Saturday, 20 June 2026
NewsFeed

'ทรัมป์' เสนอฮุบกาซาเปลี่ยนเป็น 'ริเวียร่าอาหรับ' นักวิชาการชี้แนวคิดอันตรายสุดโต่งของพวกล่าอาณานิคม

(6 ก.พ.68) กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางสำหรับแนวคิดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เสนอให้สหรัฐเข้าควบคุมฉนวนกาซาที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม และเปลี่ยนให้กลายเป็น 'ริเวียร่าของตะวันออกกลาง' โดยให้ชาวปาเลสไตน์ย้ายถิ่นฐานออกจากพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมด 

ดร.ทาเมอร์ คาร์มูท ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากสถาบัน Doha Institute for Graduate Studies กล่าวกับสำนักข่าว Sputnik ว่าแนวคิดของทรัมป์เป็นเรื่อง "ขาดความรับผิดชอบและไร้มนุษยธรรม" พร้อมระบุว่าที่ผ่านมาชาวกาซาคาดหวังให้สหรัฐฯ กำหนดแนวทางทางการเมืองเพื่อยุติความขัดแย้งและช่วยฟื้นฟูฉนวนกาซาหลังจากเผชิญกับความโหดร้ายจากสงคราม  

"นี่เป็นการรื้อฟื้นมรดกของลัทธิล่าอาณานิคมและจักรวรรดินิยมขั้นสูง ที่ประเทศหนึ่งสามารถตัดสินชะตากรรมของอีกประเทศหรือประชาชนกลุ่มหนึ่งได้" คาร์มูทเตือน "นี่เป็นเรื่องน่าตกใจ และอันตรายอย่างยิ่ง"  

ขณะเดียวกันด้าน ดร.อัยมัน ยูซุฟ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยอาหรับ-อเมริกันในปาเลสไตน์ กล่าวว่าชาวปาเลสไตน์ปฏิเสธแผนของทรัมป์ที่ต้องการย้ายพวกเขาออกจากฉนวนกาซาไปยังจอร์แดนและอียิปต์ ซึ่งไม่สามารถรองรับผู้ลี้ภัยจำนวนมากได้

ศาสตราจารย์ยูซุฟยังระบุว่า วอชิงตันและเทลอาวีฟกำลังใช้ความแตกแยกระหว่างกลุ่มฟาตาห์และฮามาสเพื่อผลักดันวาระซ่อนเร้นของตนเอง พร้อมเรียกร้องให้ชาวปาเลสไตน์ลดความขัดแย้งภายในและมุ่งสู่การปรองดองในระดับชาติ  

นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากทรัมป์ต้องการช่วยเหลือจริง ควรใช้มาตรการควบคุมอิสราเอลอย่างเข้มงวดขึ้น เพื่อยับยั้งปฏิบัติการทางทหารในกาซาในอนาคตมากกว่าที่จะเปลี่ยนฉนวนกาซาซึ่งเป็นพื้นที่ขัดแย้งมานาน กลายเป็นสถานตากอากาศในฝันของเขา 

ทรัมป์สั่งอายัดทรัพย์-แบนวีซ่าเจ้าหน้าที่ ICC ตอบโต้สหรัฐและอิสราเอลถูกสอบสวน

(7 ก.พ.68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) โดยกล่าวหาว่าศาลดำเนินการอย่างไม่ชอบธรรมและไร้มูลความจริงต่อสหรัฐและอิสราเอล

ตามรายงานของบีบีซี (BBC) และเอพี (AP) ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารที่กำหนดมาตรการคว่ำบาตร ICC ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงเฮก โดยให้เหตุผลว่าศาลได้ดำเนินการสอบสวนอิสราเอลและสหรัฐโดยไม่มีความชอบธรรม คำสั่งดังกล่าวลงนามเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ตามเวลาท้องถิ่น

คำสั่งของทรัมป์ระบุว่า "ศาลอาญาระหว่างประเทศดำเนินการอย่างมิชอบและปราศจากมูลความจริง โดยมุ่งเป้าไปที่สหรัฐและอิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของเรา" นอกจากนี้ ทรัมป์ยังวิพากษ์วิจารณ์ ICC ว่าใช้อำนาจโดยมิชอบในการออกหมายจับต่อเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และโยอาฟ กัลแลนต์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล

คำสั่งดังกล่าวยังเน้นว่า 'ICC ไม่มีอำนาจเหนือสหรัฐหรืออิสราเอล' และระบุว่ามาตรการคว่ำบาตรจะรวมถึงการจำกัดการทำธุรกรรมทางการเงินและการออกวีซ่าให้กับเจ้าหน้าที่และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ICC ซึ่งมีส่วนช่วยในการสอบสวนพลเมืองของสหรัฐและชาติพันธมิตร

การแซงก์ชั่นอาจรวมถึงการอายัดทรัพย์สินและการห้ามเจ้าหน้าที่ของ ICC และครอบครัวของพวกเขาเข้าประเทศสหรัฐ คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในช่วงเวลาที่เนทันยาฮูเดินทางเยือนสหรัฐเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์

การตอบโต้ของสหรัฐเกิดขึ้นหลังจาก ICC ออกหมายจับเนทันยาฮูเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน ในข้อกล่าวหาการก่ออาชญากรรมสงครามในฉนวนกาซา ซึ่งเนทันยาฮูปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด นอกจากนี้ ICC ยังออกหมายจับต่อผู้บัญชาการของกลุ่มฮามาสด้วย

ทำเนียบขาวกล่าวหาว่า ICC กำลังสร้างมาตรฐานที่เป็นอันตราย โดยทำให้สหรัฐและเจ้าหน้าที่ของตนตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงจากการคุกคาม การล่วงละเมิด และการจับกุมอย่างไม่เป็นธรรม

“การกระทำของ ICC เป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของสหรัฐ และเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงแห่งชาติของเรา รวมถึงนโยบายต่างประเทศที่สำคัญของสหรัฐและพันธมิตร เช่น อิสราเอล” คำสั่งดังกล่าวระบุ

นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังกล่าวหา ICC ว่าจำกัดสิทธิในการป้องกันตนเองของอิสราเอล ขณะเดียวกันก็มองข้ามบทบาทของอิหร่านและกลุ่มต่อต้านอิสราเอลในความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ สหรัฐไม่ใช่สมาชิกของ ICC และปฏิเสธอำนาจศาลของ ICC มาโดยตลอด ก่อนหน้านี้ในสมัยแรกของทรัมป์ รัฐบาลสหรัฐเคยใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อเจ้าหน้าที่ของ ICC ที่กำลังสืบสวนกรณีที่กองทัพสหรัฐอาจก่ออาชญากรรมสงครามในอัฟกานิสถาน อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวถูกยกเลิกไปในยุครัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน

ศาลขอนแก่นสั่งคุก ‘ไผ่ ดาวดิน’ 2 ปี 8 เดือน ผิด ม.116 ก่อม็อบปี 63 ให้ประกันวงเงิน 7 หมื่นบาท

ศูนย์ข่าวขอนแก่น - ศาลขอนแก่นพิพากษาจำคุก 'ไผ่ ดาวดิน' 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ผิด ม.116 จากการเข้าร่วมกิจกรรมหมายที่ไหนม็อบที่นั่น เมื่อปี 2563 ให้ประกันตัวหลังวางหลักทรัพย์เป็นเงินสด 70,000 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ (5 ก.พ. 68) ศาลจังหวัดขอนแก่นได้นัดฟังการอ่านคำพิพากษา นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาฐานความผิด ม.116 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจากการเข้าร่วมกิจกรรม “หมายที่ไหนม็อบที่นั่น” ซึ่งจัดโดยกลุ่ม “ขอนแก่นพอกันที” เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2563 ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ออกหมายเรียกและดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยศาลได้มีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือนโดยไม่รอลงอาญา ก่อนที่ทีมทนายจะยื่นขอประกันตัวด้วยเงินสด 70,000 บาท

นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน กล่าวว่า วันนี้เป็นคดีจากการร่วมกิจกรรมชุมนุมหมายที่ไหนม็อบที่นั่น เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งโดนฟ้องในมาตรา 112 และ 116 ร่วมกับนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน แต่มีการจำหน่ายคดีออกไปเหลือตนเองที่ต้องสู้คดี ซึ่งศาลได้ตัดสินจำคุก 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา จึงได้ทำการยื่นประกันตัวในศาลชั้นต้นระหว่างการอุทธรณ์และจะยื่นอุทธรณ์ต่อไปในคดีนี้

"ผมมีคดีที่กำลังอุทธรณ์อยู่เช่นเดียวกันโทษจำคุกอยู่ที่ศาลภูเขียวศาลตัดสินจำคุก 2 ปี 11 เดือน และมีคดี 116 ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น รวมเป็น 4 ปี 19 เดือน วันนี้ยื่นประกันตัวด้วยหลักทรัพย์เงินสด 70,000 บาท เงื่อนไขห้ามไปกระทำความผิดซ้ำ ห้ามไปพูดถึงเอ่ยถึงอีก ห้ามมีคดีอีก"

นายจตุภัทร์กล่าวถึงแนวทางการต่อสู้หลังจากนี้ พวกเราจะกลับมาอีกครั้งโดยจะเน้นพูดถึงประเด็นปัญหาต่างๆ ในสังคม ภายในเดือนนี้จะเริ่มมีการเคลื่อนไหว ฝากติดตามในเพจทะลุฟ้า เพราะเราคิดว่าปัญหาของสังคมไทยเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นต้นตอของปัญหาการเมืองตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน

"ปีนี้เราจะมีการพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะทำให้อำนาจและหน้าที่สถานะต่างๆ ในสังคมไทยได้ถูกกำหนดร่วมกัน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่ถูกกำหนดจากคณะรัฐประหารและเอื้อกลไกผลประโยชน์ต่าง ๆ ให้คณะรัฐประหารหรือฝ่ายอำนาจอนุรักษนิยม เราพร้อมที่จะออกมาและออกมาเรื่อย ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เราจะค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป จะมีข้อเรียกร้องยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวของเราในปีนี้" นายจตุภัทร์กล่าว

Flowers of Manchester ครบรอบ 67 ปี โศกนาฏกรรมที่เปลี่ยนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและฟุตบอลไปตลอดกาล

หากคุณได้มีโอกาสไปเยือนสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด รังเหย้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่มีฉายาว่าโรงละครแห่งความฝัน (Theater of Dreams) และได้ไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ากำแพงอัฒจันทร์ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้คุณจะพบกับแผ่นป้ายจารึกรายชื่อขนาบข้างด้วยดอกไม้แสดงความเคารพและการไว้อาลัย รูปภาพของนักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในยุคอดีต อยู่เคียงข้างกับนาฬิกาเก่าเรือนหนึ่งที่เข็มนาฬิกาหยุดนิ่งอยู่ที่เวลา 15.03 และเหมือนกับว่ามันไม่เคยเดินอีกเลยนับจากนั้น 

6 กุมภาพันธ์ของทุกปี คือวันแห่งความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ไม่เพียงแต่สโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเท่านั้นหากแต่เป็นการสูญเสียที่โลกฟุตบอลทั้งใบต้องจดจำ 

เนื่องในโอกาสครบรอบ 67 ปีแห่ง 'โศกนาฏกรรมมิวนิค 1958' ใด ๆ digest ขอพาทุกท่านย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์แห่งความสูญเสียครั้งประวัติศาสตร์นี้ วันที่ทุกพื้นที่ 'สีแดง' สีประจำสโมสรของ 'ปีศาจแดง' แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะถูกฉาบให้เป็น 'สีดำ'

