Wednesday, 10 June 2026
NewsFeed

‘อดีตสว.สมชาย’ เตือน!! การแทรกแซง จากสหรัฐฯ อย่าเอาเอกราชแลกภาษี!! อาจบานปลายขยายวงได้

(27 ก.ค. 68) นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ระวังการเข้าแทรกแซงจากสหรัฐที่เกินพอดี

อย่าเอาเรื่องการเจรจาภาษี การขอใช้หรือตั้งฐานทัพ ที่ทับละมุ อู่ตะเภา สงขลา อุดรธานี อุบลราชธานี ตาคลี เชียงใหม่ 

อย่าเอาเอกราชแลกภาษี 36%

การปล่อยให้ต่างชาติแทรกแซงทำให้จีนมีปัญหาความไม่เข้าใจจนสงครามบานปลายขยายวงได้

‘รัฐบาล’ เชิญชวน!! บริจาคเงินช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยชายแดน ‘ไทย-กัมพูชา’ ผ่าน!! กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี

(26 ก.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่ารัฐบาลประสานเปิดช่องทางในการรับบริจาคทางการ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่าน “กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี” เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่ประสงค์ร่วมช่วยเหลือ ในชื่อบัญชี: กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทำเนียบรัฐบาล เลขที่บัญชี: 067-0-06895-0 (ยอดเงินบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-283-4319, 0-283-4324, 06-3081-4921 หรือเว็บไซต์ www.opm.go.th

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังได้จัดตั้ง “ศูนย์ส่งต่อกำลังใจจาก กทม. สู่ผู้ประสบภัยชายแดน” เปิดรับบริจาคสิ่งของจำเป็นตลอด 24 ชั่วโมง ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ห้องรัตนโกสินทร์ และที่สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต (เวลา 08.30 – 16.30 น.) โดยมีรายการสิ่งของที่ขาดแคลน คือ เสื้อ มุ้ง ปลั๊กไฟ ยากันยุง ผ้าอ้อม ผ้าอนามัย ขัน สบู่ แชมพู ยาสีฟัน แปรงสีฟัน

ส่วนสิ่งของที่ไม่รับบริจาค คือ น้ำดื่ม เสื้อผ้ามือสอง และอาหารสด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 2224 2947, 0 2224 2953

‘ลุงป้อม’ ส่งสาร!! ถึงทหารไทยทุกนาย ภารกิจพิทักษ์ชาติ คือ เกียรติสูงสุดของชีวิต

(26 ก.ค. 68) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีตผู้บัญชาการทหารบก ได้แสดงจุดยืนและส่งสารถึงกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ว่า “แม้จะอยู่ท่ามกลางเสียงปืนและความตึงเครียดในสมรภูมิรบ แต่เพื่อนทหารไทยยังยืนหยัดต่อสู้ใต้ผืนธงไตรรงค์ เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ด้วยหัวใจของทหารไทยที่ยอมตายเพื่อชาติ”

พล.อ.ประวิตร ย้ำว่า กำลังพลตามแนวชายแดนคือแนวหน้าในการปกป้องเอกราชของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สถานการณ์ในพื้นที่มีความเปราะบางและจำเป็นต้องใช้สติ ปัญญา ความกล้าหาญ และความเสียสละสูงสุด เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลาม

“ทหารไทยทุกนาย คือผู้แบกรับศักดิ์ศรีของชาติ เป็นปราการสุดท้ายของแผ่นดิน ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนในแนวหน้า ปฏิบัติภารกิจด้วยเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของทหารไทย” พล.อ.ประวิตร กล่าวทิ้งท้าย

‘พีระพันธุ์’ ลงพื้นที่!! ‘ศรีสะเกษ’ ให้กำลังใจชาวบ้าน และครอบครัวผู้เสียชีวิต จากเหตุปะทะ!! ‘ไทย-กัมพูชา’ พร้อมเร่ง!! อนุมัติ เงินช่วยเหลือเยียวยา

(26 ก.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้อพยพ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว จ.ศรีสะเกษ และมอบกระเช้าให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยมีนายธาตรี สิริรุ่งวนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษและหัวหน้าส่วนราชการร่วมให้การต้อนรับ 

