Monday, 8 June 2026
NewsFeed

‘อีซูซุ’ ปลุกพลัง คนรุ่นใหม่ ชวนแชร์ไอเดียธุรกิจ ชิงรางวัลกว่าแสน ตอกย้ำ!! แบรนด์คู่ใจคนไทย ดึงไอเดีย ‘Gen Z’ ขับเคลื่อนอนาคต

(11 ต.ค. 68) บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ชวนน้อง ๆ นิสิต นักศึกษา ระดับปริญญาตรี จากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ร่วมแชร์ไอเดียใหม่ ๆ เพื่อสร้างการจดจำคุณค่าของแบรนด์อีซูซุ ผ่านแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจในโครงการ “Tri Petch Group Awakens Your Challenge 2025” ภายใต้หัวข้อ “ISUZU: Your Trusted Buddy อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” ชิงเงินรางวัล รวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท

คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “โครงการ Tri Petch Group Awakens Your Challenge 2025 ในปีนี้ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่ 4 ภายใต้หัวข้อที่สอดคล้องกับแนวทางของอีซูซุ คือ “ISUZU: Your Trusted Buddy อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อเฟ้นหาไอเดียใหม่ ๆ จากน้อง ๆ Gen Z ที่จะช่วยตอกย้ำความมั่นใจให้ลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์และบริการของอีซูซุ ซึ่งอยู่เคียงคู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน เราขอเปิดโอกาสให้นิสิตและนักศึกษาทั่วประเทศ ได้เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ทั้งในรูปแบบรายบุคคล หรือแบบทีม ทีมละไม่เกิน 5 คน โดยไม่จำกัดสถาบัน คณะ หรือชั้นปี และสำหรับทีมที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ จะได้รับโอกาสสุดพิเศษเข้าร่วม Workshop กับ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เพื่อเพิ่มพูนทั้งความรู้และประสบการณ์ ก่อนนำเสนอแผนการตลาดต่อคณะกรรมการในรอบสุดท้าย พร้อมชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท”

สำหรับน้อง ๆ นิสิต นักศึกษาที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรม ศึกษาข้อมูลสนับสนุนแผนการตลาดและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 
Linktree : TPG Awakens Your Challenge 

Facebook: Tri Petch Isuzu Sales Career

ทรัมป์ ประกาศ!! จะเก็บภาษีจีน 100%

(11 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ปธน.ทรัมป์ #สหรัฐฯ ประกาศจะเก็บภาษีจีน 100% เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน และควบคุมการส่งออก "ซอฟต์แวร์สำคัญทุกชนิด"

President Trump announces a 100% tariff on China starting November 1st and export controls on "any and all critical software."

MG โตแรง!! ยอดขาย ไตรมาส 3 พุ่งทะลุ 18,065 คัน MG4 ELECTRIC ครองแชมป์ EV 3 เดือนซ้อน

(11 ต.ค. 68) บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์–ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ประกาศผลงานไตรมาส 3 ปี 2568 อย่างแข็งแกร่ง ด้วยยอดขายรวมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกันยายนกว่า 18,065 คัน เติบโตขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนกว่า 75% ของยอดขายทั้งหมด

ไฮไลต์สำคัญในไตรมาสนี้มาจากการเปิดตัวและทำตลาดรถใหม่ถึง 4 รุ่น ได้แก่

NEW MG MAXUS 7 ราคาเริ่มต้น 1,399,000 บาท
NEW MG MAXUS 9 PLUS ราคา 1,799,000 บาท
NEW MG S5 EV รุ่น D+ ราคาเริ่มต้น 699,900 บาท
NEW MG3 HYBRID+ Racing Edition ราคา 499,900 บาท

นาย พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเติบโตของเอ็มจีในปีนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ เราให้ความสำคัญทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบริการหลังการขาย ผ่านเครือข่ายศูนย์บริการกว่า 125 แห่งทั่วประเทศ พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในทุกการเดินทาง”

เอ็มจียังคงตอกย้ำบทบาทผู้นำตลาดอีวีไทย ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก และบริการครบวงจรที่เข้าถึงง่าย พร้อมเดินหน้าสร้างสังคมการขับขี่พลังงานสะอาดในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

NEW MG4 ELECTRIC ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จของเอ็มจี ด้วยยอดจดทะเบียนสูงสุดในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า 3 เดือนต่อเนื่อง รวม 3,499 คัน จากยอดจดทะเบียนอีวีทั้งตลาดกว่า 6,384 คันในไตรมาสนี้ ขึ้นแท่นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างมั่นคง

ความสำเร็จนี้มาจากสมรรถนะขับสนุกด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลัง และแพลตฟอร์มไฟฟ้า NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ที่ให้ทั้งความแรง ความมั่นคง และความปลอดภัยระดับสากล

ท่องเที่ยวจีน คึกคัก!! คนแห่เที่ยว วันหยุดยาว สัมผัส!! เสน่ห์ทางวัฒนธรรม ท่องเที่ยวยามค่ำคืน

(11 ต.ค. 68) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนเผยว่า วันหยุดยาว 8 วัน เนื่องในวันชาติและเทศกาลไหว้พระจันทร์ของจีน ได้สร้างสถิติใหม่ด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยในช่วงเวลาดังกล่าวมีการเดินทางรวมทั้งสิ้น 888 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 123 ล้านครั้งเมื่อเทียบกับวันหยุดยาว 7 วันของปีก่อน ขณะที่การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวอยู่ที่ 8.09 แสนล้านหยวน (ราว 3.71 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1.08 แสนล้านหยวน (ราว 4.95 แสนล้านบาท) เมื่อเทียบปีต่อปี

สถาบันการท่องเที่ยวของจีน (China Tourism Academy) ระบุว่า วันหยุดยาวที่มากขึ้นและการลางานที่มีความยืดหยุ่นส่งผลให้ผู้คนสามารถเดินทางได้ไกลขึ้น โดยระยะทางเฉลี่ยในการเดินทางเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.8 แตะที่ 213 กิโลเมตร ขณะที่ระยะทางการท่องเที่ยวภายในท้องถิ่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.5 แตะที่ 23 กิโลเมตร

บริษัทท่องเที่ยวรายใหญ่ เช่น ทริป ดอต คอม (Trip.com) และฟลิกกี (Fliggy) รายงานว่า การท่องเที่ยวภายในประเทศแบบระยะไกลเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ด้านสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งชาติจีน (NIA) รายงานว่านักท่องเที่ยวจีนออกไปท่องเที่ยวในกว่า 180 ประเทศและภูมิภาค และมีจำนวนการเดินทางข้ามพรมแดนรวม 16.34 ล้านครั้ง