บัสบี้ เบ็บส์

ในช่วงทศวรรษที่ 1950 เป็นช่วงเวลาที่อังกฤษเพิ่งผ่านความบอบช้ำจากสงครามโลกมาหมาด ๆ และเป็นช่วงเวลาที่ทีมต่างๆกำลังช่วงชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งกันอย่างเข้มข้น และมีหลายทีมที่พัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างน่ากลัว หนึ่งในนั้นคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งผู้ที่กุมบังเหียนทีมในตอนนั้นคือ อเล็กซานเดอร์ แม็ทธิว บัสบี้ หรือในชื่อแฟนบอลคุ้นเคยว่า แม็ตต์ บัสบี้ ก่อนที่จะได้บรรดาศักดิ์ท่านเซอร์ในเวลาต่อมานั่นเอง โดยแทบจะทันทีที่แม็ตต์ บัสบี้เข้ามาคุมทีม เขาก็ได้เพิ่มศักยภาพให้ยูไนเต็ดกลายเป็นทีมที่มีลุ้นในการเป็นแชมป์แห่งอังกฤษ ในช่วง 5 ปีแรกของการคุมทีมนั้น บัสบี้พาทีมเป็นรองแชมป์ได้ถึง 4 ครั้ง ก่อนที่จะประสบความสำเร็จได้แชมป์เอฟเอ คัพในปี 1948 ตามมาด้วยแชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 1951-52 

แต่ปีถัดมาบัสบี้กลับเลือกทำในสิ่งที่แฟนบอลในสมัยนั้นต้องเกาหัวด้วยความงง เมื่อเขาเลือกจะทำการถ่ายเลือดผู้เล่นครั้งใหญ่ ด้วยการโละนักเตะเก่า ๆ ทิ้ง และดันเด็กเยาวชนขึ้นมาเป็นตัวหลักแทนเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาสามารถที่ประสบความสำเร็จได้ด้วยนักเตะอายุน้อย ๆ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ 'บัสบี้ เบ็บส์' และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางการปั้นเยาวชนของสโมสรที่อเล็กซ์ เฟอร์กูสันในวันที่ยังไม่ได้ยศอัศวินจะนำมาใช้ต่อในอีกสามทศวรรษให้หลัง นักเตะหลายคนถูกผลักดันมาจาก 'แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จูเนียร์ แอธเลติก คลับ' ศูนย์ฝึกเยาวชนในสมัยนั้น และยูไนเต็ด เดินหน้าคว้าแชมป์ลีกสูงสุด 2 ปีซ้อน ในฤดูกาล 1955-1956 และ 1956-57 ด้วยอายุเฉลี่ยนักเตะเพียง 22 ปี และยูไนเต็ดกลายเป็นทีมที่เป็นที่ครั่นคร้ามของคู่แข่งไปทั่วทั้งเกาะอังกฤษและทั่วแผ่นดินยุโรป

โศกนาฏกรรมมิวนิค

6 กุมภาพันธ์ 1958 ยูไนเต็ด บุกไปยันเสมอกับ เรดสตาร์ เบลเกรด ทีมจากยูโกสลาเวีย 3-3 ผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกยูโรเปี้ยนคัพ ไปรอดวลกับ 'ปีศาจแดงดำ' เอซี มิลาน

ขากลับจากยูโกสลาเวียทีมงานสตาฟฟ์และผู้เล่นของยูไนเต็ดเดินทางด้วยเครื่องบิน ไฟลท์ BE609 ของสายการบิน British European Airways และต้องแวะเติมน้ำมันที่สนามบินมิวนิค เยอรมัน แต่พอเติมน้ำมันเสร็จแล้ว นักบินกลับไม่สามารถนำเครื่องขึ้นได้ตามปกติเนื่องจากทัศนวิสัยที่ย่ำแย่ ทำให้กัปตันพยายามนำเครื่องขึ้นบินถึงสองครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ และในความพยายามครั้งที่สามนี่เองเครื่องยนต์ที่เร่งมาด้วยความเร็วกว่า 194 กม/ชม. เกิดลื่นไถลตรงปลายสุดของรันเวย์และชนเข้ากับรั้วของสนามบิน ก่อนตัวเครื่องจะหลุดข้ามถนนออกไป โชคร้ายที่อีกฟากหนึ่งนั้นมีบ้านหลังหนึ่งอยู่พอดี ปีกซ้ายของเครื่องบินหมุนฟาดเข้ากับตัวบ้านอย่างแรงจนพังยับ ส่วนหางของเครื่องถูกฉีกออกไปก่อนที่ด้านซ้ายของเครื่องบินจะฟาดเข้ากับต้นไม้ ด้านขวาของเครื่องเข้าไปกระแทกอย่างแรงกับห้องเก็บของซึ่งมียางรถยนต์และน้ำมันอยู่เต็มจนเกิดการลุกไหม้ เกิดไฟลุกท่วมบ้านที่มีสมาชิกหกราย โชคยังดีที่ผู้เป็นแม่กับลูก ๆ อีกสามรายหนีตายจากแรงระเบิดออกมาได้ทัน ส่วนพ่อและลูกสาวคนโตออกไปข้างนอกพอดีเลยรอดตาย

แต่อีก 23 ชีวิตบนเครื่องไม่โชคดีขนาดนั้น ซึ่งรวมถึง 8 นักเตะของยูไนเต็ด และทีมสตาฟฟ์อีก 3 คนไม่ได้กลับบ้านอีกเลยตลอดกาล 21 ชีวิตจบชีวิตลงทันที อีกสามรายอาการยังโคม่า น่าเศร้าที่ เคนเน็ธ เรย์เมนท์ นักบินที่สองทนพิษบาดแผลไม่ไหวสิ้นใจลงในอีกสามสัปดาห์ต่อมา ส่วนดันแคน เอ็ดเวิร์ดส์ ปีกดาวรุ่งตัวความหวังของยูไนเต็ดและทีมชาติอังกฤษยังฟื้นได้สติ แต่ห้าวันต่อมาอาการของเอ็ดเวิร์ดส์ทรุดหนักลง คณะแพทย์พยายามอย่างเต็มที่ที่จะยื้อชีวิตของเขา แต่ก็ไม่สำเร็จ เวลาตีสองสิบห้านาทีของวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1958 ร่างกายของ ดันแคน เอ็ดเวิร์ดส์ ก็ทนรับสภาพไม่ไหวหลังจากยื้อมานานกว่า 15 วัน เขาสิ้นใจลงในโรงพยาบาลท่ามกลางความโศกเศร้าของแฟนบอลทั่วโลก