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน กล่าวว่า วันนี้มาดูแลพี่น้องประชาชน มาสร้างขวัญกำลังใจ แล้วก็มาดูสภาพความเป็นอยู่ และสภาพของศูนย์พักพิง ที่เราช่วยดูแลประชาชนกันอยู่วันนี้ ก็ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่เป็นกำลังใจ รวมถึงขอบคุณทางเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ทุกคนทุกระดับที่มาช่วยกันดูแลพี่น้องประชาชนในครั้งนี้ด้วย

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า จากการพบปะพูดคุยกับประชาชน ตอนนี้ทุกคนก็มีขวัญกำลังใจดี แต่ทุกคนก็เป็นห่วงในเรื่องทรัพย์สิน เป็นห่วงบ้าน บางคนก็อยากจะกลับไปอยู่บ้านแล้ว แต่ตนก็เตือนให้ระมัดระวัง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ไม่อยากให้กลับไปอยู่บ้านในตอนนี้ เพราะตอนนี้มันอันตรายมาก โดยในส่วนที่ตนมาวันนี้ในฐานะเป็นประธานกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย ก็ได้อนุมัติเงินให้กับผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และทหารพราน ด้วย ซึ่งวันนี้ก็ได้มาเยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวของ ผู้เสียชีวิตในร้านสะดวกซื้อภายในปั้มน้ำมัน และอีกครอบครัวหนึ่ง ก็สูญเสียลูกชาย ซึ่งจะได้เร่งตรวจสอบความถูกต้อง และจะได้เร่งอนุมัติเงินช่วยเหลือให้อย่างเร่งด่วนต่อไป

กระทรวงเกษตรฯ ปั้นผู้นำเกษตรอัจฉริยะ มอบเข็มวิทยฐานะ วกส. รุ่น 6 สู่ขุนพลเกษตร 4.0สานเครือข่ายผู้นำ 110 คนทั่วประเทศ ยกระดับเกษตรไทยสู่ความมั่นคงระดับโลก

(25 ก.ค. 68) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมูลนิธิเกษตราธิการ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จัดพิธีมอบเข็มวิทยฐานะแก่ผู้สำเร็จหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 6 โดยได้รับเกียรติจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมมอบเข็มวิทยฐานะแก่ผู้เข้ารับการอบรมที่สำเร็จหลักสูตรฯ จำนวน 110 คน ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร โดยมี นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการหลักสูตรฯ นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการ ARDA และ ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการ ARDA เข้าร่วมเป็นเกียรติและเป็นสักขีพยานในพิธี ณ ห้องแคทลียา โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ  

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้สำเร็จการอบรมว่า “ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่สำเร็จการอบรมหลักสูตรวกส.รุ่นที่ 6 ผมเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ ความรู้ และเครือข่ายที่ทุกท่านได้รับ จะเป็นพลังสำคัญในการรับใช้พี่น้องเกษตรกร รับใช้แผ่นดินได้ดียิ่งขึ้น เพื่อยกระดับศักยภาพภาคเกษตรไทย โดยเฉพาะในยุคที่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมกลายเป็นเครื่องมือหลักในการแข่งขัน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของผม และท่านอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำหนดเป็นนโยบายการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ”  

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หลักสูตร วกส. ถือเป็น “หลักสูตรเกษตรระดับสูงอันดับ 1 ของประเทศ” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างผู้นำเกษตรยุคใหม่ ที่มีวิสัยทัศน์ เข้าใจเทคโนโลยี เข้าใจบริบทโลก และเข้าใจเกษตรกร โดยเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ด้าน เกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีดิจิทัล การตลาด
การบริหารจัดการ และนวัตกรรม ที่สามารถนำไปต่อยอดเชิงนโยบาย และขยายผลสู่ภาคปฏิบัติได้จริง สำหรับวกส. รุ่นที่ 6 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 กุมภาพันธ์ – 25 กรกฎาคม 2568 โดยมีเนื้อหาการอบรมที่เข้มข้นครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อาทิ การสัมมนาวิชาการ การดูงานเทคโนโลยีเกษตรระดับสากล และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้นำจากทุกภาคส่วน เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็น “Change Agent” ในการพลิกโฉมภาคเกษตรไทย
ภาคการเกษตรในศตวรรษที่ 21 ต้องการผู้นำที่พร้อมรับมือกับความท้าทายรอบด้าน