การท่องเที่ยวในชนบทเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยร้อยละ 22 ของชาวจีนในชนบทเดินทางรวมทั้งสิ้น 102 ล้านครั้ง คิดเป็นร้อยละ 11.5 ของการเดินทางภายในประเทศทั้งหมด

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวกว่าร้อยละ 40 หลีกเลี่ยงเมืองใหญ่ และเบนความสนใจไปยังจุดหมายปลายทางที่เงียบสงบกว่า บริษัทถงเฉิง ทราเวล (Tongcheng Travel) ระบุว่า ยอดจองโรงแรมในอำเภอกว่า 30 แห่ง เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

ด้านเจ้าหน้าที่จากสถาบันการท่องเที่ยวของจีนกล่าวว่า ชาวชนบทและนักท่องเที่ยวหนุ่มสาวจากเมืองขนาดเล็กได้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนตลาดที่แข็งแกร่ง โดยความต้องการของนักท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนไปสู่หมุดหมายที่มีขนาดเล็กกว่าแต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรม

ผู้คนให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทางวัฒนธรรมและอารมณ์มากขึ้น นักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าร่วมกิจกรรมส่วนชุดฮั่นฝู พิธีชงชา และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในขณะที่เหม่ยถวน ทราเวล (Meituan Travel) รายงานว่า การค้นหาคำว่า “ท่องเที่ยวยามค่ำคืน” เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 386.5

หน่วยงานการท่องเที่ยวมีการอำนวยความสะดวกหลายรูปแบบ เช่น พิพิธภัณฑ์ในนครเซี่ยงไฮ้เปิดให้บริการเข้าชมช่วงดึก ถ้ำโม่เกาในตุนหวงเปิดระบบแนะนำแบบดิจิทัล และทะเลสาบซีหูในนครหางโจวได้ใช้ระบบจองอัจฉริยะเพื่อจัดการจำนวนผู้เข้าชมอย่างมีประสิทธิภาพ

ในช่วงเวลานี้ จีนจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมากกว่า 29,000 รายการ พร้อมออกคูปองเพื่อส่งเสริมการบริโภคมูลค่ารวม 480 ล้านหยวน (ราว 2.2 พันล้านบาท)

หูหยาง รองประธานบริษัทถูเจีย กล่าวว่าจุดหมายปลายทางที่ผู้คนเลือกเที่ยวในปัจจุบันสะท้อนถึงความสนใจและความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตในท้องถิ่น

‘พีระพันธุ์’ ลั่น!! ไม่เล่นเกมการเมือง เดินหน้าปฏิรูปพลังงาน กำจัดคอร์รัปชัน ชู!! นโยบาย ปราบทุจริตคอร์รัปชัน ‘ประหารชีวิต - ลูกหลานต้องชดใช้’

(11 ต.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ THE STANDARD NOW ถึงสถานการณ์และความท้าทายที่พรรคเผชิญอยู่ พร้อมยืนยันว่าพรรคจะเดินหน้าต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยมุ่งเน้นการทำงานเพื่อประชาชนและการแก้ไขปัญหาของประเทศ 

ในส่วนที่เกี่ยวกับอนาคตของพรรครวมไทยสร้างชาติและการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคนั้น นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ตนรู้สึก "สบายใจขึ้น" ที่ปัจจุบันพรรคไม่มีกลุ่มก๊วน และยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะยังคงลงสนามเลือกตั้งในครั้งหน้า ซึ่งตนกำลังคัดเลือกผู้สมัครใหม่ที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติ มีความซื่อสัตย์สุจริต และจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของประเทศ โดยไม่หวังผลประโยชน์ส่วนตัวหรือตำแหน่ง

“สําหรับผม ผมไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านหรือเดือดร้อนเลย เพราะว่าการเมืองก็เป็นเรื่องแบบนี้ แล้วสาเหตุลึกๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงนี่ ผมพูดไม่ได้หรอก และผมคิดว่าสังคมก็รับไม่ได้ถ้ารู้เบื้องหลังนะ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าผมมีความตั้งใจที่จะทําพรรคการเมืองพรรคนี้ให้เป็นพรรคที่ให้ประชาชนเห็นว่า ผมมาทํางาน ผมไม่ได้มาเล่นเกมการเมือง และไม่ได้มาเล่นเกมธุรกิจการเมืองเพื่อหาเงิน” นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวย้ำถึงอุดมการณ์พรรคว่า ตนไม่ต้องการให้พรรครวมไทยสร้างชาติถูกจัดอยู่ในกรอบอนุรักษ์นิยมหรือฝ่ายใด แต่ต้องการให้เป็นพรรคที่มาทำงานและแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริง ไม่เห็นด้วยกับการแบ่งสีแบ่งฝ่ายทางการเมือง และต้องการให้ทุกคนรวมพลังกันเพื่อพัฒนาประเทศ พร้อมย้ำว่าเรื่องสถาบันหลักของประเทศเป็นสิ่งที่ตนยึดมั่นและไม่อาจประนีประนอมได้

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวถึงผลงานและความท้าทายในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ผ่านมาว่า ตนได้ดำเนินการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชนมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และสามารถลดค่าไฟฟ้าลงมาต่ำได้กว่า 4 บาทต่อหน่วย โดยปัจจุบันค่าไฟอยู่ที่ 3.94 บาท และตั้งเป้าไว้ก่อนพ้นตำแหน่งว่าจะลดให้เหลือประมาณ 3.70 บาทในปี 2569 อีกทั้งยังได้ตรึงราคาก๊าซหุงต้มไว้ที่ 423 บาทต่อ 15 กิโลกรัมมาตลอด ซึ่งในการรับหน้าที่กำกับดูแลด้านพลังงานนี้ ตนได้เผชิญกับปัญหาอุปสรรคมาตลอดทาง ทั้งการปิดบังข้อมูล การไม่ได้รับความร่วมมือ และการต่อต้านจากผู้มีผลประโยชน์มหาศาล ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไม่มีใครเคยแก้ไขปัญหาพลังงานของประเทศได้สำเร็จ แต่ตนมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งเรื่องน้ำมัน ไฟฟ้า และก๊าซ โดยจะผลักดันกฎหมายที่สำคัญ เช่น พ.ร.บ. กำกับกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้ผันผวนรายวัน พ.ร.บ. การสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ประเทศมีน้ำมันสำรองของตนเอง ไม่ใช่อิงจากการสำรองน้ำมันของผู้ค้าเอกชน และร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ซึ่งจะช่วยปลดล็อกให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น แต่ร่างกฎหมายฉบับหลังสุดนี้กลับโดนตีตกจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้ง ๆ ที่ ครม.ได้มีมติเห็นชอบไปแล้ว ซึ่งตนมองว่าเป็นการกระทำที่เกินอำนาจหน้าที่ของกฤษฎีกา โดยเชื่อว่ามีการขัดขวางจากผู้ได้รับผลประโยชน์เช่นเดิม