ภายหลังจากโศกนาฏกรรม
แม็ตต์ บัสบี้ เป็นหนึ่งในผู้ที่รอดชีวิต แต่ก็ต้องนอนโรงพยาบาลนานถึงสองเดือน เขาเคยคิดจะเลิกคุมทีมจากสภาพร่างกายและจิตใจที่ได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก แต่ก็ได้รับกำลังใจจากภรรยา ครอบครัว และแฟนบอลนี่เองที่ฉุดบัสบี้ออกมาจากโลกแห่งความเศร้า เขากลับไปยังแมนเชสเตอร์และปรากฏตัวต่อหน้าฝูงชนเป็นครั้งแรกในนัดชิงชนะเลิศของเอฟเอ คัพ ปี 1958 ที่ยูไนเต็ดได้เข้าชิงกับโบลตัน ด้วยการขาดกำลังหลักไปพร้อมกันทีเดียว ผลงานในลีกจึงตกต่ำลงทันที หลังจากเหตุการณ์ที่มิวนิค ทีมเก็บชัยชนะได้อีกเพียงครั้งเดียวในฤดูกาลที่เหลือเหนือซันเดอร์แลนด์ในเดือนเมษายน อันดับร่วงไปจบที่ 9 ส่วนในเอฟเอ คัพ ผลงานดีกว่า เกมที่พบกับเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ นัดแรกหลังจากโศกนาฏกรรม ลงเอยด้วยชัยชนะ 3-0 และในถ้วยใบนี้พวกเขาทำผลงานได้ดีจนได้เข้าชิงชนะเลิศ

สุดท้าย แม็ตต์ บัสบี้ กลับมาคุมทัพและพาทีมกลับมาเป็นแชมป์ลีกได้อีกครั้ง ด้วยขุนพลรุ่นใหม่อย่าง จอร์จ เบสต์, น็อบบี้ สไตล์ส, ไบรอัน คิดด์ บวกกับ ชาร์ลตัน และโฟลค์ ที่เป็นเหมือนกับสัญลักษณ์ของทีมชุดก่อน

เป็นเวลา 10 ปีพอดีนับจากโศกนาฏกรรมที่มิวนิค แม็ตต์ บัสบี้ และนักเตะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดชุดที่เกรียงไกรที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ นำโดยหนึ่งในผู้ประสบเหตุที่มิวนิคแต่รอดชีวิตมาได้อย่าง บ็อบบี้ ชาน์ลตัน พวกเขาผงาดคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ ปี 1968 และเป็นทีมแรกของอังกฤษที่ทำได้

จากวันนั้นถึงวันนี้ ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ของทุกปี จะมีพิธีร่วมรำลึกถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมดังกล่าว โดยทุกคนจะใช้คำเรียกขานถึงผู้ที่จากไปและเหตุการณ์เลวร้ายในครั้งนั้นว่า 'Flower Of Manchester' ซึ่งมีที่มาก็จากวงดนตรีพื้นเพจากเมืองแมนเชสเตอร์ชื่อ The Spinner ที่แต่งเพลง Flower Of Manchester เพื่อแสดงความเคารพและรำลึกถึงนักเตะยูไนเต็ดในยุคนั้น 

จากวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1958 จนถึงวันนี้เป็นเวลา 67 ปีเต็มพอดี แต่เรื่องราวของเหล่าบัสบี้ เบ็บส์ยังได้ถูกส่งต่อไปยังรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่เคยสิ้นสุด พวกเขาไม่เป็นเพียงแค่ความภาคภูมิใจของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเท่านั้น แต่คือเกียรติยศของฟุตบอลอังกฤษในการส่งมอบมิตรภาพและความยอดเยี่ยมของฟุตบอลอังกฤษให้ชาวยุโรปได้รู้จักถึงความเป็นนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้และแพสชันในฟุตบอลที่ไม่เคยเลือนหาย

เวลาของนาฬิกาเรือนอื่น ๆ จะหมุนเดินต่อไป แต่สำหรับ 15.03 ของวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1958 นาฬิกาเรือนเก่าที่ตั้งอยู่ข้างรูปภาพของเหล่าบัสบี้ เบ็บส์บนกำแพงที่สนามโอล์ดแทรฟฟอร์ดนี้จะหยุดนิ่งอยู่ตลอดไปเช่นเดียวกับลมหายใจของทั้ง 23 ชีวิตที่จากไป แต่จิตวิญญาณของพวกเขาไม่ได้หายไปไหน พวกเขายังคงเล่นฟุตบอลด้วยความสนุกสนานและจะยังมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของทุกชีวิตที่รักในฟุตบอลตลอดไป

ด้วยจิตคารวะจาก ใดๆdigest ต่อดวงจิตทุกดวงในนาม Flowers of Manchester

นายพลเร่งดันใช้โซลาร์เซลล์ ลดเสี่ยงอุตสาหกรรมสะดุด

(7 ก.พ.68) พลเอก โซ วิน รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และประธานคณะกรรมการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดย่อย (MSME) ของเมียนมา สนับสนุนให้ภาคธุรกิจหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าในประเทศ

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์เดอะมิเรอร์เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการ MSME ในกรุงเนปิดอว์ได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการจัดหาพลังงานให้กับภาคอุตสาหกรรม โดยพล.อ.โซ วิน เน้นย้ำถึงความสำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์ในฐานะทางเลือกที่ช่วยลดผลกระทบจากปัญหาไฟฟ้าขาดแคลน

ปัจจุบัน เมียนมามีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมมากกว่า 6,300 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม โรงงานหลายแห่งต้องหยุดดำเนินการจากปัญหาต่าง ๆ ขณะที่กระทรวงพลังงานไฟฟ้ากำลังเร่งจัดหาไฟฟ้าทางเลือกเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