ทั้งด้านการผลิตการแข่งขัน และความมั่นคงทางอาหารในระดับโลก... หลักสูตรนี้จึงไม่ใช่แค่ห้องเรียน แต่คือเวทีสร้างขุนพลเกษตรไทยในโลกเกษตรวิถีใหม่ และตลอด 6 รุ่นที่ผ่านมา วกส. ได้สร้างเครือข่ายผู้นำเกษตรไทยแล้วกว่า 600 คน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดหลัก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อสร้างผลผลิตเกษตรที่มีคุณภาพด้วยการใช้งานวิจัย ควบคู่

ไปกับหลักปรัชญาศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความ สมดุล มั่นคง และยั่งยืนของระบบเกษตรไทย นอกจากนี้เครือข่ายวกส. ยังได้พัฒนาข้อเสนอในการขอทุนสนับสนุนงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาด้านการเกษตร โดยจัดทำโครงการวิจัยพัฒนาการเกษตรได้มากกว่า 40 โครงการ สามารถแก้ไขปัญหาในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร รวมถึงการต่อยอดสินค้าเกษตรมูลค่าโครงการได้ไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท

โฆษก กรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ห่วงกรณี สหรัฐอเมริกา ที่นำเรื่องภาษี 36 % , มาเป็นเครื่องมือ บีบ รัฐบาล ให้ ยุติ การ สู้รบ กับ กัมพูชา

(27 ก.ค. 68) นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการและโฆษก คณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิ สภา กล่าวว่า การที่ประธานาธิปดีโดนัล ทรัมป์ ผู้นำ สหรัฐอเมริกา ได้โทรศัพท์ มาเพื่อพูดดุยกับ นายภูมิธรรม เวชยชัย  รักษาการนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ เจรจากับ ผู้นำ กัมพูชา  เพื่อ ยุติการ สู้รบ โดยเร็ว โดย ที่ ทรัมป์ ได้นำเอา เรื่องการ เจรจาต่อรอง ระหว่าง รัฐบาล กับ สหรัฐอเมริกา ในเรื่อง ภาษีการส่งออกสินค้า 36 % มาเป็น ข้อ ต่อรอง ว่า ถ้าการสู้รบ ยังไม่ยุติ สหรัฐอเมริกา จะไม่ เจรจาเรื่องของ อัตราภาษี

ทางหนึ่ง เป็นความหวังของ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ต้องการเห็นการ สู้รบ ขยายขอบเขตและยึดเยื้อ เพราะผู้ได้รับผลกระทบหนักหน่วงคือ ประชาชน ที่ต้องมีการ อพยพ ทั้งฝ่ายไทย และ กัมพูชา ในฐานะที่ สหรัฐเป็น พี่ใหญ่ ที่เป็น มหาอำนาจ ถือเป็นการ ปฏิบัติ ที่ถูกต้อง แต่อีกทางหนึ่งการใช้เรื่อง ภาษีส่งออก 36 %  มาเป็นเหมือการบังคับกลายๆว่า ถ้าไทย ไม่มีการ เจรจากับกัมพูชา เพื่อ ยุติ ปัญหาการสู้รบ เพื่อกลับเข้าสู่การ เจรจา ทรัมป์ จะไม่ เจรจากับ ผู้แทนรัฐบาลไทยในเรื่องการ ลดภาษี 36 % คนไทยส่วนใหญ่ หลังการรับรู้ข่าวที่เกิดขึ้น สร้างความไม่สบายใจ และเป็นห่วงกับ สถานการณ์การสู้รบ ที่เกิดขึ้น หาก รัฐบาล ต้องทำตาม ข้อเรียกร้องของ สหรัฐอเมริกา ซึ่งนำเอาการเจรจาเรื่องภาษีมาเป็นข้อ ต่อรอง

คณะกรรมาธิการทหารฯ ซึ่งติดตามสถานการณ์การสู้รบ และการใช้การทูตเพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด มีความเป็นห่วงกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยขอให้ รัฐบาล มีความตระหนัก ในการดำเนินนโยบายต่างๆประเทศ กับ มหาอำนาจ อย่าง สหรัฐอเมริกา และ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรกับไทย และ กัมพูชา  เพื่อมิให้มีความ เอนเอียง ไปยังมหาอำนาจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโดยเด็ดขาด