นายพีระพันธุ์ยังเปิดเผยอีกว่า นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว นโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติจะเน้นการแก้ไขปัญหาความไม่ยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะการกำจัดเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน โดยเสนอโทษประหารชีวิตและให้ลูกหลานญาติพี่น้องชดใช้เงินคืนแผ่นดิน

“อีกอย่างนึงที่ผมคิดว่าต้องแก้ปัญหาโดยเร่งด่วนคือเรื่องของความไม่ยุติธรรมในสังคม และการบังคับใช้กฎหมายปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ผมกําลังคิดว่า นโยบายหลักอีกเรื่องของรวมไทยสร้างชาติ คือ พวกที่ทุจริตงบประมาณแผ่นดินต้องประหารให้หมด ญาติพี่น้องต้องชดใช้เงินคืนแผ่นดินทุกคน เราขโมยเงินคนตามกฎหมายอาญามีโทษอยู่แล้ว แต่นี่งบประมาณแผ่นดินเงินของคนทั้งประเทศ โทษเท่ากับขโมยเงินคนคนเดียวได้อย่างไร ประเทศนี้ต้องแก้ไข นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าผมจะเสนอทุกอย่างที่ควรจะต้องแก้ไขในประเทศนี้” นายพีระพันธุ์กล่าว

ต่อข้อซักถามในประเด็นข้อกล่าวหากรณีคลิปเสียงอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งพรรคถูกโจมตีมาตลอดว่าเหตุใดจึงไม่ถอนตัวนั้น นายพีระพันธุ์ชี้แจงว่า ช่วงแรกเสียงส่วนใหญ่ในพรรคเห็นว่า นายกฯ ควรต้องลาออก และได้มีมติให้ตนไปแจ้งให้นายกฯ ทราบ ซึ่งทาง นายกฯ ได้ขอเวลาทบทวนพิจารณา ต่อมา สมาชิกส่วนหนึ่งของพรรคก็มีความกังวลว่า ถ้าพรรคถอนตัวก็อาจจะเกิดการยุบสภา ซึ่งพวกเขายังไม่พร้อม จากนั้น ก็มีผู้ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคดีคลิปเสียงดังกล่าว ผู้บริหารพรรคจึงเห็นตรงกันว่า ควรรอฟังคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าหากพรรคไปชี้ว่าผิด แต่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่ผิด ก็จะเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ดังนั้นจึงให้รอฟังคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญก่อนดีกว่า 

ประเด็นถัดมาเกี่ยวกับกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบตนเรื่องข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการแจกถุงยังชีพนั้น นายพีระพันธุ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอีกความพยายามที่ตั้งใจจะทำให้ตนเสียหาย พร้อมอธิบายว่า การจะกระทำผิดเรื่องใดได้ต้องมีเจตนามาเป็นองค์ประกอบหลัก โดยในวันนั้น ตนได้ไปปฏิบัติภารกิจเยียวยาน้ำท่วม 9 จุด ใน 3 จังหวัด คือ จ.ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช แต่ทำไมจึงมีปัญหาเกิดขึ้นเฉพาะใน จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเมื่อสืบหาข้อมูลก็พบว่า ก่อนหน้านั้น สส.ในพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบจัดการเรื่องของบริจาค ได้มาขอสนับสนุนสิ่งของจากพรรคไปร่วมบริจาค ตนจึงส่งข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัมจำนวนหนึ่ง ไปร่วมแจกจ่ายให้ประชาชนด้วย ในวันเกิดเหตุนั้น ทางทีมงานของ สส.ในพื้นที่ ก็ได้นำเอาข้าวสารที่ตนร่วมบริจาคไปรวมไว้ในถุงเดียวกับสิ่งของที่ได้รับมาบริจาคมาจาก ปตท. โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของ ปตท. แล้ว ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการขนส่งและแจกจ่ายให้แก่พี่น้องประชาชน พร้อมกับแปะสติกเกอร์รูปของตนที่ทำกันไว้เองก่อนหน้านั้นบนด้านหน้าถุงเหมือนที่เคยทำด้วยความเคยชิน ซึ่งตนไม่ได้สังเกตเห็นในจุดนี้ตั้งแต่แรก เพราะคนที่ส่งถุงยังชีพมาให้หันด้านหลังถุงให้ตนส่งต่อแก่ชาวบ้าน แต่เมื่อตนสังเกตเห็น ก็บอกให้นำสติกเกอร์ดังกล่าวออกและหยุดแจกถุงยังชีพทันที และมีพยานรู้เห็นในเรื่องนี้ แต่กลับไม่อยู่ในสำนวน ตนจึงไปแจ้งความให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไปสอบสวนและบันทึกข้อมูลไว้แล้ว

“กรณีนี้ผมถูกวางยาแน่นอน ผมจะไปลงพื้นที่พรุ่งนี้เช้า ตารางกำหนดการของผมเสร็จคืนนี้ 4 ทุ่ม แล้วผมจะเอาของ เอาสติ๊กเกอร์จากไหนมาเตรียมการ แล้วถ้าผมจะทํา ทําไมผมไม่ทําทุกจังหวัด แล้วที่เห็นในภาพก็มีรูปของท่านอดีตรัฐมนตรีด้วย แต่บอกว่าท่านไม่ผิด ผมผิดคนเดียว” นายพีระพันธุ์ตั้งข้อสังเกต 

สุดท้าย นายพีระพันธุ์ได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่ให้กำลังใจ และยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติให้ดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

จาก 'คำมั่น' สู่ 'ทำทันที' สู้โลกเดือด :จุดยืนไทย-อาเซียนในCOP30 มุมมอง 'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.'

