Wednesday, 10 June 2026
NewsFeed

‘ภูมิธรรม - ฮุน มาเนต’ เข้าร่วมประชุมไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ‘ไทย - กัมพูชา’ ณ บ้านพักอย่างเป็นทางการ ของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ‘อันวาร์ อิบราฮิม’

(28 ก.ค. 68) การประชุมไกล่เกลี่ยความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่จัดขึ้นที่บ้านพักอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซียในเมืองปุตราจายา ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ประมาณ 30 นาที โดยที่การประชุมดังกล่าวได้เริ่มขึ้นแล้วเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา 

นอกเหนือจากรักษาการนายกรัฐมนตรีของไทยและนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่เข้าร่วมการประชุมแล้วยังมีเจ้าหน้าที่จากสหรัฐฯ และจีน ซึ่งทั้งสองประเทศต่างแสดงจุดยืนว่าต้องการให้ความขัดแย้งยุติลง ก็เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย

‘ฮุน มาเนต’ เผยผลเจรจา!! ที่มาเลเซีย ผ่านเฟซบุ๊ก หยุดยิงทันทีไม่มีเงื่อนไข มีผลบังคับใช้เที่ยงคืนนี้

(28 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

#ฮุนมาเนต เผยผ่าน FB ถึงผลเจรจา #ไทยกัมพูชา

1. หยุดยิงทันทีไม่มีเงื่อนไข มีผลบังคับใช้เที่ยงคืนนี้ นี่เป็นขั้นตอนสําคัญในการลดความตึงเครียดและฟื้นฟูสันติภาพและความปลอดภัย

2. จัดการประชุมไม่เป็นทางการระหว่างผู้บัญชาการทหารชายแดน (ฝั่งไทย : ภาค 1 ภาค 2 / ฝั่งกัมพูชา : ภาค 4 ภาค 5) ในเวลา 07:00 น. ของวันที่ 29 ก.ค.2568 และยังคงจัดการประชุมกับกองประจําการและกองประจําการ นําโดยหัวหน้าอาเซียน หากมี คือข้อตกลงจากทั้งสองฝ่าย

3. จะมีการประชุม #GBC (คณะกรรมการชายแดนทั่วไป) ระดับ รมว.กลาโหมระหว่างไทยและกัมพูชา วันที่ 4 ส.ค.นี้ ซึ่งกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพ
พร้อมย้ำว่า “ข้าพเจ้าเชื่อว่าข้อตกลงการหยุดยิงระหว่างกองทัพกัมพูชากับกองทัพไทยเป็นพื้นฐานสําคัญในการสร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันและการปรับปรุงสถานการณ์สู่ความปกติในอนาคต”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดโครงการอุปสมบทหมู่ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

(27 ก.ค. 68) เวลา 16.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีถวายราชสักการะและเจริญพระพุทธมนต์สมโภชนาค และพิธีมอบบาตรและผ้าไตร แก่ผู้เข้าร่วมโครงการอุปสมบทหมู่เฉลิมพระเกียรติ เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 73 พรรษา 28 กรกฎาคม 2568 และถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 93 พรรษา 12 สิงหาคม 2568 ณ มณฑลพิธีลานพระศรีมหาโพธิ์ และพิธีบรรพชาและอุปสมบท ณ พระอุโบสถ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

โครงการดังกล่าวกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม - 10 สิงหาคม 2568 รวม 20 วัน โดยมีข้าราชการตำรวจจากทั่วประเทศร่วมอุปสมบทหมู่ จำนวน 93 นาย ซึ่งหลังจากบรรพชาและอุปสมบทแล้ว คณะสงฆ์จะศึกษาพระปริยัติธรรม ปฏิบัติศาสนกิจและปฏิบัติธรรม ณ วัดโบสถ์ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม - 9 สิงหาคม 2568 และมีพิธีลาสิกขา แสดงตนเป็นพุทธมามกะ วันที่ 10 สิงหาคม 2568

ผบช.ภ.2 เน้นย้ำ “หยุดแชร์ หยุดโพสต์ข้อมูลอ่อนไหว” เพื่อความมั่นคงของชาติ ตำรวจภูธรภาค 2 เดินหน้าดูแลความสงบชายแดนเต็มกำลัง