พล.อ.โซ วิน เปิดเผยว่า มีบริษัทบางแห่งเริ่มใช้พลังงานแสงอาทิตย์แล้ว และสามารถขยายกิจการได้อย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างให้ธุรกิจอื่น ๆ หันมาลงทุนด้านพลังงานสะอาดมากขึ้น นอกจากนี้ เขายังชี้ว่า การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ไม่เพียงช่วยให้ธุรกิจมีไฟฟ้าใช้อย่างมั่นคง แต่ยังเปิดโอกาสให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่โครงข่ายแห่งชาติ ทำให้สามารถคืนทุนจากการลงทุนในระบบพลังงานแสงอาทิตย์ได้ในระยะเวลาไม่นาน

นอกจากพลังงานแสงอาทิตย์ รัฐบาลเมียนมายังเดินหน้าผลิตพลังงานไฮบริดจากก๊าซธรรมชาติและพลังงานแสงอาทิตย์ รวมกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ในหลายภูมิภาคและรัฐ เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนพลังงานในระยะยาว

‘ต๊ะ นารากร’ สวนดราม่าวิจารณ์การแต่งตัวนายกฯ ลั่น เป็นผู้นำประเทศไม่ใช่การทำตามสไตล์ตนเอง

(7 ก.พ.68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นารากร ติยายน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า...เมื่อดิฉันคอมเมนต์การแต่งตัวของนายกฯ ขณะพบปะกับผู้นำจีน ก็จะมีคนมาตอบเชิงต่อว่า

ไปยุ่งไรกับการแต่งตัวคนอื่นอ่าคะ
ตอบ > ถ้าคนคนนั้นไม่ใช่นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ดิฉันก็ไม่วิจารณ์หรอกค่ะ

ที่วิจารณ์เค้าอ่ะมีเงินซื้อรองเท้าใส่แบบเค้าหรือเปล่า
ตอบ > ไม่มีเงินซื้อรองเท้าราคา 5 หมื่นใส่หรอกค่ะ แต่มีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ได้ตามรัฐธรรมนูญ

สไตล์ใครสไตล์มัน ต้องให้ตามใจคุณหรือ
ตอบ > การเดินทางไปพบปะผู้นำประเทศไม่ใช่การทำตามสไตล์ตนเอง แต่ไปเป็นตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศ

ไทยคว้าที่ 2 ประกวดแกะสลักหิมะ ‘ซัปโปโร’ จากผลงาน ‘ประเพณีสงกรานต์’ ผ่านความน่ารักของช้างแม่-ลูก

(7 ก.พ.68) ทีมนักแกะสลักหิมะตัวแทนประเทศไทย คว้าอันดับที่ 2 (รางวัลรองชนะเลิศ) ในการประกวดแข่งขันแกะสลักหิมะ 'Sapporo International Snow Sculpture ครั้งที่ 49' ที่เมืองซัปโปโร เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น จากผลงาน 'The World Water Festival' ที่นำเสนอเรื่องราวของประเพณีสงกรานต์ผ่านการเล่นน้ำของช้างแม่-ลูก ขณะที่ทีมจากมองโกเลียคว้าแชมป์ไปครองอีกครั้ง

สำหรับทีมนักแกะสลักหิมะจากประเทศไทยประกอบด้วย กุศล บุญกอบส่งเสริม, อำนวยศักดิ์ ศรีสุข และ กฤษณะ วงศ์เทศ

โดยพวกเขาได้ร่วมกันนำความภาคภูมิใจของคนไทยไปประกาศให้ทั่วโลกได้รับรู้ผ่านผลงานแกะสลักที่มีชื่อว่า 'The World Water Festival' ถ่ายทอด 'ประเพณีสงกรานต์' ที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความเคารพผู้ใหญ่ ความรักในครอบครัว และการแบ่งปันความสุข โดยนำเสนอผ่านความน่ารักของ 'ช้างแม่-ลูก' สัตว์มงคลคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย รวมทั้งเป็นการเฉลิมฉลองที่ประเพณีสงกรานต์ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ โดยยูเนสโก

สำหรับผลงานอื่น ๆ 
อันดับ1 มองโกเลีย
อันดับ2 ไทย
อันดับ 3 ลิธัวเนีย
อันดับ 4 สิงคโปร์
อันดับ 5 อินโดนีเซีย

‘สารตะกั่ว’ คร่าชีวิตมนุษย์มหาศาลมากกว่าสงครามโลกทั้ง 2 ครั้งรวมกัน

30 ปีก่อน น้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในยานพาหนะไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เรือยนต์ และเครื่องบิน ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในล้วนแล้วแต่มีส่วนผสมของ ‘สารตะกั่ว’ ซึ่งเป็นสารเคมีประเภทโลหะหนักที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องของการคร่าชีวิตมนุษย์ที่เกิดขึ้นด้วยความไม่รู้จนกลายเป็นความสมัครใจของประชาชนพลโลกทั้งหลาย การที่รถยนต์ซึ่งใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งทำงานด้วยการระเบิดหรือเผาไหม้ส่วนผสมของเชื้อเพลิง โดยทั่วไปคือน้ำมันเชื้อเพลิงกับอากาศที่เกิดขึ้นภายในเครื่องยนต์ แล้วเกิด Oxidizing กระทั่งมีการขยายตัวจนแตกตัวภายในห้องเผาไหม้ ทำให้แรงระเบิดจากการเผาไหม้จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงาน ซึ่งเครื่องยนต์เผาไหม้ภายในได้พลังงานจากการระเบิดดังกล่าวมาใช้ขับเคลื่อนตัวรถยนต์ แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1920 เมื่ออุตสาหกรรมรถยนต์เฟื่องฟู รถยนต์กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งอนาคตแห่งความก้าวหน้าและความเป็นอิสระ แต่เครื่องยนต์ในยุคนั้นกลับมีปัญหาอย่างหนึ่งเกิดขึ้น นั่นก็คือเครื่องยนต์มักจะเดินสะดุดจนมีอาการน็อคบ่อย ๆ เมื่อเกิดปัญหานี้ขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงทำให้เครื่องยนต์สึกหร่อเร็วขึ้น ประหยัดน้ำมันน้อยลง และทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกรำคาญ

ในปี 1921 Thomas Midgley Jr. นักเคมีของบริษัท General Motors ค้นพบว่า การเติม ‘สารตะกั่ว’ (Tetraethyl Lead) ลงในน้ำมันเบนซินสามารถช่วยในเรื่องของการลดการสึกหรอ โดยเฉพาะบริเวณบ่าวาล์ว ช่วยเพิ่มออกเทน และที่สำคัญคือ เป็น 'สารป้องกันการน็อค' ช่วยลดปัญหาการชิงจุดระเบิดหรือ Knocking GM ทำให้แก้ไขปัญหาเครื่องยนต์น็อคได้ ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานราบรื่นขึ้น ประหยัดน้ำมันมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพของรถยนต์โดยเฉพาะสมรรถนะของเครื่องยนต์ ความก้าวหน้าครั้งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นการปฏิวัติวงการรถยนต์ในขณะนั้นเลยทีเดียว แต่สารตะกั่วกลับกลายเป็นมลพิษโดยเฉพาะกับเด็ก ๆ การใช้สารตะกั่วในน้ำมันเบนซินทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศในเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์เป็นอย่างมาก ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 เริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์จากน้ำมันเบนซินผสม ‘สารตะกั่ว’ เนื่องจากไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงถึงความเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ความกังวลเหล่านี้จึงลดลงไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งในปี 1969 มีการศึกษาทางคลินิกครั้งแรกซึ่งแสดงให้เห็นว่า สารตะกั่วมีผลกระทบทางลบต่อมนุษย์อย่างมาก จากนั้น หลักฐานที่เกี่ยวกับขอบเขตของการได้รับพิษจาก ‘สารตะกั่ว’ และความเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพทางปัญญาที่ไม่ดีในเด็กก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาพิษจากสารตะกั่วในเด็กได้สรุปไว้ว่า “แนวคิดในการเติมสารตะกั่วลงในน้ำมันเบนซินใช้เวลาเพียง 2 ปี แต่ต้องใช้เวลาถึง 60 ปีในการเลิกเติมสารตะกั่วในน้ำมันเบนซิน” 

เพื่อตอบสนองต่อปัญหานี้ ในช่วงทศวรรษปี 1970 หลายประเทศจึงเริ่มเลิกใช้น้ำมันเบนซินผสมตะกั่ว ตัวอย่างเช่น สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกาได้ออกแนวปฏิบัติเพื่อลดปริมาณตะกั่วในปี 1983 แต่กว่าที่ญี่ปุ่นจะได้เป็นประเทศแรกที่ห้ามใช้สารตะกั่วทั้งหมดก็ต้องรอจนถึงปี 1986 ซึ่งเป็นเวลาหกทศวรรษหลังจากที่ได้มีการเติมสารตะกั่วในน้ำมันเบนซิน และในปี 2021 สามทศวรรษครึ่งต่อมา แอลจีเรียได้กลายเป็นประเทศสุดท้ายที่ห้ามใช้สารตะกั่วในน้ำมันเบนซิน ดังนั้น ปัจจุบันทุกประเทศบนโลกใบนี้ได้เลิกใช้น้ำมันเบนซินที่มีสารตะกั่วหมดแล้ว ตลอดระยะเวลาการใช้น้ำมันเบนซินที่เติม ‘สารตะกั่ว’ แต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เลือกที่จะเพิกเฉยทั้ง ๆ ที่สารตะกั่วเป็นสารพิษต่อระบบประสาทตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การใช้น้ำมันเบนซินผสมสารตะกั่วอย่างแพร่หลายส่งผลให้มีการปล่อยไอตะกั่วจำนวนมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศ เด็ก ๆ เป็นกลุ่มที่เปราะบางเป็นพิเศษ โดยเด็ก ๆ หลายล้านคนต้องทนทุกข์ทรมานจากความบกพร่องทางสติปัญญา ความล่าช้าในการพัฒนา และปัญหาด้านพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัส ‘สารตะกั่ว’ คนหลายชั่วอายุคนได้สูดดมควันพิษจากสารตะกั่วเข้าไปโดยไม่รู้ตัว

ปัญหาการตกค้างของมลพิษจากสารตะกั่วเป็นปัญหาที่สะสมเรื้อรังยาวนาน ตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักรได้เลิกการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ที่เติม ‘สารตะกั่ว’ อันเป็นแหล่งที่มาหลักของสารตะกั่วในสิ่งแวดล้อมช่วงศตวรรษที่ 20 ตั้งแต่ปี 1999 แล้ว แต่การค้นพบในบทความวิจัย ‘Strong evidence for the continued contribution of lead deposited during the 20th century to the atmospheric environment in London of today‘ พบว่า แม้ผ่านมาแล้วเกินกว่า 20 ปี ยังคงมีอนุภาคของสารตะกั่วในอดีตหลงเหลืออยู่ในอากาศของมหานครลอนดอนจนถึงปัจจุบัน สำหรับประเทศไทยได้ยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันเบนซินชนิดที่มีสารตะกั่วทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 1996 (พ.ศ. 2539) เป็นต้นมา 

แม้ว่าจะมีการยกเลิกการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ที่เติมสารตะกั่วแล้วก็ตาม แต่ยังโลกก็ยังคงเผชิญพิษภัยจาก ‘สารตะกั่ว’ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ทุกปี จะมีผู้เสียชีวิตจากพิษของ ‘สารตะกั่ว’ ประมาณ 1 ล้านคน และล้มป่วยอีกหลายล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก การสัมผัสกับตะกั่วแม้ในระดับต่ำจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตลอดชีวิต รวมทั้งโรคโลหิตจาง ความดันโลหิตสูง พิษต่อภูมิคุ้มกัน และความเป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ ผลกระทบต่อระบบประสาทและพฤติกรรมจากตะกั่วอาจไม่สามารถกลับคืนสู่สภาวะปกติได้ องค์การอนามัยโลกได้แนะนำว่า ควรระบุแหล่งที่มาของการสัมผัสตะกั่ว และดำเนินการเพื่อลดและยุติการสัมผัสสำหรับบุคคลที่มีระดับตะกั่วในเลือดมากกว่า 5ug/dl ไม่มีระดับการสัมผัสสารตะกั่วที่ปลอดภัยจึงเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะสุขภาพของเด็ก องค์การยูนิเซฟประมาณการว่า เด็ก 1 ใน 3 คน หรือประมาณ 800 ล้านคนทั่วโลก มีระดับสารตะกั่วในเลือดอยู่ที่ 5 µg/dl ขึ้นไป และจำเป็นต้องดำเนินการทั่วโลกทันทีเพื่อแก้ไขปัญหานี้ 

สารตะกั่วเป็นพิษต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายหลายระบบ รวมถึงระบบประสาทส่วนกลางและสมอง ระบบสืบพันธุ์ ไต ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบเลือด และระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ประมาณการว่า ความพิการทางสติปัญญาที่ไม่ทราบสาเหตุร้อยละ 30 โรคหัวใจและหลอดเลือดร้อยละ 4.6 และโรคไตเรื้อรังร้อยละ 3 เกิดจากการรับสารตะกั่วเข้าไปในร่างกาย โดยมีแหล่งรับสารตะกั่วจำนวนมากในสถานประกอบการอุตสาหกรรม เช่น การทำเหมืองและการหลอมโลหะ การรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์และแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด ระบบประปา และกระสุนปืน และในสถานที่ที่อาจทำให้เด็กและวัยรุ่นได้รับสารตะกั่วได้โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ การสัมผัสสารตะกั่วยังสามารถเกิดขึ้นได้ในสถานที่ที่ไม่ใช่อุตสาหกรรม เช่น สีตะกั่วที่พบได้ใน บ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล และสนามเด็กเล่น เด็ก ๆ อาจกลืนเอาเศษและฝุ่นจากของเล่นหรือพื้นผิวที่เคลือบตะกั่ว หรือสัมผัสสารตะกั่วผ่านเซรามิกเคลือบตะกั่ว ยาแผนโบราณและเครื่องสำอางบางชนิด แหล่งการสัมผัสสารตะกั่วที่สำคัญ ได้แก่ การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมจากการรีไซเคิลแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดและจากการทำเหมืองและหลอมตะกั่วที่ควบคุมได้ไม่ดี การใช้สารรักษาแบบดั้งเดิมที่มี ‘สารตะกั่ว’ เคลือบเซรามิกที่มีสารตะกั่วที่ใช้ในภาชนะบรรจุอาหาร ท่อน้ำที่มีสารตะกั่วและส่วนประกอบอื่น ๆ ที่มีสารตะกั่วในระบบจ่ายน้ำ และสีที่มี ‘สารตะกั่ว’ องค์การอนามัยโลกได้ระบุว่า สารตะกั่วเป็นสารเคมี 1 ใน 10 ชนิดที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพสาธารณะ ซึ่งประเทศสมาชิกจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อปกป้องสุขภาพของคนงาน เด็ก และสตรีวัยเจริญพันธุ์ และได้เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ห้ามใช้สีที่มี ‘สารตะกั่ว’ ให้มีการระบุและกำจัดแหล่งที่มาของสารตะกั่วทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารตะกั่วในทางที่ผิด และป้องกันการรับพิษจาก ‘สารตะกั่ว’ 

สำหรับประเทศไทย มีการดำเนินงานการเฝ้าระวังสารตะกั่วอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเด็ก ๆ ในพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่ภาคกลางดำเนินงานในกลุ่มเด็กพื้นที่คลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรี กลุ่มอาชีพหล่อพระพุทธรูป จังหวัดสมุทรสาคร พื้นที่จังหวัดระยอง ดำเนินงานในศูนย์เด็กเล็ก พื้นที่ภาคเหนือ การปนเปื้อนตะกั่วจากหม้อแบตเตอรี่ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในกลุ่มประกอบอาชีพคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ ทำรางน้ำฝน หรือพื้นที่ภาคใต้ในกลุ่มเด็กเล็กที่ผู้ปกครองประกอบอาชีพมาดอวน เป็นต้น โดยมีการเก็บตะกั่วบนพื้นผิวในบ้าน เจาะเลือดเด็กเพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งลักษณะการดำเนินงานเป็นการดำเนินงานเชิงรุก ซึ่งสำนักงานป้องกันควบคุมโรค (สคร.) ร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และหน่วยบริการสุขภาพภายใต้กระทรวงสาธารณสุขในแต่ละพื้นที่ได้เข้าไปดำเนินการ ทำให้พบว่า มีเด็กในวัย 0-5 ปีราว 29% สัมผัสปัจจัยเสี่ยง ‘สารตะกั่ว’ โดยส่วนใหญ่การสัมผัสจากแหล่งภายนอกบ้าน