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไคลเมท รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บรรยายเรื่อง“เส้นทางสู่บราซิลCOP30 : จาก”คำมั่น“สู่”การปฏิบัติ“(From Pledge to Implementation)รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วของไทยและอาเซียน”ในการประชุมสัมมนาที่กรุงกูชิงรัฐซาราวักประเทศมาเลเซียตามคำเชิญของกระทรวงพลังงานและสิ่งแวดล้อมยั่งยืนและPwC(PricewaterhouseCoopers)

โดยมีผู้แทนภาครัฐภาคเอกชนและเครือข่ายสิ่งแวดล้อมจากประเทศต่างๆรวมทั้งธนาคารโลกว่า 300 คนเข้าร่วมเมื่อเร็วๆ นี้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 30 ที่จะจัดขึ้นที่เมืองเบเลงปากแม่น้ำอเมซอนประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10 ถึง 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568โดยมีเนื้อหาสาระถอดความจากภาษาอังกฤษดังนี้

“เส้นทางสู่บราซิลCOP30 : จาก”คำมั่น“สู่”การปฏิบัติ“รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วของไทยและอาเซียน” โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไคลเมท อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“การประชุม COP30 ณ เมืองเบเลง(Belém)ประเทศบราซิลในเดือนพฤศจิกายนปีนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่โลกจะต้องพิสูจน์ว่าเราได้ก้าวข้ามจากยุคแห่ง 'คำมั่นสัญญา' สู่ยุคแห่ง 'การปฏิบัติการ' ที่เป็นรูปธรรมแล้วจริงหรือไม่ สำหรับประเทศไทย เราไม่ได้รอคอยแต่กำลังเร่งมือการดำเนินงานอย่างเต็มที่เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ให้กลายเป็นจริง

เป้าหมายใหม่ที่ชัดเจนแชะท้าทาย เดิมประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายและมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักสองเสาหลัก
1.ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางที่เร่งการสร้างสมดุลระหว่างการปล่อยและดูดซับคาร์บอน
2.การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของประเทศตามยุทธศาสตร์ระยะยาว 

ล่าสุด กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) กำหนดภารกิจสำคัญที่ไทยเตรียมนำไปสื่อสารที่ COP30 คือการปรับปรุงเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ฉบับที่ 3.0 สำหรับปี 2035 (พ.ศ. 2578) ซึ่งเป็นปีที่ทุกประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ต้องส่งเป้าหมายเดียวกัน “ภายใต้ NDC 3.0 นี้ ไทยจะลดก๊าซเรือนกระจกแบบเด็ดขาด (Absolute emission reduction) ตั้งเป้าลดลง 109.2 ล้านตัน จากการปล่อยจริง โดยเทียบกับปีฐาน 2019 ซึ่งในปี 2019 ไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ 379 ล้านตัน เมื่อรวมการลดก๊าซและการเพิ่มการดูดกลับจากภาคป่าไม้ (ทั้งป่าธรรมชาติและป่าเศรษฐกิจ) จาก 107 ล้านตัน ให้เป็น 118 ล้านตัน จะทำให้การปล่อยก๊าซสุทธิ (Net emission) ของไทยอยู่ที่ 152 ล้านตัน ตัวเลขนี้ จะสอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ ที่จะปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050 ซึ่งเป็นการขยับเป้าหมายให้เร็วขึ้น 15 ปี จากเป้าหมายเดิมในปี 2065

เป้านี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่เดินหน้างานหนักเบื้องหน้า (Front-load)ของการดำเนินการภายในทศวรรษนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด

กฎหมายลดโลกร้อนเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย ประเทศไทยกำลังออกกฎหมายใหม่มีชื่อว่า”ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act)”เพื่อสร้างกรอบกฎหมาย (Legal Framework)ที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพ ร่างกฎหมายนี้ไม่เพียงแต่กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและมาตรการปรับตัว แต่ยังมีการนำการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) มาใช้บนพื้นฐานของหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle)รวมทั้งกลไกอื่นๆที่รวมอยู่ในร่าง

กฎหมายนี้ ได้แก่:
1.ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System - ETS)
2.ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)

3.กลไกการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Cross-Border Adjustment Mechanisms - CBAM)
4. คาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) 
เพื่อชดเชยภาระผูกพันภายใต้ระบบ ETS
5.กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Fund)

รายได้ที่มาจากการใช้เครื่องมือเหล่านี้จะถูกนำส่งเข้า“กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Fund)” การใช้จ่ายเงินจากกองทุนนี้จะต้องสอดคล้องกับ อนุกรมวิธานของประเทศไทย (Thailand’s Taxonomy)คือมาตรฐานกลางที่กำหนดนิยามและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเพื่อให้แน่ใจว่าการจัดหาเงินทุนสนับสนุนกิจกรรมที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและมีความยั่งยืนเท่านั้น แนวทางแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงเป้าหมายการกำหนดราคาคาร์บอน และการเงินที่ยั่งยืนเข้าด้วยกันจะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายตัวเลขและความมุ่งมั่นจะสำเร็จไม่ได้ หากขาดการแปลงเป็นแผนปฏิบัติในภาคส่วนสำคัญๆที่เกี่ยวข้องได้แก่
1. ภาคพลังงานและการขนส่ง
ภาคการขนส่งกำลังปรับเปลี่ยนด้วยนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า“30@30” ซึ่งหมายถึงการทำให้ 30% ของการผลิตยานยนต์ในประเทศเป็นยานยนต์ปล่อยGHGเป็นศูนย์ (ZEVs-Zero Electric Vehicles) ภายในปี 2030 นี่คือตัวเลขที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงาน
2. การเพิ่มศักยภาพการดูดซับคาร์บอน   เราไม่ได้เน้นเพียงการลดการปล่อยGHGแต่เพียงอย่างเดียว แนวทางธรรมชาติ(Nature-Based Solutions)ผ่านการปลูกป่าและการจัดการที่ดิน (LULUCF :Land Use, Land-Use Change, and Forestry)ถูกกำหนดให้เป็นเครื่องมือสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าจะสร้างศักยภาพการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง ประมาณ 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตัวเลขมหาศาลนี้เทียบได้กับการชดเชยการปล่อยก๊าซจากหลายภาคส่วน และเป็นกำลังหลักในการทำให้เราไปถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)
3. การปฏิรูปภาคพลังงาน
แผนพัฒนาพลังงาน(PDP:Power Development Plan)ที่กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำคือกลไกสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการผลิตไฟฟ้าของประเทศไปอีก 20 ปีข้างหน้า แผนนี้จะต้องสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero 2065 อย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างก้าวกระโดดอย่างน้อย50%ของการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดสัดส่วนของกำลังการผลิตจากพลังงานฟอสซิล