(28 ก.ค. 68) พล.ต.ต.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ รอง ผบช.ภ.2 / โฆษก ภ.2 เปิดเผยว่า พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) แสดงความห่วงใยสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยได้กำชับทุกหน่วยในสังกัด ภ.2 ให้เพิ่มมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อยทั้งในพื้นที่แนวหน้า และพื้นที่ชุมชนเมือง รวมถึงเน้นย้ำไปยังประชาชนทั่วไปให้ “หยุดแชร์ หยุดโพสต์ข้อมูลอ่อนไหว” ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

ข้อมูลที่ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการโพสต์/แชร์ในช่วงนี้ ได้แก่ :
• ภาพหรือคลิปการเคลื่อนกำลังทหาร/ตำรวจ
• พิกัดจุดยุทธศาสตร์ ศูนย์พักพิง หรือเส้นทางลำเลียงกำลังพล
• ข้อมูลอ่อนไหวที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
• ข่าวลือจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ

“แม้เจตนาจะเป็นไปเพื่อการให้ข้อมูล แต่การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ผ่านการกลั่นกรอง อาจเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตรงข้าม และเป็นภัยต่อประเทศโดยไม่รู้ตัว” พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผบช.ภ.2 กล่าว

ตำรวจภูธรภาค 2 มีพื้นที่รับผิดชอบ 8 จังหวัดในภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว และนครนายก โดยมีภารกิจหลักในการ:
• ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่
• ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม
• สนับสนุนความมั่นคงตามแนวชายแดน
• ให้ความช่วยเหลือประชาชนในทุกสถานการณ์

ในช่วงสถานการณ์ชายแดนตึงเครียด ตำรวจภูธรภาค 2 ได้บูรณาการร่วมกับทหาร ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานความมั่นคง เพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเต็มที่

ปัจจุบันได้จัดกำลังเสริมสนับสนุนพื้นที่ชายแดน จังหวัดสระแก้ว จันทบุรี และตราด มีการตั้งจุดตรวจจุดสกัด พร้อมจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว ตรวจพื้นที่เสี่ยงทั้งกลางวันและกลางคืน รวมถึงดูแลความปลอดภัยในพื้นที่พักพิงและพื้นที่ชุมชนด้านหลัง หากประชาชนพบเห็นการกระทำต้องสงสัย หรือมีข้อมูลที่ควรรายงาน สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน 191 หรือสถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการได้ทันท่วงที

ร่วมกันเป็นหูเป็นตาให้บ้านเมือง งดโพสต์ งดแชร์ข้อมูลลับ เพื่อความปลอดภัยของชาติ “ความลับทางยุทธศาสตร์ คือเกราะป้องกันแผ่นดินไทย”

รวมพลัง ภาครัฐ-เอกชนจัดกิจกรรมเก็บขยะใต้ทะเล-ปล่อยเต่าทะเล-ปลาฉลามเฉลิมพระเกียรติ ร.10

(28 ก.ค. 68) ณ เกาะล้าน ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี นายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ รองนายกเมืองพัทยา เป็นประธานเปิดกิจกรรม “เก็บขยะ - ปล่อยเต่าทะเล - ปล่อยปลาฉลาม” เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นโดยความร่วมมือของ กลุ่ม Pattaya Scuba Club, เมืองพัทยา, บริษัท ชีพาราไดซ์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมกับพันธมิตรหลายภาคส่วน ทั้งจากภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่ โดยมีผู้ร่วมงานจำนวนมาก อาทิ นายสุเทพ เจือละออง ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 2, พ.ต.ท.ต่อลาภ ตินะมาตร สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจท่องเที่ยวพัทยา, นายมีชัย อินทร์พิทักษ์ ประธานคณะทำงานนายกเมืองพัทยา, สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี, สมาชิกสภาเมืองพัทยา, เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว, ผู้ประกอบการเรือนำเที่ยว, นักดำน้ำ และประชาชนชุมชนเกาะล้าน

ภายใต้ชื่อกิจกรรม “Pattaya Underwater Cleaning” ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ดำเนินการเก็บขยะใต้ทะเลบริเวณรอบเกาะล้าน ร่วมกับกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติด้วยการปล่อยเต่าทะเลและปลาฉลามคืนสู่ท้องทะเล สะท้อนพลังความร่วมมืออันแข็งแกร่งในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ของเมืองพัทยา

เมืองพัทยา ให้ความสำคัญการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่เน้นการท่องเที่ยวควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมในวันนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่นำแนวนโยบายมาสู่การลงมือปฏิบัติจริง เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล และสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนเห็นถึงคุณค่าของธรรมชาติ

