเดินหน้า พัฒนา!! แบรนด์ ‘รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า’ อันดับ 1 ของไทย

(11 ต.ค. 68) YADEA Thailand แบรนด์ผู้นำระดับโลกด้านมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ได้รับใบรับรองส่งเสริมการลงทุน (BOI) จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอย่างเป็นทางการ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ตอกย้ำถึงความมั่นคงในการลงทุน การผลิต และการเติบโตในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

มั่นใจ จดทะเบียนได้ ถูกกฎหมาย ได้สิทธิประโยชน์
รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของ YADEA ทุกคันที่ผลิตในประเทศไทย สามารถจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย และได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ช่วยให้ผู้ใช้มั่นใจทั้งด้านคุณภาพและความคุ้มค่าในระยะยาว

เป็นแบรนด์ระดับโลก
YADEA ครองแชมป์ยอดขายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสูงสุดของโลก 8 ปีติดต่อกัน (2017–2024) ยอดขายสะสมทั่วโลกกว่า 120 ล้านคัน และมีกำลังการผลิตสูงถึง 30 ล้านคันต่อปี จากโรงงานกว่า 10 แห่งทั่วโลก รวมถึง โรงงานอัจฉริยะในไทย ที่สมุทรปราการ ซึ่งมีกำลังผลิต 500,000 คัน/ปี พร้อมแผนขยายสู่ 600,000 คันใน 3 ปี

เทคโนโลยีล้ำสมัย TTFAR – ชาร์จครั้งเดียว ไปได้ไกลกว่า
• แบตเตอรี่กราฟีน TTFAR ทนร้อนสูงถึง 55°C
• ใช้งานได้ยาวนานกว่าถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด
• กันน้ำระดับ IPX7 ลุยฝนได้สบาย
• รับประกันแบตเตอรี่ยาวนานถึง 2 ปี
พร้อมโครงสร้างรถแข็งแรงด้วยเหล็กคาร์บอนคุณภาพสูง ผ่านการทดสอบการสั่นสะเทือนกว่า 300,000 ครั้ง และป้องกันสนิมจากน้ำเกลือได้อีกด้วย

รุ่นแนะนำที่คนไทยเลือกใช้
Velax, VoltGuard, RS20, Ova
ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง และการเดินทางในชีวิตประจำวัน ทั้งสะดวก ประหยัด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

ขยายโชว์รูม-ศูนย์บริการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
ปัจจุบันมีมากกว่า 70 สาขาทั่วประเทศ
ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 100 สาขาภายในปี 2025
พร้อมโซนทดลองขับและศูนย์บริการหลังการขายครบวงจร รองรับผู้ใช้ทั่วประเทศให้เข้าถึงได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น

“การได้รับ BOI Certification เป็นก้าวสำคัญของ YADEA Thailand เราไม่เพียงแค่สร้างโรงงาน แต่ยังผสานนวัตกรรมระดับโลกกับการวิจัยเชิงลึกเพื่อนำเสนอมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่สร้างสรรค์มาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ” นายแจ็ค หยาง (Mr.Jack Yang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท YADEA Technology (Thailand) จำกัด กล่าวแสดงความมุ่งมั่นในการนำเสนอทางเลือกเพื่อการเดินทางที่ปลอดภัย อัจฉริยะ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เดิมพันล่วงหน้า รู้ผลก่อนโลก!! ส่อเค้ารั่วไหล รางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ จุดชนวน!! สอบสวนครั้งใหญ่ รางวัลระดับโลก หรือแค่สคริปต์การเมือง

(11 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ María Corina Machado ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา จะได้รับการสวมมงกุฎผู้ชนะอย่างเป็นทางการ อัตราต่อรองของเธอในเว็บไซต์ทำนายผล Polymarket ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันจาก 3 เปอร์เซ็นต์เป็นกว่า 70 เปอร์เซ็นต์