อาเซียน: กำลังหลักใหม่บนเวทีการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศ

อาเซียนสามารถมีบทบาทสำคัญและมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคในประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศโดยการรวมผลประโยชน์ที่หลากหลายของ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นจุดยืนร่วมในการเจรจา ซึ่งจะช่วยเพิ่มอิทธิพลของอาเซียนอย่างมากในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การประชุม COP30 ที่กำลังจะมาถึง
ซึ่งอาเซียนสามารถขับเคลื่อนบทบาทนี้ผ่านแนวทางหลักสองประการ:
1. การสร้างจุดยืนร่วมในเวทีระหว่างประเทศ
การจัดตั้ง พันธมิตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Alliance) เพื่อสร้างเสียงที่มีอิทธิพลมากขึ้นในการประชุมต่าง ๆ เช่น COP30 เป้าหมายคือการออก แถลงการณ์ร่วมของอาเซียน ที่สะท้อนถึงความท้าทายและความต้องการเฉพาะของภูมิภาค
2. การขับเคลื่อนกลไกความร่วมมือระดับภูมิภาค
อาเซียนกำลังพัฒนากลไกที่เป็นรูปธรรม ซึ่งรวมถึง:
2.1กรอบคาร์บอนร่วมของอาเซียน (ASEAN Common Carbon Framework - ACCF)เพื่อสร้างมาตรฐานและส่งเสริมตลาดคาร์บอนภายในอาเซียน
2.2โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid - APG)เพื่อส่งเสริมการค้าขายและการแบ่งปันพลังงานหมุนเวียนข้ามพรมแดน
2.3ศูนย์อาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ASEAN Centre for Climate Change - ACCC): ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานและขับเคลื่อนนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ

สำหรับการประชุม COP30 ที่กำลังจะมาถึงนี้ สิ่งสำคัญลำดับแรกคือการเสนอจุดยืนร่วมภายใต้แถลงการณ์ร่วมของอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ASEAN Joint Statement on Climate Change) ซึ่งคาดว่าจะเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ร่วมและความมุ่งมั่นของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโลก

บทบาทของไทยบนเวที COP30

ประเทศไทยควรประกาศอย่างชัดเจนว่า “ความมุ่งมั่นโดยไร้การปฏิบัติการ เพื่ออนาคต 1.5 องศาเซลเซียส นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป” 
เวทีเบเลงต้องเป็นเวทีแห่งการส่งมอบของจริงไม่ใช่เพียงคำมั่นและแผนที่เลื่อนลอยซึ่งควรผลักดันใน 4 ประเด็นหลักสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศ:

1.ความชัดเจนในการเงินและเทคโนโลยี: เป้าหมายการเงินสภาพภูมิอากาศใหม่ (NCQG) 
หลังปี 2025 ต้องมี 'แผนงานและกรอบการทำงานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม' เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนามีเครื่องมือในการปฏิบัติตาม NDC (Nationally Determined Contribution)

2.กติกาที่สมบูรณ์สำหรับความร่วมมือการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับ กลไกตามมาตรา 6 ของความตกลงปารีสเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อสร้างตลาดคาร์บอนที่โปร่งใสและเป็นธรรม ประเทศไทยมีประสบการณ์ตรงจากการเป็นผู้บุกเบิกการซื้อขาย ITMO (ITMO เป็นหน่วยประเภทหนึ่งที่แสดงถึงก๊าซเรือนกระจกจำนวนหนึ่งตันที่ลดลงหรือถูกกำจัดออกจากชั้นบรรยากาศ เช่นเดียวกับเครดิตคาร์บอน ซึ่งจะต้องได้รับการตรวจยืนยันจากหน่วยงานภายนอก)และพร้อมแบ่งปันบทเรียนเหล่านี้

3.การยกระดับการปรับตัว(Adaptation)
เราจะเน้นย้ำให้โลกเห็นความสำคัญของการปรับตัว ซึ่งเป็นเรื่องคู่ขนานกับการลดก๊าซเรือนกระจก โดยต้องมีการดำเนินการตาม แผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) ในด้านน้ำ เกษตรกรรม และสาธารณสุข ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

4.ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนและเอเชีย (ASEAN-Asia Unity) ในฐานะหนึ่งในแรงขับเคลื่อนของภูมิภาค ประเทศไทยควรเชิญชวนประเทศต่างๆ ในอาเซียนและเอเชียให้ร่วมกันแสดงความเป็นผู้นำด้านการปฏิบัติการ(Implementation)ส่งเสียงเป็นหนึ่งเดียวภายใต้แนวคิด ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนและเอเชีย เพื่อผลักดันให้ภูมิภาคของเราก้าวสู่การบรรลุเป้าหมาย 1.5 องศาอย่างแท้จริง

สรุป: ประเทศไทยกำลังก้าวเดินอย่างมั่นใจบนเส้นทางสู่เบเลงด้วย “ตัวเลข” ที่ชัดเจน “แผนงาน”ที่เป็นระบบ และ “เจตนารมณ์”ที่แข็งแกร่ง เรากำลังสร้างกรอบการทำงานที่สมบูรณ์ ซึ่งผสมผสานระหว่างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การ Electrify การขนส่ง และการใช้ธรรมชาติเพื่อดูดซับคาร์บอน โดยมี พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นกุญแจสำคัญในการประสานทุกมาตรการเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ 

พร้อมกันนี้ เราในฐานะสมาชิกอาเซียนจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างจุดยืนร่วมที่แข็งแกร่ง การประชุม COP30 ที่เบเลง ต้องเป็นการประชุมที่ทุกประเทศ “ส่งมอบ(Delivery)แผนการที่ชัดเจน มีเงินทุนสนับสนุน และเป็นธรรม เพื่อร่วมกันปิดช่องว่างระหว่างคำมั่นสัญญากับความเป็นจริง

ภารกิจใหม่แม่ทัพกุ้ง 'จากสนามรบสู่ผืนนา' ยกระดับคุณภาพชีวิตทหารและเกษตรกรไทยสู่เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)คิกออฟ 'ข้าวแม่ทัพไทย-สิรินข้าวสีสด' ร่วมขับเคลื่อนสิรินฟาร์มมาร์เก็ต