และที่น่าชื่นชมเป็นพิเศษคือ การเปิดพื้นที่ให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้เข้ามามีส่วนร่วม ถือเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้และเสริมสร้างจิตวิญญาณแห่งการอนุรักษ์ เพื่อส่งต่อทะเลที่สะอาดและยั่งยืนเป็นมรดกแก่คนรุ่นหลัง ตอกย้ำเป้าหมายของเมืองพัทยาในการก้าวสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างแท้จริง

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

คนที่เคยเลือก ‘แดง’ แล้วแผลงมาเลือก ‘ส้ม’ เพราะส่วนลึกนิยม!! ล้มเจ้า..ล้มสถาบัน

(29 ก.ค. 68) ถ้าหากนับเฉพาะคนเคยแดง เคยเป็นสาวกของ “พรรคเผาเมือง” มาก่อน แล้ววันนี้เปลี่ยนใจหันมาเลือก “พรรคส้มล้มสถาบัน” แทน หนึ่งเหตุผลที่ “ซ่อนเร้นเป็นความลับ” อยู่ในใจของ “คนเปลี่ยนสี” เหล่านี้ก็คือ “เกลียดชังการรัฐประหาร” และ “ไม่ศรัทธาสถาบันกษัตริย์” 

ด้วยพรรค “โกงจำนำข้าว” แม้จะเป็นสารตั้งต้นของการกัดเซาะสถาบันเบื้องสูง จนเป็นที่ถูกอกถูกใจ “คนไทยแอบไม่เอาสถาบัน” จำนวนหนึ่ง จึงพากันมาร่วมขบวนการ “ปลดรูปในหลวง” ออกจากฝาบ้าน และสร้างข่าวเท็จโจมตีสถาบันอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายปี 

ต่อเมื่อเวลาเปลี่ยน ท่าทีของ “แกนนำแดงเผาเมือง” ไม่ฮาร์ดคอร์เหมือนแต่ก่อน ด้วย “นายใหญ่” ยังต้องหนีคดีเร่ร่อนอยู่ต่างแดน ท่าทีโอนอ่อนต่อสถาบันจึงมีออกมาให้เห็นเป็นระยะ คนเหล่านี้จึงรู้สึกผิดหวัง แม้จะเคยร่วมกันเป็น “แดงทั้งแผ่นดิน” แต่ความไร้ทิศทางของ “พรรคเผาไทย” ในขณะนั้น จึงเกิดความไม่มั่นใจถ้าจะร่วม “ขบวนเลว” ต่ออีกหนึ่งคำรบ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ประเทศไทยมีพรรคเกิดใหม่ อ้างตัวว่าเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่ชู “นโยบายล้ม 112” หวังทำให้สถาบันอ่อนแอและล้มหายตายจากไปในที่สุด จึงโดนใจ “อดีตแดงเกลียดเจ้า” เป็นอย่างมาก

กลุ่มแดงอกหักจาก “พรรคข้าวเน่า” จึงพากันมาหย่อนบัตรกาเลือก “พรรคส้มล้มชาติ” ทำให้เกิดปรากฏการณ์ 14 ล้านเสียง แน่นอนว่าในจำนวนนี้มี “แดงเปลี่ยนสี” ปะปนมากับ “พวกโลกสวยสมองกลวง” ที่ไม่เคยลงลึกในเรื่องการเมืองมากไปกว่าการได้ “ชูสามนิ้วโง่ ๆ” ถ่ายรูปลงโซเชียล

“แดงเกลียดเจ้า & ไม่เอาทหาร” จึงพากันมารวมตัวกันเป็น “ด้อมส้มล้มสถาบัน” ผู้ซื่อสัตย์ คนจำพวกนี้รับประทานอคติเป็นอาหาร ปิดหูปิดตาต่อการรับรู้ผิดชอบชั่วดีทุกอย่าง จะตั้งหน้าตั้งตาด่าแต่สถาบันและทหาร ขนาดทหารออกไปสู้รบ และพลีชีพเพื่อไม่ให้แผ่นดินไทยต้องสูญเสียดินแดน คนพวกนี้ก็ไม่เคยพูดให้กำลังใจ ไม่เคยมองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีบุญคุณ หรือสำคัญอย่างไรต่อความเป็นไทย คอยสนับสนุนแต่ “เด็กสามกีบ” ที่ทำผิด 112 นี่คือ “เนื้อแท้” ของพวก “แดงกลายพันธุ์” ในปัจจุบัน จัดเป็นคนใจดำอำมหิต ไม่กล้ายอมรับความจริง ไร้ความชอบธรรมในจิตใจ และขี้ขลาดแม้เพียงจะเอ่ยชื่นชมคนที่ทำเพื่อบ้านเมือง 