แปลกใช่มั้ยล่ะ? โดยเฉพาะเพราะเธอไม่ได้อยู่ในลิสต์ favorites ด้วยซ้ำ

แปลกยิ่งกว่านั้น: ผู้ใช้รายใหม่ลึกลับที่มีชื่อว่า "6741" ยอมวางเดิมพัน $1,500 ให้กับ Machado และเดิมพันอีก $1,085 ให้กับหนึ่งในผู้ท้าชิงอันดับต้นๆ อย่าง Sudan's Emergency Response Rooms

ไม่กี่วินาทีต่อมา โอกาสของเธอก็พุ่งสูงขึ้น และในตอนเช้า เธอก็กลายเป็นผู้ชนะ

ขณะนี้สถาบันโนเบลอยู่ในภาวะตื่นตระหนก โดยกล่าวว่าพวกเขากำลัง "สืบสวนการรั่วไหลที่อาจเกิดขึ้น" ซึ่งหมายความว่า อาจมีใครบางคนเปิดเผยการตัดสินใจที่ "เป็นความลับ" ที่สุดของโลกก่อนที่จะมีการประกาศ

รางวัลนี้จะได้รับการตัดสินโดยผู้ที่นั่งอยู่ในนอร์เวย์ 5 คน อดีตนักการเมือง 3 คน นักรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชน 1 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศ 1 คน

ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเก็บความลับได้ไม่ดีเท่าม็อด Reddit ทั่วไป แค่วันเดียวก่อนหน้านี้ โอกาสของ Machado น้อยกว่า 1% ขณะนี้ สถาบันโนเบล ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่มอบรางวัลสันติภาพให้กับโอบามาจากการที่เขาชนะการเลือกตั้ง กำลังพยายามหาคำตอบว่าเว็บไซต์พนันแห่งหนึ่งตั้งชื่อรางวัลนี้ว่าอย่างไร

หากสิ่งนี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ารางวัลโนเบลได้กลายมาเป็นรางวัลออสการ์แห่งการเมืองแล้ว ก็จะไม่มีอะไรพิสูจน์ได้อีก

‘มาสด้า’ เปิดตัวสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ ใจกลางเอกมัย ยกระดับวัฒนธรรมองค์กร ขับเคลื่อนอนาคต อย่างยั่งยืน

(11 ต.ค. 68) มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย เปิดตัวสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ บนชั้น 19 อาคาร เอแพค ทาวเวอร์ เอกมัย ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้สอดรับต่อการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมองค์กรสู่ยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “Joy Workplace” โดยออกแบบพื้นที่สำนักงานให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการทำงานของบุคลากรรุ่นใหม่ เน้นการสร้างความสุขในการทำงานที่ริเริ่มจากภายในองค์กร เสริมบรรยากาศของความร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้การทำงานเป็นทีมเวิร์ค ออกแบบพื้นที่ (Space) ให้เปิดโล่งเชื่อมถึงกัน (Collaboration)  ให้มีส่วนร่วมพบปะพูดคุย กระตุ้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เน้นส่งเสริมการเติบโตของบุคลากรในทุกมิติ การตกแต่งที่เรียบง่ายสไตล์มินิมอล มีความทันสมัย และบรรยากาศอันอบอุ่น นับเป็นก้าวสำคัญของมาสด้าในการยกระดับองค์กรให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจในอนาคต เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ความสุขไปยังลูกค้าทุกคน ตามปรัชญาของมาสด้า Joy Drives Lives ความสุขขับเคลื่อนชีวิต

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การย้ายสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนสถานที่ทำงงาน แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานของบุคลากรในองค์กรทั้งหมด เพราะมาสด้ากำลังก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยการสร้างวัฒนธรรม เพื่อให้พนักงานมีความสุข มีความคล่องตัวสูง ผสานการมุ่งเน้นในการใช้ข้อมูล เพื่อส่งต่อความสุขไปถึงลูกค้าและพันธมิตรของเราอย่างแท้จริง ดังนั้น จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญภายใต้ความมุ่งมั่นของมาสด้าในการพัฒนาแบรนด์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน และตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก

สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของมาสด้าได้รับการออกแบบ ภายใต้แนวคิด “Joy Workplace” ที่ริเริ่มจาก Inside Out ด้วยการให้ความสำคัญกับบุคลากรภายในองค์กรเป็นลำดับแรก โดยคำนึงถึง ประสิทธิภาพในการทำงานและความสุขของพนักงาน ผ่านการจัดสรรพื้นอย่างเหมาะสมกับการทำงานในทุกรูปแบบ อาทิ Joy Space พื้นที่ส่วนกลางสำหรับพักผ่อน พูดคุย และแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ Flexible Working Zones รองรับการทำงานร่วมกันแบบไฮบริด มีความยืดหยุ่นสูง และคล่องตัว เลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมระบบจัดการพลังงานและน้ำที่มีประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้ จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานให้พนักงานมีความสุข เพื่อส่งต่อประสบการณ์ความสุขเหล่านี้ไปยังลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด (สำนักงานใหญ่) ตั้งอยู่บนชั้น 19 อาคารเอแพค ทาวเวอร์ เลขที่ 1319 ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นโครงการมิกซ์ยูสที่สามารถเดินทางสะดวกเชื่อมต่อโดยตรงกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสเอกมัย เพิ่มความสะดวกในการเดินทางและการติดต่อประสานงานทางธุรกิจ โดยอาคารแห่งใหม่นี้เป็นอาคารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Workplace of the Future” โดยให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เทคโนโลยีที่ทันสมัย และสุขภาวะของผู้ใช้อาคาร ที่ผ่านมาตรฐานระดับสากล โดยบริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินงาน ณ สำนักงานใหญ่แห่งใหม่นี้ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา

“นี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญภายใต้กลยุทธ์การปรับเปลี่ยนธุรกิจของมาสด้า เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความสุขที่เหนือกว่าการขับขี่ โดยเริ่มต้นจากบุคลากรภายในองค์กร เพราะมาสด้าเชื่อว่า “ความสุขที่แท้จริง” ต้องเริ่มจากภายในก่อนจะส่งต่อไปสู่ภายนอกองค์กร เพื่อให้มาสด้าเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจและสร้างความสุขที่ยั่งยืนให้กับลูกค้าทุกคนตลอดไป” นายธีร์ กล่าวทิ้งท้าย

‘กองทัพภาค 2’ ยืนยัน!! ทหารกัมพูชา ละเมิด!! แนวลวดหนามชายแดน ‘ตัดลวดหนาม - ขโมยอุปกรณ์ตรวจการณ์’ พฤติกรรมไม่ต่างจากโจรป่า

(11 ต.ค. 68) กองทัพภาค2 ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณี การละเมิดแนวลวดหนามชายแดน บริเวณปราสาทตาควาย

กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าได้มีการละเมิดแนวลวดหนามชายแดนในพื้นที่บริเวณทิศตะวันออก ของปราสาทตาควาย โดยหลังได้รับการแจ้งเตือนจากระบบเฝ้าตรวจ หน่วยได้จัดกำลังเข้าตรวจสอบทันที 

และยืนยันว่า มีการลักลอบตัดลวดหนามในบางจุด ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 2ได้รายงานไปยังกองทัพบก เพื่อทราบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว

สำหรับกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ว่า "ทหารกัมพูชาตัดลวดหนามยาวกว่า 3 กิโลเมตร" 

กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน ข้อเท็จจริง คือ พื้นที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากตัวปราสาทประมาณ 3 กิโลเมตร ไม่ได้หมายความว่ามีการตัดลวดหนามยาวตลอดแนว ความเสียหายเกิดขึ้นเพียงบางจุดในพื้นที่ดังกล่าว และได้ดำเนินการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว

สำหรับจุดเกิดเหตุ อยู่บริเวณพื้นที่ช่องเหว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีความขัดแย้ง ฝ่ายเรา จึงใช้การวางเครื่องมือเฝ้าตรวจเอาไว้ เพื่อแจ้งเตือนการเข้ามาของฝ่ายกัมพูชา 