พลโท บุญสิน พาดกลาง (แม่ทัพกุ้ง) อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 นายทหารผู้ทุ่มเทปกป้องแผ่นดิน ได้ประกาศภารกิจครั้งสำคัญในด้านความมั่นคงทางอาหารยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้บริโภคอาหารปลอดภัยไร้สารพิษ ด้วยเกษตรอินทรีย์  ทั้งนี้ได้มีการเปิดตัวแบรนด์ข้าวคุณภาพ “ข้าวแม่ทัพไทย” และ “สิริน ข้าวสีสด” สร้างมิติใหม่ให้กับวงการเกษตรและสุขภาพสู่เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)เมื่อเร็วๆนี้ ณ สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา ทาวน์อินทาวน์

การเปิดตัวแบรนด์ข้าวนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการสิรินฟาร์มมาร์เก็ต( Sirin Farm Market )และ Grow Longevity Ecovillage ที่มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ได้บริโภคอาหารปลอดภัยไร้สารพิษ  และนำไปสู่ “สังคมสุขยืนยาว” (Longevity Society) อย่างยั่งยืน ผ่านการเน้นย้ำถึงการใช้เกษตรอินทรีย์ 100% จากนักรบสู่ชาวนาผู้พิทักษ์: ปณิธานเพื่อสุขภาพคนไทย

พลโท บุญสิน ได้กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ “จากลูกชาวนาสู่ภารกิจความมั่นคงของแผ่นดินไทย ก้าวสู่ภารกิจใหม่สร้างความมั่นคงทางอาหารและสังคมไทย” โดยเน้นย้ำว่าการเข้าร่วมสนับสนุนโครงการนี้ เพราะประทับใจในแนวคิดที่จะทำเพื่อคนไทยอย่างแท้จริง และไม่มุ่งเน้นผลกำไรสูงสุด โดยชี้ว่าโครงการนี้คือ "ยุทธศาสตร์ความมั่นคงอีกแขนงหนึ่งของประเทศชาติ" นอกเหนือจากการป้องกันชายแดน และยังมีความชื่นชมในจุดยืนที่ต้องการสร้าง "บลูโซน" (Blue Zone) ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้คนไทยมีอายุยืนยาว สุขภาพดี ด้วยการบริโภค อาหารดี อากาศดี และอารมณ์ดี

“โครงการนี้จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ โดยเฉพาะ ระบบ AI มาใช้ในการสั่งสินค้าและบริหารจัดการผลผลิต เพื่อแก้ปัญหาการตลาดของโครงการทหารพันธุ์ดีและโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ที่ก่อนหน้านี้ทหารต้องนำสินค้าไปจำหน่ายเองตามตลาด มาเป็นการจำหน่ายใน สิรินฟาร์มมาร์เก็ต (Sirin Farm Market)  ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผักที่ไร้สารเคมี และข้าวสีสด ซึ่งเป็นข้าวบริสุทธิ์   เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งทหาร ประชาชนและเกษตรกร” พลโท บุญสิน กล่าว

ด้านนายชยดิษฐ์ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวาและ Grow Longevity Ecovillage กล่าวว่า โครงการ Grow Longevity Ecovillage ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แห่งนี้ เป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบ Longevity Living และ Social Enterprise ที่ผสมผสานการทำฟาร์มแบบ Smart Farm เข้ากับการสร้างชุมชนเพื่อการมีสุขภาพดี โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการผลักดันให้พื้นที่นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการเกษตรระดับโลก หรือ "Blue Zone" แห่งใหม่ของประเทศไทย ซึ่งจะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

“เศรษฐกิจของประเทศไม่ควรพึ่งพาแค่การส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างระบบที่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้คนหนุ่มสาวสามารถกลับไปอยู่ต่างจังหวัดได้อย่างมีความสุข นำไปสู่การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ใหม่ LongivityEconomy โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นเมืองที่น่าสนใจสำหรับการมีชีวิตยืนยาวและสุขภาพดี มีการออกแบบชีวิตใหม่ที่ให้คนได้มีอากาศที่ดี อาหารที่ไร้สารเคมี และสามารถทำงานได้ในทุกที่ ท่ามกลางชุมชนที่เกื้อกูล จะทำให้คนไทยมีความสุขมากขึ้น” นายชยดิษฐ์กล่าว
 
การผนึกกำลัง สู่ Grow Longevity Ecovillage 
ในงานยังได้มีพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือภาคีเครือข่าย (MOU) การพัฒนารูปแบบนวัตกรรมและระบบของการพัฒนาเมือง ภายใต้แนวความคิด “Longevity Farm Stay Destination” ต่อการส่งเสริมซอร์ฟพาวเวอร์ทางวัฒนธรรมไทย
และอัตลักษณ์ของวิถีชุมชน เพื่อการยกระดับเศรษฐกิจคุณภาพชีวิตและการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ในเขตพื้นที่ Blue Zone เพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568  ระหว่างสถาบันทิวา,กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2 , Grow Longevity Ecovillage และ Grow Longevity Ecovillage :Khao Yaiโดยมีอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ให้เกียรติมอบกระเช้าแสดงความยินดีและร่วมสนับสนุนกิจกรรมด้วย
 
“สิริน ข้าวสีสด”: นวัตกรรมสีข้าวโชว์ ตอบโจทย์รสชาติและคุณค่า ผลิตภัณฑ์เรือธงในงานนี้คือ “สิริน ข้าวสีสด” ชูจุดเด่นด้วยนวัตกรรม "สีสดใหม่ตามคำสั่งซื้อ" โดยในงานมีการ นำโรงสีขนาดเล็กมาสีข้าวให้ชมและชิมกันสดๆ เพื่อยืนยันถึงความสดใหม่และคุณภาพที่คงไว้ครบถ้วน “ข้าวสีสด” ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยรสชาติที่หอม อร่อย นุ่มหนึบ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

หลักการคือการเก็บข้าวในรูปแบบ "ข้าวเปลือก" และสีเป็นข้าวสารเมื่อลูกค้าสั่งเท่านั้น ซึ่งตอกย้ำถึงคุณภาพ: ปลอดภัย 100%: เก็บในรูปแบบข้าวเปลือกที่จะรักษาคุณค่าได้ดีที่สุดและสีสดส่งตรงถึงมือผู้บริโภค คุณค่าเต็มเมล็ด: กระบวนการสีถูกออกแบบมาเพื่อรักษาส่วนของ "จมูกข้าว" และเยื่อหุ้มเมล็ดไว้
 