และ รัฐบาล ต้องไม่ หมกเม็ก นำเรื่อง ภาษี 36%  เพื่อที่จะ ทำตามความต้องการของ สหรัฐอเมริกา เพราะเรื่องภาษี เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ต้องไม่นำมาเกี่ยวข้องกับการ สู้รบ และ ข้อพิพาท ในเรื่องของ ดินแดน ไทย-กัมพูชา รวมทั้ง รัฐบาล ต้อง เปิดเผย ข้อเท็จจริง กับประชาชน โฆษก กรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา กล่าวท้ายสุด

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

สำนักงานตำรวจแห่งชาติตีแผ่ 5 พฤติกรรมสายลับ โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ขอความร่วมมือประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส

(27 ก.ค. 68) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งขณะนี้อาจมีกลุ่มบุคคลไม่หวังดีลักลอบส่งข้อมูลด้านความมั่นคงและการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ไทยให้แก่ฝ่ายกัมพูชา อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ประชาชน และความมั่นคงของชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ให้สังเกตลักษณะการกระทำที่อาจเข้าข่ายเป็นการสายลับ ดังนี้

1. การเก็บข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ – ลอบถ่ายภาพหรือวิดีโอที่ตั้งหน่วยทหาร จุดยุทธศาสตร์ เส้นทางลำเลียงเสบียงหรืออาวุธ

2. การติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ – สอดส่องการเคลื่อนย้ายกำลังพล หรือการจัดวางยุทโธปกรณ์ของหน่วยงานความมั่นคง

3. การกระทำที่ผิดปกติ – เช่น ถ่ายภาพในพื้นที่บ่อยครั้ง เข้าใกล้พื้นที่ปฏิบัติการโดยไม่มีเหตุผล หรือเดินสำรวจพื้นที่โดยไม่มีจุดหมาย

4. การเข้าออกพื้นที่หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต – ปรากฏตัวในพื้นที่ที่มีคำสั่งอพยพ หรือในเวลาที่ผิดปกติ เช่น เวลากลางคืน

5. การครอบครองอุปกรณ์ต้องสงสัย – เช่น กล้องส่องทางไกล แผนที่ยุทธศาสตร์ แผนผังพื้นที่ หรืออุปกรณ์ระบุตำแหน่ง GPS

โดยการกระทำลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 “ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร” ซึ่งอาจต้องระวางโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นพฤติการณ์ต้องสงสัย หรือบุคคลที่มีลักษณะเป็นสายลับ ลักลอบส่งข้อมูลความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ หรือข้อมูลสำคัญของประเทศไปยังฝ่ายกัมพูชา ขอให้แจ้งเบาะแสดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ หรือที่สายด่วน 191 และสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ผบช.ภ.2 ลงพื้นที่เมืองตราด ตรวจศูนย์พักพิงชายแดน กำชับแผนฉุกเฉิน – ให้กำลังใจตำรวจแนวหน้า

(27 ก.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เปิดเผยว่า วานนี้ (26 กรกฎาคม) นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงชั่วคราวในเขตอำเภอเมืองตราด ซึ่งจัดตั้งขึ้นรองรับประชาชนในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินใกล้แนวชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมี พ.ต.อ.เตชิต กุลกนิษฐรากร ผกก.สภ.เมืองตราด พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับและรายงานความพร้อมทุกด้าน

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ผบช.ภ.2 ได้เน้นย้ำความสำคัญของการเตรียมความพร้อมเชิงปฏิบัติการในทุกระดับ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีความเปราะบางด้านความมั่นคง พร้อมกล่าวให้กำลังใจเจ้าหน้าที่แนวหน้า ซึ่งปฏิบัติงานด้วยความเสียสละและอดทนท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