การกระทำดังกล่าวของทหารกัมพูชาเป็นการละเมิดข้อตกลงโดยการเข้ามาขโมยเครื่องมือเฝ้าตรวจของฝ่ายเราทำให้ฝ่ายเราต้องจัดกำลังเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อคุ้มครองอุปกรณ์เครื่องมือและพื้นที่ดังกล่าว

จากเหตุการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า สถานการณ์ในพื้นที่สามารถดีขึ้นได้หากไม่มีการยั่วในการปฏิบัติใดๆ ของฝ่ายกัมพูชา เพราะการกระทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากโจรป่า ที่เข้ามาขโมยสิ่งของที่อยู่ในบริเวณบ้านของผู้อื่น 

ถือเป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้ ซึ่งฝ่ายเราจะทำการประท้วงผ่านระบบกลไกการตรวจสอบของคณะ IOT ต่อไป

กองทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน และเฝ้าตรวจพื้นที่เสี่ยงทุกจุด พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยปฏิบัติตามกฎการปะทะ (Rules of Engagement) อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการละเมิดซ้ำ รวมทั้งให้เตรียมแผนเผชิญเหตุรองรับทุกพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว

กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันว่า จะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ตลอดแนวชายแดน ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า กองทัพภาคที่ 2 ยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เข้มแข็ง และมุ่งมั่น ในการปกป้องอธิปไตยของชาติตลอดไป

จากผู้บัญชาการหนุ่มในสงครามปฏิวัติ สู่นายกรัฐมนตรีเผด็จการ

ตามรายงานของ Human Rights Watch เรื่อง “30 Years of Hun Sen: Violence, Repression, and Corruption” ช่วงเวลาที่ฮุน เซนยังอยู่กับเขมรแดง เป็นบทสำคัญที่ช่วยอธิบายรากเหง้าของอำนาจและแนวคิดทางการเมืองที่เขานำมาใช้ตลอดชีวิตการปกครองภายหลัง เส้นทางของชายคนนี้ไม่ได้เริ่มจากเวทีการเมือง แต่จากสนามรบในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง ซึ่งเต็มไปด้วยเลือด ความกลัว และอุดมการณ์สุดโต่งที่หล่อหลอมคนรุ่นนั้นให้กลายเป็นเครื่องมือของการปฏิวัติ

ฮุน เซนเกิดที่จังหวัดกำปงชม เติบโตท่ามกลางความยากจนและความปั่นป่วนของสงครามอินโดจีน หลังปี 1970 เมื่อสมเด็จพระนโรดม สีหนุถูกโค่นจากอำนาจ เขาเข้าร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์เขมรแดงซึ่งในเวลานั้นเริ่มก่อตัวขึ้นในพื้นที่รอยต่อกับชายแดนเวียดนาม เอกสารของ Human Rights Watch ระบุว่า ฮุน เซนได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับบัญชา (Company Commander) ภายใต้หน่วยพิเศษใน Sector 21 ของเขตการรบทางตะวันออก หน่วยของเขามีทหารราว 130 นายและมักได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติการเชิงรุกในพื้นที่ตามลำน้ำโขง รวมถึงการเข้าปราบปรามกลุ่มที่ถูกมองว่าเป็น “ศัตรูภายใน”

หลังปี 1975 เมื่อเขมรแดงยึดกรุงพนมเปญและเริ่มยุคของ “ประชาธิปไตยกัมพูชา” ที่เต็มไปด้วยการฆ่าล้าง การขับไล่ และการทำลายชนชั้นทางสังคม หน่วยของฮุน เซนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การสังหารหมู่ของประเทศ นั่นคือ การปราบปรามการลุกฮือของชนชาติจาม ซึ่งเป็นชาวมุสลิมดั้งเดิมในกัมพูชา การกวาดล้างครั้งนั้นเกิดขึ้นในเดือนกันยายน–ตุลาคม ค.ศ. 1975 โดยมีลักษณะเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ชาวจามจำนวนมากถูกฆ่าอย่างเป็นระบบ ถูกบังคับให้ละทิ้งศาสนา และถูกล้างเผ่าพันธุ์ทางวัฒนธรรม รายงานของ Human Rights Watch ระบุว่า ฮุน เซนเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการในพื้นที่ดังกล่าว แม้จะไม่มีเอกสารชัดเจนว่าเขาออกคำสั่งด้วยตนเอง แต่ตำแหน่งทางทหารของเขาทำให้เขามีส่วนในกระบวนการปราบปรามนั้นโดยตรง