สิรินฟาร์มมาร์เก็ต (Sirin Farm Market):เพื่อสังคมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
แบรนด์ข้าวเรือธงทั้งสองชนิดจัดจำหน่ายผ่าน สิรินฟาร์มมาร์เก็ต (Sirin Farm Market)ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลัก 3 มิติ ได้แก่: ยกระดับคุณภาพชีวิตทหารและเกษตรกร: เป็นช่องทางหลักในการจัดจำหน่ายสินค้าจากโครงการ "ทหารพันธุ์ดี" ที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ใน 20 ค่ายทหารภาคอีสาน เพื่อสร้างรายได้และอาชีพที่ยั่งยืน รวมถึงรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรและชุมชนในราคาที่เป็นธรรม

สร้างความมั่นคงทางอาหาร: ทำให้คนไทยเข้าถึงอาหารอินทรีย์ปลอดภัยและมีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ขับเคลื่อน Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์: มุ่งเน้นการใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานของ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ผ่านแนวคิด Grow Low Carbon City และ Grow Organic AI Smart Farming

สิรินฟาร์มมาร์เก็ต(Sirin Farm Market)ประกอบด้วยพื้นที่บริการหลัก ได้แก่ SIRIN Market, SIRIN Gindee Restaurant และ สิริน ข้าวสีสด

ทั้งนี้งานดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ บพข.และบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการดำเนินงานเพื่อให้โครงการมีประสิทธิภาพ และดำเนินต่อไปด้วยความยั่งยืน

‘อาจารย์ไข่ มาลีฮวนน่า’ เปิดตัว!! คอนเสิร์ตใหญ่ รวมศิลปิน เพื่อนพ้อง จุดไฟ!! กลางขุนเขา อีกครั้ง

เมื่อวันที่ (8 ต.ค. 68)  ที่ร้าน “กระเทียมพริกไทยดำ” เลียบคลองสอง กรุงเทพฯ ได้มีการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวคอนเสิร์ตใหญ่ “คืนสู่ไร่ แคมป์ไฟดนตรีมาลีฮวนน่า: พี่ เพื่อน น้อง ร้องเพลงรัก” โดย อาจารย์ไข่ – คฑาวุธ ทองไทย หัวหน้าวงมาลีฮวนน่า นำทีมศิลปินรุ่นใหญ่และศิลปินรับเชิญ มาร่วมพูดคุยถึงความตั้งใจในการจัดงานดนตรีครั้งนี้

ภายในงานแถลงข่าวเป็นไปอย่างคึกคัก มีสื่อมวลชนจำนวนมากเข้าร่วมรับฟังแนวคิดจากศิลปินที่ร่วมเวที ไม่ว่าจะเป็น จิระนันท์ พิตรปรีชา, โอ้–โอฬาร พรหมใจ จาก The Olarn Project, ติ๊ก ชิโร่ และ คุณมะลิ น้องสาวของอาจารย์ไข่ ที่มาร่วมเล่าถึงความหมายของ “คืนสู่ไร่” ในครั้งนี้ ซึ่งไม่ใช่เพียงคอนเสิร์ตกลางแจ้งธรรมดา แต่คือกิจกรรมที่ต้องการใช้พลังของเสียงเพลงและบรรยากาศธรรมชาติ เยียวยาหัวใจผู้คน

คอนเสิร์ต “คืนสู่ไร่” ครั้งนี้ ยังถือเป็นการกลับมาจัดงานกลางแจ้งในรูปแบบ “แคมป์ไฟดนตรี” อีกครั้งของมาลีฮวนน่า โดยรวมเอาศิลปินจากหลากหลายแนว ทั้งป๊อปร็อก เพื่อชีวิต และกวีร่วมสมัย มาร่วมแสดงอย่างอบอุ่นท่ามกลางสายลมหนาว ขุนเขา และบทเพลงที่คุ้นหูของแฟน ๆ ตลอดหลายทศวรรษ

แฟนเพลงเพื่อชีวิตและผู้รักเสียงดนตรีเตรียมสะพายกีตาร์ขึ้นรถ แล้วเดินทาง “คืนสู่ไร่” เพื่อพบกันอีกครั้งท่ามกลางไฟแคมป์ กลิ่นไอของมิตรภาพ และเสียงเพลงที่ไม่เคยลืม

🎤 รายละเอียดคอนเสิร์ต
📅 วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2568
📍 ไร่หุบกะพง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
⏰ ตั้งแต่หกโมงเย็นยันหกโมงเช้า — เต็มอิ่มทั้งคืนไม่มีพัก!

ร่วมขับกล่อมเสียงเพลงกับศิลปินเพื่อชีวิตขวัญใจมหาชน
✨ มาลีฮวนน่า
✨ The Olarn Project
✨ ติ๊ก ชิโร่
✨ ไก่ กะละมังส์
✨ วงพริกไทย

🎟️ บัตรราคา 1,900 บาท (พร้อมเก้าอี้สนาม Limited Edition!)
จำกัดเพียง 1,500 ใบเท่านั้น! อย่าช้า...!!

📌 ช่องทางจำหน่ายบัตร
เพจ Maleehuana Official
ร้าน ครัวกระเทียมพริกไทยดำ (เลียบคลองสอง) ☎️ 090-015-8243
ร้าน ครัวกระเทียมพริกไทยดำ (ไร่หุบกะพง ชะอำ) ☎️ 094-407-1440

📞 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่
บริษัท มาลีฮวนน่า อาร์ตเร็คคอร์ด
โทร. 094-407-1440, 032-427-557, 095-340-0035

🌙 เสียงกีตาร์จะดังขึ้นอีกครั้งกลางไร่หุบกะพง
“คืนสู่ไร่” ครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่เพลง...แต่มีความทรงจำของเพื่อชีวิตทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ที่จะกลับมาจุดไฟหัวใจให้ลุกโชนอีกครั้ง

สาวเกาหลี แฉ!! พนักงานแมคโดนัลด์ ‘หัวเราะเยาะ - ให้รออาหาร 70 นาที’ ชี้!! เป็นการเลือกปฏิบัติ เหยียดเชื้อชาติ ของร้านดังในสหรัฐอเมริกา

เมื่อวานนี้ (10 ต.ค. 68) ยูทูบเบอร์คนหนึ่งได้โพสต์วิดีโอผ่านโซเชียล เล่าทั้งน้ำตา

หญิงชาวเกาหลีอ้างว่าเธอถูกเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในร้านแมคโดนัลด์ในสหรัฐฯ หลังจากรออาหารนาน 70 นาทีแต่ไม่ได้รับอาหาร และยังถูกพนักงานเยาะเย้ย / โพสต์อินสตาแกรม 