“แดงแผลงส้มเหล่านี้” จัดเป็นกลุ่มคนที่เป็นอันตรายต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ไม่แพ้ “พรรคล้มล้างสถาบัน” ที่คนพวกหนี้ยอมเป็น “เศษขี้ดินติดพื้นรองเท้า” ก็ไม่ปาน 

ไม่เชื่อลองสังเกตคนข้าง ๆ ตัวคุณ มันจะไม่ชม แต่จะหามุมด่าทหารอย่างเดียว

ทรัมป์เล็งเก็บภาษี 15-20% กับชาติที่ยังไม่ปิดดีลการค้า ลั่น!! โลกต้องยอมรับกติกา ถ้าอยากเข้าตลาดอเมริกา

(29 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันจันทร์ (28 ก.ค.) ว่า ประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่ที่ยังไม่ทำข้อตกลงการค้ารายประเทศกับสหรัฐฯ จะถูกเก็บภาษีนำเข้าระดับใหม่ระหว่าง 15-20% ภายในสัปดาห์นี้ โดยจะมีการแจ้งประเทศต่าง ๆ กว่า 200 ประเทศให้ทราบอัตราภาษีใหม่นี้เร็ว ๆ นี้

ทรัมป์กล่าวที่สนามกอล์ฟหรูของตนเองในสกอตแลนด์ ขณะพบกับ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์  นายกรัฐมนตรีอังกฤษว่า “เราจะไม่มานั่งทำข้อตกลงกับ 200 ประเทศ นี่คือภาษีที่พวกเขาต้องจ่ายถ้าอยากเข้าตลาดอเมริกา” โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้เก็บภาษีถึง 50% กับบางประเทศ เช่น บราซิล และเตรียมบังคับใช้ในวันศุกร์นี้

แรงกดดันดังกล่าวทำให้หลายประเทศ รวมถึงอินเดีย ปากีสถาน แคนาดา และไทย ต่างเร่งเจรจาหวังต่อรองภาษีให้น้อยลง ขณะที่สหรัฐฯ เพิ่งบรรลุข้อตกลงกับสหภาพยุโรป คิดภาษีที่ 15% พร้อมรับลงทุนจากยุโรป 600,000 ล้านดอลลาร์ และคำสั่งซื้อพลังงานอีก 750,000 ล้านดอลลาร์ใน 3 ปี

ทั้งนี้ ทรัมป์เพิ่งเซ็นดีล 550,000 ล้านดอลลาร์กับญี่ปุ่น และดีลย่อยกับอังกฤษ อินโดนีเซีย เวียดนาม ขณะที่แคนาดาซึ่งพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ ถึง 75% ยอมรับว่าอาจต้องยอมจ่ายภาษีบางส่วน แม้จะยังพยายามเจรจาลดภาษีจาก 35% ที่สหรัฐฯ ประกาศไว้ก่อนหน้านี้

‘ฮุน เซน’ โพสต์ขอบคุณ ‘ทรัมป์’ ผลักดันหยุดยิง ชี้ช่วยชีวิตคนนับหมื่น!! จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

ช่วงเช้ามืดวันที่ (29 ก.ค. 68) สมเด็จฯ ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความขอบคุณประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา พร้อมแนบภาพถ่ายร่วมกันในอดีต

ฮุน เซน ระบุว่า ความคิดริเริ่มของทรัมป์ในการสร้างข้อตกลงหยุดยิงและสันติภาพ คือ “ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่” ที่ช่วยชีวิตผู้คนนับหมื่นทั้งในกัมพูชาและไทย พร้อมยกย่องวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของผู้นำสหรัฐฯ

เขายังกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมของมาเลเซีย ที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุมและอำนวยความสะดวกตลอดกระบวนการ รวมทั้งย้ำว่าข้อตกลงหยุดยิงนี้กำลังก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน

นอกจากนี้ สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังกล่าวขอบคุณรัฐบาลจีนและประเทศพันธมิตรอื่น ๆ ที่สนับสนุนข้อตกลง พร้อมขอบคุณประชาชนและกองทัพของทั้งไทยและกัมพูชา ที่มีบทบาทสำคัญในการเดินหน้าสู่สันติภาพร่วมกัน