พล.ต.ท.ยิ่งยศ ได้สั่งการชัดเจนถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยกำชับทุกสถานีตำรวจในพื้นที่ปฏิบัติตามแผนอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งระบุแนวทางสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
1. เพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติหน้าที่ ให้ทุกนายปฏิบัติภายใต้การควบคุมของหัวหน้าสถานีอย่างใกล้ชิด
2. รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเป็นระบบ หากเกิดเหตุไม่สงบ ต้องสามารถเคลื่อนย้ายและอพยพประชาชนไปยังศูนย์พักพิงตามแผนที่วางไว้ได้ทันที
3. รักษาความสงบในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งกลางวันและกลางคืน
4. ตั้งจุดตรวจ-จุดสกัดเข้ม เพื่อป้องกันการลักลอบขนยาเสพติด อาวุธสงคราม และการกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ที่อาจกระทบต่อความมั่นคง

สำหรับศูนย์พักพิงชั่วคราวที่เข้าตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ทั้งตำรวจ ทหาร          ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานสาธารณสุข มีความพร้อมครบครัน ทั้งที่พัก อาหาร ระบบรักษาความปลอดภัย และการแพทย์เบื้องต้น เพื่อรองรับประชาชนในยามวิกฤต

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงตรึงกำลังอย่างเข้มแข็งตลอดแนวชายแดน พร้อมยกระดับมาตรการเฝ้าระวังเต็มพิกัด โดยเฉพาะจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ผบช.ภ.2 ยืนยันว่า ตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลัง ทั้งด้านการดูแลประชาชนในพื้นที่ส่วนหลัง และการสนับสนุนการทำงานของกองกำลังป้องกันชายแดน เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือ ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของประเทศชาติ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจตำรวจใน จ.อุบลราชธานี และศรีสะเกษ รวมทั้งทหารที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ที่ชายแดน

พร้อมร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยและพระราชทานความช่วยเหลือแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

วันนี้ (27 ก.ค 68) เวลา 09:30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อตรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร ที่รักษาตัวในโรงพยาบาลจากเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดน เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมทั้งร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยและพระราชทานความช่วยเหลือแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

ผบ.ตร.ได้เยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร ที่ได้รับบาดเจ็บ รักษาตัวที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิ์ประสงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี และเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ได้รับบาดเจ็บ รักษาตัวที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ จากนั้นได้ตรวจเยี่ยมศูนย์อพยพ วัดพยุห์ อ.พยุห์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งมีจำนวนผู้อพยพประมาณ 400 คน และศูนย์อพยพจุดวัดสำโรง อ.พยุห์ ผู้อพยพประมาณ 430 คน 

ในการนี้ ผบ.ตร.ได้มอบเงินช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านการแพทย์และการรักษาพยาบาล พร้อมกล่าวยกย่องความเสียสละของเจ้าหน้าที่ทหารในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และขอส่งกำลังใจให้หายเป็นปกติโดยเร็ววัน เพื่อกลับมาปฏิบัติหน้าที่อันทรงเกียรติเพื่อประเทศชาติอีกครั้ง

ต่อมา ผบ.ตร.และคณะได้เข้าประชุมติดตามสถานการณ์ โดยมี พล.ต.ต.พิษณุ วัตถุ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วยผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และอุบลราชธานี เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ โดยรับฟังปัญหาข้อขัดข้อง พร้อมได้ให้กำลังใจ และขอให้พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติกับฝ่ายทหารเต็มกำลังความสามารถ โดยให้ตำรวจภูธรในทุกพื้นที่มีหน้าที่ตามแผนพิทักษ์ส่วนหลัง ดูแล ตรวจตราบ้านเรือน ทรัพย์สินของประชาชนที่ได้ย้ายไปอยู่ในศูนย์พักพิงให้มีความปลอดภัย และต้องสืบสวนหาข่าว ตั้งจุดตรวจจุดสกัด เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ใดกระทำการที่มีผลกระทบกับความมั่นคง หรือก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่โดยเด็ดขาด ยกระดับการสืบสวนเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทบกระทั่ง หรือมีเหตุการทำร้ายร่างกายระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ส่วนตำรวจตระเวนชายแดนที่อยู่แนวหน้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะได้สั่งการให้สำนักงานส่งกำลังบำรุงสนับสนุนการปฏิบัติในสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนต่อไป

ผบ.ตร. กล่าวว่า ขอส่งกำลังใจและขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกนาย ที่ได้เสียสละในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และขอให้เจ้าหน้าที่ทุกนายมีความปลอดภัย ปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วงเพื่อประเทศชาติต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top