เหตุเกิดขึ้นที่ร้านแมคโดนัลด์แห่งหนึ่งในสหรัฐฯ โดยหลังจากสั่งอาหารไปแล้วกว่า 40 นาที อาหารยังไม่ออกมา แต่ลูกค้าคนอื่นๆ ที่สั่งทีหลังกลับได้รับอาหารตามปกติ

“ฉันถามถึงอาหารไป 5 ครั้ง แต่พนักงานเพียงยิ้มและตอบว่า “ใกล้จะได้แล้ว” เพียงเท่านั้นเธอกล่าว

สุดท้ายหลังจากรอ นานกว่า 70 นาที ก็ยังไม่ได้อาหาร ทำให้เธอต้องออกจากร้านมือเปล่า

ฉันได้ยินเสียงหัวเราะจากในครัว มีคนพูดว่า “พวกมันคงไม่กลับมากินอีกแน่‘‘ พร้อมเสียงหัวเราะ 

เธอกล่าวทั้งน้ำตา “ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกอับอายและโกรธมาก” เนื่องจากเธอมีน้องหมารออยู่ที่บ้าน จึงไม่ได้แย้งหรือร้องเรียนหรือปะทะในขณะนั้น เธอกล่าวว่าจะร้องเรียนไปที่สำนักงานใหญ่ 

ยูทูบเบอร์คนนี้ระบุว่า หลังจากย้ายจากซีแอตเทิลไปยังเมืองเล็กๆ ในรัฐนิวยอร์ก เธอเจอกับการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติแบบแนบเนียนเป็นครั้งที่สอง
เหตุการณ์ดังกล่าวกำลังเป็นประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์ของเกาหลีใต้ หลายคนเรียกร้องให้แมคโดนัลด์สหรัฐฯ ออกมาชี้แจงและตรวจสอบกรณีนี้อย่างเป็นทางการ

คุณเคยเจอประสบการณ์แบบนี้ในต่างประเทศไหม?? เล่าให้เราฟังหน่อย 👇

‘กรมราชทัณฑ์’ เตรียมดัน!! ‘ทักษิณ’ สอนภาษาอังกฤษให้นักโทษ ดูแลความปลอดภัย!! แยกแดนให้ใหม่ ป้องกันวิวาทการเมือง

เมื่อวานนี้ (10 ต.ค. 68) ที่กรมราชทัณฑ์ พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธานพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมราชทัณฑ์ ประจำปี 2568 ครบรอบ 110 ปี พร้อมมอบนโยบายเน้นย้ำการควบคุม และแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัย ยกระดับงานราชทัณฑ์สู่การควบคุมดูแลผู้ต้องราชทัณฑ์ ให้เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล เพื่อคืนคนดี มีคุณค่าสู่สังคม และไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก โดยน้อมนำโครงการพระราชดำริเสริมสร้างอาชีพให้ผู้ต้องขังมีงานทำ เมื่อออกจากเรือนจำไปแล้วจะสามารถอยู่ในสังคมได้ ดำเนินชีวิตไม่กระทำผิดซ้ำอีก

ทั้งนี้เมื่อถามถึงกรณีการคุมขัง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าจะมีแผนฝึกอบรมหรือให้ออกไปบำเพ็ญประโยชน์ ตามที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวของนายทักษิณ เคยให้สัมภาษณ์ว่าคุณพ่ออยากช่วยคุมการลอกท่อหรือไม่ พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวว่า นายทักษิณเป็นผู้ต้องขังสูงอายุ การจะให้ไปทำงานต้องคำนึงถึงสุขภาพ จึงอยากให้นายทักษิณไปช่วยเหลือด้านการศึกษา เช่น เป็นอาจารย์ภาษาอังกฤษ ให้ผู้ต้องขังในเรือนจำมากกว่า แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเริ่มเมื่อใด ต้องเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์เรือนจำ

เมื่อถามถึงการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษของนายทักษิณนั้น พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ บอกเพียงว่าเป็นไปตามขั้นตอน

สำหรับกรณีการขอพักโทษ แหล่งข่าวในกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ผู้ต้องขังทั่วไปจะต้องรับโทษมาไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 แต่หากเป็นผู้ต้องขังอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ระเบียบกำหนดต้องรับโทษมาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 6 เดือนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อคำนวณโทษออกมาแล้วเงื่อนใดมีโทษมากกว่ากัน โดยให้ยึดตามโทษที่มากกว่า ผู้เข้าหลักเกณฑ์จึงจะสามารถยื่นขอรับการพักโทษได้ จากนั้นกรมราชทัณฑ์ก็จะนำเรื่องเข้าคณะกรรมการเพื่อพิจารณาที่จะมีการประชุมเดือนละ 1 ครั้ง โดยหลักเกณฑ์นี้เป็นระเบียบที่ใช้กับผู้ต้องขังทุกคน

ส่วนกรณีของนายทักษิณนั้น กรมราชทัณฑ์เน้นดูแลใน 2 เรื่อง คือการดูแลสุขภาพ ยารักษาโรค และประวัติความเจ็บป่วย ส่วนอีกเรื่อง คือ เรื่องความปลอดภัย และการป้องกันความขัดแย้งทางการเมืองภายในเรือนจำ เนื่องจากภายในเรือนจำคลองเปรมมีผู้ต้องขังที่มีความเห็นทางการเมืองหลากหลาย จึงต้องมีการแยกแดนเพื่อลดการเผชิญหน้าของผู้ต้องขังแต่ละกลุ่ม ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แทรกซ้อนในเรือนจำ ขณะที่ประเด็นการให้ไปบำเพ็ญประโยชน์นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้ต้องขัง หากทำได้เรือนจำก็พร้อมสนับสนุน

ส่วนการขอพระราชทานอภัยโทษ ครั้งที่ 2 ต้องเป็นนักโทษประหารชีวิตนั้นไม่จำเป็น ซึ่งการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะรายบุคคลเป็นสิทธิของผู้ต้องขังทุกคน โดยในชั้นเรือนจำฯ และ กรมราชทัณฑ์ ทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารว่าครบถ้วนหรือไม่ โดยเป็นพระราชอำนาจวินิจฉัยต้องส่งไปตามขั้นตอน ยกตัวอย่างกรณี นายบรรยิน ตั้งภากรณ์ เคยถูกตัดสินประหารชีวิตก็ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ แต่หากฎีกาถูกยกคือไม่ลดโทษให้ และอีก 2 ปีจึงขอยื่นได้ใหม่อีกครั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top