แม้ต่อมาฮุน เซนจะอ้างว่าเขา “ถอนตัวจากการปฏิบัติตามคำสั่งของศูนย์กลาง” เพื่อหลีกเลี่ยงการร่วมมือในนโยบายสุดโต่งของเขมรแดง แต่ร่องรอยของแนวคิดการใช้อำนาจด้วยความหวาดกลัวได้ติดตัวเขามาเสมอ เมื่อเวียดนามบุกกัมพูชาในปี 1979 และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ฮุน เซนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนที่อายุน้อยที่สุดในโลก จากนั้นก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีโดยอุปถัมภ์ของฮานอย และค่อย ๆ ใช้กลยุทธ์ “กำลังควบคุม” ผสมกับ “การข่มขู่” เพื่อรักษาอำนาจของตนไว้

รายงานของ Human Rights Watch ชี้ว่า ความรุนแรงเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ฮุน เซนใช้ตลอดชีวิตการปกครองของเขา ตั้งแต่การสังหารฝ่ายตรงข้าม การกวาดล้างภายในพรรค การปราบผู้ประท้วง ไปจนถึงเหตุระเบิดในที่ชุมนุมของฝ่ายค้านเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1997 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 16 คนและบาดเจ็บกว่า 150 คน หลักฐานจาก FBI ชี้ว่ามีความเกี่ยวพันกับหน่วยอารักขาส่วนตัวของเขา หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือน เขาก่อรัฐประหารในวันที่ 5–6 กรกฎาคม ค.ศ. 1997 ทำให้มีการสังหารสมาชิกพรรคฝ่ายค้านกว่า 100 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝ่ายราชานิยม

ในคำปราศรัยหลายครั้ง ฮุน เซนมักเปรียบการเมืองเป็น “การต่อสู้ถึงตาย” และข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามด้วยถ้อยคำรุนแรง เช่น “ผมไม่ได้แค่ทำให้อีกฝ่ายอ่อนแอ แต่จะทำให้พวกเขาตาย” หรือ “ใครคิดจะประท้วง ผมจะจับใส่กรงให้หมด” ประโยคเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนลักษณะผู้นำแบบอำนาจนิยม หากยังเผยให้เห็นแนวคิดที่หยั่งรากมาตั้งแต่ยุคเขมรแดง — แนวคิดที่เชื่อว่าความกลัวคือเครื่องมือในการปกครอง

แม้รายงานของ Human Rights Watch จะยอมรับว่าหลักฐานโดยตรงในช่วงเขมรแดงยังไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อนำข้อมูลด้านโครงสร้าง หน้าที่ทางทหาร และพฤติกรรมที่เกิดซ้ำในเวลาต่อมา มาประกอบกัน ก็เห็นได้ว่าฮุน เซนเป็นตัวอย่างของผู้นำที่หล่อหลอมมาจากระบบที่ใช้ความรุนแรงเป็นฐานของอำนาจ และยังคงสืบทอดวิธีคิดนั้นเข้าสู่ยุคปัจจุบัน ภาพของ “นายกรัฐมนตรีผู้แข็งแกร่ง” จึงมีรากเหง้ามาจาก “ผู้บัญชาการหนุ่มแห่งเขมรแดง” ที่ไม่เคยเรียนรู้การเมืองในแบบประชาธิปไตย หากแต่เรียนรู้จากเสียงปืนและเลือดที่หลั่งรินในทุ่งเขมรตะวันออก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top