จีนตั้ง 'ฉางอัน ออโตกรุ๊ป' บริษัทใหม่ของรัฐบาล ด้วยทุนจดทะเบียนกว่า 1 แสนล้านบาท

เมื่อวันที่ (27 ก.ค.68) จีนประกาศจัดตั้งบริษัทรถยนต์แห่งชาติ ฉางอัน ออโตโมบิล กรุ๊ป (Changan Automobile Group Co., Ltd.) อย่างเป็นทางการในฐานะรัฐวิสาหกิจระดับชาติน้องใหม่ อยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการกำกับดูแลทรัพย์สินของรัฐ (SASAC) เทียบชั้นกลุ่มรถยนต์ใหญ่ของประเทศอย่าง FAW และ Dongfeng โดยมีทุนจดทะเบียน 20,000 ล้านหยวน (ราว 1 แสนล้านบาท)

กลุ่มบริษัทใหม่นี้มีสำนักงานใหญ่ที่เมืองฉงชิ่ง โดยมี 'จู ฮั้วหรง' (Zhu Huarong) ประธานบริษัทฉางอัน ออโตโมบิล เป็นผู้แทนทางกฎหมาย และคาดว่าจะมีบทบาทนำในการบริหารองค์กร โดยจะดำเนินธุรกิจด้านการขายรถยนต์ทั่วไปและรถพลังงานใหม่ (NEVs) พร้อมทั้งวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์

ขณะที่ในคืนวันที่ 28 กรกฎาคม บัญชีโซเชียลของฉางอันและแบรนด์ในเครือ เช่น Qiyuan, Deepal, Avatr และ Kaicheng ร่วมกันเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ภายใต้คำขวัญ “ภารกิจใหม่ การเดินทางใหม่” พร้อมจัดแสดงรถ Avatr จำนวน 200 คันที่สนามบินฉงชิ่งเจียงเป่ย์ (CKG) เพื่อเฉลิมฉลองการก่อตั้งบริษัท

ทั้งนี้ การสื่อสารกับสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการครั้งแรกจะมีขึ้นในวันที่ 30 กรกฎาคม โดยผู้บริหารจากกลุ่มบริษัทใหม่นี้จะปรากฏตัวร่วมกันครั้งแรก พร้อมสรุปผลงานครึ่งปีแรกของปี 2025 และเปิดเผยแผนธุรกิจช่วงครึ่งปีหลัง การก่อตั้งนี้ถือเป็นผลสืบเนื่องจากการปรับโครงสร้างองค์กรที่เริ่มต้นเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม และจะเสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม

กองทัพส่วนตัวที่เคยผ่านการฝึกจาก ‘กองทัพไทย’ จากทีมอารักขาผู้นำเขมรสู่กองกำลังติดอาวุธ

(29 ก.ค. 68) ท่ามกลางสถานการณ์การปะทะที่รุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ชื่อของหน่วยทหารระดับสูงที่ถูกส่งเข้ามาในแนวรบอย่าง กองบัญชาการองครักษ์ หรือ BHQ (Bodyguard Headquarters) ได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ภายหลังจากมีการตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และก่อนถึงกำหนดเส้นตายเวลาเที่ยงคืน มีรายงานว่า กองกำลัง BHQ ได้ออกปฏิบัติการเป็นครั้งแรกในพื้นที่ปราสาทตาควาย เพื่อช่วงชิงพื้นที่กับกองกำลังรบพิเศษของกองทัพไทย

ย้อนไปทำความรู้จักหน่วยทหารนี้กันอีกครั้ง ซึ่งหน่วย BHQ นั้นไม่ใช่เพียงหน่วยอารักขาบุคคลสำคัญธรรมดา แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นเสมือน “กองทัพส่วนตัว” ที่มีความภักดีต่อสมเด็จฯ ฮุน เซน และครอบครัวโดยตรง และมีประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับการเมืองกัมพูชาอย่างแยกไม่ออก

ตามโครงสร้างอย่างเป็นทางการ BHQ คือหน่วยรักษาความปลอดภัยระดับสูงที่สังกัดกองทัพกัมพูชา มีภารกิจหลักในการรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญของรัฐบาล แต่ในทางปฏิบัติ หน่วยนี้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยสมเด็จฯ ฮุน เซน และมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเขาเป็นการส่วนตัวมาโดยตลอด ทำให้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการค้ำจุนอำนาจทางการเมืองของตระกูลฮุน เซน