ปัจจัยหลักในการรับสัมผัสสารตะกั่วของเด็ก ๆ ในสิ่งแวดล้อมเกิดจากการที่นำอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับตะกั่วเข้ามาใกล้ตัวเด็ก ๆ การที่ทำงานของผู้ใกล้ชิดเด็ก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตะกั่วโดยไม่ปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันการรับสัมผัสตะกั่ว เช่น การไม่เปลี่ยนชุดทำงาน อาบน้ำเมื่อเลิกงาน การเก็บสิ่งของที่ปนเปื้อนตะกั่วในที่พักอาศัย และอีกปัจจัยสำคัญ คือ พฤติกรรมของเด็กที่เสี่ยงต่อการรับสัมผัสตะกั่ว เช่น การชอบดูดนิ้ว จับสิ่งของเข้าปาก ไม่ล้างมือ ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวทำให้ตะกั่วเข้าสู่ร่างกายได้โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ดังนั้นจึงต้องมีการให้ความรู้ในการป้องกันและลดการรับสัมผัสตะกั่วเข้าสู่ร่างกายสำหรับประชาชนทั่วไป ผู้ปกครอง ครู/ครูพี่เลี้ยง และการจัดอบรมหลักสูตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และการลดการรับสัมผัสตะกั่วของเด็ก ๆ ในสิ่งแวดล้อม ตลอดจนมีการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็กเล็ก เน้นการทำงานเชิงรุกเพื่อจัดการไม่ให้ตะกั่วที่อยู่รอบตัวเข้าสู่ร่างกายของเด็ก ๆ ได้อีกต่อไป

สกพอ. MOU กระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ผนึกกำลังส่งเสริมการลงทุนด้านเศรษฐกิจดิจิทัล สู่พื้นที่อีอีซี

เมื่อวันที่ (6 ก.พ.68) ณ North Hall มหาศาลาประชาชน สาธารณรัฐประชาชนจีน นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ นายหลี่ เฉียง (H.E. Mr. Li Qiang) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมด้านการลงทุนสาขาเศรษฐกิจดิจิทัล ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กับ กระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี และนายหวัง เหวินเทา (Mr. Wang Wentao) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจฯ ซึ่งมีผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐทั้งจากประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าร่วมงาน

ในการลงนาม MOU ครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี และถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายด้านดิจิทัล ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตลอดจนยกระดับมาตรฐานด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของทั้งสองฝ่าย และเสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาระบบการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพ ระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ คลังสินค้าอัจฉริยะ การแสดงสินค้าทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things หรือ IoT) และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนอย่างเต็มที่ ซึ่งในช่วงปี พ.ศ. 2561 – เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา ภาคธุรกิจจีน ให้ความสนใจในการลงทุนเป็นอย่างมาก โดยมีมูลค่าการลงทุนสูงในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มูลค่ารวม 289,951 ล้านบาท ทำให้ความร่วมมือดังกล่าวเน้นย้ำการสนับสนุนให้เกิดการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มผู้ประกอบการเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี

สองแบรนด์สหรัฐ Calvin Klein - Tommy Hilfiger ถูกขึ้นบัญชีดำ ตอบโต้นโยบายทรัมป์ อาจเสี่ยงปิดกิจการในจีน

(7 ก.พ.68) ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อรัฐบาลจีนตัดสินใจขึ้นบัญชีดำ PVH Corp. บริษัทแม่ของแบรนด์แฟชั่นระดับโลก Calvin Klein และ Tommy Hilfiger หลังถูกกล่าวหาว่าปฏิเสธการใช้ฝ้ายจากเขตซินเจียง มาตรการนี้อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจของ PVH ในจีน รวมถึงความเสี่ยงในการปิดร้านค้าปลีกและโรงงานผลิตในประเทศ

ย้อนกลับไปในเดือนกันยายน 2024 กระทรวงพาณิชย์ของจีนได้เริ่มสอบสวน PVH โดยกล่าวหาว่าบริษัทปฏิเสธการใช้ฝ้ายจากซินเจียง ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคนี้ จนกระทั่งล่าสุด จีนได้ขึ้นบัญชีดำ PVH ภายใต้กฎหมายว่าด้วยหน่วยงานที่ไม่น่าเชื่อถือ

การขึ้นบัญชีดำครั้งนี้เปิดทางให้รัฐบาลจีนสามารถใช้มาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรง อาทิ ห้ามนำเข้าและส่งออกสินค้า เพิกถอนใบอนุญาตดำเนินธุรกิจ และ ปฏิเสธการออกวีซ่าและขับไล่พนักงานต่างชาติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง PVH อาจต้องปิดร้านค้าปลีกและโรงงานผลิตทั้งหมดในจีน รวมถึงอาจถูกห้ามจำหน่ายสินค้าให้กับผู้บริโภคชาวจีนทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่ามาตรการดังกล่าวจะถูกบังคับใช้ใน ฮ่องกง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของบริษัท

หลังจากถูกขึ้นบัญชีดำ PVH ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวัง ต่อการตัดสินใจของรัฐบาลจีน แต่ยืนยันว่าบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจในจีนตามปกติ

“ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เราปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดของจีนอย่างเคร่งครัด เราหวังว่าจะสามารถหาทางออกที่เป็นบวกและร่วมมือกับทางการจีนต่อไป”

แม้ว่ายอดขายของ PVH ในจีนจะคิดเป็นเพียง 6% ของรายได้รวม แต่บริษัทต้องพึ่งพาการผลิตในจีนถึง 18% ของสินค้าทั่วโลก ทำให้การถูกคว่ำบาตรอาจสร้างแรงกดดันต่อซัพพลายเชนของแบรนด์

Neil Saunders นักวิเคราะห์จาก GlobalData มองว่า การขึ้นบัญชีดำ PVH ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะถึงแม้บริษัทสามารถย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น แต่ปัญหาสำคัญคือ คุณภาพการผลิตที่จีนสร้างขึ้นมาอย่างยาวนาน

“คุณสามารถหาฐานการผลิตใหม่ได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการรับประกันมาตรฐานคุณภาพ ซึ่งจีนมีทักษะและความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ”

Sam Eide ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก Asia Group วิเคราะห์ว่า จีนต้องการใช้ PVH เป็นตัวอย่าง ให้บริษัทสหรัฐฯ เห็นถึงความเสี่ยงในการทำธุรกิจในประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ บัญชีดำของจีนมักพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมกลาโหมหรือเทคโนโลยีมากกว่า

“นี่อาจเป็นกลยุทธ์ของจีนในการกดดันรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เดินหน้านโยบายขึ้นภาษีสินค้าจีนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังแบรนด์อเมริกันรายอื่น เช่น Nike และ Apple ที่พึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top