หน่วย BHQ อยู่ภายใต้การบัญชาการของ พลเอก ฮิง บุนเฮียง ซึ่งถือเป็นนายทหารมือขวาที่ใกล้ชิดและได้รับความไว้วางใจจากสมเด็จฯ ฮุน เซน มากที่สุด ทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์และควบคุมสถานการณ์ในเมืองเป็นหลัก ขณะที่พื้นที่ชายแดนจะอยู่ในความดูแลของ พลเอก สรัย ดึ๊ก ซึ่งเปรียบเสมือนมือซ้าย ทั้งสองคนนี้คือนายทหารคนสำคัญที่ช่วยค้ำจุนอำนาจให้กับระบอบฮุน เซน มาอย่างยาวนาน

BHQ มีจุดเริ่มต้นมาจาก “กองพลน้อยที่ 70” ซึ่งสมเด็จฯ ฮุน เซน ก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2532–2533 เพื่อป้องกันการรัฐประหารในช่วงที่การเมืองภายในยังไม่มั่นคง โดยในช่วงแรก กำลังพลบางส่วนเคยถูกส่งมาฝึกกับศูนย์รักษาความปลอดภัยของกองบัญชาการทหารสูงสุดของไทยด้วย กองพลน้อยที่ 70 ได้แสดงแสนยานุภาพครั้งสำคัญในการเป็นกำลังหลักก่อ รัฐประหารในปี พ.ศ. 2540 เพื่อยึดอำนาจจากสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ และทำให้สมเด็จฯ ฮุน เซน ก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างสมบูรณ์

ช่วงแรกของการก่อตั้งหน่วยอารักขานี้ สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้ส่งกำลังพลของตนเองมาเข้ารับการฝึกฝนด้านการอารักขาบุคคลสำคัญ (VIP Protection) กับ ศูนย์รักษาความปลอดภัย (สรพ.) ของกองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งเกิดขึ้นในยุคที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังดีอยู่ โดยเฉพาะในสมัยที่ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและมีความสัมพันธ์อันดีกับสมเด็จฯ ฮุน เซน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้ออกพระราชกฤษฎีกาย่อยจัดตั้ง “กองบัญชาการองครักษ์” (BHQ) ขึ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการยกระดับและเปลี่ยนผ่านกองกำลังที่ภักดีที่สุดนี้ให้อยู่ภายใต้การดูแลของ สมเด็จฯ ฮุน มาเนต บุตรชายของเขานั่นเอง

นอกจากภารกิจอารักขาแล้ว BHQ ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล โดยมักจะถูกส่งไปทั้งในและนอกเครื่องแบบเพื่อควบคุมสถานการณ์และปราบปรามการประท้วงของฝ่ายค้านในช่วงทศวรรษ 2010 และมักจะมีการแสดงแสนยานุภาพด้วยยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยในกรุงพนมเปญเพื่อข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ

แม้จะเป็นหน่วยที่ถูกพัฒนาให้มีความทันสมัยที่สุด แต่ภารกิจหลัก และประสบการณ์ส่วนใหญ่ของ BHQ คือ การรบในเมือง การอารักขาบุคคลสำคัญ และการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง ทำให้หน่วยนี้อาจไม่มีความชำนาญในภูมิประเทศและการรบตามแนวชายแดนมากเท่ากับหน่วยรบพิเศษเฉพาะทางอย่าง “หน่วย 911” ซึ่งเป็นหน่วยที่ฝ่ายไทยให้ความสำคัญและจับตามองมากกว่า

อย่างไรก็ตาม BHQ ก็มีชื่อเสียงที่น่าเกรงขามในประเทศกัมพูชา โดยถูกกล่าวขานว่ามีอิทธิพลสูงและอาจมี “ใบอนุญาตสังหาร” (License to Kill) เพื่อจัดการกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศ

ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งล่าสุดนี้ BHQ ได้เข้ามามีบทบาทโดยตรง โดยมีรายงานว่าสมเด็จฯ ฮุน เซน ได้ส่งกองกำลังหน่วยนี้เข้ามาในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2568 ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย และล่าสุดใน วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 มีรายงานการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างหน่วยรบพิเศษของไทยกับกำลังพลของ BHQ บริเวณปราสาทตาควาย ก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงจะมีผลในเวลาเที่ยงคืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top